นัดถกแก้ปัญหาเตาปูน-บางซื่อ คาด “รฟม.” เจรจาตรง “บีอีเอ็ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/828218


นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. วันนี้ (5 ม.ค.) พิจารณาจ้างผู้ประกอบการเอกชนเพื่อติดตั้งระบบรถไฟฟ้า จัดการเดินรถไฟฟ้า และบริหารการเดินรถไฟฟ้า 1 สถานี ช่วงเตาปูน-บางซื่อ ด้วยวิธีพิเศษ โดยเจรจาตรงกับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ และสายสีม่วง บางใหญ่-เตาปูนผู้สื่อข่าวรายงานจาก รฟม.ว่า การเจรจากับ BEM ให้เดินรถช่วง 1 สถานีเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในเชิงเทคนิค เพราะถ้าเปิดประมูลแล้วได้เอกชนรายอื่นก็อาจเดินรถไม่ได้จริง อีกทั้งร่างเงื่อนไขการประมูล ก็ต้องกำหนดให้เอกชนเดินรถต่อเนื่องทั้งสายสีน้ำเงิน ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ในเชิงเทคนิคหากผู้อื่นมาเดินรถนอกจาก BEM และหากเปิดประมูลแล้วไม่ได้ผู้ชนะ ก็ต้องเปิดประมูลใหม่อีกครั้ง.

 

หุ้นไทยปิดตลาดรับปีใหม่ พุ่ง 20.64 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,563.58 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ม.ค. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827998


หุ้นไทยวันที่ 4 ม.ค. ปิดตลาดรับปีใหม่ บวก 20.64 จุด เปลี่ยนแปลง 1.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,563.58 จุด มูลค่าซื้อขาย 65,154.67 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 4 ม.ค. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดรับปีใหม่ ปรับเพิ่มขึ้น 20.64 จุด เปลี่ยนแปลง 1.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,563.58 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 65,154.67 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน).

 

พาณิชย์ โต้ข้าวไทยผสมพลาสติก ยันได้มาตรฐานทุกลอต ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ม.ค. 2560 17:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827970


“พาณิชย์” โต้ผู้ไม่หวังดีในสหรัฐฯโพสต์ FB อ้างข้าวหอมมะลิไทยผสมพลาสติก ยันข้าวส่งออกจากไทยผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานละเอียดยิบทุกลอต ตรวจสอบย้อนกลับได้ ยันไม่มีทางจะเอาพลาสติกผสมข้าว เหตุราคาแพงกว่าข้าวมาก …เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 60 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์คลิปในโซเชียลมีเดียว่าข้าวหอมมะลิไทยยี่ห้อหนึ่งปลอมปนพลาสติกว่า ทางกรมการค้าต่างประเทศได้หารือกับบริษัทสยาม เกรน จำกัด ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวแบรนด์ดังกล่าวไปยังตลาดสหรัฐฯ แล้ว โดยผู้ส่งออกยืนยันว่าเป็นข้าวที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานถูกต้อง เพราะมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถติดตามได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีข้าวปลอมปนพลาสติกจากไทยวางขายในตลาดสหรัฐฯ ตามที่มีการเผยแพร่คลิป

“เบื้องต้นทราบว่าคลิปดังกล่าวมาจากชุมชนชาวเอเชียในสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ทำและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ใช่คนไทย ซึ่งกรมฯ ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าข้าวในสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบและตามหาคนโพสต์ว่า เป็นความไม่เข้าใจหรือว่าตั้งใจ จงใจทำลายชื่อเสียงข้าวไทย เพราะข้าวแบรนด์ดังกล่าว เป็นแบรนด์พรีเมียม ทำตลาดสหรัฐฯ มานาน เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงเป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคสหรัฐฯ ไว้วางใจ”

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะนำพลาสติกมาผสมกับข้าว เพราะราคาพลาสติกในปัจจุบันแพงกว่าราคาข้าวมาก คงไม่มีใครคิดทำ หากพลาสติกโดนความร้อน จะละลายกลายเป็นน้ำทันที ไม่ใช่เกาะเป็นก้อนเหมือนที่ปรากฏในคลิป และการที่ข้าวไหม้ เป็นเพราะใช้ไฟแรง คั่วนาน ซึ่งเป็นปกติที่ต้องเกิดอยู่แล้ว

