กสร. ชี้ แก้ ก.ม.จ่ายชดเชยคนเกษียณ ช่วยลูกจ้าง บ.ขนาดเล็กได้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828734


อธิบดี กสร. เผย ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ขยายอายุเกษียณเป็น 60 ปี ต้องได้รับค่าชดเชย เป็นประโยชน์กับลูกจ้างสถานประกอบการขนาดเล็ก ขณะที่ ปัญหาน้ำท่วม 6 จังหวัดภาคใต้ กระทบสถานประกอบการ 17,534 แห่ง ลูกจ้าง 254,575 คน สั่ง จนท.เฝ้าระวัง-รับมือใกล้ชิด พร้อมขอนายจ้างไม่ตัดเงินลูกจ้างเข้างานช้า…วันที่ 5 ม.ค. 60 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. … ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยมีสาระสำคัญ เช่น กำหนดอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี รวมทั้งกำหนดให้การเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้าง และต้องได้รับเงินค่าชดเชยตามอายุงาน ว่า การกำหนดอายุเกษียณ เพื่อให้ครอบคลุมสถานประกอบการขนาดเล็กที่ไม่มีการกำหนดไว้ในสัญญาจ้างงาน คาดว่ามีกว่า 93,000 แห่ง มีลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกว่า 650,000 คน เชื่อว่าผู้ที่อายุ 60 ปี และยังทำงานในสถานประกอบการกว่าร้อยละ 95 มีอายุงานมากกว่า 10 ปีแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากมีการเลิกจ้างก่อนอายุ 60 ปี ลูกจ้างจะยังได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย หากไม่มีการกระทำความผิด ส่วนการกำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำกำหนดค่าจ้างครอบคลุมลูกจ้างทั้งนักเรียน นิสิต คนพิการ ผู้สูงอายุ เพื่อให้การกำหนดค่าจ้าง สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและครอบคลุมลูกจ้างในระบบการจ้างงานทุกประเภท เช่น อัตราค่าจ้างของผู้สูงอายุ ที่ทำงานได้จำกัด ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริง ยกเว้น คนทำงานบ้าน แรงงานนอกระบบ ทั้งนี้ เมื่อผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว ขั้นตอนต่อไป จะต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเนื้อหา จากนั้นค่อยส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

สำหรับอัตราค่าชดเชยตามอายุงาน คือ อายุงานมากกว่า 10 ปี ได้รับการชดเชย 10 เดือน หรือ 300 วัน หากทำงาน 6 ปีแต่ไม่ถึง 10 ปี ได้รับการชดเชย 8 เดือน อายุงาน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จะได้รับค่าชดเชย 6 เดือน ทำงาน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จะได้ค่าชดเชย 3 เดือน ทำงาน 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี ได้รับค่าชดเชย 1 เดือน หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ทางแพ่งโทษปรับสูงสุดตามค่าชดเชยที่ค้าง รวมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี หรือคิดเงินเพิ่มร้อยละ 15 ตามยอดเงินผิดนัดชำระ 7 วัน สำหรับโทษทางอาญาจำคุกสูงสุด 6 เดือน หรือทั้งจำและปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ขณะที่ ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ มีพื้นที่ใน 6 จังหวัดได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย จังหวัดพัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี และตรัง เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง และมีรายงานว่า มีลูกจ้างหรือสถานประกอบการได้รับผลกระทบ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดพื้นที่ภาคใต้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากมีสถานประกอบการหรือลูกจ้างได้รับผลกระทบ ให้เข้าไปสร้างความเข้าใจ และดูแลแก้ปัญหาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ รวมทั้งขอความร่วมมือนายจ้างไม่ตัดเงินลูกจ้าง กรณีเดินทางไปทำงานล่าช้า หรือไม่สามารถไปทำงานได้ โดยไม่ให้ถือเป็นวันลา และจ่ายค่าจ้างตามปกติ แต่หากผลกระทบเกิดขึ้นในระยะยาว จนไม่สามารถดำเนินกิจการได้ นายจ้างสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างในอัตราร้อยละ 75 ได้ โดยต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานรับทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน

สำหรับจำนวนสถานประกอบการในพื้นที่ 6 จังหวัดประสบปัญหาน้ำท่วม รวม 17,534 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 254,575 คน แบ่งเป็นจังหวัดพัทลุง สถานประกอบการ 1,114 แห่ง ลูกจ้าง 11,753 คน นราธิวาส สถานประกอบการ 1,233 แห่ง ลูกจ้าง 10,372 คน ยะลา สถานประกอบการ 1,516 แห่ง ลูกจ้าง 15,138 สงขลา สถานประกอบการ 9,102 แห่ง ลูกจ้าง 162,465 คน ปัตตานี สถานประกอบการ 1,149 แห่ง ลูกจ้าง 17,547 และตรัง สถานประกอบการ 3,420 แห่ง ลูกจ้าง 37,300 คน

 

ทช. เผย น้ำท่วมถนน สัญจรไม่ได้ 10 สายทาง พร้อมเข้าซ่อมทันทีหลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828805


ทางหลวงชนบท เผยถนนถูกน้ำท่วมแล้ว 21 สายทาง รวม 6 จังหวัด ขณะที่ 10 สายทาง น้ำท่วมสูง 50-100 ซม. ยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ เร่งติดป้ายเตือน-แนะนำเส้นทางเลี่ยง พร้อมเข้าซ่อมแซมถนนทันทีหลังน้ำลด …วันที่ 5 ม.ค. 60 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยถึง สายทางของกรมทางหลวงชนบทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยว่า ได้กำชับให้แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ดูแลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานข้อมูลสายทางที่ประสบอุทกภัยให้กับผู้บริหารจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ รวมทั้งให้ทุกหน่วยบริหารจัดการเส้นทาง โดยจัดหาเส้นทางเลี่ยงกรณีเส้นทางหลักไม่สามารถสัญจรผ่านได้ พร้อมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ

ส่วนกรณี ถนน/สะพานขาด ให้ดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้น เพื่อให้ใช้เส้นทางสัญจรไปมาได้ชั่วคราว เช่น วางสะพานแบรี่ ถมดินคอสะพาน ตลอดจนบูรณาการร่วมกับจังหวัดในการบริจาคสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชน ขณะนี้ แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบเหตุได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ความเสียหาย พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่มีน้ำท่วม เพื่อเตือนและแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ปัจจุบันมีทางหลวงชนบทที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 6 จังหวัด จำนวน 21 สายทาง (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มกราคม 2560) ดังนี้ จังหวัดนราธิวาส 4 สายทาง, จังหวัดยะลา 1 สายทาง, จังหวัดปัตตานี 2 สายทาง, จังหวัดพัทลุง 10 สายทาง, จังหวัดนครศรีธรรมราช 3 สายทาง และจังหวัดตรัง 1 สายทาง

ทั้งนี้ มีสายทางที่ระดับน้ำท่วมสูงยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 10 สายทาง โดยมีระดับน้ำเฉลี่ย 50-100 เซนติเมตร ได้แก่

– สาย ปน.2010 แยกทางหลวงหมายเลข 42 – บ้านบาซาเอ อ.โคกโพธิ์,หนองจิก,ยะรัง จ.ปัตตานี

– สาย ปน.6083 บ้านบือราแง – บ้านซะเมา อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

– สาย พท.2038 แยกทางหลวงหมายเลข 41 – วัดเต่า อ.เมือง จ.พัทลุง

– สาย พท.4019 แยกทางหลวงหมายเลข 4048 – บ้านแหลมโตนด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง

– สาย พท.2013 แยกทางหลวงหมายเลข 41 – บ้านใหม่ อ.ควนขนุน,เมือง จ.พัทลุง

– สาย พท.2006 แยกทางหลวงหมายเลข 41 – บ้านสำนักปรางค์ อ.ควนขนุน,ศรีบรรพต จ.พัทลุง

– สาย พท.1002 แยกทางหลวงหมายเลข 4 – บ้านคุ อ.เมือง,กงหรา จ.พัทลุง

– สาย นศ.3051 แยกทางหลวงหมายเลข 403 – บ้านเขาไร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

– สาย นธ.4010 แยกทางหลวงหมายเลข 4057 – บ้านบูเก๊ะตา อ.แว้ง จ.นราธิวาส

– สาย ตง.1021 แยกทางหลวงหมายเลข 4 – บ้านพรุหนัง อ.นาโยง,เมือง จ.ตรัง

เบื้องต้น หน่วยงานได้ติดตั้งป้ายเตือนและป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงบริเวณต้นทาง ให้ทราบสถานการณ์ ผ่านได้/ผ่านไม่ได้ รวมทั้งติดตั้งหลักนำทาง 2 ข้าง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบขอบเขตช่องจราจรแล้ว นอกจากนี้ กรณีระดับน้ำสูงรถเล็กสัญจรผ่านไม่ได้ หน่วยงานได้จัดรถบรรทุก 6 ล้อ สำหรับบริการประชาชนให้เข้าถึงที่พักอาศัยได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าสู่ภาวะปกติ หากมีเส้นทางที่ชำรุดเสียหายหน่วยงานจะดำเนินการซ่อมแซมชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้ ภายใน 7 วัน และสำรวจออกแบบ เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูฯ ให้เข้าสู่สภาพปกติ ซึ่งจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นในการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางโปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบกับอุทกภัย และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำ หรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง ท่านผู้ใช้เส้นทางสามารถขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่ สายด่วนทางหลวงชนบท 1146

 

พณ.เล็งชง นบข. เคาะแผนข้าวปี 60/61 จ่อเอาผิดคนโพสต์คลิปกล่าวหาข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 16:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828786


พาณิชย์ เล็งชง นบข. สัปดาห์หน้า วางแผนผลิตและการตลาดข้าวปี 60/61 แบบครบวงจร หวังยกระดับราคาข้าวไทย คาดกำหนดปริมาณผลผลิตตามความต้องการตลาดใกล้เคียงปีก่อน พร้อมเดินหน้าตั้งตลาดกลางข้าวสาร ลั่น หารือ กต. หาทางเอาผิดคนโพสต์คลิปกล่าวหาข้าวหอมมะลิไทยผสมพลาสติก…วันที่ 5 ม.ค. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในสัปดาห์หน้า กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้พิจารณาแผนการผลิตและการตลาดข้าวปีการผลิต 60/61 แบบครบวงจร โดยเป็นการวางแผนการเพาะปลูกให้มีปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ไม่ผลิตมากจนเกินความต้องการ และทำให้ราคาตกต่ำ รวมถึงวางแผนการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับราคาข้าวให้มีเสถียรภาพ และทำให้อุตสาหกรรมข้าวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม วันที่ 10 ม.ค. นี้ คณะทำงานแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ที่ประกอบด้วย ตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐ และภาคเอกชนในธุรกิจข้าว จะหารือกันก่อน เพื่อกำหนดปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยพิจารณาจากความต้องการใช้ของไทย และของโลก รวมถึงปริมาณข้าวในสต็อกทั้งของไทย และของโลก เป็นต้น ในเบื้องต้นคาดว่าผลผลิตข้าวเปลือกนาปีปี 60/61 น่าจะใกล้เคียงกับปี 59/60 ที่ประมาณ 27 ล้านตัน

ส่วนเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจะปลูกข้าว รัฐบาลจะส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ทดแทน ขณะที่ในด้านการตลาด ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เร่งหาตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดข้าวเอกชน และข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รวมถึงการตลาดทางออนไลน์ เพื่อให้สามารถระบายผลผลิตข้าวไทยได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำผลผลิตข้าวไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

