คนไทยแห่ขุดทอง ไต้หวัน เกาหลี อิสราเอล ญี่ปุ่น ขนเงินกลับบ้าน1.1 แสนล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 14:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829473


กกจ. เผย ปี 2559 คนงานไทยในต่างประเทศโกยเงินกลับบ้านกว่า 1.1 แสนล้าน ไต้หวัน เกาหลี อิสราเอล ญี่ปุ่น สุดฮิตติดอันดับแรงงานไทยแห่ไปขุดทองมากที่สุด ยันจัดส่งทำงานต่างประเทศต้องผ่าน กกจ. หรือ บริษัทจัดหางานถูกกฎหมาย เตือนคนหางานอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเชินชวนในไลน์-เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 6 ม.ค.60 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า ตลอดปี 2559 มีจำนวนแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงานให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศและยังคงทำงานอยู่ในต่างประเทศจำนวนทั้งสิ้น 114,437 คน แบ่งเป็นเดินทางด้วยตนเอง จำนวน 10,640 คน จัดส่งโดยกรมการจัดหางาน จำนวน 12,931 คน นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน จำนวน 7,276 คน นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงาน จำนวน 4,446 คน บริษัทจัดส่ง จำนวน 33,124 คน และ เดินทางแบบ RE-Entry จำนวน 46,020 คน

สำหรับประเทศที่คนไทยได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ไต้หวัน จำนวน 35,027 คน เกาหลีใต้ จำนวน 12,590 คน อิสราเอล จำนวน 8,629 คน ญี่ปุ่น จำนวน 8,610 คน และสิงคโปร์ จำนวน 5,843 คน ซึ่งการสนับสนุนให้คนไทยไปทำงานต่างประเทศสามารถสร้างรายได้ส่งกลับมา ผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. เป็นเงินจำนวน 112,997 ล้านบาท โดยในเดือนมีนาคม กันยายน และตุลาคม มีรายได้ส่งกลับเกินเดือนละ 1 หมื่นล้าน

นายสิงหเดช กล่าวถึงปัญหาการหลอกลวงคนหางานว่า พฤติกรรมการหลอกลวงของสายเถื่อนหรือนายหน้า ได้เปลี่ยนจากการเข้าไปหลอกลวงตามหมู่บ้าน ไปเป็นการโพสต์คำโฆษณาเชิญชวนทำงานต่างประเทศ ผ่านสังคมออนไลน์ กกจ. ได้มีการตรวจสอบเฟซบุ๊กที่มีพฤติกรรมโพสต์ข้อความชักชวนคนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่เข้าข่ายกระทำความผิด เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการหลอกลวงคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ

ทั้งนี้ได้ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ตรวจสอบและสืบหาข้อมูลทุกเว็บที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย รวมทั้งเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้เชี่ยวชาญจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาให้ความรู้ในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และแกะรอยข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มมิจฉาชีพ เพื่อนำมาขยายผลเอาผิดตามกฎหมาย รวมทั้งให้ความรู้เพื่อสกัดกั้นการหลอกลวงในสังคมออนไลน์

“สมัยนี้ไม่มีแล้วที่มิจฉาชีพจะเข้าไปในหมู่บ้านแล้วไปหลอกจูงมือขึ้นเครื่องบินคนหางานไปปล่อยทิ้งต่างประเทศ การหลอกลวงจะใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงคนหางานได้ง่าย มักจะเอาแต่สิ่งดีๆ มาดึงดูดความสนใจ ซึ่งก็มีคนหลงเชื่อ จึงขอเตือนอย่าไปเลย เพราะไปแล้วอาจไม่ได้ทำงานตามที่คิดไว้ การลักลอบทำงานผิดกฎหมายจะถูกจับ ดำเนินคดี บางทีบอกมีงานนวดแผนโบราณในยุโรป ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีวีซ่าประเทศเขาไม่เปิดรับคนงานเรา จึงต้องตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน”

อย่างไรก็ตาม หากจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรเดินทางโดยถูกกฎหมาย เพราะมีคนหางานที่จ่ายเงินไปแล้วแต่ไม่ได้เดินทางไปทำงาน หรือให้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และบางรายเมื่อเดินทางไปถึงแล้วประสบปัญหาไม่มีงานทำ บางรายอาจถูกบังคับให้ค้าประเวณี จึงขอเตือนคนหางานว่าอย่าหลงเชื่อการชักชวนผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพราะผู้ที่สามารถจัดส่งคนหางานให้ไปทำงานต่างประเทศได้ นอกเหนือจากกรมการจัดหางานจะต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

