ออมสินตั้งเป้ากำไรปี 60 ลดลง สวนทางหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834709


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานของธนาคารปี 60 ได้ตั้งเป้ามีกำไรสุทธิ 21,000 ล้านบาท โดยปี 59 มีกำไรสุทธิหลังหักสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 25,000 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อตั้งเป้าโต 3% หรือเท่ากับ 1.5 เท่าของจีดีพี เพิ่มขึ้นสุทธิ 68,000 ล้านบาท โดย ม.ค.มีสินเชื่อรอเบิกจ่าย 80,000 ล้านบาท ส่งผลให้สินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นแตะ 2 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันมีสินเชื่อคงค้าง 1.9 ล้านล้านบาทด้านเงินฝากตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 64,000 ล้านบาท หรือโต 3% โดยสิ้นปี 59 ธนาคารมียอดเงินฝาก 2.16 ล้านล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 2.5 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปี 60 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.4% จากสิ้นปี 59 อยู่ที่ 2.04% หรือราว 38,700 ล้านบาท เนื่องจากประชาชนฐานรากได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ยังไม่ดี และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินเอ็นพีแอลปีนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยธนาคารจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดศูนย์ติดตามการแก้ไขหนี้ เพื่อเฝ้าดูแลและระวังหนี้เสีย

นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นปี 60 ธนาคารยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ ในการปล่อยสินเชื่อ ไม่คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ในปีแรก และปีที่ 2-5 คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยรายละ 50,000 บาท โดยพร้อมช่วยเหลือเพิ่มเติมหากเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ส่วนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาปรับใช้เพื่อช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยปัจจุบันซอฟต์โลนที่ปล่อยให้เอสเอ็มอีได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 8,000 ล้านบาท จากวงเงินทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท หากกระทรวงการคลังต้องการให้นำซอฟต์โลนไปใช้ช่วยน้ำท่วม ก็ขอให้มีคำสั่งที่ชัดเจนก็สามารถดำเนินการได้ “สินเชื่อที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น คิดดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว แต่จะให้คิดดอกเบี้ย 0% คงทำไม่ได้ แต่หากจำเป็นต้องดำเนินการ ก็จะขอให้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยถึงจะทำได้”.

 

ชงเพิ่มโทษ เอาผิดรถสาธารณะนอกคอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ม.ค. 2560 01:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834670


คมนาคม หารือกรมการขนส่งทางบก เสนอมาตรการเพิ่มโทษ รถสาธารณะนอกคอก ก่อนเสนอ คสช. ใช้ ม.44 บังคับใช้กฎหมาย …นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้หารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เกี่ยวกับข้อเสนอมาตรการเร่งลดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการปรับเพิ่มบทลงโทษ กรณีฝ่าฝืน พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ซึ่งจะเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ในการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิผล และมีผลในทางปฏิบัติมากกว่าปัจจุบัน โดยได้มอบนโยบายว่าการเพิ่มโทษโดยใช้มาตรา 44 ครั้งนี้ ให้เน้นประเด็นเกี่ยวกับความปลอดภัย และการเอาเปรียบผู้โดยสารก่อน ประเด็นใดที่ยังไม่มีในกฎหมายเดิม และต้องการบังคับใช้ให้คนเข็ดหลาบ รวมทั้งกรณีที่ แม้จะมีผลบังคับใช้แล้วแต่ยังไม่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการก็ให้เสนอในครั้งนี้เลย เพราะปัจจุบันกฎหมายยังไปไม่ถึงผู้ประกอบการ ดังนั้นการจะลงโทษผู้ประกอบการด้วยจึงทำไม่ได้เลย

ด้าน นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดี ขบ. กล่าวว่า การเพิ่มโทษในครั้งนี้ จะครอบคลุมรถโดยสารสาธารณะ และรถรับจ้างสาธารณะทั้งหมด เช่น หากขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต เดิมปรับคนขับไม่เกิน 1,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือน เปลี่ยนเป็นปรับไม่เกิน 5,000 บาท จำคุกเป็น 3 เดือน และผู้ประกอบการจะโดนปรับด้วยไม่เกิน 50,000 บาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ต้องดูรายละเอียดอีกครั้งว่าต้องปรับเพิ่มโทษในส่วนใดอีกบ้าง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. เน้นย้ำเสมอว่า การจะนำมาตรา 44 มาบังคับใช้นั้นต้องเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์กับประชาชน ถ้าอะไรที่ยังไม่จำเป็นก็ให้ใช้ช่องทางปกติ จึงคิดว่าจะเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักก่อน ทั้งนี้คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะสามารถส่งข้อเสนอการปรับเพิ่มโทษดังกล่าวให้กระทรวงคมนาคม และคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาได้ ก่อนที่จะเสนอ คสช. พิจารณาและประกาศใช้มาตรา 44 ต่อไป

