“บิ๊กตู่” สั่งเคลียร์สต๊อกข้าว 8 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832054


น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ต้องการให้ระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลจากโครงการรับจำนำข้าวที่เหลือราว 8 ล้านตัน ให้หมดภายในปีนี้ โดยสั่งให้ระบายข้าวในช่วงที่เหมาะสมไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวในตลาด ซึ่งช่วงเวลาในขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะยังไม่มีผลผลิตข้าวรอบใหม่ออกมา ซึ่งข้าวในสต๊อกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ข้าวคุณภาพดี 3 ล้านตัน ข้าวคุณภาพรองลงมา 3.15 ล้านตัน และ ข้าวเสื่อมคุณภาพซึ่งมีอายุเกินกว่า 5 ปี 1.85 ล้านตัน ซึ่งในส่วนของข้าวเสื่อมคุณภาพนี้ จะไม่นำไปเพื่อบริโภคของคนและสัตว์แต่อย่างใด ซึ่งอาจนำไปใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ทำเอทานอลแทน และต้องเร่งระบายออก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเก็บฝากข้าวไว้ในโกดังจำนวนมาก โดยข้าวในสต๊อก 8 ล้านตัน มีค่าเก็บรักษาเดือนละ 500 ล้านบาทนอกจากนี้ ที่ประชุม นบข.ยังแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับติดตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ มีทั้ง ข้าราชการจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ เจ้าของโรงสี ผู้ส่งออก และเกษตรกร โดยจะทำหน้าที่ในการวางแผนการตลาดและการผลิตให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อเสนอในที่ประชุม นบข.ก่อนที่จะเริ่มการปลูกข้าวรอบใหม่

ทั้งนี้ ในที่ประชุม นบข.ยังได้มีรายงานสถานการณ์ข้าวโลกปีการผลิต 2559/2560 ซึ่งพบว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 มีฝนตกดีทั่วโลก ทำให้ผลผลิตข้าวของโลกเพิ่มขึ้น 9 ล้านตัน จากเดิมคาดว่าจะมีผลผลิต 472 ล้านตัน เพิ่มเป็น 481 ล้านตัน ซึ่งประเทศผู้ผลิตข้าวในเอเชียมีผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม การบริโภคข้าวก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น 7 ล้านตัน จาก 470 ล้านตัน เพิ่มเป็น 477 ล้านตัน ซึ่งการบริโภคเพิ่มขึ้นน้อยกว่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้สต๊อกข้าวของโลกเพิ่มขึ้นจาก 116 ล้านตันเป็น 120 ล้านตัน ส่วนส่งออกข้าวในปี 2559 นั้น อินเดียส่งออกข้าว 10.24 ล้านตัน ไทยส่งออกข้าว 9.63 ล้านตัน เวียดนาม 4.87 ล้านตัน ปากีสถาน 4.2 ล้านตัน.

 

ต่างชาติปลื้มท่องเที่ยวเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832050


ชื่นชอบการบริการทุกระดับประทับใจพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) รับทราบผลสำรวจทัศนคติและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางท่องเที่ยวในไทยปี 2559 โดยภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติพอใจต่อการให้บริการด้านท่องเที่ยวของไทยเพิ่มขึ้น ทั้งแหล่งท่องเที่ยวหลัก และบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะภาพรวมของประเทศได้คะแนนมากถึง 86.6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ได้คะแนน 82.8% ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนพึงพอใจไทยมากสุดถึง 89.8% รองลงมาคือสหรัฐฯ 89.6% สิงคโปร์ 86.8% ตามลำดับ

สำหรับพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวพึงพอใจมากสุด คือ พังงา จากปีก่อนอยู่อันดับ 5 รองลงมา คือ ภูเก็ต ลดลงจากอันดับ 1 เมื่อปี 2558 อันดับ 3 คือ ชลบุรี จากปีก่อนอยู่อันดับ 8 ส่วนกรุงเทพฯ จากเคยได้คะแนนความพึงพอใจเป็นอันดับ 2 เมื่อปี 2558 ที่ 85% กลับลดลงมาอยู่อันดับ 10 ได้คะแนน 84.2% ซึ่งถือว่าลดลงไม่มาก ส่วนกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยม 5 อันดับ คือ ชิมอาหารไทย ช็อปปิ้ง เที่ยวทะเล เที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สปาและนวดแผนไทย ซึ่งในปี 2559 อาหารไทยถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตจนกรุงเทพฯได้รับการจัดอันดับที่ 1 เมืองที่มีร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกจาก 23 เมืองทั่วโลก ส่วนการท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาดได้รับความนิยมลดลง เพราะมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า แนวโน้มท่องเที่ยวไทยปี 2560 น่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้ปรับมาโฟกัสกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างจริงจัง โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ท่องเที่ยวปีนี้อยู่ที่ 2.71 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 200,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 2.51 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.17%.

 

“นที” เร่งทำแผนแม่บทวิทยุกระจายเสียง สางปัญหาคลื่นรบกวน-จัดระเบียบสถานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832042


พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า จากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ให้ขยายระยะเวลาการถือครองคลื่นวิทยุของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ 537 คลื่น ออกไปอีก 5 ปี จากเดิมจะต้องส่งคืนให้ กสทช.ภายในเดือน เม.ย.2560 นั้น ดังนั้น กสทช.จะต้องเร่งทำแผนแม่บทกิจการวิทยุกระจายเสียง เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบจากอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัล ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หากไม่มีแผนแม่บทวิทยุกระจายเสียง การคืนคลื่นของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด ขณะเดียวกันประเทศอยู่ภาวะที่ต้องปฏิรูปเช่นนี้ หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องมีสถานีวิทยุ เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารถึงประชาชนทุกพื้นที่ด้วย“ที่ผ่านมา กสทช.ไม่เคยมีแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงเลย มีแต่แผนแม่บทกิจการโทรทัศน์ ดังนั้นจึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาสัญญาณวิทยุที่รบกวนกันหรือคลื่นแทรก และจัดระเบียบสถานีวิทยุชุมชนที่มีราว 5,000 สถานี”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ ราคาน้ำมันร่วงฉุดดาวโจนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ม.ค. 2560 06:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832133


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันจันทร์ โดยราคาน้ำมันลดลงต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์ ทำให้หุ้นบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมลดลง ฉุดดาวโจนส์ร่วง…ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 9 ม.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 76.42 จุด หรือ 0.38% ปิดที่ 19887.38 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 8.08 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ 2268.90 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 10.76 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 5531.82 จุด

เมื่อวันจันทร์ ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ลดลงกว่า 2% สู่ค่าต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์ จากคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมาตรการลดกำลังผลิตของกลุ่มโอเปก ทำให้หุ้นของบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมทั้ง เอ็กซ์ซอนโมบิล, ฮัลลิเบอร์ตัน และอาปาเช ลดลงกว่า 1%

 

เข็น 5 ยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832041


“ซุปเปอร์บอร์ด” ออกจากถ้ำชม 7 รัฐวิสาหกิจ“ซุปเปอร์บอร์ด” ปลื้มปริ่มผลการดำเนินงานของ 7 รัฐวิสาหกิจ พอใจผลงานที่สั่งเป็นการบ้านเป็นไปตามเป้าหมาย เผย ธพว. พลิกกลับมามีกำไร การบินไทยมีผลประกอบการที่ดีขึ้น พร้อมเห็นชอบ 5 แผนยุทธศาสตร์ เพื่อใช้เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (ซุปเปอร์บอร์ด) ได้รับทราบผลการดำเนินงานตามแผน การแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ แผนการแก้ไขปัญหาองค์กรของรัฐวิสาหกิจปี 2560 ของรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ซึ่งโดยรวมมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบด้วย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) พบว่า ผลการดำเนินงานในภาพรวมดีขึ้น เป็นไปตามเป้าหมาย เช่น การขยายสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น 34,000 ล้านบาท มีกำไร 1,600 ล้านบาท จากที่เคยขาดทุน โดยปีนี้ได้กำหนดให้ ธพว.เร่งปล่อยสินเชื่อในส่วนที่ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท และการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ให้มีจำนวนไม่เกิน 16,600 ล้านบาท