สำหรับสถิติการร้องทุกข์ของคนหางานและการได้รับการช่วยเหลือกรณีจัดหางานต่างประเทศทั่วประเทศ ปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม-พฤศจิกายน 59) มีผู้ร้องทุกข์ จำนวน 121 ราย แบ่งเป็นเดือนตุลาคม 61 ราย และเดือนพฤศจิกายน 60 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น 119 ราย ทั้งนี้หากสนใจเดินทางไปทำงาน ขอคำแนะนำได้ที่สำนักงานจัดหางานทั่วประเทศ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร. 02245-9429 หรือ โทรสายด่วน 1694

 

กรมท่าฯ แจง ปิดแห่งเดียวสนามบินนครศรีฯ น้ำท่วมรันเวย์ ที่อื่นยังใช้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 13:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829449


กรมท่าอากาศยาน เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมภาคใต้ หลังปิดสนามบินนครศรีธรรมราช 2 วัน จัดรถบริการผู้โดยสารที่ตกค้างไปยังสนามบินใกล้เคียง กรณียกเลิกเที่ยวบินคืนเงิน 100% เผยสนามบินอื่นยังสามารถให้บริการผู้โดยสารได้ปกติ…วันที่ 6 ม.ค. ภายหลังมีประกาศปิดท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช จากเหตุน้ำท่วมรันเวย์ นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์น้ำท่วม และได้ให้ผู้อำนวยการท่าอากาศยาน ในพื้นที่ติดตามพร้อมรายงานสถานการณ์ในพื้นที่อย่างทันที

สำหรับสถานการณ์น้ำบริเวณท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช น้ำเริ่มเข้าบริเวณหัวรันเวย์ 19 จึงมีความจำเป็นต้องปิดระบบไฟนำร่องและเครื่องช่วยเดินอากาศ และแจ้งประกาศ NOTAM ขอปิดการทำการบิน 2 วัน คือวันที่ 6–7 มกราคม 2560 หรือเมื่อสถานการณ์น้ำคลี่คลาย เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยาน ซึ่งกรมท่าอากาศยานได้ประสานกับสายการบินให้ช่วยเหลือผู้โดยสาร และแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน การคืนตั๋ว มีบางส่วนที่สายการบินจัดบริการรถเพื่อนำผู้โดยสารไปส่งยังสนามบินใกล้เคียง เช่น ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ท่าอากาศยานภูเก็ต ฯลฯ

ในส่วน ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานีได้มีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัด และมีน้ำกัดเซาะถนนสายเอเชีย ทล.41 เส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ทำให้รถไม่สามารถสัญจรได้ ทางจังหวัดและเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่จึงได้ให้ความช่วยเหลือ นำรถรับส่งประชาชนที่ต้องการเดินทางมาส่งยังท่าอากาศยาน โดยกรมท่าอากาศยานได้ประสานสายการบินให้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษ เพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการเดินทาง วันที่ 6 มกราคม 2560 (01.00 น.) สายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD9801 ได้รับผู้โดยสารจำนวน 180 คน มายังกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อย

“กรมท่าอากาศยานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานกับสายการบินเพื่อไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้างที่สนามบิน ในส่วนของท่าอากาศยานนราธิวาส ท่าอากาศยานชุมพร ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานกระบี่ และท่าอากาศยานระนอง มีน้ำท่วมในหลายอำเภอในพื้นที่ แต่ท่าอากาศยานไม่ได้รับผลกระทบ ยังสามารถให้บริการผู้โดยสารได้ตามปกติ”

ทั้งนี้ มีรายงานข้อมูลเพิ่มเติม จากกรมท่าอากาศยาน สถานการณ์ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช (ทนศ.) เวลา 10.35 น. วันที่ 6 ม.ค. 60 ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช มีผู้โดยสารของสายการบินไทยแอร์เอเชียตกค้างประมาณ 130 คน การแก้ไขปัญหา ขณะนี้สายการบินได้จัดหารถเพื่อส่งผู้โดยสารไปยังท่าอากาศยานตรัง หรือท่าอากาศยานใกล้เคียงที่มีเที่ยวบิน และกำลังประสานกับกองทัพภาค 4 เพื่อขอนำรถทหารมาช่วยขนส่งผู้โดยสารที่ตกค้าง