 

ท่าอากาศยานไทย ตั้งเป้าผู้โดยสารโต 10% ทุ่มงบลงทุนปีนี้ 1.3 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2560 20:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834577


ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT เผยปี 59 มีผู้โดยสารใช้สนามบิน 6 แห่งของบริษัททั้งสิ้น 120 ล้านคน ขยายตัว 12.3% พร้อมตั้งเป้าปีนี้ผู้โดยสารใช้สนามบินโต 10% ทุ่มงบลงทุนอีก 1.3 หมื่นล้าน…เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 60 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2559 มีปริมาณผู้โดยสาร 6 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย หาดใหญ่ และภูเก็ต รวมทั้งสิ้น 120 ล้านคน ขยายตัวราว 12.3% เมื่อเทียบกับปี 2558

นอกจากนี้ยังครองสัดส่วนตลาดได้ถึง 85% ส่วนปีงบประมาณ 2560 นั้น มีอัตราการเติบโตของผู้โดยสารในไตรมาสแรกประมาณ 7-8% ซึ่งในเดือน ธ.ค.59 มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10% ดังนั้นหากยังเป็นไปตามนี้ ก็จะเป็นไปตามเป้าที่ ทอท.ตั้งไว้ว่าจะมีอัตราการเติบโตทั้งปีที่ 10%

ส่วนในปี 2560 มีแผนลงทุนรวมทั้งสิ้น 1.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งบลงทุนรายปี 4 พันล้านบาท งบลงทุนต่อเนื่อง 4 พันล้าน และงบลงทุนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ และภูเก็ต 5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามใน 10 ปีข้างหน้า ทอท.มีแผนลงทุนพัฒนาสนามบินอีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 125% จาก 80 ล้านคน เป็น 180 ล้านคน.

 

พณ. ใช้เวที WEF โชว์วิสัยทัศน์ ดึงนักลงทุนส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2560 19:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834474


พาณิชย์ ใช้เวที WEF 2017 โชว์วิสัยทัศน์ ดันไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรนวัตกรรม ดึงนักลงทุนเข้าลงทุนผลิตอาหารแปรรูป-สมุนไพร พร้อมชี้แจงให้ที่ประชุมทราบถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 ทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น…วันที่ 12 ม.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 17-20 ม.ค.60 จะเดินทางเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum 2017 ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยไทยจะใช้โอกาสนี้แสดงวิสัยทัศน์ที่จะเน้นการพัฒนาภาคการเกษตร และการผลิตแห่งอนาคต ที่จะมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมในภาคการผลิต และจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลพร้อมให้สิทธิพิเศษในด้านการส่งเสริมการลงทุนเช่นเดียวกับการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ

ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุม WEF จะมีภาคเอกชนรายใหญ่ๆ ของโลก เช่น บริษัท เนสท์เล่, ยูนิลีเวอร์, เป๊ปซี่โค, ไอบีเอ็ม ฯลฯ เข้าร่วมด้วย ซึ่งไทยจะใช้โอกาสนี้เชิญชวนให้นักลงทุนเหล่านี้ โดยเฉพาะรายที่ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น เนสท์เล่ เข้ามาลงทุนในสินค้าเกษตร ที่ต้องใช้นวัตกรรม หรือการแปรรูปสมุนไพรให้มากขึ้น จากเดิมที่เนสท์เล่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยทำให้ไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตร โดยใช้นวัตกรรม และมีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

“อย่างบริษัท เนสท์เล่ ที่ไม่ได้เพาะปลูกสินค้าเกษตรเลย แต่สามารถเป็นผู้ผลิตและส่งออกกาแฟ โกโก้ หรือสินค้าอื่นๆ ได้ทั่วโลก ซึ่งไทยจะเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป หรืออาหารสำหรับอนาคต เพราะไทยมีสินค้าเกษตรที่หลากหลายอยู่แล้ว หรือมาลงทุนแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และทำให้เศรษฐกิจฐานรากของไทยดีขึ้น”

นอกจากนี้ ตนจะมีโอกาสกล่าวปาฐกถาในหัวข้อเกษตรในอนาคต ซึ่งตนจะชี้แจงให้ที่ประชุมเห็นถึงแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระราชทานให้กับคนไทย และทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงในหัวข้อเกี่ยวการผลิตในอนาคต ซึ่งจะชี้แจงให้ที่ประชุมเห็นถึงการผลิตในอนาคตไม่ใช่เพียงแค่ด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงเกษตรสมัยใหม่ ที่ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรด้วย

สำหรับการประชุม WEF มีผู้นำจากภาคธุรกิจ รัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษา และองค์กรภาคประชาสังคมจากทั่วโลกกว่า 2,500 คน จาก 100 กว่าประเทศมาร่วมประชุม เพื่อหารือถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับไทยในการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลก และการหารือในเรื่องอาเซียนหลังครบ 50 ปี จะเป็นไปในทิศทางใดด้วย.

