“อีลิท การ์ด” คุยลั่นทุ่งผลกำไร 195 ล้านบาท ชูกลยุทธ์เพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่พุ่งทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832014


นายพฤกษ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ผู้บริหารบัตรอีลิทการ์ด เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 2559 บริษัทมีอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีกำไร 195 ล้านบาท สูงกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่มีกำไร 107 ล้านบาท นับตั้งแต่บริษัทกลับมาเริ่มเปิดดำเนินการขายบัตรอีกครั้งในปี 2556 ได้ขยายฐานกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวคุณภาพระดับสูง จากข้อมูล ณ วันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีลูกค้าบัตรสมาชิกพิเศษ (Exclusive Member Club) 4,037 ราย เป็นสมาชิกก่อนปี 2556 ที่ได้สิทธิประโยชน์ฟรีตลอดชีพ 2,508 ราย เป็นสมาชิกใหม่ระหว่างปี 2556-2559 จำนวน 1,529 ราย และยอดขายสมาชิกของปีที่ผ่านมา มีเฉลี่ยเดือนละ 60 รายทั้งนี้ หลังจากการเปิดการขายสมาชิกอีกครั้งเมื่อปี 2556 พบว่ามีการเข้ามาของชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยชาติที่เป็นสมาชิกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อังกฤษ 198 ราย รองลงมาคือ จีน 149 ราย ฝรั่งเศส 128 ราย สหรัฐฯ 126 ราย และญี่ปุ่น 103 ราย

“นับตั้งแต่ปี 2556 ที่ได้ขายบัตรใหม่อีกครั้ง บริษัทมีการจัดทำผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบประเทศไทย ที่มีการเข้าออกบ่อยครั้ง เช่น เมื่อปี 2557 ได้ออกบัตร Elite Easy Access ที่มีระยะเวลา 5 ปี มีค่าสมาชิกที่ 500,000 บาท ได้รับการตอบรับที่ดีมาก อีกทั้งบัตรประเภทนี้บริษัทสามารถลงบัญชีรับรู้รายได้ทั้งหมดได้ทันที จึงไม่ทำให้เกิดตัวเลขขาดทุนทางบัญชีในบัตรประเภทใหม่ดังเช่นบัตรประเภทเดิมที่ราคา 1 ล้านบาท แต่บริษัทต้องมาลงบัญชีรับรู้รายได้ปีละ 100,000 บาท และเมื่อปีที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์แก่ชาวต่างชาติ ที่เดินทางเป็นครอบครัว กับผลิตภัณฑ์ใหม่ 4 แบบ โดยเปิดขายเมื่อเดือน ส.ค.2559 ได้รับการตอบรับอย่างดีและมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต”.

 

ฮาเฮเที่ยวทั่วไทย สุขเสพทุกข์ร่วมต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831454


“เทศกาลเที่ยวไทย”…กำลังปักหมุดหยุดเวลา “ภาคใต้” ประโยคข้างต้นมาจากมุมมองอดีตคนใน ททท. องค์กรกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยให้อะเมซซิ่งไทยแลนด์ไฉไล สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสังคมออกจะสับสนอลเวงกับมุมมองต่อนโยบายรัฐบาล “ลุงตู่” กรณีฟากฝั่งรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจ ออกมาประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการชวนเชิญประชาชนคนไทยขยันใช้จ่ายเงินทอง ด้วยการท่องเที่ยวแล้วนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ

โดยเฉพาะ…การซื้อบริการนำเที่ยวจากบริษัทนำเที่ยวที่มีใบอนุญาต ประกอบการอย่างถูกต้อง รวมถึงค่าที่พักจากสถานประกอบการ ค่าอาหาร เครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์ และค่าช็อปสินค้าในระหว่างกลางเดือนถึงปลายเดือนธันวาคม ซึ่งช่วงเวลาที่ว่าเป็นเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่คนไทยนิยมออกเดินทางท่องเที่ยวเป็นทุนอยู่แล้ว

ขณะอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม ที่ดูแลองค์กรการท่องเที่ยวได้ทุ่มเม็ดเงินมหาศาล ซื้อเวลาอัดสปอตโฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์อย่างถี่ยิบ เพื่อจูงใจให้คนไทยไปรวมพลังกันที่

ทุ่งพระเมรุหรือท้องสนามหลวง แล้วจุดเทียนถวายพระเจ้าแผ่นดิน ร.9 พร้อมกับร้องเพลงพระราชนิพนธ์พรปีใหม่ และเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมกับประชาชนทั้งประเทศที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรับไปดำเนินการ

วิธีการนั้นก็ดูดีมีหลักการด้วยกันทั้งสองฟากฝั่ง เพียงแต่แนวทางและเป้าหมายดำเนินงานดูจะเป๋ไปคนละทิศคนละทางกันยังไงชอบกลอยู่?

