“สรรพากร” ชี้เศรษฐกิจผงกหัว มั่นใจปี 60 เก็บรายได้ทะลุเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831246


นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมสรรพากรมีความมั่นใจว่าจะจัดเก็บรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 1.867 ล้านล้านบาทอย่างแน่นอน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว โดยผลการจัดเก็บรายได้ในช่วง 2 เดือนของปีงบประมาณ 2560 รวม 237,688 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 632 ล้านบาท หรือ 0.3% โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 847 ล้านบาท หรือ 2.0% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 4.1% เนื่องจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากดอกเบี้ยและปันผล (ภ.ง.ด. 2) และจากเงินเดือน (ภ.ง.ด. 1) สูงกว่าประมาณการขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 608 ล้านบาท หรือ 1.0% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 5.3% เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีจากค่าบริการและจำหน่ายกำไร (ภ.ง.ด. 54) สูงกว่าที่ประมาณการไว้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 562 ล้านบาท หรือ 0.5% แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 1.7% ซึ่งเป็นผลจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการนำเข้าสูงกว่าเป้าหมาย 1,978 ล้านบาท หรือ 4.3% สูงกว่า ช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.4% ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคในประเทศจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 2,539 ล้านบาท หรือ 3.4% สูงกว่าช่วงเดียวกัน ปีที่แล้ว 0.6% อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังรอผลของมาตรการช็อปช่วยชาติ ว่าจะส่งผลต่อดีการบริโภคและอุปโภคมากน้อยเพียงใด.

 

การบินไทย-ไทยสมายล์ ผนึกกำลังบินขนสิ่งของลงใต้ ช่วยเหลือน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ม.ค. 2560 21:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831069


การบินไทยและไทยสมายล์ ให้บริการขนส่งทางอากาศฟรี ในการนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น รวมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 ม.ค.2560 หรือจนกว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายลง…เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2559 นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้  ทำให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก บริษัท การบินไทยฯ และสายการบินไทยสมายล์ ได้ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน เพื่อประสานงานความร่วมมือในการรับส่งสิ่งของเครื่องใช้เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โดยจะใช้จังหวัดกระบี่ และภูเก็ตเป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือ โดยร่วมกับกรมท่าอากาศยาน และกองทัพภาคที่ 4 จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือที่จังหวัดกระบี่ และร่วมกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือขนส่งสิ่งของให้ถึงมือผู้ประสบภัยที่จังหวัดภูเก็ต

การบินไทยและไทยสมายล์ยินดีให้บริการขนส่งฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีความประสงค์จะนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ได้แก่ เครื่องอุปโภคบริโภค ไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โดยสามารถนำสิ่งของไปส่งได้ทุกจุดบินของการบินไทยที่บินไปยังภาคใต้ ได้แก่ ภูเก็ต และกระบี่ ส่วนจุดบินของไทยสมายล์ ได้แก่ ภูเก็ต หาดใหญ่ นราธิวาส กระบี่ และสุราษฎร์ธานี โดยสามารถติดต่อรับบริการขนส่งฟรีได้ที่อาคารคลังสินค้าภายในประเทศของการบินไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนไทยสมายล์รับส่งของได้ที่อาคารผู้โดยสารเคาน์เตอร์ E20 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเช่นกัน ทั้งนี้ผู้ส่งกรุณาระบุชื่อผู้มารับปลายทางที่สนามบิน หรือบริจาคให้แก่ผู้ประสบภัยทั่วไป บริษัทฯ จะได้ส่งไปยังศูนย์ช่วยเหลือที่สนามบินนั้นๆ เพื่อดำเนินการจัดส่งไปให้ผู้ประสบอุทกภัยต่อไป

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้การสนับสนุนบัตรโดยสารแก่เจ้าหน้าที่ของภาครัฐ สภากาชาดไทย หรือหน่วยงานที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้อีกด้วย

สำหรับสิ่งของที่รับขนส่งเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

1. เป็นสิ่งของเพื่อบริจาคแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมเท่านั้น ไม่รับขนส่งเพื่อการพาณิชย์หรือของใช้ส่วนตัว

2. บรรจุในหีบห่ออย่างดี เพื่อป้องกันการแตกหัก และมีน้ำหนักชิ้นละไม่เกิน 20 กิโลกรัม

3. สิ่งของที่จะจัดส่งขอให้เป็นเสื้อผ้า ของใช้ หรืออาหารแห้ง งดขนส่งอาหารสด เพราะอาจจะเน่าเสียได้