ส่วนการรับผิดชอบของสายการบิน กรณียกเลิกเที่ยวบิน สายการบินคืนเงิน 100% กรณีผู้โดยสารต้องการเลื่อนวันเดินทาง สามารถทำได้โดยสายการบินจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด กรณีผู้โดยสารมีความจำเป็นต้องเดินทาง จะประสานการเดินทางกับสนามบินใกล้เคียง

หมายเลขติดต่อสายการบินนกแอร์ สถานีนครศรีธรรมราช 083-5408538 Call Center 1318

ไทยแอร์เอเชีย สถานีนครศรีธรรมราช 075-369204 Call Center 02-515-9999

ไทยไลอ้อนแอร์ สถานีนครศรีธรรมราช 075-355052 Call Center 02-529-9999

 

ก.แรงงานโชว์ 4 เดือนปล่อยเงินกู้นายจ้างนำไปพัฒนาฝีมือลูกจ้างกว่า 46 ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 12:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829386


อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เผย 4 เดือน ระหว่าง ต.ค.-ธ.ค. 59 อนุมัติเงินกู้ให้นายจ้าง 56 แห่ง รวมเป็นเงิน 46 ล้านบาท เพื่อให้นายจ้างนำไปพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีทักษะเพิ่มมากขึ้น ตามนโยบายการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 60 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 มีสาระสำคัญเพื่อให้การพัฒนากำลังคนของประเทศมีการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยให้นายจ้างหรือสถานประกอบการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาฝีมือแรงงานแก่พนักงานของตนเองด้วย พร้อมทั้งได้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงานอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตาม 8 วาระปฏิรูปเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ด้านการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมีทั้งมาตรการจูงใจด้านการยกเว้นและลดหย่อนภาษีอากร รวมทั้งสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนอุดหนุนกับผู้ประกอบการที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และเมื่อนายจ้างได้จ่ายเงินค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน ก็สามารถยื่นขอรับเงินอุดหนุน จำนวน 1,000 บาท ต่อลูกจ้าง 1 คน ทั้งนี้ ไม่เกินปีละ 100,000 บาท

นอกเหนือจากมาตรการจูงใจและการช่วยเหลือ หรืออุดหนุนดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เห็นชอบค่าใช้จ่ายกองทุนฯ ประจำปี 2560 เป็นค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการกู้ยืมไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงานด้วย ซึ่งระหว่างเดือนต.ค.-ธ.ค. 59 อนุมัติให้กู้แล้ว 26,364,000 บาท 32 แห่ง กำหนดให้ชำระคืนภายในระยะเวลา 1 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย และในเดือน ม.ค. 60 คณะกรรมการส่งเสริมฯ พิจารณาอนุมัติให้กู้ยืมอีก 19,998,300 บาท เพื่อให้นายจ้างหรือผู้ประกอบการนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับอัตราค่าจ้างที่สูงขึ้น โดยส่วนนี้มีการกู้ยืม 24 แห่ง รวมอนุมัติให้กู้ยืมแล้ว 56 แห่ง เป็นเงิน 46,362,300 บาท

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีส่วนร่วมในการพัฒนากำลังคนให้มากขึ้น และจากการสำรวจ พบว่ามีสถานประกอบการประสงค์กู้ยืมระหว่างเดือน ก.พ.-ก.ย. 2560 อีก 11 แห่ง เป็นเงิน 5,400,000 บาท ซึ่งการให้กู้ยืมเงินหลังจากวันที่ 12 มกราคม 2560 แล้ว จะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปีเท่านั้น

สำหรับนายจ้าง หรือผู้ประกอบการที่มีความต้องการนำเงินไปใช้เพื่อพัฒนาบุคลากรของตนเองให้มีทักษะ และมีศักยภาพสูงขึ้น สามารถติดต่อสถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-643-4977 หรือ 02-245-4035

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,450

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829246


ราคาทองวันที่ 6 ม.ค. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,850 ขายออกบาทละ 19,950 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,495.76 ขายออกบาทละ 20,450 บาท …