”ถ้าเราวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวได้แบบครบวงจร จะทำให้เราผลิตได้ปริมาณ และชนิดข้าว ตรงกับความต้องการ ไม่ล้นจนดึงให้ราคาตกต่ำ และยังผลิตข้าวได้คุณภาพดี ส่งผลให้ราคาดีขึ้น เกษตรกรไม่เดือดร้อน”

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนจะจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายข้าวสารรูปแบบใหม่ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้าวของไทย โดยจะให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ เข้ามาซื้อขายข้าวสารของไทยได้ จากปัจจุบันไทยมีเพียงตลาดกลางซื้อขายข้าวเปลือกเท่านั้น รวมถึงจะให้มีการประมูลซื้อข้าวสารและข้าวเปลือกภายในตลาดกลางแห่งนี้ด้วย คาดว่าน่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเร็วๆ นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาสถานที่จัดตั้ง

ส่วนกรณีมีผู้โพสต์คลิปกล่าวหาข้าวหอมมะลิไทยผสมพลาสติก (อ่านเพิ่มเติม : พาณิชย์ โต้ข้าวไทยผสมพลาสติก ยันได้มาตรฐานทุกลอต ตรวจสอบได้) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่โพสต์คลิปดังกล่าวแล้ว มั่นใจว่าจะสามารถป้องปรามไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นอีก เพราะกฎหมายของสหรัฐฯ มีความเข้มแข็งและมีบทลงโทษแรง กรณีมีผู้กระทำการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิแบรนด์ที่เป็นปรากฏอยู่ในคลิป อยู่ระหว่างดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เพราะถูกนำตราสินค้าไปใช้ในทางเสียหาย

”กระทรวงฯ ยืนยันว่า ข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออกทุกลอตผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานอย่างรัดกุม และมีความน่าเชื่อถือในระดับโลก การกระทำดังกล่าวน่าจะมาจากการที่ข้าวหอมมะลิไทยได้รางวัลที่ 1 เป็นข้าวคุณภาพดีที่สุดของโลก จึงถูกกระแทกจากคนที่ไม่ได้รางวัล ซึ่งไทยจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชื่อเสียงข้าวหอมมะลิไทย จำเป็นต้องเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อไม่ให้มีการกระทำลักษณะนี้อีก และมั่นใจว่าการโพสต์คลิปดังกล่าวจะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะตลาดรับทราบข้อเท็จจริงดีอยู่แล้วว่าข้าวหอมมะลิแท้ของไทยเป็นข้าวคุณภาพสูงที่ดีที่สุดของโลก” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว.

 

จิตติ คาดราคาทอง มีแนวโน้มขยับขึ้นอีกช่วงตรุษจีน จับตานโยบายทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 16:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828773


นายกสมาคมค้าทองคำ เผย ราคาทองคำมีทิศทางดีขึ้น คาด ช่วงตรุษจีนราคามีแนวโน้มขยับขึ้นอีก แนะจับตานโยบายทรัมป์ มีผลต่อราคาทอง …เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 60 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงสถานการณ์ราคาทองคำภายในประเทศ พบว่า ในช่วงนี้ แนวโน้มราคาทองคำเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ราคาทองมีการปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว คาดว่าราคาจะยังทรงตัวต่อเนื่อง ส่วนในช่วงตรุษจีน มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง ราคาอาจมีการขยับขึ้นได้อีก

สำหรับปัจจัยที่ยังต้องติดตาม คือ การแถลงนโยบายของทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจ การค้า การส่งออก และราคาทองแน่นอน ส่วนปัจจัยอื่นๆ ยังไม่มีอะไร ในช่วงนี้นักลงทุนต้องระมัดระวัง ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด.