ที่น่าประหลาดใจช่วงที่คนของรัฐบาลทั้งสองฟากฝั่ง กำลังส่งเสริมให้คนไทยออกท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2559-3 ม.ค.2560 พร้อมรณรงค์การขับขี่เป็นช่วง 7 วันอันตราย ที่มีการปูพรมกวดขันวินัยอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ ผลที่ออกมา…ก็อย่างที่รู้ๆกัน ทั้งจำนวนครั้งของอุบัติเหตุที่เกิด ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ล้วนทะลุเป้าสูงสุดกว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านๆมา

ที่น่าสลดใจกว่านั้นเมื่อช่วง 7 วันอันตราย จากการกระตุ้นให้คนไทยออกท่องเที่ยว ได้เกิดอุบัติเหตุรถตู้ชนประสานงาจนเกิดไฟไหม้คร่าชีวิตผู้โดยสารจำนวน 25 ศพ บนถนนบริเวณ จ.ชลบุรี และอีกครั้งรถตู้ชนประสานงาจนเกิดไฟลุกไหม้เหมือนกัน บนถนน จ.นครราชสีมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 4 ศพ

ช่างน่าเวทนา 3 ศพที่เป็นแม่กับลูกสาวและหลานซึ่งเดินทางมาด้วยกัน จนคนเป็นพ่อเมื่อรู้ข่าวไม่เพียงแต่เศร้าต่อการสูญเสีย ยังตัดพ้อต่ออีกว่า…ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะจัดพิธีศพให้เมีย ลูกและหลานตนเอง…จากเหตุการณ์ชวนเศร้าหมองทั้งสองครั้งนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไม่มีแม้เงาผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ตั้งแต่เบื้องบนระดับประเทศลงมาถึงเจ้ากระทรวง…อธิบดี…ผู้ว่าการในรัฐวิสาหกิจ…ลงไปใส่ใจดูแลเลยแม้แต่คนเดียว?

“ผิดกับอุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่แค่แขนขาถลอกปอกเปิกนิดๆหน่อยๆ ก็แย่งซีนแห่กันไปมอบดอกไม้เยี่ยม เพื่อออกหน้าจอโทรทัศน์กันช่องแล้วช่องเล่า”

ในรายถึงขั้นเสียชีวิตก็ยังอุตส่าห์จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปอำนวยความสะดวกในการนำศพกลับถิ่นที่อยู่ แล้วก็ออกมาคิดหาหนทางในการทำประกันชีวิตให้ในการเดินทางมาท่องเที่ยวบ้านเรา…

โดยพร้อมจะนำ “ภาษีราษฎรไทย” นี่แหละ เข้าไปอุ้มชูจ่ายค่าคุ้มครองให้

แต่กับ “คนไทย” กันเอง ไม่คิดก็ต้องคิดเพราะเห็นๆกันอยู่ราวกับว่าเหมือน “เส้นผมบังภูเขา” มองอะไรไม่เห็น…ความทุกข์ร้อน เศร้าสลดใจไม่ได้ผ่านแผ้วเข้าไปเลย

นี่คือภาพสะท้อนบางฉากจากการบริหารงานท่องเที่ยวโดยภาพรวม ที่อยากนำมาประเมินคุณค่าความเป็นนักท่องเที่ยวไทยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติในยามประสบปัญหาออกมาให้เห็น

แต่เอาเถอะ…ถึงอย่างไรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปในฐานะองค์กรผู้ช่วยกอบกู้ฐานะทางเศรษฐกิจระดับแถวหน้าไม่แพ้การส่งออกสินค้า

มาดูข้อมูลด้านสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งระบุไว้ว่าในปี 2559 ตลอดทั้งปี ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามา 32.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 สร้างรายได้ 1.65 ล้านบาท

เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ทะลุเป้าจากที่ตั้งไว้แค่ร้อยละ 8

ส่วนตลาดไทยเที่ยวไทยมากถึง 145 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.32 เงินหมุนเวียน 8.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.84 ใกล้เคียงเป้าที่ตั้งไว้ร้อยละ 8 โดยรวมทั้งสองตลาดแล้วคิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ทำรายได้ 2.52 ล้านล้านบาท…บรรลุเป้าที่ตั้งไว้เพียง 2.4 ล้านล้านบาท