 

ดัชนีแข่งขัน SME ไตรมาส 4 ยังทรงตัว มอง ศก.ฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2560 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834449


ม.หอการค้าไทย เผย ดัชนีการแข่งขันธุรกิจเอสเอ็มอี ไตรมาส 4 ทรงตัว รับห่วงปัจจัยเสี่ยง กระทบสภาพคล่องและต้นทุน ขณะที่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่มองฟื้นตัวไตรมาส 2 …วันที่ 12 ม.ค. 60 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ไตรมาสที่ 4 ปี 59 เท่ากับ 48.4 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับไตรมาส 3 และคาดว่าจะปรับเพิ่มเป็น 48.6 ในไตรมาสแรกปีนี้ และเป็น 49.1 ได้ในไตรมาส 2

อย่างไรก็ตาม ดัชนียังต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่าเอสเอ็มอี ยังคงมองสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันว่ายังมีปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะสภาพคล่องที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น แต่ยังเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในปีนี้ หากเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งการส่งออก ภาวะเศรษฐกิจโลก และไม่มีภัยพิบัติ

ทั้งนี้ เมื่อแยกดูเป็นรายดัชนี พบว่า ดัชนีสุขภาพของธุรกิจไตรมาส 4 เท่ากับ 42.1 ลดลงจากไตรมาส 3 ที่ 42.4 เพราะมีสภาพคล่องลดลง ยอดขายและกำไรไม่เพิ่มขึ้น ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ เท่ากับ 51.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 51.1 ในไตรมาส 3 สะท้อนการแข่งขันทำธุรกิจกับรายอื่น และต่างชาติอยู่ในระดับทรงตัว และดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ เท่ากับ 51.8 เพิ่มขึ้นจาก 51.6 เพราะยังมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจทั้งการตลาด วิจัย และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ระบบไอที)

“ศูนย์ฯ ได้สำรวจความคิดเห็นของเอสเอ็มอี ทั่วประเทศ ถึงสถานการณ์ธุรกิจในปี 59 ซึ่งส่วนใหญ่ 53.5% ตอบว่ายอดขาย หรือรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีเพียง 30.8% ระบุว่าใกล้เคียงกับเป้าหมาย และผู้ตอบส่วนใหญ่ยังมองว่า สถานการณ์ธุรกิจมีสัญญาณการฟื้นตัว คาดว่าธุรกิจน่าจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2 ปี 60 เป็นต้นไป”

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ 48.2% มองว่าเริ่มลงทุนได้อีกครั้งช่วงไตรมาส 2 นี้ โดยจะลงทุนเกี่ยวกับซื้อวัตถุดิบ การจ้างงาน การซื้อ ซ่อมแซมเครื่องจักร ขณะที่ยอดขายปีนี้ ยังไม่ดีนัก โดยธุรกิจที่ยังไม่ดี ได้แก่ ธุรกิจการผลิตที่เน้นตลาดส่งออก ซึ่งคาดว่ายอดขายจะต่ำกว่าปีก่อน ส่วนธุรกิจบริการท่องเที่ยว ยอดขายจะสูงกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ ยังจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสภาพคล่อง รองมาคือการลดต้นทุน การจัดกิจกรรมการขาย และทำการตลาดเชิงรุก การขยายตลาดและขยายช่องทางการจำหน่าย ทำตลาดโดยใช้สื่อออนไลน์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ได้ประเมินสถานภาพธุรกิจไทย โอกาส และความเสี่ยง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจตลอดปี 59 อยู่ที่ 93.6 ส่วนปี 60 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 106.4 เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจดีขึ้น เช่น ภาวะเศรษฐกิจ นโยบายต่างๆ ของรัฐ กฎหมาย การวิจัย ทักษะแรงงาน เป็นต้น สำหรับทั้งปี 59 เทียบปี 58 ธุรกิจส่วนใหญ่ตอบว่าต้นทุน ยอดขาย กำไร การจ้างงาน ค่าจ้างไม่เปลี่ยนแปลงนัก แต่การสต๊อกสินค้า ส่วนใหญ่จะสต๊อกเพิ่มขึ้นในปี 60