4. กรุณาติดต่อการบินไทยหรือไทยสมายล์ล่วงหน้า 3 วัน โดยการบินไทยสามารถรับขนส่งได้วันละ 10 ตัน ส่วนไทยสมายล์รับขนส่งได้เที่ยวบินละไม่เกิน 1,000 กิโลกรัม

สำหรับการประสานงานรับสิ่งของบรรเทาทุกข์ การบินไทย จะรับสิ่งของส่งออกทางอาคารคลังสินค้าภายในประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทร. 02-1374-5213, 08-1866-3745 ส่วน สายการบินไทยสมายล์ กรุณาติดต่อ คุณพรชนก จิตคะเนการ โทร.09-5548-2208 หรืออีเมล pornchanok.j@thaismileair.com ในช่วงเวลาทำการ ตั้งแต่ 09.00-18.00 น.

อนึ่ง การบินไทยและไทยสมายล์มีจุดบินครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ 6 จุดบิน ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี สมุย หาดใหญ่ และนราธิวาส มีเที่ยวบินไปยัง 6 จุดบิน รวมทั้งสิ้น 35 เที่ยวบินต่อวัน.

 

การบินไทย แจงแอร์บัส A-330-300 เที่ยวบินทีจี 629 ไม่ได้เกิดเพลิงไหม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ม.ค. 2560 21:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831117


กรณีเครื่องบินแอร์บัส A-330-300 ของการบินไทย เที่ยวบิน TG629 เกิดควันด้านท้ายขณะเข้าจอดที่ฮ่องกง ช่างตรวจสอบแล้ว ยืนยันเป็นควันที่เกิดจากน้ำมันหล่อลื่นค้างอยู่ในห้องเผาไหม้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ไม่ใช่เพลิงไหม้แต่อย่างใด…จากกรณีที่สื่อฮ่องกงรายงานว่า บ่ายวันนี้ประมาณ 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เครื่องบินแอร์บัส A-330-300 เที่ยวบิน TG629 ทะเบียน HS-TBD ของการบินไทย ที่บินมาจากท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน เกาหลีใต้ ที่ลงจอดบนสนามบินเช็ค แลป ก๊อก ฮ่องกง บริเวณช่องจอด W-40 เพื่อรับผู้โดยสารบินต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และขณะที่อยู่บนพื้นดิน เกิดมีกลุ่มควันสีขาวจำนวนมากออกมาจากหางเครื่อง

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณีเที่ยวบินทีจี 629 วันที่ 8 มกราคม 2560 เส้นทางเกาหลีใต้-ฮ่องกง-กรุงเทพฯ บรรทุกผู้โดยสาร 301 คน ออกเดินทางจากท่าอากาศยานอินชอน เกาหลีใต้ ในเวลา 11.09 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ถึงท่าอากาศยานเช็ค แลป ก๊อก ฮ่องกง เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยขณะเข้าจอดได้รับรายงานว่าเกิดควันบริเวณท้ายเครื่องบิน นักบินจึงปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานความปลอดภัย โดยปิดระบบจ่ายไฟฟ้าส่วนท้ายเครื่องบิน จากการตรวจสอบของช่างอากาศยานพบว่าเป็นควันที่เกิดจากน้ำมันหล่อลื่นค้างอยู่ในห้องเผาไหม้ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองชั่วขณะ จึงได้ทำการตรวจสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ซึ่งไม่พบว่าเกิดไฟลุกไหม้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ เครื่องบินได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานเช็ค แลป ก๊อก ฮ่องกง บรรทุกผู้โดยสาร 277 คน ในเวลา 15.32 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) และเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 17.21 น.

สำหรับเครื่องบินโดยสารแบบ แอร์บัส เอ330-300 เที่ยวบินที่เกิดเหตุ ทะเบียน HS-TBD นามพระราชทาน “พะเยา” เป็นเครื่องบินใหม่ มีอายุการใช้งานเพียง 4 ปี.