สำหรับ ถุงบรรจุข้าว ที่มีการใช้ภาษาต่างๆ บนถุง เป็นเรื่องปกติของการส่งข้าวออกไปขายต่างประเทศ ซึ่งในกรณีตลาดสหรัฐฯ เป็นไปตามความต้องการของผู้นำเข้า ที่ต้องการให้ผู้ส่งออกระบุภาษาอื่นๆ บนถุงข้าว เพราะหากจะขายในชุมชนคนจีน ต้องมีภาษาจีน หากขายในชุมชนที่มีคนเวียดนาม ต้องมีภาษาเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการค้า แต่ไม่ได้หมายความว่า ข้าวดังกล่าวเป็นข้าวปลอมเครื่องหมายการค้า

“กรมการค้าต่างประเทศ ขอยืนยันอีกครั้งว่า ในการส่งออกข้าวออกจากประเทศไทย ข้าวทุกลอตจะต้องถูกตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐาน และมีใบรับรอง หากไม่ผ่านมาตรฐาน ก็ไม่สามารถส่งออกได้ จึงมั่นใจได้ว่า ไม่มีทางที่ข้าวปลอมปนจะหลุดรอดออกไปได้แน่ และขอความร่วมมือคนไทยที่รักประเทศไทย ไม่ควรเผยแพร่ข่าวนี้ต่อ เพราะไม่เป็นความจริง เนื่องจากจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องต่อชื่อเสียงและการส่งออกข้าวไทยได้”

นางดวงพร กล่าวต่อว่า ล่าสุด สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย อยู่ระหว่างหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เพื่อปกป้องชื่อเสียงข้าวไทย ขณะที่กรมฯ ได้ประสานไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่าจะหยุดการเผยแพร่คลิปดังกล่าวได้อย่างไร เพราะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมทั้งจะหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) วันที่ 6 ม.ค.นี้ด้วยว่าจะมีมาตรการดูแลเรื่องนี้อย่างไร เพราะเป็นการทำคลิปในต่างประเทศ อาจจะดำเนินคดีได้ยาก แต่เบื้องต้น กรมฯ ได้ประสานไปยังทูตพาณิชย์ไทยในต่างประเทศให้ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้บริโภคแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะมีผู้หญิงต่างชาติรายหนึ่งในสหรัฐฯ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “ปกติเราไม่ค่อยใช้ข้าวยี่ห้อสามสาว เราได้ถุง 50 ปอนด์มา 2 ถุงเป็นของขวัญ (จากน้องสาว) เราเปิดหนึ่งถุง เพื่อดูว่าเป็นข้าวผสมกับพลาสติกหรือเปล่า แต่นี่คือสิ่งที่เราได้รับ นี่มันบ้าเกินไปแล้ว” จากนั้น เป็นภาพถ่ายของถุงข้าวที่ระบุยี่ห้อชัดเจน ภาพเมล็ดข้าวสาร และภาพข้าวสารที่ไหม้ดำอยู่ในกระทะ ซึ่งไม่รู้ว่า ผู้หญิงรายดังกล่าว นำข้าวสารไปทำอะไรจนเกิดการไหม้เช่นนั้น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ.เจษฎา ยันไม่จริง! หญิงต่างชาติเจอข้าวปลอมพลาสติกจากไทย คั่วจนไหม้เกรียม (ชมคลิป)

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 60 สต. เว้น อี 85 ขยับ 40 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ม.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827978


ตี 5 พรุ่งนี้ ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 60 สต. เว้น อี 85 ขยับ 40 สต.ต่อลิตร ส่งผลให้ดีเซล แตะลิตรละ 26.69 บาท…

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 60 บมจ.ปตท.-บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 60 สตางค์/ลิตร เว้น E85 ปรับขึ้น 40 สตางค์/ลิตร มีผลวันที่ 5 ม.ค. 60 เวลา 05.00 น.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ลิตรละ 35.06 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 27.95 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 27.68 บาท E20 ลิตรละ 25.44 บาท E85 ลิตรละ 20.29 บาท ดีเซล ลิตรละ 26.69 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

พท.ฟันธงเศรษฐกิจไทย ปี 60 ย่ำแย่ซึมยาว เย้ยรัฐเลิกขายฝันขยายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ม.ค. 2560 15:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827733