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,850.00 บาท ขายออกบาทละ 19,950.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,495.76 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท

 

“สมคิด” ตรวจการบ้านคลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ม.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829113


ขู่ 3 เดือนงานไม่เดินหน้าจัดทัพใหม่ยกแผง“สมคิด” ตามไล่บี้งานกระทรวงการคลัง หลังจากมติ ครม.อนุมัติให้ดำเนินการไปแล้ว ต้องนำไปสู่ภาคปฏิบัติจนสำเร็จ เน้นย้ำช่วยคนชรา-คนจนให้เป็นรูปธรรม “สุวิทย์” เตรียมยกเครื่อง สศช.ใหม่เป็นกระทรวงแห่งอนาคต รับมือความผันผวนของโลก

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกระทรวงการคลังว่า มาติดตามงานด้านต่างๆ ที่เป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วแต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ เช่น เรื่องมาตรการเกี่ยวกับคนชรา โดยกำกับให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ต้องเป็นศูนย์กลางของมาตรการนี้ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น เรื่องบ้านของคนชราก็คือธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กรมธนารักษ์ และการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ต้องร่วมมือกันทำงาน ไม่ใช่ออกเป็นมติ ครม.ไปแล้วทุกอย่างนิ่งเฉยอยู่กับที่ ไม่มีการนำไปสู่ภาคปฏิบัติหรือสานต่อเรื่องจนสำเร็จ โดยในอีก 3 เดือนข้างหน้า (เดือน เม.ย.60) ตนจะเดินทางมาติดตามการทำงานกระทรวงการคลังเพื่อประเมินผลงานก่อนที่จะมีการโยกย้ายหรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งในช่วงครึ่งปีแรกของงบประมาณ 2560

“ผมไม่ได้มาตำหนิการทำงานของกระทรวงการคลัง แต่ต้องการบอกว่า รัฐบาลเหลือเวลาการทำงานอีก 1 ปี ดังนั้น ในช่วงนี้ทุกคนต้องเร่งการทำอย่างเต็มที่เพื่อให้นโยบายที่รัฐบาลผลักดันออกเป็นรูปธรรม”

นอกจากนี้ ยังกำชับให้กระทรวงการคลังไปเร่งดำเนินการเรื่อง Negative Income Tax : NIT หรือที่ สศค.ใช้ชื่อว่า “เงินโอน แก้จน คนขยัน” หมายถึงการให้เงินช่วยเหลือคนจน แต่ไม่ได้ให้ฟรีๆ โดยประชาชนได้รับความช่วยเหลือต้องหางานทำ และหากมีรายได้ถึงในระดับหนึ่งแล้วจะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล เพราะถือว่าหลุดพ้นจากความยากจนได้สำเร็จ และ สศค.ต้องไปคิดต่อว่าจะนำฐานข้อมูลของประชาชนที่มาลงทะเบียนมากกว่า 8 ล้านคน ไปพัฒนาต่อได้อย่างไร

นายสมคิดกล่าวต่อว่า ในเร็วๆนี้ที่ประชุม 4 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะหารือเพื่อสรุปกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายและรายได้ ในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งตัวเลขล่าสุดคาดว่า รัฐบาลจะมีรายได้ 2.4 ล้านล้านบาท และมีรายได้ 2.7 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่ตนพยายามที่จะปรับรายได้ของรัฐบาลให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีไอเดียแล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

นายสมคิดยังได้กล่าวถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยมาจาก 3 ปัจจัยคือ 1.บรรยากาศการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังดีและมีความแข็งแกร่ง เมื่อเปรียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มเดียวกัน 2.การมีโครงการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ซึ่งสังเกตได้จากยอดการส่งออกในเดือน พ.ย.59 ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10% และ 3. การเพิ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้มีมากขึ้น ไม่ใช่มีแค่บริษัทใหญ่ๆ ชั้นนำไม่กี่แห่งเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่เคยทิ้งตลาดหุ้นไทยไปต้องหวนกลับมาอีกครั้ง เพราะนักลงทุนจะทราบว่า ที่ไหนดีที่สุดและเหมาะที่จะลงทุนมากที่สุด

“ในปีนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะให้จีดีพีขยายตัวมากกว่า 4% ไม่ใช่ 3.3% เพราะสัญญาณของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากเดือน พ.ย.ที่เราส่งออกไปสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไป จีดีพีไม่น่าจะต่ำกว่า 4% อย่างแน่นอน ซึ่งล่าสุด สภาหอการค้าญี่ปุ่นได้ขอให้รัฐบาลไทยช่วยต่ออายุมาตรการหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากมาตรการนี้ สิ้นสุดลงแล้วเมื่อปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ แต่ที่ยังไม่กล้าลงทุนเพราะกลัวเศรษฐกิจไม่ฟื้น ซึ่งคาดว่า รมว.คลังน่าจะพิจารณาต่ออายุมาตรการดังกล่าว และจะเสนอให้ ครม.พิจารณาได้ในเร็วๆนี้”

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้ นายสมคิดและตนจะเดินทางไปตรวจงานพร้อมมอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่ง สศช.จะต้องปรับบทบาทใหม่เน้นเรื่องของการเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับโลกและมองประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงหรือพลวัตรของโลกในอนาคตมากขึ้น ดังนั้น สศช.จะต้องพัฒนากลุ่มงานมารับผิดชอบเป็นการเฉพาะในเรื่องความร่วมมือกับประชาคมโลก ในอนาคตโลกจะมีความผันผวนมาก จึงต้องปรับบทบาทเป็นเหมือนกระทรวงแห่งอนาคต มีภารกิจใหม่เป็นหน่วยงานที่วางแผนอนาคต นอกเหนือจากที่วางแผนพัฒนาประเทศอยู่แล้ว

“ในหลายประเทศจึงมีแนวคิดใหม่เกิดขึ้น เช่น ฝรั่งเศส สวีเดน สิงคโปร์ แคนาดา เกาหลีใต้ โดยสวีเดนจะมีกระทรวงแห่งอนาคต เป็นกระทรวงที่มองไปข้างหน้าใน 3 เรื่องคือ 1.เรื่องลักษณะงานในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร 2.เน้นเรื่องอุตสาหกรรมสีเขียว หรือ กรีนอินดัสทรี่ และ 3.เรื่องการประสานเป็นเครือข่ายกับโลก ขณะที่เกาหลีใต้มีการยุบรวมหลายกระทรวงมากลายเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวางแผนอนาคต ซึ่งเขามองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งประเทศไทยไม่มีหน่วยงานแบบนี้”.

 

ชง นบข.วางแผนผลิต-ทำตลาดข้าว “พาณิชย์” ฝันยกระดับ-เติบโตยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829110


นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในสัปดาห์หน้า กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้พิจารณาแผนการผลิตและการตลาดข้าวปีการผลิต 60/61 แบบ ครบวงจร โดยเป็นการวางแผนการเพาะปลูกให้มีปริมาณสอดคล้องกับความ ต้องการของตลาด ไม่ผลิตมากจนเกินความต้องการ และทำให้ราคาตกต่ำ รวมถึงวางแผนการทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยกระดับราคาข้าว ให้มีเสถียรภาพ และทำให้อุตสาหกรรมข้าวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคตอย่างไรก็ตาม วันที่ 10 ม.ค.นี้ คณะทำงานแผนการผลิตและการตลาด ข้าวครบวงจร ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และเอกชนในธุรกิจข้าวจะหารือกันก่อน เพื่อกำหนดปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยพิจารณาจากความต้องการใช้ของ ไทยและของโลก รวมถึงปริมาณข้าวในสต๊อก ทั้งของไทยและของโลก เป็นต้น เบื้องต้นคาดว่าผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ปี 60/61 น่าจะใกล้เคียงกับปี 59/60 ที่ประมาณ 27 ล้านตัน ซึ่งจะเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมนากันแล้วเพาะปลูกในนาแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น “ปี 59/60 เกษตรกรยังรวมนากันเพาะปลูกข้าวในนาแปลงใหญ่ไม่มาก แต่ปี 60/61 จะส่งเสริมให้รวมนากันมากขึ้น เพราะเกษตรกรที่ทำนาแปลงใหญ่บอกว่า ลดต้นทุนการผลิตได้จริงและขายข้าวได้ราคาดี ซึ่งหากวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวได้แบบครบวงจร จะทำให้ผลิตข้าวได้ปริมาณ มีคุณภาพ และชนิดข้าวตรงความต้องการ ไม่ล้นตลาดจนดึงให้ราคาตกต่ำ”

นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายข้าวสารรูปแบบใหม่ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้าวของไทย โดย จะให้ผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาซื้อขายข้าวสารได้ รวมถึง ให้มีการประมูลซื้อข้าวสารและข้าวเปลือกภายในตลาดกลางแห่งนี้ด้วย “ข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออกทุกลอต ผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานอย่างรัดกุม และมีความน่าเชื่อถือในระดับโลก”.

 

ย้ำ!ขอเป็นรูปธรรมชัดๆ-พัฒนาจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ม.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829106


“อุตตม” ให้โจทย์อุตสาหกรรม ดัน “เอสเอ็มอี” ไทยโตแข็งแกร่งนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้า นโยบายการผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปีนี้ว่า ได้ให้โจทย์ใหญ่ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ไปหาแนวทางส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เติบโตอย่างเข้มแข็งแล้ว และนำมาเสนอสัปดาห์หน้า โดยต้องเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรม มีตัวชี้วัดชัดเจน ไม่เฉพาะจำนวนคนเท่านั้น แต่ต้องมีผลในเชิงมูลค่าและเห็นถึงการพัฒนาจริงของผู้ประกอบการด้วย เช่น เอสเอ็มอีต้องส่งออกสินค้า หรือเข้าถึงการค้าออนไลน์ได้จริง เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีและต้องการเห็นการพัฒนา เพื่อเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“ตัวชี้วัดต่อไปนี้ จะไม่วัดแค่จำนวนคนที่เข้าร่วมอบรมเท่านั้น ต้องการให้เห็นถึงการพัฒนาของจริงว่าเอสเอ็มอีไปพัฒนาศักยภาพตัวเองอะไรได้บ้าง สร้างมูลค่าเพิ่มได้เท่าไร เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม และให้เอสเอ็มอีพัฒนาไปให้ใกล้ 4.0 มากที่สุด ขณะนี้เอสเอ็มอีมีอยู่ 2 กลุ่มที่ต้องพัฒนาคือ กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งต้องหาแนวทางช่วยเหลือให้เขาพลิกฟื้นขึ้นให้ได้ และอีกกลุ่มคือ กลุ่มเอสเอ็มอีที่สามารถยกระดับเป็น 4.0 ได้ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาบริหารจัดการ”

นายอุตตมกล่าวว่า จะประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้ามาช่วยเหลือส่งเสริมแบบครบวงจร เช่น ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (เรสคิว เซ็นเตอร์) ศูนย์ออกแบบ (ดีไซน์ เซ็นเตอร์) ศูนย์ส่งเสริมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรมในอนาคต (ไอทีซี) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รวมทั้งประสานสถาบันการเงิน ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานอาจต่างคนต่างช่วยเหลือ แต่ต่อไปจะประสานให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือให้เป็นลักษณะจิ๊กซอว์ ช่วยขับเคลื่อนไปด้วยกัน นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอส-เคิร์ฟ)

 

เลื่อนสแกนนิ้วเปิดบัญชีเงินฝาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829102