 

มาตรการกระตุ้นศก.รัฐ ดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค. พุ่งรอบ 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 15:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828745


ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ธ.ค. ปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ส่งออกฟื้นตัว ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น คาดเป็นแรงดันเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว หนุนทั้งปีโตได้ 3.5-4% …เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 60 นายปรีดา โพธิ์ทอง อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือน ธ.ค.59 ว่า ดัชนีทุกรายการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ธ.ค.59 เท่ากับ 73.7 เพิ่มจาก 72.3 ในเดือน พ.ย.59

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน เท่ากับ 52.1 เพิ่มจาก 50.8 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตเท่ากับ 82.5 เพิ่มจาก 81.1 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 62.5 เพิ่มจาก 61.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำเท่ากับ 68.2 เพิ่มจาก 66.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 90.3 เพิ่มจาก 88.8

“ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น มาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ การส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเดือน พ.ย.59 บวกถึง 10% ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวดีขึ้น ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน ประกอบกับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงปลายปีคึกคักมากขึ้น จากมาตรการช็อปช่วยชาติที่รัฐบาลออกมาก่อนปีใหม่” นายปรีดา กล่าว

สำหรับปัจจัยบวกอื่นๆ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% และคงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 59 และปี 60 ไว้ที่ 3.2% รัฐบาลมีนโยบายดูแลราคาข้าวให้ปรับตัวสูงขึ้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 32.70 จุด และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ส่งผลดีต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ต.ค. และเดือน พ.ย. 59 ที่ลดลง เป็นผลจากมาตรการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ และการส่งออกที่ลดลง รวมถึงเป็นช่วงที่คนไทยอยู่ในภาวะเศร้าโศก แต่ในเดือน ธ.ค. แรงกระตุ้นสำคัญที่มีผลให้ดัชนีปรับตัวดีขึ้น มาจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญ อย่างยางพาราและปาล์มน้ำมันดีขึ้น ทำให้เกษตรกรมีเงินในมือ และกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจค่อยๆ ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุนจากภาวะการส่งออกเดือน พ.ย.ที่ปรับตัวบวกกว่า 10% และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้ดัชนีความเชื่อมั่นในไตรมาส 1 ปี 60 ค่อยๆ ดีขึ้น และเป็นแรงหนุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 1 ปี 60 น่าจะขยายตัวได้ 3-3.5% ขณะที่การส่งออก คาดว่าจะดีขึ้นและน่าจะขยายตัวได้ 1-3% นักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าไทย ผนวกกับผลกระทบจากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญเริ่มคลายลง คาดว่าในไตรมาส 1 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 4.5-5 ล้านคน

“ไตรมาส 1 น่าจะทำให้เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้น และถ้าได้แรงหนุนจากภาครัฐในการเร่งเบิกใช้จ่ายงบประมาณ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 1 และ 2 และจะโตโดดเด่นในปลายไตรมาส 2 ที่ 3.3-3.7% และจะเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวได้ 3.5-4.0%”

สำหรับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคใต้นั้น คาดว่าจะมีประมาณ 5,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าที่ไม่มาก เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และแหล่งที่เป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าที่สำคัญ ส่วนอัตราดอกเบี้ย คาดว่าในครึ่งปีแรก กนง. จะยังคงไว้ที่ระดับ 1.50% และน่าจะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี ประมาณ 0.25% ขณะที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล.

 

กอบกาญจน์ เผย รายได้ท่องเที่ยวช่วงปีใหม่โต 8.69% รับปัจจัยช็อปช่วยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 14:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828681


รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เผย ปี 59 รายได้ท่องเที่ยวขยายตัว 12.64% ยอดนักท่องเที่ยวสะสม 32.58 ล้านคน ขณะที่รายได้ช่วงปีใหม่ เติบโต 8.69% รับปัจจัยจากมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายของรัฐบาล ลดหย่อนภาษี-ช็อปช่วยชาติ…เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 59 ว่า มีนักท่องเที่ยวสะสม 32.58 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท ขยายตัว 8.91% และ 12.64% จากปีที่ผ่านมา ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวสวีเดนพักนานที่สุด 19.41 วัน ขณะที่นักท่องเที่ยวอิสราเอลใช้จ่ายสูงสุด 84,827 บาทต่อทริป นักท่องเที่ยวต่างชาติพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 9.56 วัน ใช้จ่ายมากขึ้นเป็น 5,268.42 ต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.25%