“พิชัย” เชื่อเศรษฐกิจไทย ปี 2560 ยังย่ำแย่ต่อเนื่อง เย้ย รบ.เลิกขายฝัน ศก.ขยายตัว ห่วงตัวแปรเลื่อนเลือกตั้ง ฉุดการลงทุนหดหายเมื่อวันที่ 4 ม.ค.60 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2560 ว่า จะเป็นปีที่ยังคงย่ำแย่และซึมต่อเนื่อง จากปี 2559 การที่รัฐบาลขายฝันว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโต 4-5% นั้น เป็นไปแทบไม่ได้ เพราะปัจจัยในประเทศและต่างประเทศไม่เอื้ออำนวย ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดี ต้องเฝ้าดูนโยบายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่า จะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร และยุโรปยังคงย่ำแย่ ขณะที่ญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นดี ส่วนจีนมีแนวโน้มไม่ค่อยดีจากภาวะหนี้เสียจำนวนมาก หันมามองการส่งออกในประเทศปี 2560 ไม่น่าจะเพิ่มได้ 3% ตามที่รัฐบาลบอก เพราะไม่มีการลงทุนใหม่เพื่อขยายการส่งออกมา 2 ปีแล้ว โดยเฉพาะปัจจัยความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งปี 2560 จะทำให้การลงทุนยิ่งหดหาย จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2560 ไม่น่าจะมีอะไรดีขึ้นเหมือนที่ นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีบอกว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการชะลอตัว รายได้ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงย่ำแย่และเศรษฐกิจไทยคงซึมต่อเนื่องจากการลงทุนที่หายไป โดยเฉพาะหากเลื่อนเลือกตั้งออกไปจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักกว่าเดิม เศรษฐกิจจะหยุดนิ่งเพื่อเฝ้าดูว่าจะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่ ปัจจัยทางการเมืองจะมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2560 นี้.

 

เงินเฟ้อ59 เพิ่ม0.19% จากขายปลีกน้ำมันในปท.พุ่ง ตั้งเป้าปี60โต1.5-2.0%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ม.ค. 2560 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827846


พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อปี 59 เพิ่มขึ้นแค่ 0.19% เมื่อเทียบปี 58 หลังราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศพุ่งตามราคาน้ำมันดิบตลาดโลกไตรมาสสุดท้าย ยันเป็นเงินเฟ้ออย่างอ่อน หนุนการขายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนปี 60 ตั้งเป้าโต 1.5-2.0%เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 59 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ของไทย ว่า ในเดือน ธ.ค.59 เงินเฟ้อมีค่าเท่ากับ 106.93 เพิ่มขึ้น 0.13% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. 59 และสูงขึ้น 1.13% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 58 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 25 เดือนนับจากเดือน พ.ย. 57 ที่เพิ่มสูงขึ้น 1.26% ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 59 สูงขึ้น 0.19% เมื่อเทียบกับปี 58

สำหรับสาเหตุที่เงินเฟ้อเดือน ธ.ค. 59 สูงขึ้น 0.13% เป็นเพราะราคาสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 0.43% จากการเพิ่มขึ้นของหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น, หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า, หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล ยกเว้นหมวดเคหสถาน ที่ราคาลดลง แต่ราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.40% จากการลดลงของข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์, เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ, ไข่และผลิตภัณฑ์จากนม, ผัก และผลไม้สด แต่เครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารบริโภคในบ้านและนอกบ้าน ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสาเหตุที่เงินเฟ้อเดือน ธ.ค. 59 สูงขึ้น 1.13% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 58 เพราะผลจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วงไตรมาส 4 ปี 59 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเป็นปัจจัยเร่งให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปี 58 แม้ค่ากระแสไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนราคาสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น พริกสด กะหล่ำปลี ไข่ไก่ สูงขึ้นเล็กน้อยในรอบปี 59 เพราะอากาศที่แปรปรวน

“เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีที่ขยายตัว 0.19% อยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ขยายตัวระหว่าง 0.0-1.0% ซึ่งเงินเฟ้อเป็นบวกต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 59 เพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น จนราคาสินค้าและบริการที่ใช้พลังงานเป็นองค์ประกอบหลักเพิ่มขึ้น แต่เงินเฟ้อของไทยที่อยู่ระดับนี้ เป็นเงินเฟ้ออย่างอ่อน และอยู่ในเกณฑ์ที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม”

ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานของไทย ที่หักสินค้าอาหารสดและน้ำมันเชื้อเพลิง ออกจากการคำนวณว่า ในเดือน ธ.ค. 59 เงินเฟ้อพื้นฐานมีค่าเท่ากับ 106.90 เพิ่มขึ้น 0.01% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 59 และสูงขึ้น 0.74% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 58 ส่วนเฉลี่ยทั้งปี 59 เพิ่มขึ้น 0.74% เมื่อเทียบกับปี 58

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวต่อถึงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 60 ว่า คาดว่าจะขยายตัวระหว่าง 1.5-2.0% โดยอยู่บนสมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 60 อยู่ที่ 3.0-3.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปี 60 อยู่ที่ 45-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ค่าเงินบาทอยู่ที่ 35.5-37.5 บาท/เหรียญฯ.

 

นักศึกษา วตท.23 ฝ่าลมหนาว ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 ม.ค. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827830


ต้นแบบกิจการเพื่อสังคม “ด้วยหลักการแม่เรียนจากลูก ในหลวง รัชกาลที่ 9”

 

ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ สถาบันวิทยาการตลาดทุน นำคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 23 (วตท.23) ฝ่าลมหนาวจัดกิจกรรม CMA 23 Field Trip & Leadership Workshop ไกลถึงจังหวัดเชียงราย พร้อมร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ วิหารพระเจ้าล้านทองเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมด้วย ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ วตท.

หลังจากนั้นบรรดานักศึกษา วตท.23 ได้เดินทางไปยังโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2531 ครอบคลุมพื้นที่ 93,515 ไร่ โดยนางพิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ฯ เปิดเผยว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชดำริที่จะนำผืนป่ากลับคืนสู่ดอยตุง รวมไปถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

โดยเคล็ดลับความสำเร็จของโครงการนี้ เกิดจากแม่เรียนจากลูก ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จฯ ยังศูนย์พัฒนาห้วยฮ่องไคร้ด้วยพระองค์เอง เพื่อทอดพระเนตรว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำเช่นไรจึงสามารถพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ ซึ่งพระองค์ทรงได้คำตอบว่า การทรงพระดำเนินลงในพื้นที่ด้วยพระองค์เอง การได้พูดคุยและเห็นแววตาจริงของชาวบ้าน อย่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงปฏิบัติมาโดยตลอด นั่นคือหัวใจของการพัฒนาที่นำไปสู่ความสำเร็จ

แต่ในทางกลับกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการปลูกฝังของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตอนหนึ่งที่มีความว่า “ในครอบครัวเรา ความรับผิดชอบเป็นของที่ไม่ต้องคิด เป็นธรรมชาติ สิ่งที่สอนอันแรกคือ เราจะทำอะไรให้เมืองไทย ถ้าไม่มีความรับผิดชอบจะไปช่วยเมืองไทยได้อย่างไร…” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้อยรับสั่งสอนของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเน้นย้ำในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมในด้านความรับผิดชอบเป็นหลัก

ปัจจุบันโครงการพัฒนาดอยตุง ถือเป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพราะสามารถแก้ปัญหาสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้พึ่งพาตนเองได้ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดจากสิ่งเล็กๆ ที่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง อันจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปได้

*********************************

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด
คุณพิมพ์ลดา วรชาติทวีชัย โทร.095-0091459 หรือ อีเมล pimlada@neotarget.com

 

ขนส่ง เอาจริง! ปรับหนัก 2 รถตู้โดยสาร สภาพไม่พร้อม-อัดคนเกินที่นั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ม.ค. 2560 11:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827674


กรมการขนส่งทางบก ปรับหนักรถตู้สายกำแพงเพชร-พิจิตร พักใช้ใบอนุญาต 30 วัน ปรับสูงสุด 5 พันบาท ผู้ประกอบการปรับ 2 หมื่นบาท พร้อมถอนรถออกจากบัญชี ส่วนรถตู้สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี สภาพรถไม่พร้อม ถูกปรับทันทีสองข้อหารวม 7 พันบาท …เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านรถตู้ หมายเลขทะเบียน 10-1457 กำแพงเพชร ม2จ เลขข้างรถ 185-4 สายกำแพงเพชร-พิจิตร บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งนั้น กรมการขนส่งทางบกพิจารณาลงโทษพนักงานขับรถและผู้ประกอบการขนส่งขั้นเด็ดขาดเนื่องจากที่ผ่านมามีการเตือนและแจ้งให้ทราบถึงข้อกฎหมายและข้อปฏิบัติที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการให้บริการสูงสุด โดยสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถของพนักงานขับรถทันที 30 วัน และเปรียบเทียบปรับขั้นสูงสุดเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ตามมาตรา 107 ประกอบมาตรา 127 ฐานความผิดรับผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง ด้านผู้ประกอบการขนส่ง คือ บริษัท วชิรปราการยานยนต์ จำกัด สั่งเปรียบเทียบปรับในข้อหาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนดเกี่ยวกับจำนวนที่นั่ง เกณฑ์น้ำหนักบรรทุกและวิธีการบรรทุก เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท พร้อมดำเนินการถอนรถตู้คันหมายเลขทะเบียน 10-1457 กำแพงเพชร ออกจากบัญชีรายละเอียดของรถที่ใช้ในการขนส่ง (ขส.บ.11) ของผู้ประกอบการขนส่งรายดังกล่าวแล้ว