ขณะที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีความคืบหน้าในการจัดทำแผนรองรับการดำเนินงานตลอดจนการเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารได้มากขึ้น และได้จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นไปตามแผนแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังมีความพร้อมในการเพิ่มทุนให้ในวงเงิน 18,000 ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินงานในปีนี้พลิกกลับมามีกำไร หลังจากที่ขาดทุนมานาน รวมทั้งการสรรหาพันธมิตรให้แล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้

สำหรับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้มอบให้กระทรวงคมนาคม กำกับการทำงานของกรมการขนส่งทางบก และ ขสมก.ให้ดูแลการให้บริการ การปฏิรูปเส้นทางเดินรถ เข้มงวดความปลอดภัยในการเดินทาง ส่วนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้เร่งแก้ไขปัญหามาดีโดยตลอด ทำให้มีผลประกอบการที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2558 โดยใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา มีกำไรสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่มีบางแผนงานที่ช้ากว่าเป้าหมาย เช่น การเพิ่มสัดส่วนขายตั๋วเครื่องบินในอินเตอร์เน็ต ซึ่งที่ประชุมได้เร่งรัดการดำเนินงานแล้ว

นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในข้อเสนอของ ร.ฟ.ท. ที่จะรับผิดชอบเรื่องการดำเนินการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน และดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ที่ประชุมมอบให้กระทรวงคมนาคมไปจัดทำข้อมูลมาเสนอใหม่ในเดือน ก.พ.นี้ อาทิ ต้องกำหนดเงื่อนไขการทำงานให้ชัดว่ามีอะไรบ้าง และหากรับไปทำแล้ว จะลดภาระหนี้สินที่สะสม 100,000 ล้านบาทอย่างไร ส่วนบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่ประชุมได้รับทราบการควบรวม 2 บริษัทลูก คือ ธุรกิจโครงข่ายระหว่างประเทศ หรือเอ็นจีเอ็น และอินเตอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ (ไอดีซี) เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น

นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ 5 ยุทธศาสตร์ โดยยุทธศาสตร์แรก คือการกำหนดบทบาทรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ โดยกำหนดบทบาทและทิศทางการดำเนินงานให้ชัดเจนและแยกบทบาทระหว่างผู้กำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้บริการออกจากกัน 2.เร่งการลงทุนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยจัดให้มีแผนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจราย 5 ปี ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นต้น 3.เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเงิน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 4.สนับสนุนการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการมุ่งสร้างนวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 และแผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน และลดต้นทุนดำเนินการ 5.ส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลให้มีความโปร่งใสและมีคุณธรรม มีกลไกส่งเสริมสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจปรับปรุงการบริหารจัดการ เพื่อเป็นองค์กรคุณธรรม มีกลไกกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ บริหารความเสี่ยง และประเมินผลที่เพียงพอเหมาะสม ฯลฯ.

 

ฟันธง “ดิจิทัลแบงก์กิ้ง” ฉายแววบูม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832033


นายปีเตอร์ เบสซี่ รองประธานกรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ลูกค้าของธนาคารได้มีการใช้บริการธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลแบงก์กิ้ง มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีสัดส่วน 15% จากทุกช่องทาง และอีกภายใน 5 ปีข้างหน้าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 80% ขณะที่ช่องทางการให้บริการผ่านสาขาที่ปัจจุบันเป็นช่องทางหลัก อนาคตรูปแบบการบริการของสาขาจะเป็นเปลี่ยนจากบริการธุรกรรมการเงินในเรื่องของการรับฝากถอนเงิน เป็นการขอสินเชื่อ ที่ปรึกษาทางการลงทุน และรูปแบบการบริการอื่นๆทั้งนี้ช่องทางดิจิทัลแบงก์กิ้ง โดยเฉพาะธุรกรรมออนไลน์ธนาคารบนมือถือ (โมบายแอพ) ในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และเติบโตไปพร้อมกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และบริการอินเตอร์เน็ต 3 จี และ 4 จี และธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ที่รัฐบาลไทยผลักดันระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรืออีเพย์เมนต์ ถือเป็นตัวสนับสนุนที่สำคัญให้ดิจิทัลแบงก์กิ้งเติบโต