สำหรับปีนี้…คาดการณ์กันว่าตลาดต่างประเทศจะมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปัจจัยบวก เช่น การฟื้นตัวของตลาดรัสเซีย การยกเว้นค่าวีซ่าเข้าไทย ตลอดจนการลดราคาค่าวีซ่าที่สนามบิน

ขณะที่ตลาดเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เช่นกัน ด้วยเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวมาตลอด รวมถึงมาตรการกระตุ้นไทยเที่ยวไทย ตลาดท่องเที่ยวไทย จึงดูดีในภาพของการอุ้มชู “ตลาดไทยเที่ยวไทย”…กลับดูแย่

ถึงกระนั้นล่าสุด ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) ฟันธงลงมือแกะแผนตลาดท่องเที่ยว 2560 ช่วงต้นปีขึ้นมา เพื่อเริ่มต้นดำเนินงานทันที ในระหว่างวันที่ 25-29 ม.ค.นี้ โดยจะลงแรงร่วมกับกรุงเทพมหานครจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 37” ขึ้นภายในสวนลุมพินี ช่วงระหว่างบ่ายสองโมงถึงสี่ทุ่มทุกวัน

“งานนี้ ททท.จัดพื้นที่แสดงงานออกเป็น 10 โซน สำหรับปลุกกระแสท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์

ลึกซึ้ง…โซนแนะนำแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมท่องเที่ยวกับอนุสาร อ.ส.ท. ต่อด้วยการแสดงของนักแสดงร่วมสมัย”

การจำลองหมู่บ้าน 5 ภาค จะเป็นการเสนอเอกลักษณ์ของแต่ละ ภาค ทั้งวัฒนธรรมประเพณีผลิตภัณฑ์สินค้า อาหารพื้นเมืองประจำถิ่น

“ภาคใต้”…จะเป็นการปักหมุดหยุดเวลา และต้องการอวดแหล่งท่องเที่ยวทางด้านหาดทรายชายทะเล ซึ่งช่างสอดคล้องกันเหลือเกินตรงที่พื้นที่ปักษ์ใต้บ้านเรา นับแต่ชุมพรเรื่อยไปจนถึงอดีตอาณาจักรศรีวิชัยอย่างสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ต่อเนื่องไปถึงแดนมโนราห์ที่พัทลุง ตรัง

และจังหวัดชายแดนใต้สุด กำลังถูกปักหมุดหยุดเวลาด้วยกระแสน้ำที่เอ่อท่วมมายาวนานตั้งแต่ช่วงปลายปีเรื่อยมาจนถึงเปิดศักราชใหม่ ซึ่งสาหัสสากรรจ์กันอย่างมหันต์

โดยยังไม่รู้เลยว่า หลังน้ำลดการฟื้นฟูจะเสร็จทันงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยหรือไม่?

แต่ที่น่าเสียดาย…อยากให้รู้ว่า จนบัดนี้ยังไม่มีหน่วยงานท่องเที่ยวใดๆ ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ…อีกเช่นเดิม ไม่ต่างจากเหตุการณ์รถตู้กลายเป็นเชื้อเพลิงผลาญชีวิตผู้โดยสารช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา

ทั้งๆที่มุ่งหมายวางแผนจะหยิบ “ภาคใต้” มาเป็นสินค้าขายการท่องเที่ยวในงานนี้ “น้ำใจ”…ท่องเที่ยวไทยกำลังจะได้ชื่อ ว่า ปักหมุดหยุดเวลาอยู่แค่ความแห้งเหือดแล้วอย่างกระนั้นหรือ?

 

ทล. อัพเดตเส้นทางสายหลักสู่ภาคใต้ ผ่านไม่ได้ 9 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2560 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831841


กรมทางหลวง สรุปเหตุภัยพิบัติ-สถานการณ์ฉุกเฉินในเส้นทางสายหลักสู่ภาคใต้ พบว่าการจราจรไม่สามารถผ่านได้ 9 แห่ง พร้อมแนะใช้ทางเลี่ยง…กรมทางหลวงชนบท สรุปรายงานสถานการณ์ อุทกภัย ประจำวันที่ 9 ม.ค. 60 เมื่อเวลา 18:30 น.