ด้านสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.59 – 3 ม.ค.60 กรมการท่องเที่ยวรายงานว่า สร้างรายได้รวม 30,161.91 ล้านบาท ขยายตัว 8.69% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 19,605.53 ล้านบาท ขยายตัว 5.41% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเป็นรายได้จากไทยเที่ยวไทย 10,556.38 ล้านบาท ขยายตัว 15.36% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ปัจจัยบวกด้านการบิน คือ เที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินพิเศษช่วงปีใหม่ จำนวน 65 เที่ยวบิน หรือประมาณ 16,389 ที่นั่ง (บินเข้ากรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ มากที่สุดเป็น 3 อันดับแรก) และปัจจัยด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม 3 อันดับแรกของตลาดรัสเซีย (ตุรกี เวียดนาม ไทย) โดยในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวรัสเซียขยายตัวสูงถึง 24%

ทั้งนี้ ผลจากมาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นการใช้จ่าย ทั้งมาตรการลดหย่อนภาษี และมาตรการช็อปช่วยชาติ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจองห้องพักโรงแรม บริการนำเที่ยว รวมถึงรับประทานอาหารนอกบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ สภาพอากาศที่หนาวเย็นในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยือนจำนวนมาก นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเชิงศาสนา อาทิ การสวดมนต์ข้ามปี การปฏิบัติธรรม และการทำบุญปีใหม่ เพิ่มมากขึ้น.

 

ราคายางขยับตัวสูง! หนุนชาวพังงาแห่ซื้อทองเป็นของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828614


ร้านทองในเขตเทศบาลเมืองพังงาคึกคัก! ประชาชน-แรงงานแห่ซื้อทองรูปพรรณเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนรัก เจ้าของร้าน เผย เศรษฐกิจดี-ราคายางเพิ่มสูงขึ้น ทำลูกค้าเพิ่มกว่า 50% …เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากร้านทองเขตเทศบาลเมืองพังงา จ.พังงา พบว่าประชาชนชาวพังงาและแรงงานต่างด้าว ต่างทยอยเดินทางเข้าร้านทองเพื่อเลือกซื้อทองรูปพรรณ สร้อยคอ กำไล แหวน ต่างหู มอบเป็นของขวัญให้คนรัก

นางเพ็ชรี วุฒิกรภัณฑ์ เจ้าของร้านทองในเขตเทศบาลเมืองพังงา กล่าวว่า ช่วงก่อนปีใหม่และปีใหม่ มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจากปกติกว่า 50% ส่วนใหญ่ซื้อเป็นของขวัญให้กับคุณพ่อ คุณแม่ และซื้อให้กับตัวเองเป็นรางวัลให้ตัวเองเพื่อให้สิ่งดีๆ เข้ามาเหมือนประเดิมศักราชใหม่ โดยสาเหตุที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ปัจจัยหลักได้แก่ เศรษฐกิจดี ราคายางพาราเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ชาวสวนยางพาราและลูกจ้างชาวต่างชาติซื้อทองรูปพรรณเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้ทางร้านต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัย เช่น ติดกล้องวงจรปิด ขอเอกสารบัตรประชาชน ตรวจสอบทองที่ลูกค้านำมาจำนำ ประตูล็อกไฟฟ้า และหากพบมิจฉาชีพ จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย.