แบงก์อ้อน ธปท.ไม่พร้อมใช้เครื่องอ่านบัตรประชาชนผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกหนังสือเวียนผ่อนผันการบังคับใช้เครื่องอ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart card reader : SCR) ในการพิสูจน์ตัวตนลูกค้า สำหรับการเปิดบัญชีเพื่อรับฝากเงินหรือการรับเงินจากประชาชน ออกไปเป็นวันที่ 3 ก.ค. 60 จากเดิมที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 59 เนื่องจากสมาคมธนาคารไทยและธนาคารต่างประเทศส่งหนังสือขอผ่อนผัน เพราะยังไม่พร้อมที่จะนำเครื่อง SCR มาให้บริการ แต่อย่างไรก็ตาม ยังขอให้ธนาคารพาณิชย์มีการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าอย่างเข้มงวดในการเปิดบัญชีเพื่อรับฝากเงินหรือการรับเงินจากประชาชน ทั้งแบบพบเห็นลูกค้าต่อหน้าหรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ หนังสือเวียนของ ธปท.ลงวันที่ 3 ส.ค.59 ได้ระบุให้สถาบันการเงิน ประกอบด้วย 1.ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ 2.ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ 3.บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 4.บริษัทเงินทุนต้องตรวจสอบข้อมูลและเอกสารแสดงตนของลูกค้าผ่านเครื่องอ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (SCR) โดยให้สถาบันการเงินพิจารณาใช้ระบบการตรวจสอบสถานะของข้อมูลและบัตรประจำตัวประชาชนของลูกค้าที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งการตรวจสอบลายนิ้วมือของลูกค้าประกอบการพิจารณาเพื่อให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยเงื่อนไขนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ก่อการร้าย (ML/FT) และให้สอดคล้องกับระบบการเงินอิเล็ก-ทรอนิกส์ที่เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในการให้บริการทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารพาณิชย์และธนาคารต่างประเทศได้ทำหนังสือขอผ่อนผันมาในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท.ได้พิจารณาแล้ว โดยยึดหลักการบริหารความเสี่ยงโดยเฉพาะเรื่องการทุจริต และการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย รวมถึงการสร้างความคล่องตัวในการปฏิบัติงานให้แก่สถาบันการเงิน จึงได้อนุญาตผ่อนผันระยะเวลาการบังคับใช้ SCR ในการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารแสดงตนของลูกค้า.

 

ปศุสัตว์เฮ! ลั่นรับปีไก่กระต๊าก สิงคโปร์ไฟเขียวรับซื้อไก่สด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ม.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829098


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานอาหาร เกษตรและสัตวแพทย์สิงคโปร์ Agri-Food and Veterinary Authority (AVA) ในการประกาศรับรองอนุญาตให้โรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ได้เพิ่มเติมอีก 20 โรงงาน ซึ่งเป็นผลสำเร็จตามที่ได้หารือระดับทวิภาคีกับทางการสิงคโปร์ เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเร่งรัดให้หน่วยงาน AVA ประกาศรับรองรายชื่อโรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งจากประเทศไทยเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในปี 60 คาดว่ายอดส่งออกเนื้อไก่สด แช่แข็งจากไทยไปยังประเทศสิงคโปร์ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5,000 ตัน มูลค่า 400 ล้านบาท จากเดิมส่งออกสินค้าปศุสัตว์ได้ 16,000 ตัน มูลค่า 2,340 ล้านบาทน.สพ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสัตว์ปีกเพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ของไทย โดยพัฒนาระบบมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ระบบป้องกันควบคุมโรค และระบบตรวจสอบย้อนกลับได้จนถึงระดับฟาร์มให้มีมาตรฐานระดับโลก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และสหรัฐอเมริกา และได้รับความเชื่อมั่นจากหลายๆ ประเทศอนุญาตให้โรงงานผลิตเนื้อไก่ดิบสด แช่แข็งและเนื้อไก่ปรุงสุกของไทยส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ อาทิ ญี่ปุ่น สหภาพ ยุโรป หรืออียู อาเซียน สาธารณรัฐเกาหลี และล่าสุดประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น.

 

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว ผิดหวังยอดขายวันหยุด-เทคโนฯ หนุนแนสแด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ม.ค. 2560 06:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/829186


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพฤหัสบดี จากความผิดหวังในยอดขายช่วงวันหยุดของบริษัท มาซีส์ และบริษัท โคห์ลส์ ขณะที่หุ้นบริษัทอเมซอนเพิ่ม ช่วยหนุนแนสแด็ก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 5 ม.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 42.87 จุด หรือ 0.21% ปิดที่ 19899.29 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 1.75 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 2269.00 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 10.93 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 5487.94 จุด

เมื่อวันพฤหัสบดี หุ้นของบริษัท มาซีส์ ดิ่งลง 13.9% ส่วนโคห์ลส์ลดลงถึง 19.0% หลงจากทั้งสองบริษัทเปิดเผยยอดขายที่ลดลงในช่วงวันหยุดในเดือน พ.ย.-ธ.ค. ส่วนบริษัทผู้ค้าปลีกชั้นนำอื่นๆ รวมทั้ง เบสต์ บาย และทาร์เก็ต ก็ลดลงเช่นกัน จากความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของร้านค้า ในช่วงที่ตลาดอีคอมเมิร์ซกำลังบูม