นายปีเตอร์กล่าวว่า เพื่อรองรับการขยายตัวของดิจิทัลแบงก์กิ้ง ธนาคารได้พัฒนานวัตกรรมใหม่บนช่องทางโมบายแบงก์กิ้ง ให้ลูกค้าสามารถโอนเงินด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โอนจ่ายเงินรายการโปรด และชำระสินเชื่อ หรือบัตรเครดิต ไม่ต้องใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (โอทีพี) ซื้อขายกองทุนผ่านแอพพลิเคชั่น ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าใช้บริการโมบายแบงก์กิ้งกว่า 200,000 ราย และปีนี้ตั้งเป้าเติบโตก้าวกระโดด 80%

“สำหรับแผนดิจิทัลแบงก์กิ้งในปีนี้ ธนาคารยังยึดมั่นเรื่องของความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม พร้อมสร้างหน่วยงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัลให้แข็งแกร่ง พร้อมหารูปแบบใหม่ในการให้บริการฟินเทค”.

 

เศรษฐกิจไทยปีไก่ทองขยายตัว 4%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832029


ปัจจัยบวกดันส่งออกเติบโต 3% กกร.ขอ “คลัง” ขยายเวลาลงทุนนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยหลังการประชุม กกร.นัดแรกของปีนี้ ว่า กกร.ได้คาดการณ์การส่งออกของประเทศไทยปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยอยู่ในกรอบ 1-3% จากกรอบเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 0-2% เนื่องจากทิศทางการส่งออกของปีที่ผ่านมาตลอดทั้งปี คาดว่าจะไม่ติดลบ ขณะที่เศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มที่ดี รวมถึงราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลบวกต่อราคาสินค้าเกษตร

ล่าสุด กกร.ได้ทำหนังสือไปยังนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อขอให้พิจารณาขยายเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ โดยให้บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้สิทธิหักรายจ่าย ในลักษณะของค่าเสื่อมราคา ได้ 2 เท่าของรายจ่าย เพื่อการลงทุนหรือต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายกิจการ หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการโดยเป็นการลงทุนในทรัพย์สิน ที่มีเวลาตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.2558-31 ธ.ค.2559 โดยขอให้ยืดเวลาออกไปอีก 6 เดือนหรือสิ้นสุดเดือน มิ.ย.นี้ หากกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ จะช่วยให้ภาคเอกชนขยายการลงทุน ที่เป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโต 3.5-4%

นายอิสระกล่าวว่า ภาคเอกชนได้สำรวจความเห็นจากผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ กกร. พบว่าสมาชิก 80% แจ้งว่าจะขอใช้สิทธิ์เพื่อขยายการลงทุนในปีนี้ แต่เนื่องจากระยะเวลามาตรการค่อนข้างสั้น จึงอยากให้ขยายเวลา ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ และอาจเพิ่มเงื่อนไขบางกรณีเพื่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม

“ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะยังเผชิญความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น กรณีที่รัฐบาลมีแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับ 18 กลุ่มจังหวัดระหว่างเดือน ก.พ.-ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณ คาดว่าจะเสนอให้ ครม.ในวันที่ 16 ม.ค.นี้ และเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 9 ก.พ. เพื่อให้เบิกจ่ายได้ในเดือน เม.ย.นี้ หากเป็นไปตามนี้ จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 3.5-4%.

 

ชี้ลงทุนเอกชน-อสังหาซึมยาว! ผู้รับเหมาหาทางรอดรับงานรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832025


นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณูปโภคครบวงจร เปิดเผยว่า จากการประเมินการก่อสร้างของภาคเอกชน พบว่าตลาดยังคงซึมยาวและไม่เติบโตเมื่อเทียบกับปี 2559 ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 3 ปี 2560 โดยจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งในไตรมาส 4 ตามการลงทุนของภาครัฐและความต้องการลงทุนภาคเอกชนหลังจากที่ได้ชะลอดูสถานการณ์มาตั้งแต่ปลายปี 2559 ทำให้บริษัทจึงมุ่งเน้นรับงานลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐมากขึ้นเป็น 80% จากเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 66-67% ของงานทั้งหมด เพื่อรักษาฐานรายได้ให้เป็นไปตามเป้าที่ 2,550 ล้านบาท แม้อัตรากำไรขั้นต้นที่ได้จากงานภาครัฐจะอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างทุกรายต่างมุ่งมาแบ่งเค้กแย่งงานภาครัฐที่ออกมาจำนวนมาก ทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่สามารถคัดเลือกและกดราคาได้ โดยอัตรากำไรขั้นต้นของงานภาครัฐลดลงเหลือประมาณ 10% จากภาวะปกติที่อยู่ในระดับ 20%สำหรับสถานการณ์การเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศนั้น เริ่มเห็นความต้องการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ 2,500 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ ในปีนี้ราว 60-65% และจะหางานเพิ่มเพื่อรักษามูลค่างานในมือเพื่อรอรับรู้รายได้ไม่ต่ำกว่าระดับ 2,000 ล้านบาท

ด้านนายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบา และงานกั้นผนังอาคาร กล่าวว่า คาดว่าผลประกอบการปี 2560 จะยังไม่มีกำไรเพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวมาก ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยกู้ อีกทั้งมีวัสดุก่อสร้างเพื่อใช้เป็นผนังอาคารประเภทอื่นเข้ามาแข่งขันด้านราคา ขณะที่บริษัทมีรายได้ถึง 80% จากภาคเอกชนจึงได้รับผลกระทบอย่างมาก.

 

ถอดบทเรียน “BTW” ในธุรกิจหนักๆ แปรรูป-โครงสร้างเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824321


ธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กและโครงสร้างเหล็กนับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพและสามารถแข่งขันในต่างประเทศได้ โดยในจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กและโครงสร้างเหล็กรายใหญ่ชั้นนำในไทยนั้น ก็มี “บริษัท บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTW” รวมอยู่ด้วยดังนั้น วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาผู้อ่านไปพูดคุยกับ “โชติก รัศมีทินกรกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ฯ ถึงเส้นทางในธุรกิจจนสามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมกับถอดบทเรียนความสำเร็จในอีกกลุ่มธุรกิจที่นับได้ว่า น่าสนใจไม่น้อย

“โชติก รัศมีทินกรกุล” ตัวจริงเสียงจริง

เปิดประวัติบริษัท 3 ทศวรรษในยุทธจักร

บริษัท บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน)
 ทำธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น ซึ่งมีการลงทุนในบริษัทย่อย 4 แห่งคือ บริษัท เบสท์เทค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด หรือ เบสท์เทค บริษัท บีที แอนด์ อาวล์ โซลาร์ จำกัด บริษัท เบสท์เทค อินดัสตรีส์ จำกัด หรือ บีทีไอ และบริษัท โกลบอล คลีน เอ็นเนอร์จี จำกัด หรือ โกลบอลคลีน โดยมีเบสท์เทคเป็นบริษัทแกน ก่อตั้งเดือน ก.ย. 2530 ทำธุรกิจ ให้บริการแปรรูปผลิตภัณฑ์และโครงสร้างเหล็ก ซึ่งได้รับการยอมรับระดับนานาชาติร่วม 30 ปี จากอดีตช่วงแรกเริ่มก่อตั้งมีพนักงานอยู่ 6-7 คน จนปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 600 คน

ศักยภาพไม่แพ้ชาติใด รับงานไทย-เทศ


สำหรับธุรกิจที่ทำนั้น หลักๆ ประกอบด้วย แปรรูปและประกอบชิ้นงานใหญ่ หรือ โมดูล เป็นการผลิตกลุ่มชิ้นงานเหล็ก หรือ ระบบการผลิตแยกเป็นหลายโมดูล จากนั้น นำไปประกอบติดตั้งในโครงการอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ งานแปรรูปชิ้นงานเหล็ก ได้แก่ งานระบบท่อ งานแปรรูป ตลอดจนงานประกอบถังทนแรงดันและถังบรรจุ และงานโครงสร้างเหล็ก สำหรับลูกค้ามีทั้งเป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการและเจ้าของโครงการ เราสามารถให้บริการลูกค้าได้ทั้งภายในและต่างประเทศข้อได้เปรียบของเบสท์เทคคือ การมีโรงงานอยู่ติดท่าเรือน้ำลึกสัตหีบทำให้สามารถรับงานขนาดใหญ่ที่ต้องใช้การขนส่งทางเรือ