 

ทล.สรุปเส้นทางหลัก 5 จว.น้ำท่วม เสียหาย 17 ไม่สามารถสัญจร 9 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ม.ค. 2560 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/830962


ฝนตกน้ำท่วมหนักทำถนนทางหลวงพังยับใน 5 จังหวัด 13 สายทาง ด้านกรมทางหลวงลงพื้นที่ด่วนช่วยผู้ประสบภัย สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ ประสาน จนท.เตรียมพร้อมดำเนินการแก้ไขเบื้องต้น 24 ชม. …เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ภาคใต้ กรมทางหลวงได้รายงานสรุปเหตุการณ์ภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินในเส้นทางสายหลักที่จะเดินทางไปสูภาคใต้ ประจำวันที่ 8 มกราคม 2560 มีสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีสายทางที่เสียหายจากน้ำท่วมจำนวนทั้งสิ้น 13 สายทาง ในจำนวนสายทางที่เสียหายมีถนนที่เสียหายจำนวนรวม 17 แห่ง แบ่งเป็นถนนที่เสียหายแต่ประชาชนยังสามารถสัญจรผ่านได้ จำนวน 8 แห่ง และถนนเสียหายที่ไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้จำนวน 9 แห่ง

สำหรับถนนที่จังหวัดชุมพร การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 1 แห่ง คือ ทล.4134 หลังสวน – ละแม พื้นที่ อ.หลังสวน กม.17 คอสะพานขาด ซึ่งประชาชนสามารถใช้ทางเลี่ยงในชุมชน

จังหวัดตรัง การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 4 แห่ง คือ 1.ทล.419 ถนนวงแหวนรอบเมืองตรัง พื้นที่ อ.เมืองตรัง กม.2 ระดับน้ำสูง 45 ซม. เส้นทางเลี่ยงปิดการจราจร ให้ประชาชนใช้เส้นทาง ทล.403, ทล.4236 ถ.แพรก – ลำนาว พื้นที่ อ.ห้วยยอด กม.11 ระดับน้ำสูง 80 ซม., ทล.4258 บ้านซา – ควนชัน พื้นที่ อ.ห้วยยอด กม.10 – 11 ระดับน้ำสูง 60 ซม. และ ทล.4347 ตลาดฉุ้น – บ้านซา พื้นที่ อ.ห้วยยอด กม.1 – 2 ระดับน้ำสูง 55 ซม. เส้นทางเลี่ยงใช้ ทล.4 และ ทล.4258 แทน

ส่วนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เส้นทางที่การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 1 แห่ง คือ ทล.4151 กุมแป – ควนหนองหงส์ พื้นที่ อ.ชะอวด กม.9 – 12 ระดับน้ำสูง 50 ซม.

ส่วนจังหวัดพัทลุง การจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 1 แห่ง ทล.4047 ลำปำ – พัทลุง พื้นที่ อ.เมืองพัทลุง กม.2 – 3 ระดับน้ำสูง 40 ซม. นอกจากนั้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังจากน้ำท่วมพบว่าการจราจรผ่านไม่ได้จำนวน 2 แห่ง คือ ทล.4112 สวนแตง – ไชยา พื้นที่ อ.ท่าชนะ กม.41 – 42 ระดับน้ำสูง 30 ซม. ใช้ทางเลี่ยง ทล.41542ทล.4192 เกาะมุกข์ – โมถ่าย ท้องที่ อ.ท่าฉาง กม.5 คันทางสไลด์ด้านขวาทาง ทั้งนี้ยังเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคใต้

สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่ม จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกรมทางหลวงประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงในพื้นที่ เตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นตลอด 24 ชม. โดยภารกิจหลักตอนนี้คือ ช่วยให้การจราจรผ่านได้ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่สะพานขาด หน่วยงานดำเนินการเองของกรมทางหลวง ได้แก่ ศูนย์สร้างทางและศูนย์สร้างและบูรณะสะพานในพื้นที่ เข้าพื้นที่แก้ไขโดยใช้เวลาอย่างรวดเร็วที่สุด หลังจากเมื่อน้ำลดจะทำการสำรวจความเสียหายเพื่อซ่อมแซมสู่ความยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางโปรดใช้ความระมัดระวังในการใช้เส้นทางเพิ่มขึ้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้ทาง หากต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจร หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมง).