รวมเส้นทางประสบอุทกภัย จำนวน 111 สายทางในพื้นที่ 12 จังหวัด (นราธิวาส , ปัตตานี ,ยะลา , พัทลุง , นครศรีธรรมราช , ตรัง , ชุมพร, สุราษฎร์ธานี ,กระบี่ ,สงขลา ,ระนอง ,ประจวบคีรีขันธ์)

สัญจรผ่านได้ จำนวน 53 สายทาง สัญจรผ่านไม่ได้ จำนวน 29 สายทาง เข้าสู่ภาวะปกติ จำนวน 29 สายทาง

จังหวัดชุมพร การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 1 แห่ง

ทล.4134 หลังสวน – ละแม พื้นที่ อ.หลังสวน กม.17 คอสะพานขาด ใช้ทางเลี่ยงในชุมชน

จังหวัดตรัง การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 5 แห่ง

1.ทล.419 ตรัง – กันตรัง พื้นที่ อ.กันตรัง กม.130 – 134 ระดับน้ำสูง 100 ซม. ใช้ ทล.4261 ป่าเตียว – ทุ่งค่าย
2.ทล.419 ถ.วงแหวนรอบเมืองตรัง พื้นที่ อ.เมืองตรัง กม.2 – 5 ระดับน้ำสูง 45 ซม. เส้นทางเลี่ยง ปิดการจราจร ใช้ ทล.4046 แทน
3.ทล.4236 ถ.แพรก – ลำนาว พื้นที่ อ.ห้วยยอด กม.11 ระดับน้ำสูง 90 ซม. ไม่มีทางเลี่ยง
4.ทล.4258 บ้านซา – ควนชัน พื้นที่ อ.ห้วยยอด กม.10 – 11 ระดับน้ำสูง 90 ซม.  ไม่มีทางเลี่ยง
5.ทล.4347 ตลาดฉุ้น – บ้านซา พื้นที่ อ.ห้วยยอด กม.1 – 2 ระดับน้ำสูง 55 ซม.  เส้นทางเลี่ยงใช้ ทล.4 และ ทล.4258 แทน

จังหวัดนครศรีธรรมราช การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 1 แห่ง

ทล.4151 บ่อล้อ – กุมแป พื้นที่ อ.เชียรใหญ่ กม.2 ระดับน้ำสูง 60 ซม. ไม่มีเส้นทางเลี่ยง

จังหวัดยะลา การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 1 แห่ง

ทล.4060 กระบี่ – ตะโล๊ะหะลอ พื้นที่ อ.รามัน กม.27 ทางขาด ไม่มีสายทางทดแทน

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 1 แห่ง

ทล.4 ห้วยยาง – บางสะพาน พื้นที่ อ.ทับสะแก กม.357 – 359

ทั้งนี้ จากกรณีน้ำท่วมบนทางหลวงหมายเลข 4 ห้วยยาง – บางสะพาน พื้นที่ อ.ทับสะแก กม.357 – 359 ทำให้เส้นทางการเดินทางไปสู่ภาคใต้ไม่สามารถเดินทางได้ (9 มกราคม 2560 เวลา 14.30 น.) รวมถึงยังเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคใต้ สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา

หากต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจร หรือต้องการความช่วยเหลือ  สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมง).

 

แบงก์สาขาภาคใต้ยังไม่เปิดทำการอีก 23 แห่ง เหตุน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2560 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831834


ธปท. เผย แบงก์พาณิชย์ภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วมเริ่มทยอยกลับมาเปิดให้บริการ เหลือเพียง 23 สาขา ที่ยังคงปิดทำการ …วันที่ 9 ม.ค. 60 นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์การเปิดทำการสาขาในภาคใต้อย่างใกล้ชิด พบว่า สาขาที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เปิดทำการแล้ว เหลือเพียง 23 สาขา ที่ยังไม่เปิดทำการ โดยเป็นสาขาของธนาคารกรุงไทย 21 แห่ง ธนาคารไทยพาณิชย์ 1 แห่ง และ ธนาคารกสิกรไทย 1 แห่ง

ส่วนธนาคารที่ประสบภัยน้ำท่วม แต่ยังสามารถเปิดทำการได้มี 11 แห่ง จำนวนสาขาที่ประสบภัย มีทั้งสิ้น 110 สาขา คิดเป็น ร้อยละ 12.85 ของสาขาธนาคารพาณิชย์ในภาคใต้ทั้งหมด 856 แห่ง.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

 

โลว์คอสต์แอร์ไลน์ แจง ตั๋วราคาแพงช่วงน้ำท่วมภาคใต้ เป็นไปตามกลไกตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2560 18:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831821


