ลูกจ้างบริษัทวัยเกษียณเฮ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828197


ครม.แก้กฎหมายจ่ายเงินชดเชย 10 เดือนลูกจ้างสูงวัยเฮ! รัฐแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงานใหม่ กำหนดให้การเกษียณอายุ เมื่อครบ 60 ปีคือการ เลิกจ้าง และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง อายุงาน 10 ปีขึ้นไปได้รับตามสิทธิ์ 300 วัน หรือ 10 เดือน บิดพลิ้วเจอโทษปรับ 1 แสน หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน คาดมีผลบังคับใช้ภายใน พ.ค.ปีนี้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน ซึ่งฉบับเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2541 หรือเกือบ 20 ปี จึงไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป โดยมีสาระสำคัญเรื่องการกำหนดให้ผู้สูงอายุที่เป็นลูกจ้างที่ครบกำหนดเกษียณอายุให้ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน โดยให้เพิ่มมาตรา 118/1 ให้ถือว่าการเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรค 2 เพื่อให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง และกำหนดอายุของการเกษียณอายุไว้ที่ 60 ปีบริบูรณ์ และในกรณีที่ลูกจ้างเกษียณอายุและได้รับค่าชดเชยแล้ว นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงทำสัญญาจ้างใหม่ โดยแตกต่างไปจากสัญญาเดิมก็ได้

สำหรับอัตราเงินชดเชยกรณีเลิกจ้าง หากทำงานให้นายจ้างมานานเกิน 10 ปี จะได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างเป็นอัตราเงินเดือนสุดท้ายไม่น้อยกว่า 300 วัน หรือ 10 เดือน อายุงาน 6-10 ปี อย่างน้อยต้องได้รับเงินชดเชย 8 เดือน และ 3-6 ปี จะต้องได้รับอย่างน้อย 6 เดือน โดยกฎหมายใหม่จะกำหนดให้การเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้าง ทำให้ได้รับสิทธิ์ชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานกรณีเลิกจ้าง

ทั้งนี้ หากไม่มีการระบุอายุเกษียณไว้ในสัญญาการจ้างงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ให้ใช้เกณฑ์อายุครบเกษียณที่ 60 ปี จะได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างงานทันที หลังจากนั้นอาจทำสัญญาฉบับใหม่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่แตกต่างจากเดิมก็ได้ ถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญในกฎหมายคุ้มครองแรงงานรองรับการเข้าสู่สังคม
ผู้สูงอายุต่อไป ซึ่งแต่ละปีจะมีลูกจ้างที่ครบกำหนดเกษียณอายุประมาณ 300,000-400,000 ราย

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญากรณีที่นายจ้างไม่ยอมจ่ายเงินชดเชยเมื่อเกษียณอายุ โดยทางอาญาให้มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนทางแพ่งให้นายจ้างรับผิดชอบเสียดอกเบี้ยผิดนัดชำระในการจ่ายค่าชดเชยในอัตรา 15% ต่อปี และถ้าจงใจผิดนัดโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตรา 15% ในระยะทุก 7 วัน

ขณะเดียวกัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ยังได้ปรับแก้ไขกฎหมาย โดยให้อำนาจคณะกรรมการในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างประเภทต่างๆเพิ่มเติมครอบคลุมไปถึงกลุ่มลูกจ้างเด็กนักเรียน นิสิตนักศึกษา, คนพิการและผู้สูงอายุ ทำให้การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตอบโจทย์ลูกจ้างในกลุ่มต่างๆได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังให้ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้นายจ้างต้องส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายส่งผลให้มีขั้นตอนมากขึ้นในการทำธุรกิจ ซึ่งในกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ปรับเปลี่ยนเป็นให้นายจ้างประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่นายจ้างมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และให้นายจ้างจัดเก็บสำเนาข้อบังคับไว้ที่สถานประกอบกิจการเพื่อให้เรียกตรวจสอบได้

“คาดว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน พ.ค.ปีนี้ เพื่อให้มีผลต่อการประเมินการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกในช่วงกลางปีนี้”