 

รฟท. แจ้งเปิดให้บริการรถเส้นทางใต้เพิ่ม 16 ขบวน ถึงสถานีชุมทางทุ่งสง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ม.ค. 2560 15:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/830922


รฟท. แจ้งเปิดให้บริการเดินขบวนรถเพิ่มในเส้นทางรถไฟสายใต้ ประจำวันที่ 8 ม.ค. 60 สามารถให้บริการเดินรถไป-กลับเพิ่มเป็น 16 ขบวน กระชับ จนท.ตรวจสอบ-ซ่อมแซมทางที่ชำรุด พร้อมเป็นสื่อกลางรับบริจาคอาหารแห้ง-ของใช้จำเป็น ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม …เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้อย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 ได้รับรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมทางรถไฟสายใต้เริ่มคลี่คลาย ทำให้การรถไฟฯ สามารถระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายการช่างโยธาเข้าซ่อมแซมสภาพเส้นทางที่ได้รับความเสียหายจนสามารถเปิดเดินรถเส้นทางสายใต้ได้ถึงสถานีชุมทางทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช อีกทั้ง ยังสามารถเปิดให้บริการเดินรถเพิ่มจากเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2560 จำนวน 10 ขบวน เพิ่มเป็น 16 ขบวน

สำหรับรายละเอียดการเปิดให้บริการเดินรถสายใต้ ประจำวันที่ 8 มกราคม 2560 มีดังต่อไปนี้

ขบวนรถเที่ยวไป
รถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 43 กรุงเทพ-สุราษฎร์ธานี (เดินรถได้ตามปกติ)
รถเร็วที่ 171 (รถไฟฟรี) กรุงเทพ-สุไหงโกลก (สามารถเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพถึงสถานีชุมทางทุ่งสง)
รถเร็วที่ 173 กรุงเทพ-นครศรีธรรมราช (สามารถเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพถึงสถานีชุมทางทุ่งสง)
รถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 39 กรุงเทพ-สุราษฎร์ธานี (เดินรถได้ตามปกติ)
รถด่วนที่ 85 กรุงเทพ-นครศรีธรรมราช (สามารถเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพถึงสถานีชุมทางทุ่งสง)
รถด่วนพิเศษทักษิณที่ 37 กรุงเทพ-สุไหงโกลก (สามารถเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพ-สถานีชุมทางทุ่งสง)
รถด่วนที่ 83 กรุงเทพ-ตรัง (สามารถเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพ-สถานีชุมทางทุ่งสง)
รถเร็วที่ 167 กรุงเทพ-กันตัง (สามารถเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพ-สถานีชุมทางทุ่งสง)

ขบวนรถเที่ยวกลับ
รถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 44 สุราษฎร์ธานี-กรุงเทพ (เดินรถได้ตามปกติ)
รถเร็วที่ 172 สุไหงโกลก-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีกรุงเทพ)
รถเร็วที่ 174 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีกรุงเทพ)
รถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 40 สุราษฎรธ์านี-กรุงเทพ (เดินรถได้ตามปกติ)
รถด่วนที่ 86 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสง-สถานีกรุงเทพ)
รถด่วนพิเศษทักษิณที่ 38 สุไหงโกลก-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีกรุงเทพ)
รถด่วนที่ 84 ตรัง-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสง-กรุงเทพ)
รถเร็วที่ 168 กันตัง-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสง-กรุงเทพ)

ขบวนรถที่งดเดิน
รถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ที่ 31/32 กรุงเทพ-ชุมทางหาดใหญ่-กรุงเทพ
รถด่วนพิเศษระหว่างประเทศที่ 45/46 กรุงเทพ-ปาดังเบซาร์-กรุงเทพ
รถด่วนพิเศษที่ 41/42  กรุงเทพ-ยะลา-กรุงเทพ
รถเร็วที่ 169/170 กรุงเทพ-ยะลา-กรุงเทพ

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าไปยังจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้แล้ว สามารถติดต่อเพื่อขอคืนเงินค่าโดยสารได้เต็มราคา และในช่วงนี้การรถไฟฯ ขอแจ้งว่าจะไม่มีบริการขนถ่ายผู้โดยสารต่อทางรถยนต์ เนื่องจากเส้นทางถนนมีน้ำท่วมสูงเช่นกัน ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารที่มีความประสงค์เดินทางในเส้นทางรถไฟสายใต้ให้ตรวจสอบและติดต่อสอบถามรายละเอียดเป็นระยะ ก่อนเดินทางได้ที่สายด่วนโทร 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดในการตรวจสอบและซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุด โดยเฉพาะในเส้นทางช่วงสถานีชุมทางทุ่งสง-พัทลุง-นครศรีธรรมราช มีทางขาดเป็นช่วงๆ และบริเวณคอสะพานหลายแห่งถูกน้ำเซาะเป็นบริเวณกว้างและค่อนข้างลึกได้รับความเสียหายหนัก ต้องใช้อุปกรณ์บำรุงทางหนักเข้าไปปรับปรุง ซึ่งยังต้องรอให้กระแสน้ำลดความแรง และให้ระดับน้ำคงที่ก่อน จึงจะสามารถเข้าไปปรับปรุงซ่อมแซมทางในช่วงดังกล่าวได้ ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้ระดมเจ้าหน้าที่ฝ่ายการช่างโยธา วัสดุอุปกรณ์ เครื่องบำรุงทางหนัก ไว้ตามจุดต่างๆ ภายในบริเวณสถานีใกล้เคียง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าปรับปรุงซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุดไว้แล้ว