แอร์เอเชีย-นกแอร์ แจง ค่าโดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำ ปรับขึ้นตามกลไกตลาด ค่าโดยสารจะแพงขึ้น หากจองใกล้วันเดินทาง-มีผู้โดยสารต้องการเดินทางจำนวนมาก เผย ยังไม่มีผู้ร้องเรียนราคาค่าโดยสารในช่วงน้ำท่วมนี้ …เมื่อวันที่ 9 ม.ค. จากกรณีค่าโดยสารเครื่องบินในพื้นที่ภาคใต้ที่มีราคาสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนมีข่าว ‘ชวน’ ฝากรัฐดูแลปมตั๋วเครื่องบินตรัง ราคาแพง หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใต้ (‘ชวน’ ฝากรัฐดูแลปมตั๋วเครื่องบินตรัง ราคาแพง หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใต้)

ทั้งนี้ สายการบินไทยแอร์เอเชีย และนกแอร์ ได้รับการชี้แจงตรงกันว่า เป็นช่วงหลังเทศกาล จึงมีประชาชนในภาคใต้เดินทางไปท่องเที่ยวภูมิภาคอื่น และต้องการเดินทางกลับมาในช่วงดังกล่าว จึงทำให้ค่าโดยสารมีราคาสูง ตามปกติค่าโดยสารของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ หรือ โลว์คอสต์แอร์ไลน์ จะปรับขึ้นตามสภาพกลไกการตลาด เมื่อผู้โดยสารจองผ่านเว็บไซต์มากขึ้น ค่าโดยสารก็จะปรับเพิ่มขึ้นตาม

ส่วนค่าโดยสารหน้าเคาน์เตอร์ จะพิจารณาจากที่นั่งและช่วงเวลาการเดินทาง หากจองก่อนออกเดินทางไม่นาน และจำนวนที่นั่งมีน้อย ค่าโดยสารก็จะสูงขึ้น เช่น ค่าโดยสารเครื่องบินเส้นทางตรัง-กรุงเทพฯ ในวันที่ 10 มกราคม มีราคาต่ำสุดที่ 3,178 บาท และสูงสุดที่ 3,403 บาท ส่วนราคาค่าโดยสารวันที่ 13 มกราคม ราคาต่ำสุด 1,793 บาท และสูงสุดที่ 2,749 บาท

เส้นทางกระบี่-กรุงเทพฯ วันที่ 10 ราคาต่ำสุดที่ 2,175 บาท สูงสุดที่ 2,656 บาท /ส่วนราคาค่าโดยสารวันที่ 13 ราคาต่ำสุด 1,940 บาท และสูงสุด 2,656 บาท

เส้นทางหาดใหญ่-กรุงเทพฯ วันที่ 10 ต่ำสุด 2,713 บาท สูงสุด 3,925 บาท /วันที่ 13 ราคาต่ำสุด 1,925 บาท สูงสุด 2,702 บาท

เส้นทางสุราษฎร์ธานี-กรุงเทพฯ วันที่ 10 ราคาต่ำสุด 2,575 บาท สูงสุด 3,263 บาท /วันที่ 13 ราคาต่ำสุด 1,275 บาท สูงสุด 2,609 บาท

เส้นทางชุมพร-กรุงเทพฯ มีเพียงสายการบินนกแอร์ให้บริการ ราคาค่าโดยสารวันที่ 10 และ 13 ยังเท่ากันที่ 2,469 บาท

ตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พุทธศักราช 2497 กำหนดค่าโดยสาร และค่าระวางของอากาศยานขนส่ง เส้นทางที่เกิน 300 กิโลเมตรอากาศขึ้นไป ค่าโดยสารต้องไม่เกินกิโลเมตรละ 13 บาท เช่น จากกรุงเทพฯ ไปตรัง ระยะทาง 800 กิโลเมตร คิดค่าโดยสารได้ไม่เกิน 9,400 บาท

เบื้องต้น ยังไม่มีผู้ร้องเรียนราคาค่าโดยสารในช่วงนี้ และจากการตรวจสอบก็ยังไม่มีค่าโดยสารสายการบินใด เกินเพดานราคาที่กำหนด.