 

ธ.กรุงไทย ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อ จากอุทกภัยใน 12 จว.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2560 18:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834514


ธนาคารกรุงไทย ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัยจากอุทกภัยใน 12 จว.ใต้ ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัย และ สินเชื่อ Home for Cash …เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2560  นายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อยธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันใน 12 จังหวัดภาคใต้ ได้สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชน ธนาคารได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวภาคใต้ที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ จึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัยในครั้งนี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยไม่คิดดอกเบี้ยและให้ชำระเพียงเงินต้นล้านละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน และปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี ในเดือนที่ 4 -12

สำหรับลูกค้าสินเชื่อ Home for Cash ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เป็นระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ ธนาคารยังจัดถุงเยียวยามอบให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม มูลค่ารวม 2 ล้านบาท ตามนโยบายของ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ อีกด้วย.

 

เมืองไทยประกันชีวิต ส่ง 4 มาตรการช่วยลูกค้า 12 จว.ใต้ที่ประสบอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2560 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834345


เมืองไทยประกันชีวิต ออกมาตรการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยทางภาคใต้ 12 จังหวัด 4 มาตรการ โดยขยายเวลาชำระเบี้ยเป็น 91 วัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 12 ม.ค.60 นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้ประชาชนรวมถึงลูกค้าของบริษัทฯ ได้รับความเดือดร้อน เราจึงได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยของบริษัท 4 มาตรการ ครอบคลุมพื้นที่ประสบอุทกภัยทางภาคใต้ 12 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ ดังนี้

1. กรณีที่กรมธรรม์ครบกำหนดต้องชำระเบี้ยประกัน หรือ จ่ายเงินประกัน ระหว่างวันที่ 5-31 ม.ค.60 บริษัทจะขยายระยะเวลาการจ่ายเงินจากเดิมแค่ 31 วัน เพิ่มเป็น 60 วัน รวมทั้งสิ้น 91 วัน

2. กรณีที่กรมธรรม์สิ้นผลบังคับในระหว่างวันที่ 5-31 ม.ค.60 เนื่องจากไม่ได้ชำระเบี้ยประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยขอต่ออายุกรมธรรม์ หรือ ขอกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ภายใน 6 เดือน บริษัทจะผ่อนผันไม่ตรวจสุขภาพและไม่คิดดอกเบี้ยของช่วงระยะเวลาดังกล่าว

3. กรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้ชำระเบี้ยประกันภัยภายในกำหนดระยะเวลาที่บริษัทผ่อนผันให้จำนวน 91 วัน และบริษัทจะมีการนำมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์มาชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติ เพื่อให้กรมธรรม์มีผลบังคับใช้ต่อไป ในระหว่างวันที่ 5-31 ม.ค.60 โดยบริษัทจะผ่อนผันไม่คิดดอกเบี้ยจากผู้เอาประกันภัยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน

4. กรณีที่กรมธรรม์สูญหายหรือเสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัยนี้ บริษัทจะดำเนินการออกกรมธรรม์ทดแทนให้ใหม่ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม

นายสาระ กล่าวอีกว่า นอกจากมาตรการความช่วยเหลือผู้เอาประกันดังกล่าวแล้ว ทางบริษัทยังได้จัดเตรียมถุงยังชีพ ซึ่งบรรจุด้วยอาหาร เครื่องใช้ และสิ่งของจำเป็นต่อการยังชีพ จำนวน 1,500 ชุด เพื่อส่งมอบไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอีกทางหนึ่งด้วย.

 

ทูตพณ. ดึงยักษ์ค้าปลีกฮ่องกง ซื้อข้าวไทยหมื่นตัน นำเข้าลอตแรก 136 ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2560 16:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834358


ทูตพาณิชย์ไทยในฮ่องกง ดึงยักษ์ค้าปลีก “759 ซูเปอร์สโตร์” ซื้อข้าวไทย 1 หมื่นตัน เริ่มนำเข้าลอตแรกแล้ว 136 ตัน พร้อมเตรียมนำเข้าทุกอาทิตย์จนครบ ถือเป็นการชิงลูกค้าจากเวียดนามมาได้สำเร็จ ตั้งเป้าดันส่งออกข้าวไทยไปฮ่องกงปีนี้ได้มากกว่า 2 แสนตัน …เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 60 นายวิทยากร มณีเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ห้างสรรพสินค้า 759 หรือ 759 ซูเปอร์สโตร์ ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของฮ่องกง มีสาขาประมาณ 250 สาขาในฮ่องกง ได้เริ่มนำเข้าข้าวหอมมะลิ และข้าวชนิดอื่นๆ จากไทย โดยนำเข้าจากบริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต ประเทศไทย ลอตแรกปริมาณ 136 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท จากปริมาณที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกันตั้งแต่ เดือน พ.ย.59 ทั้งสิ้น 10,000 ตัน