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเปิดรับบริจาคข้าวสาร น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง ยารักษาโรค ข้าวของเครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็น อื่นๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ โดยจะมีการขนส่งข้าวของที่ได้รับบริจาคไปทางรถไฟ และนำไปกระจายส่งต่อให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน ทั้งนี้ บริษัทห้างร้าน หน่วยงาน ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตอาสาที่สนใจร่วมบริจาค สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ถนนรองเมือง เขตปทุมวัน กทม. โทรศัพท์ 0-2220-4261 ได้ในวันและเวลาราชการ

 

อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ลงใต้ดูพื้นที่น้ำท่วม กำชับจนท.ดูแลประชาชนเต็มที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ม.ค. 2560 14:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/830834


(ภาพจาก ประชาสัมพันธ์กรมทางหลวงชนบท)อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ลงพื้นที่ภาคใต้ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.60 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท นายสมัย โชติสกุล รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดตรัง บริเวณถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.1037 แยกทางหลวงหมายเลข 4 – บ้านนาตาขำ อ.ห้วยยอด จำนวน 200 ชุด

นายธานินทร์ กล่าวอีกว่า น้ำท่วมขังใน 6 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง ยะลา สุราษฎร์ธานี และมีสายทางที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเสียหายทั้งสิ้น 20 สายทาง มีความเสียหาย 32 แห่ง โดยมีสายทางที่เสียหายแต่ยังมีการสัญจรสามารถผ่านไปมาได้ จำนวน 18 แห่ง และมีสายทางที่เสียหายแต่รถไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ จำนวน 14 แห่ง

ขณะนี้ยังมีฝนตกหนักทางภาคใต้ ทำให้กระแสน้ำได้เซาะดินจนเป็นเหตุให้คอสะพานขาด บนทางหลวงหมายเลข 4186 และประชาชนไม่สามารถสัญจรผ่านได้นั้น กรมทางหลวงโดยศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 นครศรีธรรมราช ซึ่งมีความพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องมือ และเครื่องจักร ได้ดำเนินการทอดสะพานเบลี่ย์ซึ่งมีความแข็งแรงคงทน เพื่อให้การจราจรสามารถผ่านได้เป็นการชั่วคราวก่อน ในทางหลวงหมายเลข 4186 เสร็จเรียบร้อยแล้ว บริเวณกิโลเมตร 14 ตอนห้วยพาน – น้ำตกกรุงชิง ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนั้นในส่วนของเส้นทางสายหลักจากกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ (สายเอเชีย) ทางกรมทางหลวงก็ได้เปิดใช้เส้นทางได้ตามปกติแล้ว

เบื้องต้นหน่วยงานได้ติดตั้งป้ายเตือน ป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงบริเวณต้นทางให้ทราบสถานการณ์ กรณีน้ำท่วมสูงรถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ ได้จัดรถบรรทุก 6 ล้อสำหรับบริการประชาชนให้เข้าถึงที่พักอาศัยได้ และเมื่อเข้าสู่ภาวะปกติ หากมีเส้นทางชำรุดจะเร่งดำเนินการซ่อมแซมชั่วคราวให้สัญจรได้ภายใน 7 วัน อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ใช้เส้นทางโปรดระมัดระวังการใช้ถนนในพื้นที่ประสบภัยเป็นพิเศษ และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนเส้นทางด้วย และท่านผู้ใช้เส้นทางสามารถขอความช่วยเหลือและแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146.

 

ขนส่งทางบก เร่งรถตู้โดยสารติดตั้ง GPS จ่อตามพฤติกรรมความปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ม.ค. 2560 03:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/830574


ขนส่งทางบก ขีดเส้น 31 มี.ค. 60 รถตู้โดยสารร่วมบขส. ทุกคันต้องติดตั้ง GPS Tracking ในรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท หวังติดตามพฤติกรรมการให้บริการ เพื่อความปลอดภัยตามนโยบายเร่งด่วนกระทรวงคมนาคม…วันที่ 7 ม.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงประเด็นความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่กรมการขนส่งทางบกและกระทรวงคมนาคมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการเข้มงวดตรวจจับความเร็วรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก รวมถึงพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ภายใต้โครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS ซึ่งเป็นการบังคับให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน และรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ติดตั้ง GPS Tracking ตามคุณสมบัติที่กรมการขนส่งทางบก

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กระบวนการทั้งหมด ต้องทำควบคู่กับการติดตั้งเครื่องบ่งชี้พนักงานขับรถ (เครื่องรูดใบขับขี่แสดงตัวตนพนักงานขับรถ) พร้อมระบบการทำงาน Realtime online เชื่อมโยงกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งรถโดยสารสาธารณะทุกคันจะติดตั้งครบถ้วนภายใน 31 มีนาคม 2560 นี้

“โดยขนส่งทางบกหวังเพื่อติดตามพฤติกรรมการเดินรถแบบ Realtime ทั้งพิกัด เส้นทาง ความเร็ว ชั่วโมงการทำงาน และเพื่อประสิทธิภาพในการกำกับ ควบคุม ดูแล ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมาย ได้ออกแบบระบบให้สามารถบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ทั้งกรมการขนส่งทางบก ผู้ประกอบการ เจ้าของรถ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป สามารถมีส่วนร่วมในการกำกับตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่แบบ Realtime ผ่าน application “DLT GPS” ทางโทรศัพท์มือถือ” นายสนิท กล่าว

นายสนิท กล่าวอีกว่า  ซึ่งทั้งหมดจะแสดงผลข้อมูลของรถเช่นเดียวกันกับข้อมูลที่แสดงผลในศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก และศูนย์ฯ GPS ขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ และเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมโดยสามารถแจ้งร้องเรียนทุกกรณีการให้บริการที่ผิดกฎหมายผ่านทาง application ดังกล่าวได้ด้วย อาทิ ขับรถประมาทหวาดเสียว มีพฤติกรรมเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ ทั้งการใช้ความเร็ว ชั่วโมงการทำงานพนักงานขับรถ ไม่มีการพักรถหรือเปลี่ยนคนขับตามที่กฎหมายกำหนด

“ทั้งนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้เร็วขึ้น สร้างความเชื่อมั่น และเพื่อการควบคุมดูแลความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในกลุ่มรถตู้โดยสารสาธารณะที่พบว่ามีการใช้ความเร็วของรถเกินกฎหมายกำหนดเป็นจำนวนที่สูงกว่ารถลักษณะอื่น กรมการขนส่งทางบกจึงได้ออกประกาศเพิ่มเติม เรื่อง กำหนดประเภทและลักษณะของรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่ต้องติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถก่อนการตรวจสภาพรถเพื่อต่ออายุทะเบียน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560” นายสนิท กล่าว

นอกจากนี้ นายสนิท กล่าวด้วยว่า ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนให้รถตู้โดยสารสาธารณะร่วมให้บริการกับบริษัท ขนส่ง จำกัด (รถตู้ร่วมบริการ บขส.) เส้นทางกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ต้องติดตั้ง GPS Tracking ให้ครบถ้วนทุกคันภายใน 31 มีนาคม 2560 ส่วนรถตู้ที่ครบรอบต่ออายุทะเบียนในงวดเดือนมกราคม – มีนาคม ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการตรวจสภาพรถต่ออายุทะเบียนตามกำหนดเดิม และสำหรับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่นให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

“ส่วนรถลากจูง ติดตั้งครบทุกคัน ภายในปี 2560 รถบรรทุกสาธารณะ 10 ล้อขึ้นไป ติดตั้งครบทุกคัน ภายในปี 2561 และรถบรรทุกส่วนบุคคล 10 ล้อขึ้นไป ติดตั้งครบทุกคันภายในปี 2562 นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังดำเนินการมาตรการกำกับ ควบคุม ดูแล พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง จริงจัง เด็ดขาด ทันที ในทุกกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยในการทางเดินทางของประชาชนอย่างยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยประชาชนที่พบรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัยแจ้งสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมดำเนินการจัดการปัญหาทันที”  นายสนิท กล่าวทิ้งท้าย

 

น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย เปิดเดินรถไฟสายใต้ไป-กลับ 10 ขบวน ถึงสถานีทุ่งสง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ม.ค. 2560 18:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/830401


เริ่มคลี่คลาย รถไฟสายใต้เดินรถไป-กลับ เพิ่มเป็น 10 ขบวน ขยายไปได้ถึงสถานีทุ่งสง จากเดิมแค่สถานีชุมพร  ขณะถนนสายเอเชีย สัญจรได้ปกติแล้ว เว้นสายรองบางจุด…เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 60 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้อย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดได้รับรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมทางรถไฟสายใต้เริ่มคลี่คลาย ทำให้การรถไฟฯ สามารถระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายการช่างโยธาเข้าซ่อมแซมสภาพเส้นทางที่ได้รับความเสียหาย จนสามารถเปิดเดินรถเส้นทางสายใต้ได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีสถานีต้นทางและปลายทางสิ้นสุดที่สถานีชุมพร ขยายไปได้ถึงสถานีชุมทางทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช อีกทั้งยังสามารถเปิดให้บริการเดินรถเพิ่มจากเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2560 จำนวน 8 ขบวน เพิ่มเป็น 10 ขบวน

สำหรับรายละเอียดการเปิดให้บริการเดินรถสายใต้ ซึ่งมีการเปิดขบวนรถให้บริการ และปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทาง ดังต่อไปนี้ ขบวนรถเที่ยวไป รถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 43 กรุงเทพ-สุราษฎร์ธานี (เดินรถได้ตามปกติ) รถเร็วที่ 171 (รถไฟฟรี) กรุงเทพ-สุไหงโก-ลก (สามารถเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพถึงสถานีชุมทางทุ่งสง) รถเร็วที่ 173 กรุงเทพ – นครศรีธรรมราช (สามารถเดินรถได้จากสถานีกรุงเทพถึงสถานีชุมทางทุ่งสง) รถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 39 กรุงเทพ – สุราษฎร์ธานี (เดินรถได้ตามปกติ)

ขบวนรถเที่ยวกลับ รถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 44 สุราษฎร์ธานี – กรุงเทพ (เดินรถได้ตามปกติ) รถเร็วที่ 172 สุไหงโกลก – กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีกรุงเทพ) รถเร็วที่ 174 นครศรีธรรมราช – กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีกรุงเทพ) รถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 40 สุราษฎร์ธานี – กรุงเทพ (เดินรถได้ตามปกติ) รถเร็วที่ 170 ยะลา – กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีบ้านนาสารถึงสถานีกรุงเทพ) รถด่วนพิเศษทักษิณที่ 38 สุไหงโกลก-กรุงเทพ (สามารถเดินรถได้จากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีกรุงเทพ)

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าไปยังจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้แล้ว สามารถติดต่อเพื่อขอคืนเงินค่าโดยสารได้เต็มราคา และในช่วงนี้การรถไฟฯ ขอแจ้งว่าจะไม่มีบริการขนถ่ายผู้โดยสารต่อทางรถยนต์ เนื่องจากเส้นทางถนนมีน้ำท่วมสูงเช่นกัน ขณะเดียวกันขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารที่มีความประสงค์เดินทางในเส้นทางรถไฟสายใต้ให้ตรวจสอบและติดต่อสอบถามรายละเอียดเป็นระยะ ก่อนเดินทางได้ที่สายด่วนโทร 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเปิดรับบริจาคข้าวสาร น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง ยารักษาโรค ข้าวของเครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็น อื่นๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ โดยจะมีการขนส่งข้าวของที่ได้รับบริจาคไปทางรถไฟ และนำไปกระจายส่งต่อให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน ทั้งนี้บริษัทห้างร้าน หน่วยงาน ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตอาสาที่สนใจร่วมบริจาค สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ถนนรองเมือง เขตปทุมวัน กทม. โทรศัพท์ 0-2220-4261 ได้ในวันและเวลาราชการ

ทางหลวงหมายเลข 41 สายเอเชีย เดินทางได้ปกติ

ด้านศูนย์รายงานอุบัติภัย กรมทางหลวง ระบุว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ เส้นทางหลวงหมายเลข 41 สายเอเชีย สามารถเดินทางได้ตามปกติ เว้นบางช่วงซึ่งเป็นถนนสายรอง ที่อาจเดินทางไม่สะดวก เนื่องจากน้ำเพิ่งลดระดับและผิวการจราจรบางจุดมีปัญหา จึงขอให้ใช้ทางด้วยความระมัดระวังบริเวณพื้นที่เกิดเหตุและหากพบเห็นสิ่งกีดขวางบนทางหลวง และไม่สามารถสัญจรผ่านได้ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สำนักงานทางหลวงแขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีทุกเครือข่าย ตลอด 24 ชั่วโมง.

เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ คลิกที่นี่

 

ธอส. ออกมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยใต้-ไทยพาณิชย์ ชวนคนบริจาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ม.ค. 2560 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/830362


ธอส. ประกาศ 2 มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ลดดอกเบี้ย/เงินงวด พร้อมให้กู้เพิ่มและกู้ใหม่อัตราดอกเบี้ย 3% นาน 3 ปีแรก ขณะไทยพาณิชย์ ขอเชิญชวนบริจาคช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้ ส่วนผู้บริจาคนำใบเสร็จใช้ลดหย่อนภาษีได้นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมขังในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ และส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและการประกอบอาชีพ ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งมีพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน พร้อมที่จะเป็นกลไกหลักในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าประชาชนที่ประสบอุทกภัย โดยเตรียมวงเงิน 500 ล้านบาท จัดทำ “โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560” ซึ่งมีรายละเอียดประกอบด้วย

มาตรการที่ 1 สำหรับลูกค้าเดิมของ ธอส. กรณีหลักประกัน (ที่อยู่อาศัยที่ จดจำนองกับธนาคาร) ได้รับผลกระทบ ธนาคารจะลดภาระดอกเบี้ยและเงินงวดผ่อนชำระ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4-12 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.50% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี และปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้กรณี ลูกค้าสวัสดิการ ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. อยู่ที่ 6.75% ต่อปี)

มาตรการที่ 2 สำหรับลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าเดิมของ ธอส. ที่อาคารหรือบ้านได้รับความเสียหายสามารถขอกู้เพิ่มหรือกู้ใหม่ เพื่อปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม หรือกู้ซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหาย คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 3.00% ต่อปี นาน 3 ปี หลังจากนั้น กรณีลูกค้าสวัสดิการ คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี ส่วนลูกค้ารายย่อย คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี

สำหรับวงเงินให้กู้ต่อราย ธนาคารกำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 หลักประกัน โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้าร่วม “โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560” จะต้องเป็นลูกหนี้เดิมของ ธอส. หรือลูกค้าใหม่ ซึ่งที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ ของตนเองหรือคู่สมรส และได้รับความเสียหายจากการประสบอุทกภัย ทั้งนี้ ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อได้ที่ สาขาของ ธอส. ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000

ขณะที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ส่งกำลังใจและแสดงความห่วงใยต่อเหตุอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ที่เกิดขึ้น ได้เชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมบริจาคช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ ผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคาร ดังนี้

1) บริจาคผ่านบัญชี “มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์ เพื่อผู้ประสบภัย” เลขที่ 111-3-90911-5 ได้ทุกสาขาธนาคาร หรือทาง SCB Easy
2) บริจาคผ่านปุ่มรับบริจาคอัตโนมัติที่เครื่อง ATM ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามเขต

ผู้บริจาคสามารถขอใบเสร็จรับเงินเพื่อนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยระบุชื่อ-ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ในสำเนาหลักฐานการโอนเงิน แล้วส่ง Email มาที่ mailto:donation@scb.co.th หรือ Fax 02-544-1040 ทั้งนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จะเป็นศูนย์กลางส่งมอบเงินบริจาคทั้งหมดให้แก่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และธนาคารจะร่วมมอบเงินสมทบอีก 1 ล้านบาท.

 

ทองเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ม.ค. 2560 13:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/830270


ทองไทยเปิดตลาดร่วง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายบาทละ 19,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายบาทละ 20,400 ขณะที่ทองนิวยอร์ก ปิดลบเมื่อคืนนี้ ลดลง 7.9 ดอลลาร์…เมื่อวันที่ 7 ม.ค. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองไทยเปิดตลาดปรับลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายออกบาทละ 19,900 ขณะที่ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายออกบาทละ 20,400

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (6 ม.ค.) โดยภาวะการซื้อขายในตลาดทองคำได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 7.9 ดอลลาร์ หรือ 0.67% ปิดที่ 1,173.40 ดอลลาร์/ออนซ์.