ชี้อุปสรรคธุรกิจขึ้นอยู่กับภาวะตลาดโลก


สำหรับปัญหาและอุปสรรคการทำธุรกิจส่วนใหญ่ คือ เรื่องการตลาด ที่เผชิญกับความไม่แน่นอนเป็นไปตามภาวะตลาดโลก โดยเฉพาะที่พบคือ ความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนเรื่องภัยธรรมชาตินั้น ประเทศไทยค่อนข้างโชคดีไม่ได้อยู่ในพื้นที่มีพายุแรงๆ ตั้งแต่ผ่านปี 2554 ฝนตกหนักๆ ก็ยังไม่พบปัญหาเลย

ยิ้มได้! รายได้โตสวนทางภาวะเศรษฐกิจ


ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาส 3 ตั้งแต่ ก.ค.-ก.ย. 2559 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้ 472.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 269.46 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปี 2558 คิดเป็นอัตรา 133% รายได้หลักมาจากกลุ่มงานแปรรูปชิ้นงานเหล็กจากลูกค้าในกลุ่มโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

บริษัท เบสท์เทค ซึ่งเป็นบริษัทแกนของบริษัท บีที เวลธ์ฯ ได้รับงานโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมมูลค่าทั้ง 3 โครงการกว่า 372 ล้านบาท สำหรับงานในประเทศนั้นเป็นงานผลิตระบบท่อและส่วนประกอบ FGD Utility Piping สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ระยะเวลาดำเนินตั้งแต่ ต.ค.2559-ม.ค.2560

ส่วนงานในต่างประเทศมี 2 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้า เซนต์ ชาร์ลส์ รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการรับผลิตงานโครงสร้างเหล็กแปรรูป สำหรับ HRSG จำนวน 2 ยูนิต ให้กับบริษัท Nooter/Eirksen ระยะเวลาดำเนินงาน ต.ค.2559-มิ.ย.2560 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม Alba ประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นการรับผลิตงานเหล็กแปรรูปทั้งหมดใ้ช้สำหรับ HRSG จำนวน 3 ยูนิต ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่ พ.ย.2559-ส.ค.2560


มีรายงานล่าสุด ณ วันที่ 30 ก.ย.2559 กลุ่มบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานและยังไม่รับรู้รายได้มูลค่ารวมประมาณ 1,290 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับงานจำนวน 3 โครงการที่ได้รับมาแล้วจะมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน และยังไม่รับรู้รายได้มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,662 ล้านบาท

กำลัง “คน” หัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ

หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจประเภทนี้ สำคัญที่สุดคือ กำลังคน เพราะเป็นธุรกิจอาศัยบุคลากรจริงๆ อาศัยการอ่านแบบ การดูแบบ ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องอาศัยเวลาช่วงที่ยังไม่มีงานเข้ามาจัดฝึกอบรมพัฒนาพนักงานให้มีความพร้อมในทุกๆ ด้านเสมอ

สำหรับแนวโน้มในอนาคตจะดูในเรื่องการขยายพื้นที่เนื่องจากขณะนี้ บริษัทฯ ค่อนข้างมีความพร้อม การขยายตัวมาจากตลาด ธุรกิจนี้ ส่วนสำคัญคือ ความน่าเชื่อถือของตัวบริษัท ซึ่งสำคัญมาก ต้องมีประวัติที่มากพอสมควร ซึ่งเราได้ผ่านขั้นตอนนี้ ไปแล้ว

ธุรกิจนี้ ไม่ง่ายแค่มีเงิน-ความอยากไม่ได้

ธุรกิจนี้ จะมีข้อจำกัดคือ คุณต้องมีพื้นที่มากพอ ดังนั้น คู่แข่งในธุรกิจจึงมีไม่มาก หากใครคิดสนุกๆ ว่าอยากทำแล้วมาทำเลยเป็นไปไม่ได้ เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่แค่มีเงิน แต่ต้องมีพื้นที่เหมาะสม ติดกับท่าเรือ ซึ่งช่วยในการขนส่งสินค้าด้วย ทั้งนี้ ที่เห็นมีคู่แข่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทจากต่างชาติ เช่น สหรัฐฯ เป็นต้น

สะท้อนภาพอุตสาหกรรมเหล็กเติบโตทุกปี

เราอยู่ในอุตสาหกรรมโครงสร้างที่เป็นตลาดบนคือ ตลาดที่มีความต้องการทางด้านคุณภาพ จึงบอกได้เลยว่า อุตสาหกรรมนี้ เป็นไปได้ รายได้หลักของเรามาจากโรงไฟฟ้าและโรงไฟฟ้านั้น ไม่มีปีไหนที่การใช้ไฟลดลงมีแต่ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น ภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็ก เหล็กแปรรูป และชิ้นงานเหล็กมีแนวโน้มเติบโต

แนะธุรกิจจะประสบสำเร็จได้ต้องน่าเชื่อถือ

ฝากถึงผู้อ่านการทำธุรกิจทุกอย่างไม่เพียงแต่ธุรกิจอุตสาหกรรมเท่านั้น ส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตหรือ ประสบความสำเร็จได้คือ ความน่าเชื่อถือ เพราะการที่ทำให้ได้งานใหญ่ๆ ที่ผ่านมานั้น ก็เพราะการทำงานก่อนหน้านั้น ประสบความสำเร็จ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อาศัยจากการที่ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ดี เกิดความเชื่อถือแล้วไปบอกปากต่อปากมีเสียงสะท้อนและตอบรับถึงกันตลอด.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

“พีที” ตั้งเป้าแชมป์ปั๊มน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ม.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/832022


ทุ่ม 4,500 ล้านบาทไล่ซื้อ-เช่ากิจการครบวงจรนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด หรือพีทีจี เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะใช้งบลงทุน 4,500 ล้านบาท เพื่อขยายปั๊มน้ำมันพีที 350 แห่ง ส่งผลให้ภายในปีนี้จะมีปั๊มพีทีทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 1,800 แห่ง

ซึ่งมีปริมาณสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แซงหน้าปั๊มน้ำมันแบรนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของไทย โดยแนวทางการขยายปั๊มใหม่ จะเน้นการซื้อกิจการหรือเช่าปั๊มอิสระ โดยจะมีการปรับปรุงสถานที่และเพิ่มร้านกาแฟ, ร้านสะดวกซื้อ, อาหาร และอื่นๆเพื่อให้ครบวงจรรองรับความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

“ปีนี้บริษัทตั้งเป้าว่าจะมีรายได้ 100,000 ล้านบาท มียอดขายน้ำมันหน้าปั๊มรวม 4,000 ล้านลิตร พร้อมทั้งตั้งเป้าเพิ่มยอดขายน้ำมันหน้าปั๊มเป็นอันดับที่ 2 จากปีก่อนอยู่อันดับ 5 ขณะที่คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือราคาขายปลีกในประเทศจะแพงกว่าปีที่ผ่านมา 2-3 บาทต่อลิตร”

นายพิทักษ์กล่าวว่า บริษัทได้ดำเนินการให้บริษัท อินโนเทค กรีน เอ็นเนอยี จำกัด ที่ประกอบกิจการผลิต และจำหน่ายเอทานอล น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ จากกากมันสำปะหลัง หรือแป้ง หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวกับแป้ง ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทและบริษัท เอี่ยมบรูพา จำกัด มีมูลค่าลงทุนในโครงการ 1,500 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดได้ลงนามข้อตกลงการใช้เทคโนโลยีการผลิตเอทานอล

จากกากมันสำปะหลังกับบริษัท ซัปโปโร โฮลดิ้ง จำกัด โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการย่อยแป้งที่เหลือในกากมันสำปะหลัง ให้สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำตาล และเข้าสู่กระบวนการหมัก ให้เป็นเอทานอล ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีนี้เป็นครั้งแรกของโลกในเชิงพาณิชย์ จากปกติกากมันสำปะหลังจะนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์และนำไปทิ้งเป็นขยะ.