“แต่เดิมห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่รายนี้ นำเข้าข้าวขาวจากเวียดนามมาทำตลาดในฮ่องกง แต่สำนักงานฯ ได้พยายามนำเสนอให้เขาเห็นว่า ข้าวไทยมีคุณภาพดี ได้มาตรฐาน และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งราคาใกล้เคียงกับข้าวของเวียดนาม เขาจึงหันมานำเข้าจากไทยแทน โดยจะนำเข้าอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์จนกว่าจะครบทั้ง 10,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ”

นอกจากนี้ ห้างฯ ยังได้ทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยติดบนรถบรรทุกโดยมีคำว่า “ส่งตรงจากเมืองไทย” เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ เพราะคนฮ่องกงส่วนมากนิยมบริโภคข้าวหอมมะลิจากไทย โดยผู้นำเข้ารายนี้ถือเป็นลูกค้ารายใหม่ของไทย และน่าจะนำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนลูกค้ารายเดิม ก็ยังคงนำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งกว่า 90% ของการนำเข้าจากไทยเป็นข้าวหอมมะลิ

นายวิทยากร กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งการส่งออกข้าวไทยในตลาดฮ่องกง ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากช่วงก่อนหน้าที่ไทยเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับเวียดนาม เพราะในช่วงนั้น ราคาข้าวไทยสูงมาก จนตลาดฮ่องกง โดยเฉพาะภัตตาคารและร้านอาหาร ไม่สามารถซื้อได้ จึงนำเข้าจากเวียดนามแทน แต่ตั้งแต่ปี 57 ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 48% ของปริมาณการนำเข้าข้าวทั้งหมดของฮ่องกง ที่ประมาณปีละ 300,000 ตัน ส่วนปี 58 เพิ่มขึ้นเป็น 56% คิดเป็นปริมาณ 175,000 ตัน และปี 59 อยู่ที่ 65% หรือกว่า 190,000 ตัน แต่ในปี 60 ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นให้ได้มากกว่า 200,000 ตัน

 

ทอท.-ททท. ลงนามร่วมผลักดันท่องเที่ยวไทย พร้อมรองรับการเติบโตของนทท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2560 16:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834417


ทอท. จับมือ ททท. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงผลักดันท่องเที่ยวไทย พร้อมรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว สร้างเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาพรวม ตอบสนองนโยบายรัฐ …วันที่ 12 ม.ค. 60 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมี นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เป็นผู้ลงนาม

นายนิตินัย กล่าวว่า ทอท. ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ซึ่งถือเป็นประตูด่านแรกในการให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และในแต่ละปีได้รองรับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมา ทอท. ได้ทำงานร่วมกับ ททท. ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาโดยตลอด และได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่าง ทอท. และ ททท. ครั้งแรกในปี 2556–2559 รวมระยะเวลา 3 ปี

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ ทอท.และ ททท.จึงได้ร่วมกันจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน เพื่อต่ออายุบันทึกข้อตกลง และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกัน ตลอดจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในอนาคต

สำหรับการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นการส่งเสริมปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยการขนส่งทางอากาศมายังประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวของ ททท. และการทำการตลาดเชิงรุกของ ทอท. ซึ่งจะต้องร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว โดยเป็นการร่วมมือกันทางด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ และสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายนิตินัย กล่าวในตอนท้ายว่า ทอท. มีความมุ่งหวังว่า การร่วมมือกันในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจนี้ จะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่จะนำไปสู่ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และดึงดูดให้เกิดการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

 

พรุ่งนี้ตี 5! ปตท.-บางจาก ลดเบนซินลง 60 สต./ล. E85 40 สต. ดีเซล 30 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834382


ปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน 60 สต./ล. เว้น E85 ลง 40 สต./ล. ส่วนดีเซลลด 30 สต./ล. มีผลพรุ่งนี้ (13 ม.ค.) เวลาตี 5 …

วันที่ 12 ม.ค. 60 มีรายงานว่า ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 60 สตางค์/ลิตร เว้น E85 ลด 40 สตางค์/ลิตร ส่วนดีเซลลด 30 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (13 ม.ค. 60) เวลา 05.00 น. สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้

เบนซิน 95: 34.46 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 27.35 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 27.08 บาท/ลิตร E20: 24.84 บาท/ลิตร E85: 19.89 บาท/ลิตร ดีเซล 26.39 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด.