ออสซี่ห้ามนำเข้ากุ้งสดหวั่นโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829938


น.ส.อุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ออสเตรเลียได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการให้ระงับการนำเข้ากุ้งสดจากทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากเกิดความวิตกกังวลเรื่องโรคกุ้งตัวแดงดวงขาวที่กำลังระบาดอยู่ทั่วอาเซียนจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งในออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยังมีการนำเข้ากุ้งแปรรูปจากประเทศต่างๆอยู่ เพียงแต่ขอนำเข้าในรูปแบบปรุงสุกเท่านั้น โดยกรมประมงจะแจ้งให้ผู้ประกอบการของไทยรับทราบต่อไปนายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า จากการระบาดของโรคตัวแดงดวงขาวที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียในช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศทำหนังสือร้องเรียนมายังหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้ยับยั้งการนำเข้ากุ้งสดจากต่างประเทศรวมทั้งไทยด้วยเป็นการชั่วคราว เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ที่ประสบปัญหาโรคกุ้งตัวแดงดวงขาวเช่นกัน แต่ทั้งนี้การประกาศของออสเตรเลียไม่ได้ส่งผลกระทบกับการส่งออก เนื่องจากการส่งออกกุ้งในตลาดออสเตรเลียนั้น 100% เป็นกุ้งแปรรูป หรือกุ้งต้ม ประมาณปีละ 10,000 ตัน
“ออสเตรเลียแม้ไม่ใช่ตลาดใหญ่ในการส่งออกกุ้ง เพราะมีประชากรเพียง 30 ล้านคนเท่านั้น แต่มีความสำคัญต่อไทย เพราะเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและให้ความเข้มงวดต่อคุณภาพมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับกุ้งของไทยในตลาดโลกได้”.

 

ธปท.เข้มเกณฑ์แบงก์ขายประกัน ห้ามบังคับ-ขายพ่วงผลิตภัณฑ์ แอบแทงกั๊กบอกข้อมูลคลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829945


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)โดยสายกำกับสถาบันการเงิน ได้ออกหนังสือเวียน การขายผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ลงวันที่ 5 ม.ค. โดย ธปท.เน้นย้ำให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามประกาศและแนวนโยบายของ ธปท. ที่เกี่ยวข้องกับการแนะนำหรือนำเสนอบริการการประกันภัย ซึ่งต้องควบคุมดูแลให้มีการปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับภายในของธนาคารพาณิชย์อย่างเคร่งครัดทั้งในการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพียงอย่างเดียว และการขายประกันภัยควบคู่กับผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่นของธนาคารพาณิชย์ โดยการขายผลิตภัณฑ์ของธนาคารพาณิชย์จะต้อง 1.เสนอขายประกันชีวิตที่อาจทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่าเป็นเงินฝาก 2.เสนอขายประกันภัยควรสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า 3.เสนอขายประกันภัยหรือขายประกันภัยควบคู่เงินฝาก ควรชี้แจงถึงข้อมูลผลประโยชน์และเงื่อนไขประโยชน์ทั้งสองด้าน 4.เสนอขายผลิตภัณฑ์ในด้านเงินฝาก สินเชื่อ และผลิตภัณฑ์พื้นฐานอื่นๆ ต้องไม่บังคับขายประกันภัยควบคู่กับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว 5.เสนอขายประกันภัย ต้องกระทำโดยพนักงานที่ได้รับใบอนุญาต ห้ามมิให้พนักงานที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเสนอขายประกันภัยต่อลูกค้าทั้งนี้ ธปท.ระบุด้วยว่า นอนแบงก์ไม่ควรบังคับขายประกันภัยกับลูกค้า โดยอ้างว่ามีผลต่อการพิจารณาออกบัตรเครดิต หรือการอนุมัติสินเชื่อ ขณะที่หากมีการเสนอขายประกันภัย นอนแบงก์จะต้องดำเนินการดังนี้ 1.จะชี้แจงถึงข้อมูลการประกันภัยเกี่ยวกับผลประโยชน์และเงื่อนไขที่อาจทำให้ลูกค้าเสียประโยชน์ อย่างถูกต้อง 2.เสนอขายประกันภัยให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ทั้งความสามารถในการชำระค่าเบี้ยประกันภัย และความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ 3.เสนอขายประกันภัยโดยพนักงานที่ได้รับใบอนุญาต และมีการแสดงตนให้ลูกค้าเข้าใจว่ามีคุณสมบัติดังกล่าวก่อนเริ่มเสนอขาย รวมทั้งกำกับดูแลมิให้พนักงานที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเสนอขายประกันภัยต่อลูกค้า.