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาห-กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนส่วนใหญ่ก็จ่ายเงินดังกล่าวให้กับลูกจ้างที่เกษียณอายุ 60 ปี อยู่แล้วในอัตรา 10 เดือน เรียกว่าสินน้ำใจส่งพี่กลับบ้านโดยจ่ายตามอายุงาน เพราะบางบริษัทกำหนดเกษียณที่ 55 ปี แม้ไม่มีกฎหมายใดๆมาบังคับ แต่เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินดังกล่าว ภาคเอกชนก็ไม่มีปัญหา และถือว่าเป็นข้อกำหนดเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างให้มีความมั่นคงมากขึ้น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวที่กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้างให้กับพนักงานที่เกษียณอายุ เพราะโดยทั่วไปในทางปฏิบัติภาคเอกชนส่วนใหญ่ก็ได้ดำเนินการเช่นนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะกับพนักงานที่ทำงานกับบริษัทมานานๆ จะจ่ายให้ไม่ต่ำกว่า 10 เดือน แต่ถ้าพนักงานทำผิดกฎบริษัท แม้จะทำงานมานานก็ไม่จ่ายให้

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งได้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว หากเกษียณอายุ 60 ปี เมื่อทำงานมากกว่า 10 ปี ได้รับเงินชดเชย 10 เดือน โดยเงินชดเชยที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุ จะเป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่วนกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมาบังคับใช้ จะต้องไปศึกษาในรายละเอียดว่ามีความแตกต่างกับกฎหมายเดิมอย่างไรบ้าง.

 

กลยุทธ์สู่ไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828194


นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติเห็นชอบการจัดสรรงบกลาง จำนวน 125 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทำโครงการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมเพื่อพลิกโฉมประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นผู้ดำเนินโครงการ ผ่าน 2 กลยุทธ์ คือ การจัดนิทรรศการ และงานสัมมนาระดับชาติในประเทศ ภายใต้ชื่อโอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อแสดงศักยภาพ ความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค หรือประตู่สู่อาเซียน รวมทั้งเป็นแหล่งรองรับการลงทุนชั้นนำของโลก ด้วยการจัดนิทรรศการที่แสดงให้เห็นภาพจำลองของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า และจัดสัมมนา โดยเชิญนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาขึ้นเวทีเสวนา เพื่อบรรยายศักยภาพโอกาสการลงทุน และความพร้อมของไทยในอนาคต
ขณะที่อีกกลยุทธ์ คือ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย การโฆษณาและประชาสัมพันธ์งานโอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย ทั้งในช่วงก่อน และระหว่างการจัดงาน เพื่อกระตุ้นการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย และนำไปสู่การเข้าร่วมงาน รวมทั้งโฆษณาและประชาสัมพันธ์ หลังการจัดงานเพื่อขยายผลจากการจัดงาน พร้อมทั้งตอกย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมต่างๆของประเทศไทยในการพัฒนาสู่ประเทศไทย 4.0.

 

ททท.ปรับเป้ารายได้ปี 60 พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828186


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวปี 2560 เพิ่มขึ้น 10% หรือรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.77 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 1.81 ล้านล้านบาทและรายได้ในประเทศ 950,000 ล้านบาท โดย ททท.ปรับเป้าหมายเชิงท้าทายเน้นกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศภายใต้นโยบาย “ปลุกพลังเที่ยวไทย ใส่ใจท้องถิ่นยั่งยืน” โดยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศและใช้นวัตกรรมตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ตามเป้าหมายของรัฐบาลสำหรับตลาดต่างประเทศ ททท.ยังต้องรักษาอัตราการเติบโตในตลาดระยะไกล เพิ่มความเข้มข้นในตลาดระยะใกล้ ยกระดับสินค้าและบริการสินค้าท่องเที่ยวไทย เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยให้มากขึ้น เพื่อให้ต่างชาติเดินทางมารู้จักประเทศไทยและสินค้าไทยมากขึ้นภายใต้กลยุทธ์ 1.พิจารณาการเปิดสำนักงานใหม่ และเปิดตัวแทนด้านการตลาดเพิ่มโดยเฉพาะในจีน 2.เจาะกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ ค่าใช้จ่ายสูง 3.พัฒนาสินค้าด้านการท่องเที่ยวใหม่เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และ 4.ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
ส่วนของคาดการณ์ตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น 5.51% หรือ 34.4 ล้านคน จากปีก่อนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 32.6 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นนักท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนมากที่สุด 33% ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2558 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีน 7.8 ล้านคน รายได้ 338,000 ล้านบาท ปี 2559 จำนวนนักท่องเที่ยวจีน 8.7 ล้านคน รายได้ 445,000 ล้านบาท และในปี 2560 คาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 9 ล้านคน รายได้โตเป็น 500,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 9.1% จากปีก่อน

“ททท.เตรียมเช่าพื้นที่แสดงสินค้าโอทอป โดยเปิดเป็น Thai Local Showcase ซึ่งเป็นโครงการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าและบริการท้องถิ่นตามแหล่งท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยจะไปเช่าพื้นที่ที่สถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ในแต่ละ ประเทศเพื่อจำหน่ายสินค้าโอทอป จูงใจให้คนทดลองสินค้าและมาเที่ยวไทย โดยปีนี้ จะเริ่มต้นที่ประเทศในกลุ่มอาเซียน และตั้งเป้าหมายแรกน่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น เล็งพื้นที่วัดอาซากุซะ เพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ถือเป็นการทำการตลาดตรงๆ เป็นการเข้าถ้ำเสือ อาศัยแหล่งท่องเที่ยวดังๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวไทย”.

 

อนุมัตินำเข้าถั่วเหลืองไม่อั้น เพิ่มราคารับซื้อ 2 บาทต่อ กก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828185


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้เปิดตลาดเสรีนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คราวละ 3 ปี (ปี 2560-2562) ไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษีนำเข้า 0% โดยมีการบริหารนำเข้าปีต่อปี และให้เปิดตลาดเสรีนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ภายใต้กรอบการค้าอื่นๆ ได้แก่ เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) เขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำอิระวะดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (แอ็คเม็กซ์) ให้เป็นไปตามข้อผูกพัน และได้เห็นชอบเปิดตลาดน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว คราวละ 3 ปี ภายใต้กรอบดับเบิลยูทีโอ สำหรับกรอบการค้าอื่นๆทั้งอาฟต้าและเอฟทีเอให้เป็นไปตามข้อผูกพัน“การเปิดตลาดเสรีนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองคราวละ 3 ปี จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการผลิต และการตลาดล่วงหน้าที่เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวมได้ และได้กำหนดราคา รับซื้อผลผลิตเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัม (กก.) ละ 2 บาท โดยถั่วเหลืองชนิดสกัดน้ำมันราคารับซื้อ ณ ไร่นา 17.50 บาทต่อ กก. ถั่วเหลืองอาหารสัตว์ 17.75 บาทต่อ กก. และถั่วเหลืองแปรรูปเป็นอาหาร 19.75 บาทต่อ กก.”

 

เอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828241


“กนง.-คลัง” กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อแบงก์ชาติเตรียมพร้อมดูแลเงินเฟ้อปี 60 ให้กลับเข้าสู่เป้าหมาย 1–4% เชื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดยหากทำไม่ได้หลุดเป้า กนง.จะต้องชี้แจงต่อสาธารณชน ด้านพาณิชย์เผยเงินเฟ้อปีลิงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแค่ 0.19% หลังราคาน้ำมันในประเทศพุ่งตามราคาน้ำมันดิบช่วงไตรมาสสุดท้าย ยันเป็นเงินเฟ้ออย่างอ่อน หนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนปีนี้ตั้งเป้าโต 1.5–2.0%

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้เผยแพร่เป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางปี 2560 โดย กนง. และ รมว.คลังเห็นชอบร่วมกันในการกำหนดให้คงอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีที่ 2.5% ± 1.5% หรือ 1-4% เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และสำหรับปี 2560 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในระดับดังกล่าวเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน รวมทั้งช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ ค่าความยืดหยุ่นของเป้าหมายเงินเฟ้อในปัจจุบันยังเหมาะสมเพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจกระทบต่ออัตราเงินในอนาคตให้เบี่ยงเบนออกจากค่ากลางของกรอบเป้าหมายไปในระยะสั้นได้ และช่วยยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อของสาธารณชนได้ดี

อย่างไรก็ดี โครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า กนง.จึงจะติดตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและปัจจัยต่างๆอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงินและการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปให้สามารถบรรลุเป้าหมายของเสถียรภาพราคา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกรณีที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกช่วงเป้าหมาย ซึ่งยอมรับว่ายังอาจจะเกิดขึ้นได้ ให้ กนง. ชี้แจงสาเหตุ แนวทางแก้ไข และระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ช่วงที่กำหนดไว้โดยเร็ว รวมทั้งให้รายงานความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเป็นระยะตามสมควร โดยในเบื้องต้นนี้ กนง.คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเข้าสู่เป้าหมายด้านต่ำได้ในไตรมาสแรกของปีนี้

ด้านนางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทยว่า ในเดือน ธ.ค.59 เงินเฟ้อมีค่าเท่ากับ 106.93 เพิ่มขึ้น 0.13% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.59 และสูงขึ้น 1.13% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.58 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 25 เดือนนับจากเดือน พ.ย.57 ที่เพิ่มสูงขึ้น 1.26% ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 59 สูงขึ้น 0.19% เมื่อเทียบกับปี 58

สำหรับสาเหตุที่เงินเฟ้อเดือน ธ.ค.59 สูงขึ้น 0.13% เป็นเพราะราคาสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 0.43% จากการเพิ่มขึ้นของหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เป็นต้น ส่วนสาเหตุที่เงินเฟ้อเดือน ธ.ค.59 สูงขึ้น 1.13% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.58 เพราะผลจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4

“เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีที่ขยายตัว 0.19% อยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ขยายตัวระหว่าง 0.0-1.0% ซึ่งเงินเฟ้อเป็นบวกต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 59 เพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น จนราคาสินค้าและบริการที่ใช้พลังงานเป็นองค์ประกอบหลักเพิ่มขึ้น แต่เงินเฟ้อของไทยที่อยู่ระดับนี้ เป็นเงินเฟ้ออย่างอ่อน และอยู่ในเกณฑ์ที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม”

นางสาวพิมพ์ชนกกล่าวต่อถึงการคาดการณ์ เงินเฟ้อปี 60 ว่า คาดว่าจะขยายตัวระหว่าง 1.5-2.0% โดยอยู่บนสมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 60 อยู่ที่ 3.0-3.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 60 อยู่ที่ 45-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ค่าเงินบาทอยู่ที่ 35.5-37.5 บาท/เหรียญฯ.

 

รัฐกลับลำเลิกลดภาษีเครื่องสำอาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828237


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ตัดสินใจที่จะยกเลิกมาตรการลดภาษีฟุ่มเฟือยในกลุ่มคอสเมติกส์ เช่น น้ำหอม แป้งทาหน้า และลิปสติก เป็นต้น ลดลงเหลือ 0% จากปัจจุบันที่จัดเก็บภาษีนำเข้าอยู่ในอัตราระหว่าง 20-30% หลังจากได้หารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อปลายเดือน ธ.ค.59 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมคอสเมติกส์ภายในประเทศไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบต่อยอดขายของตนเองอย่างแน่นอนนายสมชัยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังได้หารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในเรื่องดังกล่าวเพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนทางด้านการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นช็อปปิ้งพาราไดซ์ ด้วยการลดภาษีลงมาเหลือ 0% ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.60 ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นชอบในหลักการไปแล้ว และพร้อมที่จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่หาก ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยกระทรวงการคลังก็จะถอนเรื่องนี้ออกไป