 

ชาวกระบี่ ยื่นนายกฯ สนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 5 ม.ค. 2560 11:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828489


วันนี้ 4 มกราคม 2560 เวลา 10.00 น. หน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายประชาชนในจังหวัดกระบี่ ประกอบด้วย กำนัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอเหนือคลอง จ.กระบี่ ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ จำนวนกว่า 50 คน นำโดย นายฐานิศร์ เอ่งฉ้วน กำนันตำบลเหนือคลอง นายทัศน์พล คลองยวน กำนันตำบลตลิ่งชัน นายสมศักดิ์ ภูมิสุทธาผล กำนันตำบลคลองขนาน นายธัญญา โชยบุตร กำนัน ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ นายไพโรจน์ บุตรเผียน ประธานเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าชายเลน ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง นายกิจจา ทองทิพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง และนายเที่ยง บุญเลิศ ประธานชมรมผู้อาวุโสฯ จ.กระบี่ และผู้นำชุมชน ประชาชนในจังหวัดกระบี่กว่า 50 คน ได้รวมตัวเป็นตัวแทนผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้ากระบี่ยื่นหนังสือสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

นายฐานิศร์ เอ่งฉ้วน กำนันตำบลเหนือคลอง และประธานชมรมกำนันตำบลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การรวมตัวของผู้นำทุกคนกว่า 50 คนในพื้นที่อำเภอเหนือคลอง จ.กระบี่ ทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม มารวมตัวกับพบนายกรัฐมนตรีเพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ของ กฟผ. ชุมชนสามารถตัดสินใจเองได้ ขอบคุณคนนอกพื้นที่ที่ห่วงใย
ผู้นำชุมชนทุกคน มั่นใจโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด มั่นใจการทำงานของ กฟผ. เพราะเป็นหน่วยงานของรัฐ มั่นใจว่าความั่นคงด้านพลังงานมีส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคใต้และประเทศ ชาวกระบี่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนโรงไฟฟ้ากระบี่ 50 ปี ของการผลิตไฟฟ้าในจังหวัดกระบี่ มีแต่สร้างความเจริญให้กับชุมชน ขอให้รัฐบาลรีบตัดสินใจ ชุมชนพร้อมสนับสนุนโรงไฟฟ้าเต็มที่ตลอดไป โดยมี นายพีระ ทองโพธิ์ ผอ.ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือและแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

 

กสทช. ย้ำค่ายมือถือดูแลคุณภาพสัญญาณ ช่วงภาคใต้ประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 11:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828474


กสทช. กำชับโอเปอเรเตอร์ทุกรายดูแลคุณภาพสัญญาณ เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมขอความร่วมมือเครือข่ายนักวิทยุสมัครเล่น ให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย …วันที่ 5 ม.ค. 60 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ตามที่ขณะนี้ได้เกิดสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศ อาทิ จังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง กระบี่ และยะลา ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และอาจเกิดความเสียหายต่อโครงข่ายการสื่อสาร ซึ่งจากการตรวจสอบของสำนักงาน กสทช. พบว่า ขณะนี้ โครงข่ายสื่อสารยังใช้งานได้เป็นปกติ แต่เพื่อความรอบคอบจึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย ให้เตรียมความพร้อม เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงข่าย หรืออุปกรณ์โทรคมนาคมทั้งในระบบบริการโทรศัพท์พื้นฐาน และระบบบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ยังได้ขอความร่วมมือไปยังสมาคมวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่ประสบสาธารณภัยให้ความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อการติดต่อสื่อสาร ปฏิบัติหน้าที่ในการบรรเทาสาธารณภัยและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ตระหนักว่า ในยามเกิดภัยพิบัติ การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การติดต่อสื่อสารที่สะดวกจะทำให้ความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ได้มากขึ้น ในภาวะภัยพิบัติเช่นนี้ สำนักงานฯ พร้อมให้ความร่วมมือและช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2560 10:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828426


ราคาทองวันที่ 5 ม.ค. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายออกบาทละ 19,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายออกบาทละ 20,400 บาท …

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 บาท ขายออกบาทละ 20,400.00 บาท