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจรถตู้โดยสารประจำทางหมวด 2 สายที่ 9904-5 กรุงเทพฯ-ชลบุรี คันหมายเลขทะเบียน 15-4359 กรุงเทพมหานคร พบว่าสภาพยางชำรุดเสียหายมากจนอาจก่อให้เกิดอันตราย กรมการขนส่งทางบกติดตามเรียกตัวเจ้าของรถคันดังกล่าวเข้ารายงานตัวทันที โดยได้เปรียบเทียบปรับในฐานความผิดใช้รถที่มีสภาพไม่มั่นคง แข็งแรง เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท และข้อหาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนดโดยไม่นำรถเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสาร เป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท และได้สั่งห้ามใช้รถตู้โดยสารคันดังกล่าว โดยต้องดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อย และนำรถเข้ารับการตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรีก่อนนำมาใช้งานอีกครั้ง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดทุกรายจะถูกบันทึกประวัติความผิดไว้ในศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ หากพบการกระทำความผิดซ้ำพิจารณาพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถตามลำดับ พร้อมเข้มงวดมาตรการดำเนินการเอาผิดกับผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่มีมาตรการในการกำกับดูแล หรือละเลย จะพิจารณาไม่ต่ออายุใบประกอบการขนส่ง และหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดชอบด้วยทุกกรณี แม้ว่ากรมการขนส่งทางบก มีมาตรการลงโทษขั้นสูงสุดกับผู้ให้บริการที่มีพฤติกรรมการฉวยโอกาสช่วงที่ประชาชนเดินทางและมีความต้องการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายและความปลอดภัยของผู้โดยสาร

อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือพนักงานขับรถและผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการให้บริการด้วยความปลอดภัย รวมถึงประชาชน หากพบเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว หรือถูกเอาเปรียบจากการใช้บริการ จดรายละเอียดรถและผู้ขับรถคันที่กระทำความผิด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร. 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ที่ กรมการขนส่งทางบก ทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com facebook ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าว.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจอแล้ว รถตู้ท้ามฤตยู! ดอกยางเหี้ยนจนถึงผ้าใบ วิ่งรอกไปกทม.รอบ 4

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 200 รูปพรรณขายบาทละ 20,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ม.ค. 2560 10:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827598


ราคาทองวันที่ 4 ม.ค. 60 เปิดตลาดขึ้น 200 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,650 ขายออกบาทละ 19,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 ขายออกบาทละ 20,250 บาท …

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.30 น. ปรับเพิ่มขึ้น 200 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,650.00 บาท ขายออกบาทละ 19,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 บาท ขายออกบาทละ 20,250.00 บาท

 

ให้แจ้งเตือนลูกค้าทุกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ม.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827473


กสทช. ตั้งทีมงานตรวจสอบแอพดูดเงิน“กสทช.” ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจ สอบแอพพลิเคชั่น แอบคิดค่าใช้จ่ายจากบริการมือถือ เตือนประชาชน ก่อนใช้บริการตรวจสอบให้ละเอียด ขอความร่วมมือผู้ให้บริการมือถือ กรณีแอพคิดค่าใช้จ่ายให้ส่งเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนผู้บริโภคก่อนทุกครั้ง ส่วนการดาวน์โหลดแอพแล้วยกเลิกนั้น ให้แจ้งบัตรเครดิตที่แจ้งไว้ด้วย เพื่อความสมบูรณ์ในการยกเลิก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการให้บริการข้อมูล (คอนเทนต์) บนโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนมีจำนวนมาก โดยเฉพาะผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็ว ซึ่ง กสทช.ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งในการสนับสนุน ให้เกิดการพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อสนองความ ต้องการผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ก็ต้องกำกับ ดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภคด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีหลากหลายแอพพลิเคชั่นมาก ที่ชักชวนให้ผู้บริโภคใช้บริการเบื้องต้นเป็นลักษณะใช้บริการฟรี แต่เมื่อต้องการใช้บริการเพิ่มเติม ก็จะเสียค่าใช้จ่าย โดยเรื่องดังกล่าวได้มอบหมายให้นายก่อกิจ ด่านชัยวิชัย รองเลขาธิการกสทช. ไปตรวจสอบการให้บริการคอนเทนต์ต่างๆ