 

True-AIS เสนอ กทค. ทบทวนมติคิดค่าโทรเป็นวินาที หวั่น ปชช.รับผลกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2560 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831825


ทรูมูฟ-เอไอเอส แจง การกำหนดค่าโทรเป็นวินาที ไม่สอดคล้องพฤติกรรมการใช้งาน ชี้ การมีแพ็กเกจโปรโมชั่น เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคมากกว่า เสนอบอร์ด กทค. ทบทวน หวั่นประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าโทรแพงขึ้น …เมื่อวันที่ 9 ม.ค.60 ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดประชุมเพื่อพิจารณาคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย ตามมติ กทค. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 นั้น บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (“ทรูมูฟ เอช”) พร้อมจะปฏิบัติตาม มติ กทค. ทุกประการ แต่ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณาในที่ประชุมดังต่อไปนี้

1. การคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย บนคลื่นความถี่ 2100MHz ย่าน1800MHz และ 900MHz บริษัทฯ คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 70-80 ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะบริษัทฯ อาจมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเลิกแพ็กเกจ และโปรโมชั่นเหมาจ่ายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน บริษัทฯจะนำอัตราค่าบริการตามอัตราที่ กสทช. กำหนดมาใช้ในการคำนวณ ได้แก่ คลื่น 1800 MHz 900 MHz หรือคลื่น4จี กสทช.กำหนดให้คิดต่ำกว่านาทีละ 69 สตางค์ หรือสูงสุดได้ไม่เกินนาทีละ 68 สตางค์ บริษัทฯหารเฉลี่ยแล้วตกวินาทีละ 1.13 สตางค์ ส่วนคลื่น 2100MHz หรือ 3 จี คิดค่าบริการนาทีละ 82 สตางค์ จะหารออกมาเป็นวินาทีละ 1.37 สตางค์ ซึ่งการคิดอัตราค่าบริการเป็นวินาที เพียงทางเดียวเช่นนี้ บริษัทฯ ประเมินว่า ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่เลือกบริการโทรนานๆ แต่เสียค่าบริการในราคาเหมาจ่ายเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกลไกตลาดและการแข่งขันเสรีในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

2. บริษัทฯ ยื่นอุทธรณ์ขอให้ กทค. และ กสทช. พิจารณาทบทวนมติดังกล่าว ทั้งยังเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดประชุมหารือกลุ่มย่อย ในเรื่องแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งคลื่น 4 จีและคลื่น 3 จี สำนักงาน กสทช.จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 โดยเห็นว่าแนวทางที่เหมาะสม ควรปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกการแข่งขันของตลาด โดยให้มีทั้งการคิดอัตราค่าบริการตามจริงเป็นวินาทีและการคิดเป็นเหมาจ่าย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้ตามความจำเป็น

3. บริษัทฯ ยินดีปฏิบัติตามมติ กทค. ทุกประการ แต่หากมติดังกล่าวมีผลกระทบต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยรวม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมและกลุ่มที่เรียกร้องให้ กทค. ใช้มติวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 จะต้องแสดงความรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้น

สำหรับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ชี้แจงในกรณีเดียวกันว่า บริษัทฯ น้อมรับมติ กทค. และจะปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่บริษัทฯ ขอชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณาในที่ประชุม กทค. ดังต่อไปนี้

1. การคิดอัตราค่าบริการตามการใช้งานจริงเป็นวินาทีทุกรายการส่งเสริมการขาย บนคลื่นความถี่ 2100 MHz ย่าน 1800 MHz และ 900 MHz บริษัทฯ ประเมินว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 70-80 ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะบริษัทฯ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเลิกการส่งเสริมการขายที่เป็นแพ็กเกจและโปรโมชั่นเหมาจ่ายในปัจจุบัน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำอัตราค่าบริการตามอัตราที่ กสทช. กำหนดมาใช้ในการคำนวณได้แก่ คลื่น 2100MHz หรือ 3 จี คิดค่าบริการนาทีละ 82 สตางค์ จะหารออกมาเป็นวินาทีละ 1.37 สตางค์ คลื่น1800 MHz 900MHz หรือคลื่น 4 จี กสทช.กำหนดให้คิดต่ำกว่า นาทีละ 69 สตางค์ หรือสูงสุดได้ไม่เกินนาทีละ 68 สตางค์ บริษัทฯ นำมาหารเฉลี่ยแล้วตกวินาทีละ 1.13 สตางค์ การคิดอัตราค่าบริการเป็นวินาที เพียงทางเดียวเช่นนี้ บริษัทฯ เชื่อว่ามีผลกระทบต่อผู้บริโภคที่เลือกแพ็กเกจหรือโปรโมชั่น ในราคาเหมาจ่าย เพราะยิ่งโทรนานเท่าไหร่ ผู้บริโภคจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