“ในช่วงต้นปี 59 คณะกรรมการ ส.อ.ท.ชุดเดิมเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แต่พอเปลี่ยนประธาน ส.อ.ท.เป็นนายเจน นำชัยศิริ ก็เกิดการคัดค้านกันเองภายในภาคเอกชน ซึ่งประเด็นนี้กระทรวงการคลังต้องยึดตามความเห็นของ ส.อ.ท. หาก ส.อ.ท.ระบุว่า การลดภาษีจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศแล้ว เราก็พร้อมที่จะยกเลิก”

นายสมชัยกล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตอยู่ที่ 3.3% และยังมีโอกาสลุ้นที่เติบโตถึง 4% หากการลงทุนภาครัฐและเศรษฐกิจโลกขยายตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้น กระทรวงการคลังจะไม่เสียเวลากับเรื่องนี้ หากเอกชนตกลงกันไม่ได้ กระทรวงการคลังก็ยังมีมาตรการอื่นๆออกมาอีก เช่น การลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อยในปีนี้จะเริ่มในเดือน มี.ค. และการเร่งงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น.

 

ยอดเปิดโรงงานใหม่วูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828233


นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ.ได้รวบรวมสถิติการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมในรอบปี 2559 โดยพบว่าตัวเลขการประกอบและขยายกิจการโรงงานอุตสาหกรรม (รง.4) แบ่งเป็นการขอเปิดกิจการใหม่ มีจำนวน 4,363 โรงงาน ลดลง 2.89% เมื่อเทียบกับปี 2558 และมีมูลค่าการลงทุน 310,000 ล้านบาท ลดลง 23.45% เมื่อเทียบกับปี 2558 ขณะที่การขยายกิจการมีจำนวน 852 โรงงาน ลดลง 12.79% เมื่อเทียบกับปี 2558 แต่มีมูลค่าการลงทุนรวม 168,000 ล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับปี 2558 ทั้งนี้หากรวมมูลค่าทั้ง 2 ประเภทรวมกัน ทำให้มีการลงทุนรวมกัน 478,000 ล้านบาทสำหรับ 5 อุตสาหกรรม ที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุดในรอบปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.ยานยนต์และอุปกรณ์ มูลค่า 70,481 ล้านบาท 2.อุตสาหกรรมอาหาร 66,182 ล้านบาท 3.เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี 29,531 ล้านบาท 4.อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 25,159 ล้านบาท 5. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อโลหะ 23,076 ล้านบาท โดยทั้ง 5 กลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าลงทุนรวมกัน 214,000 ล้านบาท.

 

ไฟเขียวล้อมคอกสินค้าสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828230


ครม.เห็นชอบกฎหมายคุ้มครองดูแลผู้บริโภคพ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ…..เพื่อเป็นการกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อเป็นกลไกในการควบคุม กำกับ ดูแลเป็นการเฉพาะ สำหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่เป็นยาแผนไทย ยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่ใช้เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ

เนื่องจากปัจจุบันความต้องการใช้สมุนไพรในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความสนใจในการดูแลสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และสมุนไพรสามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงสมควรให้มีกฎหมายเพื่อควบคุม กำกับ ดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นการเฉพาะ อันจะเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการผลิต และการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรอย่างมีคุณภาพและครบวงจร กำหนดมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพ กำกับดูแลและคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค การให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ตลอดจนให้มีกลไกเพื่อควบคุม กำกับ ดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นยาแผนไทย ยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่ใช้เพื่อการส่งเสริมสุขภาพที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ยาแผนไทย ยาแผนโบราณ ต้องอาศัยบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยยา ส่วนผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้เพื่อการส่งเสริมสุขภาพต้องอาศัยบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยอาหาร ซึ่งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ยังไม่เหมาะสมกับการควบคุม กำกับ ดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อทดแทนการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน และอาหารเสริมจากต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่มีการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสมุนไพรอย่างเป็นระบบและครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างชัดเจน รวมถึงยังขาดการประสานงานในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับสมุนไพรได้รับการคาดการณ์ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต ซึ่งมีกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพมากที่สุดในตลาดสมุนไพร ได้แก่ อาหารเสริม และเวชสำอาง เป็นต้น.

 

“ซีพีเอฟ” รุกลงทุนในโปแลนด์ ใช้เป็นฐานเจาะตลาดไก่ยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828226


นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าลงนามในสัญญาฯ กับกลุ่มซุปเปอร์ ดรอบ (SuperDrob) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารในประเทศโปแลนด์และสหภาพยุโรป โดยภายหลังจากการปฏิบัติตามสัญญาซีพีเอฟจะเป็นผู้ถือหุ้น SuperDrob ในสัดส่วน 33% ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วภายหลังการเพิ่มทุน โดยมีมูลค่าในการเข้าลงทุนครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 49.5 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,872 ล้านบาททั้งนี้ SuperDrob เป็นกลุ่มบริษัทครอบครัวที่ได้ดำเนินธุรกิจมา 23 ปี ผลิตสินค้าไก่ที่มีคุณภาพและทันสมัยต่อตลาด (innovative poultry products) มีการส่งออกประมาณ 50% ของปริมาณสินค้าไปยังต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสาธารณรัฐประชาชนจีน สินค้าหลักได้แก่ ไก่สด ไก่แปรรูปปรุงสุก ไส้กรอก และแฮม ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท SuperDrob มีบริษัทย่อยในกลุ่มจำนวน 6 บริษัท มีพนักงานมากกว่า 2,000 คน

นายอดิเรกกล่าวอีกว่า การเข้าลงทุนในประเทศโปแลนด์ ถือเป็นก้าวแรกของซีพีเอฟที่เข้าไปดำเนินธุรกิจไก่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ประเทศโปแลนด์เป็นประเทศที่เป็นผู้นำในการส่งออกสินค้าสัตว์ปีกเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป และเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านวัตถุดิบ มีต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ต่ำ ซึ่งจะทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคดังกล่าวได้รวดเร็ว

“การเข้าไปลงทุนในโปแลนด์ครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ซีพีเอฟขยายสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่ซีพีเอฟมีความชำนาญในประเทศโปแลนด์ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายปัจจุบันของซีพีเอฟในเอเชียและยุโรปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในอนาคต”.

 

ช็อปช่วยชาติฟื้นความเชื่อมั่นทางธุรกิจ “ธปท.” ชี้ดัชนี 3 เดือนข้างหน้าเริ่มสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828222


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เดือน ธ.ค.ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน ตามความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคที่ไม่ใช่ภาคการผลิต ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในภาคการผลิตปรับลดลงส่วนหนึ่งจากปัจจัยวันทำการมีน้อยกว่าเดือนปกติ โดยดัชนีฯ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.3 จาก 49.5 ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นการปรับดีขึ้นตามองค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อ การจ้างงาน และผลประกอบการของผู้ประกอบการในภาคที่ไม่ใช่ภาคการผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่มโรงแรมและภัตตาคารและกลุ่มการค้าโดยได้รับผลดีจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เริ่มทยอยปรับดีขึ้น และมาตรการลดหย่อนภาษีในช่วงปลายปีของรัฐมีส่วนช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค รวมถึงการเริ่มกลับมาทำกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดของผู้ประกอบการหลังจากที่งดไปในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคการผลิตปรับลดลงในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งจากการเร่งผลิตไปในช่วงก่อนหน้าเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้นก่อนที่จะถึงวันหยุดยาวในช่วงปลายปี

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ม.ค.-มี.ค.) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่า ภาวะทางธุรกิจจะดีขึ้นจากปัจจุบัน สะท้อนจากดัชนีฯ ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนที่ระดับ 54.5 มาอยู่ที่ 56.1 โดยปรับดีขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ ตามความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั้งในภาคการผลิตและภาคที่ไม่ใช่การผลิต สะท้อน ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความเชื่อมั่นด้านต้นทุนในอนาคตปรับลดลงเล็กน้อย ส่วนความเชื่อมั่นด้านสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ในปัจจุบันและในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งถือว่าเป็นระดับเชื่อมั่น โดยผลส่วนหนึ่งมาจากยอดขายและผลประกอบการที่ปรับดีขึ้น.