ที่ผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือว่า มีการคิดค่าใช้จ่ายในลักษณะใดบ้าง ผ่านใบเสร็จ (บิล) ค่าบริการมือถือแล้วมีการแยกชัดเจนว่าค่าบริการมือถือ และค่าบริการเสริมหรือไม่ หากมีข้อสงสัยและมีปัญหาโทร.ร้องเรียนได้ที่เบอร์โทร.1200 โทร.ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนายก่อกิจกล่าวว่า ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบการให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือว่ามีลักษณะและรูปแบบใดบ้าง โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งนอกจากการซื้อสติกเกอร์การ์ตูน การซื้อสินค้าผ่านไลน์ แล้วยังบริการรูปแบบอื่นๆอีกจำนวนมาก เช่น สาระน่ารู้, ความรู้รอบตัว, รักคือ, แจกธีมไลน์ฟรี เป็นต้น ดังนั้น เพื่อสร้างความชัดเจนและให้ความรู้กับประชาชน กสทช.ขอเวลาตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง

หลังจากนั้น จะเชิญผู้ให้บริการมือถือมาหารือ เพื่อหาแนวทางกำกับดูแลการให้บริการแอพพลิเคชั่นบนมือถือต่อไป และที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการมือถือว่า หากมียอดชำระค่าบริการสินค้า หรือรายการใดที่จะคิดค่าใช้จ่ายก็ขอให้ส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ให้ผู้บริโภครับทราบก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าจะใช้บริการดังกล่าวต่อไปอีกหรือไม่ เพราะบริการดังกล่าวมีการคิดค่าบริการเพิ่มเติม เป็นต้น

นายก่อกิจกล่าวว่า ในการกำกับดูแลเนื้อหาบนบริการมือถือนั้น กสทช.ไม่มีอำนาจโดยตรง เพราะไม่เกี่ยวกับค่าบริการโทรคมนาคมและคุณภาพการให้บริการ แต่เป็นบริการเสริมที่พ่วงมากับมือถือ ซึ่ง กสทช.ก็ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภค

สำหรับกรณีดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่มีค่าใช้จ่ายแล้ว ต่อมาไม่ต้องการใช้ จึงทำการลบแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ทำให้ยังคงเสียค่าใช้จ่ายอีกนั้น เนื่องจากการลบแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นเท่านั้น ลำดับถัดไปต้องโทร.แจ้ง ยกเลิกที่บัตรเครดิตด้วย เนื่องจากการสมัครใช้แอพพลิเคชั่นในครั้งแรกนั้น จะมีการระบุบัญชีบัตรเครดิตไว้ เพื่อให้หักค่าใช้จ่าย ดังนั้นเมื่อยกเลิกการใช้แอพพลิเคชั่นนั้นแล้ว ก็ขอให้แจ้งไปยังบัตรเครดิตด้วย เพื่อให้การยกเลิกสมบูรณ์เสร็จสิ้น

“ประเด็นการใช้เงินในโทรศัพท์มือถือเพื่อซื้อสินค้าและชำระค่าบริการอื่นๆ นอกจากค่าบริการมือถือ กสทช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้หารือกับ ธปท.เพื่อหาแนวทางกำกับดูแลร่วมกัน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและสู่ยุคอีคอมเมิร์ซ ซึ่งปีนี้และปี 2561 การให้บริการออนไลน์จะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น”

ปัจจุบันการกำกับและควบคุมเนื้อหาบนมือถือนั้น ยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ ที่กำลังเป็นที่นิยม และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชอบสะดวกสบายและเป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

“สิ่งที่เป็นกังวลมากในขณะนี้คือ การให้บริการของเฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์ในประเทศไทย เพราะถือเป็นสังคมโซเชียลที่ได้รับความนิยมมาก และยังสร้างรายได้จำนวนมากเช่นกัน แต่รายได้ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย เพราะไม่เสียภาษีในประเทศเลย ต่างจากธุรกิจอื่นๆ ที่ลงทุนในไทย เสียภาษีให้ประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ได้เคยหารือกันมาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีข้อยุติ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าว ภาครัฐต้องเอาจริงเอาจัง ลำพัง กสทช.เพียงหน่วยงานเดียว คงไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปจัดการอะไรได้มาก ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย”.