2. บริษัทฯ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดประชุมหารือกลุ่มย่อย ในเรื่องแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งคลื่น 4 จี และคลื่น 3 จี ซึ่งสำนักงาน กสทช.จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 โดยบริษัทฯ ยืนยันว่าแนวทางเหมาะสมที่สุด คือ คิดอัตราค่าบริการโทรตามจริงเป็นวินาทีและการคิดเป็นเหมาจ่าย ผู้บริโภคได้เลือกใช้ตามความจำเป็น ถ้าผู้บริโภคต้องการใช้บริการที่คิดอัตราค่าโทรตามจริงเป็นวินาที บริษัทฯ พร้อมยินดีสนับสนุน

3. บริษัทฯ ยืนยันพร้อมปฏิบัติตามมติ กทค.ทุกประการ แต่หากมติดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยรวม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมและกลุ่มที่เรียกร้องให้ กทค.ยืนยันใช้มติวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ดังเดิมต้องแสดงความรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้น

 

พาณิชย์ สั่งหน่วยงานดูค่าตั๋วบินโลว์คอสต์ลงใต้ หลัง ปชช.ร้องราคาแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2560 18:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831798


‘สนธิรัตน์’ รมช.พาณิชย์ สั่งกรมการค้าภายใน ตรวจสอบค่าตั๋วสายการบินโลว์คอสต์ลงใต้ หลังประชาชนร้องเรียนราคาแพง พร้อมเข้มดูแลราคาสินค้าช่วงน้ำท่วมภาคใต้เมื่อวันที่ 9 ม.ค.60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ราคาตั๋วเครื่องบินของสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) ไปภาคใต้ราคาสูงในขณะที่เกิดปัญหาน้ำท่วมว่า ตนได้สั่งการให้กรมการค้าภายในตรวจสอบดูว่า ราคาที่สูงขึ้นนั้น สูงขึ้นตามหลักการณ์ปกติของโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ หรือไม่ ที่ราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้วันเดินทาง และดูว่าเป็นราคาที่สูงขึ้นทุกที่นั่งหรือไม่ หรือเฉพาะไม่กี่ที่นั่งเท่านั้น และที่ผ่านมาเคยมีกรณีใดที่ราคาตั๋วเครื่องบินปรับขึ้นสูงเท่ากับกรณีที่เกิดน้ำท่วมภาคใต้ในปัจจุบันนี้หรือไม่ มีสาเหตุใดบ้างที่ทำให้ราคาตั๋วปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้หากพบว่าราคาสูงขึ้นผิดปกติจริง จะดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากราคาตั๋วเครื่องบินยังอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่กระทรวงฯ  สามารถดูแลได้ พร้อมกันนี้จะประสานไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้ดูแลเรื่องดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนั้น ได้หารือกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ และได้สั่งการให้ทุกกรมฯ เน้นให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคใต้เป็นหลักก่อนในระยะนี้ โดยเฉพาะในส่วนของกรมการค้าภายใน ให้เข้มงวดในการตรวจสอบสถานการณ์การค้า และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้มากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบสต็อกสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันว่ามีเพียงพอกับความต้องการหรือไม่ และให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่น้ำท่วม เพิ่มความเข้มงวดในการออกตรวจสอบว่ามีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือไม่ จากนั้นก็จะออกมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยต่อไป

“ในวันที่ 13-14 ม.ค.นี้ ผมจะลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมทางภาคใต้ ที่ จ.สงขลา พัทลุง และตรัง เพื่อดูสถานการณ์ทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันก่อนว่ามีเพียงพอหรือไม่ ประชาชนสามารถหาซื้อได้อย่างสะดวกหรือไม่ จากนั้นจะประสานกับภาคเอกชน ผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซม การก่อสร้าง เพื่อให้มีสินค้าที่มากพอกับความต้องการใช้หลังน้ำลดด้วย อย่างไรก็ดี เบื้องต้นนี้ยังไม่มีรายงานว่าสินค้าขาดแคลน หรือมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา แต่หากประชาชนพบเห็นให้แจ้งมาที่สายด่วน 1569 ได้ตลอดเวลา”.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 7.40 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,564.08 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831790


หุ้นไทยวันที่ 9 ม.ค. ปิดตลาดลดลง 7.40 จุด เปลี่ยนแปลง -0.47% ดัชนีอยู่ที่ 1,564.08 จุด มูลค่าซื้อขาย 53,355.50 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 9 ม.ค. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 7.40 จุด เปลี่ยนแปลง -0.47% ดัชนีอยู่ที่ 1,564.08 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 53,355.50 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน).