 

“สก๊อต” จัดทัพใหญ่ล้มยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829942


นายสมโภช ชวาลเวชกุล กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและความงาม ภายใต้เครื่องหมายการค้า “สก๊อต” เปิดเผยว่า หลังร่วมกับพันธมิตร คือ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด โดยให้เข้ามาช่วยขยายตลาดและกระจายสินค้าเครื่องดื่ม “สก๊อต” ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 33 ปี นับตั้งแต่ที่ดำเนินธุรกิจมา เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่มีแผนบุกเต็มสูบในปี 61 นำร่องที่กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ก่อนบุกขยายไปที่ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทดลองขยายตลาดไปประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา บ้างแล้ว“ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่มีดีเคเอสเอช เป็นพันธมิตร ถือเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและความงาม “สก๊อต” เพราะดีเคเอสเอชจะเข้ามาช่วยดูแลด้านการขยายตลาดในประเทศไทย สำหรับร้านค้าทั่วไปอย่างเป็นทางการ เชื่อมั่นว่าศักยภาพและความเชี่ยวชาญของดีเคเอสเอช ที่มีร้านค้าเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่า 100,000 ร้านค้า จะช่วยกระจายสินค้าของบริษัทสู่ช่องทางใหม่ๆ และเข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศในสิ้นปี 60 นี้ รวมถึงช่วยดันยอดรายได้ของบริษัทเติบโตก้าวกระโดด หรือเติบโต 36% สิ้นปี 60 ทำยอดรายได้แตะ 4,500 ล้านบาท จากปี 59 ที่ทำได้ 3,300 ล้านบาท เติบโต 6% และซุปไก่สกัดสก๊อต มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 20% จาก 10% ของมูลค่าตลาดรวมซุปไก่สกัด 9,000 ล้านบาท”.

 

กสทช.หนุน ปภ.ตั้งศูนย์สื่อสารช่วยน้ำท่วม สั่งค่ายมือถือดูแลเครือข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 20:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829774


กสทช. สนับสนุน ปภ.จังหวัดตั้งศูนย์สื่อสารในพื้นที่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วม พร้อมส่งรถสื่อสารฉุกเฉินให้สัญญาณไวไฟแก่ จนท.ที่ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมสั่งค่ายมือถือดูแลเครือข่ายในพื้นที่ให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง…เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2560 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ในส่วนของสำนักงานเองได้สั่งการให้สำนักงาน กสทช. ภาค 4 ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดที่เกิดภัยพิบัติให้ความร่วมมือและช่วยเหลือหน่วยงานต่างๆ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้

สำนักงาน กสทช. ได้ทำงานประสานกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมและใกล้เคียง เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งจัดส่งรถสื่อสารฉุกเฉินออกสนับสนุนสัญญาณไวไฟในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อสื่อสารและปฏิบัติงานได้ นอกจากนั้น สำนักงาน กสทช. พร้อมเปิดสำนักงาน กสทช. เขตที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัด นครศรีธรรมราช สงขลา ระนอง ชุมพร และภูเก็ต เป็นศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประสบภัยในกรณีที่จังหวัดร้องขอมา เนื่องจากพื้นที่ของสำนักงานเขตดังกล่าวยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้

ในส่วนของผู้ประกอบการ ได้สั่งการไปยังโอเปอเรเตอร์ทุกรายให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อดูแลโครงข่ายสื่อสารทั้งในระบบบริการโทรศัพท์พื้นฐาน และระบบบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ศูนย์สายลมของสำนักงาน กสทช. ยังเป็นแม่ข่ายในการติดต่อสื่อสารและประสานงานให้กับสมาคมวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่ประสบสาธารณภัยในการให้ความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเพื่อให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย

ด้านค่ายเอไอเอส มีการวางแผน และมีมาตรการในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์สื่อสารได้ตามปกติ โดยได้ยกเว้นการติดตามหนี้และยกเว้นการระงับสัญญาณชั่วคราวสำหรับลูกค้าระบบรายเดือนที่ไม่สะดวกไปชำระค่าใช้บริการตามกำหนดในเบื้องต้นตั้งแต่วันนี้-11 ม.ค. 2560 ในภาพรวมของเครือข่ายไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพราะในส่วนของชุมสายและสถานีฐาน ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม ได้ดำเนินการยกระดับความสูงของอุปกรณ์ตู้คอนเทนเนอร์ เตรียมสำรองน้ำมันเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า และการส่งกำลังซ่อมบำรุง ในกรณีที่มีการตัดไฟจากการไฟฟ้า เพื่อให้สัญญาณให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเตรียมแผนในการบริหาร Traffic การสื่อสารไปยังชุมสายอื่นๆ ให้สามารถรองรับและใช้งานแทนชุมสายที่ได้รับผลกระทบได้ทันที พร้อมทั้งเตรียมรถโมบายเคลื่อนที่ เพื่อรองรับการสื่อสารในพื้นที่ประสบปัญหา โดยมีทีมวิศวกรเอไอเอสที่คอยเฝ้าระวังเพื่อควบคุมสถานการณ์ และคอลล์ เซ็นเตอร์ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่ค่ายดีแทค ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนลูกค้าภาคใต้ ที่ประสบวิกฤติภัยน้ำท่วมอย่างหนักใน 8 จังหวัด 36 อำเภอ มอบสิทธิ์โทรฟรีทุกเครือข่าย 50 นาทีใช้ได้นาน 30 วันให้ลูกค้าดีแทคแบบเติมเงิน และลูกค้าแบบรายเดือนได้ ยืดระยะเวลาการชำระเงินเป็นระยะเวลา 15 วัน หรือ จนถึง 21 ม.ค. 2560 พร้อมตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อดูแลสถานีฐานและโครงข่ายในทุกพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ตามแผนรองรับภัยพิบัติ โดยจัดเตรียมยานพาหนะ เช่น รถขับเคลื่อน 4 ล้อ และเรือสำหรับการเดินทางเข้า-ออกในพื้นที่สถานีชุมสายหลักทุกพื้นที่ และบริหารจัดการการใช้กระแสไฟฟ้าในสถานีฐานอย่างเหมาะสม ทั้งยังได้จัดเครื่องปั่นไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ (mobile generator) และสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง กรณีที่สถานีฐานถูกตัดกระแสไฟฟ้าจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ รวมทั้งอุปกรณ์ทดแทนหรืออะไหล่ที่จำเป็นสำรองกรณีฉุกเฉินอีกด้วย เพื่อให้การบริการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

พาณิชย์ เล็งชง ครม. คุมค่าบริการขนส่งธุรกิจออนไลน์-เคาน์เตอร์เซอร์วิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 20:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829781


พาณิชย์ เล็งชง ครม. คุมค่าบริการเพิ่ม 2 รายการ คือ บริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์ และบริการรับชำระเงิน เคาน์เตอร์เซอร์วิส หลังพบประชาชนใช้บริการมาก  ย้ำผู้ประกอบการต้องปิดป้าย หรือเขียนข้อความให้เห็นชัดเจน พร้อมกำหนดให้ผู้ค้าออนไลน์ ต้องแสดงรายละเอียดสินค้าให้ครบถ้วน ทั้งขนาด น้ำหนัก หวังไม่ให้หลอกขาย ใครฝ่าฝืนปรับ 1 หมื่นบาทเมื่อวันที่ 3 ม.ค.60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า ที่ประชุมได้ทบทวนรายการสินค้าและบริการควบคุม และมาตรการกำกับดูแลสำหรับปี 60 ก่อนที่รายการสินค้าและบริการควบคุมปี 59 จะหมดอายุลงวันที่ 24 ม.ค.นี้ โดยได้เพิ่มรายการสินค้าและบริการควบคุมจากเดิม 45 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 42 รายการ และบริการ 3 รายการ เพิ่มเป็น 47 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 42 รายการเท่าเดิม และบริการ 5 รายการ ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาเร็วที่สุดวันที่ 17 ม.ค.นี้ และจะมีผลบังคับใช้หลังจากลงในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับบริการ 2 รายการ ที่เพิ่มเข้ามาในบัญชีควบคุม ได้แก่ บริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์ และบริการรับชำระเงิน ณ จุดบริการ (เคาน์เตอร์เซอร์วิส) เพราะปัจจุบันประชาชนนิยมใช้บริการมากขึ้น โดยผู้ประกอบการต้องปิดป้ายแสดงค่าบริการในที่ที่เห็นได้ชัดเจน และผู้ขายสินค้าออนไลน์ ต้องระบุค่าบริการขนส่งให้ลูกค้าได้รับทราบในเว็บไซต์ด้วย แต่หากภายหลังพบว่า ผู้ประกอบการคิดค่าบริการไม่เป็นธรรม  จะกำหนดมาตรการกำกับดูแลอีกครั้ง เช่น อาจกำหนดให้เป็นราคาเดียวกัน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีมติให้ปรับเพิ่มรายละเอียดมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุม 1 รายการ ได้แก่ ข้าวสาลี โดยให้แจ้งพิกัดศุลกากร เพราะปัจจุบันมีการนำเข้าทั้งข้าวสาลีที่ใช้ทำอาหารคน และสัตว์ แต่ที่ผ่านมา ผู้นำเข้าบางรายอาจแจ้งพิกัดไม่ตรงกับที่นำเข้า รวมถึงต้องแจ้งปริมาณนำเข้า ราคา และแผนการนำเข้าทุก 3 เดือน แต่ให้แจ้งเปลี่ยนแปลงแผนนำเข้าได้เพียง 1 ครั้ง จากเดิมแจ้งเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม ขณะเดียวกัน ยังต้องแจ้งปริมาณการใช้ การจำหน่าย ปริมาณคงเหลือและสถานที่เก็บด้วย

ขณะเดียวกันยังมีมติให้ปรับเปลี่ยนมาตรการกำกับดูแลสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 4 รายการ ประกอบด้วย 1.กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า และ 2.รถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุก ให้แจ้งราคาทันทีหลังมีการเปลี่ยนแปลงราคา จากเดิมที่ให้แจ้งราคาให้ทราบก่อนเปลี่ยนแปลงราคา เพราะภาวะการแข่งขันสูงอยู่แล้ว 3.มันสำปะหลังสด และมันเส้น และ 4.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ควบคุมการขนย้ายเฉพาะพื้นที่ติดชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย โดยยกเลิก อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เพราะไม่มีพื้นที่ติดชายแดน  และเพิ่มเติม อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี แทน เพราะมีพื้นที่ติดกับชายแดนลาว

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีมติให้ทบทวนรายการติดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการสำหรับปี 60 โดยให้ยกเลิกฟิล์มถ่ายรูป เพราะมีจำหน่ายในตลาดน้อยมาก ทำให้เหลือรายการที่ต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้า 237 รายการ และให้เพิ่มรายการแสดงค่าบริการ 1 รายการ คือ การจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ หรือออนไลน์ เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก และยังให้แสดงราคาประเภทหรือชนิด รวมถึงขนาด และน้ำหนัก รายละเอียดของสินค้าและค่าบริการ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้เห็นอย่างชัดเจนครบถ้วน

“ปัจจุบัน การขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้รับความนิยมมาก ผู้ค้าต้องแสดงรายละเอียดของสินค้าที่ขายให้ครบถ้วนตามที่เรากำหนด เพราะบางครั้ง รูปถ่ายที่โชว์ในหน้าเว็บต่างจากสินค้าจริงที่จัดส่งมาให้ลูกค้ามาก เช่น ขนาดเล็กกว่าของจริง ถือว่าเอาเปรียบผู้บริโภค ต้องแสดงรายละเอียดให้ผู้ซื้อได้รับทราบ ถ้าฝ่าฝืน หรือจำหน่ายราคาสูงเกินกว่าราคาที่แสดงไว้ จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท”.

 

พาณิชย์ บอกอย่าตุกติกขึ้นราคาสินค้า ยันปรับค่าแรงแต่ทุกอย่างเหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 19:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829717


‘พาณิชย์’ ยันราคาสินค้ายังปกติ อย่าอ้างค่าแรง-น้ำมันขึ้น จะขึ้นราคาขาย เพราะผลกระทบน้อยมาก พร้อมยันพื้นที่น้ำท่วมไม่ขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เตรียมส่งธงฟ้าราคาประหยัดเข้าพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชนเมื่อวันที่ 6 ม.ค.60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวโน้มราคาสินค้าอุปโภคบริโภคว่า ขณะนี้ราคายังคงทรงตัว ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกวันละ 5-10 บาท และมีผลไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.60 นั้น โดยรวมแล้ว ค่าแรงมีสัดส่วนในต้นทุนการผลิตสินค้า 10-30% เท่านั้น ที่ปัจจุบัน สินค้าส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรในการผลิต ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยมาก จะมีเพียงสินค้าเสื้อนักเรียนเท่านั้นที่ใช้แรงงานคน

ทั้งนี้สินค้าที่ใช้เครื่องจักร เช่น นมยูเอชที กล่องละ 12 บาท จะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มเพียงกล่องละ 0.01 บาทเท่านั้น ผงซักฟอก ถุงละ 63 บาท จะกระทบเพียง 0.08 บาท ส่วนเสื้อนักเรียน จะมีผลกระทบเพียงตัวละ 1.74 บาท ดังนั้น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จึงไม่กระทบต่อต้นทุนการผลิตมากนัก และไม่ใช่ข้ออ้างที่จะใช้ปรับขึ้นราคาขายสินค้า

ส่วนราคาอาหารปรุงสำเร็จ จะมีผลกระทบเพียง 20 สตางค์ เท่านั้น และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้เติบโตขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 26.74 บาทนั้นมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งเพียงเล็กน้อย เพียง 0.02-0.09% เท่านั้น รวมทั้งหมดผลกระทบที่มีต่อต้นทุนราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคจะมีเพียงไม่ถึง 1 บาทจึงไม่มีเหตุผลในการปรับขึ้นราคา

มั่นใจสินค้าไม่ขาดแคลนช่วงน้ำท่วมภาคใต้

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า กระทรวงได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สินค้าเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาขายอย่างไม่เป็นธรรม เพราะจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนที่เดือดร้อน

อย่างไรก็ดี จากการติดตามสถานการณ์สินค้า โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ พบว่า ปริมาณยังเพียงพอ ไม่ขาดแคลน แม้ถนนบางส่วนถูกตัดขาดจากกระแสน้ำ แต่ผู้ประกอบการยังสามารถใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนส่งสินค้าเข้าไปในพื้นที่ได้

“ตอนนี้ ปริมาณสินค้าในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมยังมีเพียงพอ ไม่พบปัญหาขาดแคลน แต่สัปดาห์หน้า กระทรวงพาณิชย์ จะนำสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดเข้าไปขายให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเน้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงวัสดุก่อสร้าง ที่ประชาชนต้องใช้ซ่อมแซมบ้านเรือนด้วย”

 

รฟท.ปรับทางเดินรถไฟขึ้น-ล่องใต้เหลือ 5 ขบวน สิ้นสุดที่สถานีชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 19:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829742


การรถไฟฯ ร่วมสนับสนุน สตช. เร่งขนส่งเรือโดยรถไฟ 50 ลำ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมแจ้งปรับทางเดินรถสายใต้ เหลือเพียง 5 ขบวน ทุกขบวนสิ้นสุดถึงแค่สถานีรถไฟชุมพรเท่านั้นเมื่อวันที่ 6 ม.ค.60 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีการจัดหาเรือจำนวน 150 ลำ เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในการใช้เพื่อลำเลียงผู้ป่วย และคนชราที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซึ่งยากลำบากต่อการเดินทาง การรถไฟได้เข้าร่วมสนับสนุนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการอำนวยความสะดวกในการนำรถไฟมาใช้ขนส่งเรือลงสู่พื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน

ทั้งนี้การรถไฟยังได้ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันจนเกิดปริมาณน้ำฝนสะสมเข้าท่วมพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ ดังนั้นการรถไฟจึงขอแจ้งการเปิดให้ บริการเดินรถ และการปรับเปลี่ยนสถานีต้นทาง ปลายทาง ของรถไฟในเส้นทางสายใต้ในวันที่ 5-6 มกราคม 2560 เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์และความปลอดภัย

โดยจะเปิดเดินรถในเส้นทางสายใต้เหลือเพียง 5 ขบวน โดยทุกขบวนสิ้นสุดถึงแค่สถานีรถไฟชุมพรเท่านั้น ได้แก่ ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 43 กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี ขบวนรถเร็วที่ 171 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก และขบวนรถเร็วที่ 173 กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ขบวนรถด่วนที่ 85 กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางที่ 39 กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าไปยังจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้แล้ว สามารถติดต่อเพื่อขอคืนเงินค่าโดยสารได้เต็มราคา และในช่วงนี้ขอแจ้งว่าการรถไฟฯ จะไม่มีบริการขนถ่ายผู้โดยสารต่อทางรถยนต์ เนื่องจากเส้นทางถนนมีน้ำท่วมสูงเช่นกัน ขณะเดียวกันขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารที่มีความประสงค์เดินทางในเส้นทางรถไฟสายใต้ ให้ตรวจสอบและติดต่อสอบถามรายละเอียดเป็นระยะๆ ก่อนเดินทาง ได้ที่สายด่วนโทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

สปส.เผยใช้งบปีละ 7 พันล้าน ดูแลผู้ป่วยความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829689


สปส.เปิดตัวโรงพยาบาลต้นแบบ นำร่องตรวจสุขภาพฟรี ผู้ประกันตน 12 ล้านคน เผย 3 โรคยอดฮิตคนป่วยมากสุด ความดันโลหิตสูงนำโด่ง ตามด้วยเบาหวาน ไขมันในเลือด ต้องใช้งบดูแลรักษาผู้ประกันตนปีละเกือบ 7 พันล้านเมื่อวันที่ 6 ม.ค.60 พล.อ.เจริญ นพสุวรรณ ผู้ช่วย รมว.แรงงาน กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม ได้จัดสถานพยาบาลต้นแบบในการให้บริการตรวจสุขภาพเพื่อให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม 12 ล้านคน รับรู้ถึงสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย หลังจากประกันสังคมขยายสิทธิประโยชน์ตรวจสุขภาพฟรี เป็นของขวัญปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.60 โดยบูรณาการร่วมกับโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ให้เป็นสถานพยาบาลต้นแบบ

ทั้งนี้เพื่อให้สถานพยาบาลอื่นได้มาศึกษาเพื่อนำไปปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันในปี 2560 จะขยายสถานพยาบาลต้นแบบ 40 แห่ง เป็นสถานพยาบาลรัฐ 30 แห่ง และของเอกชน 10 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 20 ของสถานพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคม ซึ่งมีจำนวน 240 แห่ง โดยหวังให้ผู้ประกันตนใส่ใจสุขภาพ พึ่งพาการรักษาพยาบาลน้อยลง โดยพบว่าโรคเบาหวาน ความดัน และไขมันในเส้นเลือด เป็น 3 โรคที่คนป่วยมากที่สุด สปส. ต้องใช้งบรักษาปีละหลายพันล้านบาท

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ผู้ทุพพลภาพของประกันสังคมส่วนใหญ่ มี 2 สาเหตุหลักในการป่วย 90% มาจากเส้นเลือดในสมองแตก กับอุบัติเหตุทางถนน โดยเส้นเลือดสมองแตกมาจากโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง ถ้าสามารถควบคุมตรงนี้ได้ก็จะสามารถลดความเสี่ยง และลดเคสที่เกิดขึ้นได้

ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กล่าวว่า การตรวจสุขภาพเป็นการป้องกันโรค แต่การใช้ชีวิตต้องไม่ประมาท โดยเฉพาะกลุ่มที่ป่วยจากอาการความดันสูง ช่วง 5-10 ปี โรคหัวใจ หลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต คนไทยมีอัตราสูงมากขึ้นทั้งหมด แม้ตรวจไม่พบโรคก็ไม่ควรประมาท มีโอกาสเกิดได้ การตรวจปีละ 1 ครั้งไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาบางคนบอกว่าจะเอาสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ แต่คนสหรัฐฯกลับมีอาการป่วยด้วยโรคความดันสูงมากขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นกับอังกฤษ อัตราป่วยลดลง โดยเฉพาะญี่ปุ่นประชากรป่วยลดลงเพราะมีเครื่องวัดความดันที่บ้านถึง 35 ล้านเครื่อง จากประชากร 200 ล้านคน

“ถ้าไม่อยากเป็นเบาหวาน ความดัน ต้องดูแลสุขภาพ คุมน้ำหนัก รอบเอวต้องไม่มากเกินไป รับประทานอาหารย่อยง่าย กินพอหายหิว งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ ออกกำลังกายหรือออกแรงขยับตัวมากๆ ไม่นั่งต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมง เพราะจะเพิ่มโอกาสเป็นเบาหวานและความดัน ต้องรู้จักควบคุมการหายใจช้าๆ คุมใจให้สงบเย็นลงได้” ผศ.นพ.สมเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้จัดอันดับ 5 โรคเรื้อรังที่แรงงานในระบบประกันสังคมเจ็บป่วยมากที่สุดในปี 2557-2558 โดยพบว่า โรคความดันโลหิตสูง มาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ทุกโรคมีจำนวนคนป่วยเพิ่มมากขึ้น

โดยปี 2558 โรคความดันโลหิตสูงมีคนป่วย 542,566 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 กว่า 3 หมื่นคน สปส.ต้องใช้งบในการดูแลรักษากว่า 3 พันล้านบาท ส่วนโรคเบาหวาน ในปี 2558 มีคนป่วย 250,194 คน เพิ่มขึ้นกว่า 2 หมื่นคน ใช้งบในการดูแล 2.7 พันล้านบาท และโรคไขมันในเลือดสูง ปี 2558 มีคนป่วย 204,236 คน เพิ่มขึ้น 2 หมื่นคน ใช้งบในการดูแลกว่า 870 ล้านบาท

 

หุ้นไทย ปิดตลาดบวกเล็กน้อยที่ 0.43 จุด ดัชนีแตะ 1,571.48 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829694


หุ้นไทยวันที่ 6 ม.ค. ปิดตลาดบวกเล็กน้อย 0.43 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,571.48 จุด มูลค่าซื้อขาย 61,138.79 ล้านบาทการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 6 ม.ค. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มเล็กน้อยที่ 0.43 จุด เปลี่ยนแปลง 0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,571.48 จุด โดยตลอดทั้งวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,575.62 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,566.78 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 61,138.79 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน).

 

รมว.พลังงาน หารือ ปตท. เผยยังไม่มีผลกระทบการขนส่งน้ำมันไปภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829562


รมว.พลังงาน หารือ ปตท. เหตุน้ำท่วมภาคใต้ เผยยังไม่มีรายงานเรื่องผลกระทบการขนส่งน้ำมัน คาดหากน้ำลด ปั๊มจะเปิดให้บริการตามปกติ พร้อมมองราคาน้ำมันโลกปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 60 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้นั้น ทางกระทรวงได้มีการหารือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พบว่ายังไม่ส่งผลกระทบเรื่องน้ำมัน แม้ไม่มีรถวิ่ง แต่หากน้ำแห้งจะสามารถเปิดสถานีบริการน้ำมันได้ตามปกติ ส่วนของไฟฟ้าได้หารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พบว่ายังไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทางกระทรวงกำลังอยู่ในระหว่างการทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (PDP 2015) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งยังคงยึดเป้าหมายเดิม โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ราคา และสิ่งแวดล้อม

ส่วนกรณีเลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินออกไป ยังไม่ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตไฟฟ้า ซึ่งการนำถ่านหินมาใช้เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง จากปัจจุบันพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในปริมาณมาก โดยถ่านหินจะเข้ามาเป็นทางเลือก ซึ่งขณะนี้มีเทคโนโลยีที่ดี โดยในประเทศญี่ปุ่นและยุโรปใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เพราะปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงมาก นอกจากนี้ ถ่านหินยังมีราคาถูกอีกด้วย ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้พิจารณาต่อไป

พล.อ.อนันตพร กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันปีนี้ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ราคาก๊าซแอลพีจีก็จะปรับขึ้นไปด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีเงินในกองทุนแอลพีจีเข้ามาช่วยดูแล ซึ่งความเหมาะสมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกรรมการ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่