 

‘อภิรดี’ สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก เร่งทำความเข้าใจ หลังสินค้าไทยถูกโจมตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2560 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831726


‘อภิรดี’ สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ชี้แจงต่างชาติ กรณีข้าวหอมมะลิและผลไม้กระป๋องไทยถูกโจมตีหนักผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมสั่งต้องเร่งให้ข้อมูลทุกช่องทางสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเมื่อวันที่ 9 ม.ค.60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้โพสต์คลิปกล่าวหาข้าวหอมมะลิไทยยี่ห้อหนึ่งผสมพลาสติก และผลไม้กระป๋องจากไทยถูกโจมตีว่าปนเปื้อนเชื้อเอชไอวี ทางสื่อโซเชียลมีเดียในต่างประเทศว่า ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือ ทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่เกิดเหตุ และเป็นตลาดหลัก เร่งชี้แจงข้อเท็จจริงกับนักธุรกิจ ผู้นำเข้า และผู้บริโภค ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประสานกับภาคเอกชน สมาคมที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับกรณีข้าวหอมมะลินั้น ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประสานงานกับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อนำข้อเท็จจริงไปประชาสัมพันธ์ผ่านทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยยืนยันว่า ข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวด ที่สำคัญ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในฐานะครัวของโลก

ขณะเดียวกัน บริษัท สยามเกรนส์ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิดังกล่าวไปยังภูมิภาคอเมริกา ระบุว่า ผู้นำเข้าสินค้าของบริษัทอยู่ระหว่างการหารือเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย เบื้องต้น ได้ประสานงานกับทูตพาณิชย์ ณ นครนิวยอร์ก นครลอสแอนเจลิส และนครแวนคูเวอร์ แล้ว

ด้านนางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแวนคูเวอร์ ว่าได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับ บริษัท เวสเทิร์น ไรซ์ มิลล์ ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยแล้ว เพื่อประกอบการชี้แจงกลุ่มลูกค้า สำหรับกรณีผลไม้กระป๋องที่ถูกโจมตีว่ามีเชื้อเอชไอวี กรม ได้ประสานขอความร่วมมือกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการให้ข้อมูลชี้แจงกรณีดังกล่าว ว่าเป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริง เนื่องจากเชื้อเอชไอวี ที่สามารถถ่ายทอดถึงกันได้ ต้องเป็นเชื้อที่อยู่ในร่างกายมนุษย์เท่านั้น เชื้อเอชไอวีที่อยู่ภายนอกร่างกายไม่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้

นอกจากนี้เชื้อเอชไอวีไม่ทนต่อสภาพแวดล้อม และถูกทำลายได้ด้วยความร้อน 56 องศาเซลเซียส และน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ เป็นต้น โดยกรมได้ส่งข้อมูลนี้ให้ทูตพาณิชย์ นำไปเผยแพร่ในต่างประเทศ ผ่านทุกช่องทาง รวมถึงประสานกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงผ่าน ทั้งสถานทูตไทยในต่างประเทศ และสถานทูตต่างประเทศในประเทศไทย

“ข่าวโจมตีผลไม้กระป๋องจากไทยนี้ เป็นข้อมูลที่ส่งต่อทางสื่อโซเชียลมีเดียตั้งแต่ปี 57 ซึ่งในครั้งนั้นฝ่ายไทยโดยภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว เช่น สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ได้ประสานหน่วยงานอาหารและยาของอินโดนีเซียในการออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว”

 

ธ.ก.ส. เยียวยาเกษตรกรประสบอุทกภัย พักชำระหนี้ 1 ปี-งดดอกเบี้ยปรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ม.ค. 2560 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831758


ธ.ก.ส. ออกมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ พักชำระหนี้เป็นระยะเวลา 1 ปี-งดดอกเบี้ยปรับ เผย ภายหลังน้ำท่วมคลี่คลาย ธนาคารจะเข้าสำรวจความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป …เมื่อวันที่ 9 ม.ค. นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้ออกมาตรการเพื่อเยียวยาเกษตรกรลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยมาตรการที่ดำเนินการเร่งด่วน ได้ให้พนักงานออกเยี่ยมเยียนลูกค้าที่ประสบอุทกภัย โดยนำถุงยังชีพทั้งสิ้น 33,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น รวมถึงให้กำลังใจแก่เกษตรกรลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

ส่วนภาระหนี้สินของเกษตรกรที่เป็นลูกค้าทาง ธ.ก.ส.ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติ โดยการพักชำระหนี้ต้นเงินเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. เป็นระยะเวลา 1 ปี และงดคิดดอกเบี้ยปรับ ทั้งนี้ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว ธนาคารจะเข้าไปสำรวจความเสียหาย เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับพิจารณามาตรการฟื้นฟูการประกอบอาชีพและมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป