“สมคิด” ฟุ้งโมเมนตัมแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827469


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2560 ว่า จะยังคงรักษาระดับการขยายตัวไว้ได้ต่อเนื่องจากในปี 2559 ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ในระดับ 3% และในปี 2560 จะขยายตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากโมเมนตัมทางเศรษฐกิจอยู่ในขาขึ้น จากที่มีโครงการที่จะขับเคลื่อนต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่สิ่งสำคัญของการทำงานคือต้องไม่ประมาท “เศรษฐกิจของไทยแตกต่างจากคนอื่น ขณะที่หลายประเทศอยู่ในช่วงขาลง แต่เราอยู่ในช่วงที่โมเมนตัมแข็งแรง ดังนั้น จีดีพี ในปีนี้ก็จะไปได้ดี หากไม่มีเรื่องอื่นๆเข้ามาแทรกซ้อน จีดีพีก็จะขยายตัวไปได้เท่าที่ภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย เพราะองค์ประกอบจีดีพี 70% เป็นเรื่องของการส่งออก ถ้าส่งออกดีขึ้นมันก็ดีแน่นอน ถ้าปีไหนไม่ดีก็เหนื่อยหน่อย”สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2560 ยังคงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า ทั้งการวางโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การแก้ปัญหาคนจนก็จะทำให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เนื่องจากการกระตุ้นเศรษฐกิจบ่อยๆไม่ใช่เรื่องดีนัก หากจะสร้างการขยายตัวของจีดีพีอย่างยั่งยืนจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน “หากคุณบอกว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงเพื่อคิดว่าให้เอกชนขายของได้ ถือเป็นข้อเสนอที่แย่ เพราะการกระตุ้นแต่ละครั้ง คุณกำลังเอาเงินภาษีของประชาชนไปสร้างการผลิตเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ หากคุณไม่สามารถที่จะยกระดับการผลิต
ในระยะยาวก็จะแข่งขันไม่ได้อยู่ดี”

นอกจากนี้ ในปี 2560 จะเป็นปีที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายตามประเด็นสำคัญที่เป็นยุทธศาสตร์ (strategic issue) ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสำคัญตามนโยบายรัฐบาล ภายในระยะเวลา 1 ปี จากปกติอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น โดยคณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานด้วยตัวเอง ประเด็นหนึ่งที่อยู่ในยุทธศาสตร์คือการพัฒนาเขตพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ส่วนการทำงานของรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจ หลังปรับ ครม.เน้นให้ทุกคนทำงานร่วมกันเหมือนไม่มีพรมแดนของกระทรวง.

 

50 ปีผ่านไปความเหลื่อมล้ำไม่เคยลดลง สศช.ชี้ปล่อยธุรกิจใหญ่ใช้อำนาจไม่แฟร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ม.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827466


นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของปี 2559 น่าจะอยู่ในเป้าหมายตามที่ สศช.คาดการณ์ไว้ คือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ทั้งปี 3.2% แม้ว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะชะลอลงจากตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือน ต.ค.-พ.ย. ที่ชะลอตัวลง ส่วนปี 2560 นี้ คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจีดีพีมีโอกาสที่จะขยายตัวได้ตามคาดไว้คือ 3.5% ส่วนการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยด้วยว่า ถ้าเปรียบเทียบปัญหาความเหลื่อมล้ำในช่วง 30 ปี หรือ 50 ปีที่ผ่านมา พบว่าไม่ได้ลดลง แสดงว่าถ้ายังปล่อยให้เป็นไปตามระบบเดิม ก็จะไม่ได้ช่วยให้ลดความเหลื่อมล้ำได้ แม้ว่าจะลดความยากจนลงได้ก็ตาม เช่น จะเห็นว่าในต่างจังหวัดมีความเจริญขึ้น แต่ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยไม่ลดลง ซึ่งการจะให้ช่องว่างลดลง จะต้องมีมาตรการอะไรเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เช่น ต้องสร้างโอกาสให้ครอบคลุมกลุ่มประชากร 40% ที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มระดับล่าง จากเดิมนโยบายที่ผ่านมา จะดูเฉพาะความยากจนอย่างเดียว วัดจากการมีรายได้เกินเส้นความยากจนเท่านั้น“การพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบตลาดทุนนิยม หลายประเทศดูแลจริงจัง เวลาที่ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้อำนาจทางการตลาดที่ไม่เป็นธรรม ในระบบจะเข้าไปกำกับดูแลกัน ของเรายังไม่ได้มีระบบที่ดูแลจริงจังเข้มแข็ง ตั้งแต่ในอดีตที่ไม่มีการกำกับดูแลเป็นพิเศษ ทำให้ความเหลื่อมล้ำสูง คนมีเงินมีโอกาสมากกว่า ได้ประโยชน์มากกว่าอยู่แล้ว ทั้งระบบการศึกษา สาธารณสุข ยุติธรรม เทคโนโลยี การสื่อสารอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ ทำให้โอกาสในการเรียนรู้ต่างกัน หรือแม้กระทั่งเรื่องการเปิดการค้าเสรี คนได้ประโยชน์มักจะเป็นพวกที่มีทักษะฝีมือดีกว่า ทำให้มีรายได้ดีกว่า แต่นโยบายเหล่านี้ เป็นนโยบายที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่ทำก็ไม่ได้ แต่ต้องดูแลเรื่องความเหลื่อมล้ำด้วย”.

 

“ซิงเกอร์” กวาดบ้านล้างทุจริต ลูกค้าจ่ายเงินค่างวดผ่านแบงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827465


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้บริโภคได้ร้องเรียนมายังหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า ช่วงเดือน ก.ย.59 ที่ผ่านมา ได้รับเอกสารเรียกเก็บเงินค่าเช่าซื้อโทรทัศน์ดิจิตอลแอลอีดี 42 นิ้ว 1 เครื่อง ราคาเช่าซื้อ 40,000 บาท จากบริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด ทั้งที่ผู้ร้องเรียนไม่ได้เช่าซื้อสินค้าดังกล่าว อีกทั้งการชำระค่าเช่าซื้อได้ผ่านมาหลายงวดแล้ว แต่กลับเพิ่งมีเอกสารแจ้งมาที่ผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นที่อยู่ตามบัตรประชาชน จึงคาดว่าน่าจะถูกแอบอ้างชื่อและหลักฐานการเงินไปทำสัญญาเช่าซื้อ ทั้งนี้ เป็นที่สังเกตว่าเอกสารเรียกเก็บเงินที่ส่งมานั้น ระบุว่าผู้ร้องเรียนได้ทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัท ซิงเกอร์ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเอสจี แคปปิตอล จำกัด และบริษัทขอแจ้งยกเลิกช่องทางการชำระเงินผ่านพนักงานตัวแทนมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.59 โดยให้ชำระค่างวดผ่านธนาคาร หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส จึงเป็นที่มาของการได้รับทราบว่าถูกแอบอ้างชื่อ

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนางนงลักษณ์ ลักษณะโภคิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ (ประเทศไทย) ได้รับการเปิดเผยว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารแบบเดิมที่การขายสินค้าจะให้พนักงานขายเป็นใหญ่ คือ มีหน้าที่ทั้งเก็บเงินและทำสินเชื่อเอง โดยมีร้านค้าวีไอพีของซิงเกอร์เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อ ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นเพราะลูกค้าตัวจริงไม่มีหลักฐานการเงินเพียงพอ ขณะนี้รู้ชื่อพนักงานที่ทำรวมทั้งผู้เช่าซื้อตัวจริงแล้วว่าเป็นใคร ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบบริษัทจะดูแล “กรณีที่เกิดขึ้นนี้ทำให้มั่นใจว่าการปรับวิธีการบริหารใหม่มาถูกทางแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก เพราะตั้งแต่ ก.ย.59 เป็นต้นมาผู้ที่มีอำนาจอนุมัติสินเชื่อจะไม่ใช่เซลส์หรือร้านค้าวีไอพีอีกต่อไป แต่เซลส์และร้านค้าต้องส่งหลักฐานผู้เช่าซื้อมายังส่วนกลาง จากนั้นบริษัทจะใช้เวลาอนุมัติไม่ถึง 1 ชั่วโมง ขณะที่การเก็บเงินค่างวดแต่ละเดือน จะไม่ให้เซลส์ เดินเก็บจากลูกค้าตามบ้านอีก โดยมีกฎไม่ให้เซลส์แตะเงิน ไม่เช่นนั้นเท่ากับเป็นการทุจริต บริษัทจะส่งเอกสารเรียกเก็บเงินไปที่บ้านลูกค้า และให้ไปจ่ายเงินค่างวดตามช่องทางใหม่ เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-11 หรือธนาคาร”.

 

แบงก์ฟันธง! ปีนี้เริ่มแข่งขึ้นดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827461


นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอล มาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเปิดเผยว่า ปี 60 เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะเริ่มเผชิญภาวะต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น จากผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 59 ต่อเนื่องถึงปี 60 ทำให้เริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่ต้องระดมเงินทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ เริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากประจำ 3-12 เดือน เพื่อมาปล่อยสินเชื่อ ส่วนธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังไม่จำเป็นต้องแข่งขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำมากนัก เพราะส่วนใหญ่มีต้นทุนเงินฝากที่มีระดับต่ำเหลืออยู่ “ปีหน้าดอกเบี้ยไม่ใช่ขาลงแล้ว แม้ดอกเบี้ยออมทรัพย์และดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทต่างๆจะทรงตัวต่อไปได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยจะผันแปรไปตามดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งประเมินว่าทั้งปี 60 กนง.น่าจะคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม 1.50% แต่จะเริ่มเห็นการแข่งขันดอกเบี้ยเงินฝากรูปแบบต่างๆมากกว่าปีก่อน”น.ส.ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ปี 60 จะเริ่มเห็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำเริ่มขยับขึ้น จึงเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ต้องการออมเงินผ่านธนาคารที่จะมีผลตอบแทนเพิ่ม ซึ่งที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ปรับขึ้นมาแล้ว 0.70-0.80% ตามทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และมองว่าผลตอบแทนน่าจะขึ้นได้อีก 0.40-0.60% ภายในปีนี้ ด้านนายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยปี 60 จะขยายตัวแต่อยู่ในระดับที่ไม่ได้เร่งแรงมากนัก จึงมองว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจต้องอาศัยดอกเบี้ยที่ต่ำในการประคับประคองเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะคงที่ตลอดทั้งปี เพื่อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ผู้ประกอบการต้องเริ่มเตรียมตัวระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตรให้เร็ว เพื่อระดมทุนด้วยต้นทุนถูกลง เพราะถ้ารอนานเกินไปต้นทุนจะสูงขึ้นได้.

 

รัฐ-เอกชนหวังส่งออกฟื้น ชูนวัตกรรมผลิตสินค้าแข่งตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827022


ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ภาคการส่งออกไทยเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งในเดือน ส.ค. และ ก.ย. ขณะที่ตัวเลขในเดือนล่าสุด เดือน ต.ค.ชะลอตัวลงเล็กน้อย ส่งผลให้ตัวเลข 10 เดือนของปีที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวติดลบ 1% หลังจากที่ขยายตัวติดลบต่อเนื่องกันถึง 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2556–2558อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐยังคาดหวังว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา การส่งออกจะติดลบในอัตราที่ต่ำมาก หรือไม่ติดลบเลย โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการว่าการส่งออกเมื่อปีที่ผ่านมา จะติดลบ 0.6% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มองที่การขยายตัว 0%

ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกได้ทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ที่สำคัญมากกว่าคือ โครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกของไทย ที่ไม่ได้ถูกดูแลอย่างเหมาะสมมาเป็นเวลากว่า 10 ปี

ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตของทุนต่างชาติในไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแสวงหาแหล่งผลิตที่ต้นทุนต่ำกว่าไทย เมื่อไม่มีการลงทุนใหม่สินค้าไทยหลายรายการอยู่ในสภาวะตกเทรนด์ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

แล้วเราจะทำอย่างไร! ที่จะทำให้ภาคการส่งออกที่เคยเป็น “พระเอก” ของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หวนคืนสังเวียนได้อีกครั้ง

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “นางมาลี โชคล้ำเลิศ” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ “นายวัลลภ วิตนากร” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แม่ทัพใหญ่ผู้ขับเคลื่อนการส่งออกจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เห็นภาพการส่งออกปี 2560 และทิศทางของสินค้าที่ไทยควรผลิตเพื่อป้อนตลาดโลก ดังนี้

ตั้งเป้าหมายส่งออกโต 3%

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ฉายภาพให้เห็นว่า ในปี 2560 นี้ กรมตั้งเป้าหมายมูลค่าการส่งออกขยายตัว 3% จากปีที่ผ่านมา ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะได้หารือกับทูตพาณิชย์ไทยในประเทศต่างๆแล้ว พบว่า หลายๆตลาดคู่ค้าสำคัญของไทยเศรษฐกิจจะดีขึ้น

สอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัว 3.4% จากปีที่ผ่านมาที่คาดขยายตัว 3.1% โดยสหรัฐฯขยายตัว 2.2% จาก 1.6% ในปี 2559 ญี่ปุ่น 0.6% จาก 0.5% อาเซียน 5.1% จาก 4.8% ตะวันออกกลาง เท่ากับปี 2559 ที่ 3.4% แต่กำลังซื้อจะเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้น รัสเซีย 1.4% จาก 0.3% ยกเว้นสหภาพยุโรป (อียู) ที่ลดลงเหลือ 1.5% จากปีที่ผ่านมา ที่คาดไว้ว่าจะลดลง 1.7% และจีน 6.2% จาก 6.6%

“ในปีนี้มีปัจจัยสนับสนุนการส่งออกสำคัญๆ ได้แก่ ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งอินเดีย อาเซียน รัสเซีย ตะวันออกกลาง ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยธนาคารโลกคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 55 เหรียญฯ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตร/อุปโภคบริโภค และกำลังซื้อจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้นได้”

นอกจากนี้ ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการดึงดูดการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) และการสนับสนุนเอสเอ็มอี และผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (Start Up)

เปิดกลยุทธ์ระยะสั้น

นางมาลีกล่าวต่อไปว่า เพื่อให้การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกเป็นไปตามเป้าหมาย ได้กำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมและผลักดันเพื่อหวังผลในระยะสั้น (Quick Win) อาทิ การทำพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ที่เน้นผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นรายประเทศในเรื่องที่ไทยและประเทศนั้นๆสนใจร่วมกัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โดยเน้นประเทศที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ตะวันออกกลาง เป็นต้น

การแต่งตั้งตัวแทนทางการค้าในประเทศต่างๆก็จะเป็นบุคคลสำคัญๆมีชื่อเสียง และเครือข่ายกว้างขวางของประเทศนั้นๆ เช่น ที่ตั้งแล้วในเมืองฮิโรชิมา ของญี่ปุ่น เมืองหนิงเซียะ จีน เมืองวลาดิวอสตอก ของรัสเซีย เปรู คาซัคสถาน เป็นต้น

“กรมได้หารือกับที่ปรึกษาแต่ละภูมิภาคแล้วพบว่า อาจจะมีแนวทางการส่งเสริม ผลักดัน การส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนของไทยในภูมิภาคต่างๆได้ในเร็วๆนี้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันให้มูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย”

นอกจากนั้น ได้เน้นสร้างภาพลักษณ์ของประเทศและสินค้าไทย โดยเจาะกลุ่มเป็นรายสินค้า เช่น ประมง หรือไก่สด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าไทย และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเห็นว่าสินค้าไทยมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพราะผลิตด้วยใจ ทำให้ได้สินค้าที่ประณีต พิถีพิถัน รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และส่งเสริม สนับสนุน และขยายการค้าสินค้า และบริการผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยตั้งเป้าให้เกิดการค้าขายออนไลน์ 30,000 ราย

สินค้า-บริการแนวโน้มดี

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า ภาคการส่งออกหลักของประเทศมีมูลค่าสูงต่อการส่งออกโดยรวมของไทย ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าที่มีการลงทุนโดยต่างชาติยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ สัดส่วน 15.2% ของมูลค่าการส่งออกรวม เพราะในประเทศออสเตรเลียโรงงานฟอร์ด ย้ายฐานการผลิต และโรงงานโตโยต้า และฮอนด้าปิดตัวลง ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในฐานะฐานการผลิตใหญ่ที่สุดในอาเซียน

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สัดส่วน 25% โดยสินค้าหน่วยความจำ และ Cloud computing ขยายตัวได้ดีในสหรัฐฯ เพราะผู้ประกอบการได้ปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัย เช่น สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต แทนพีซี

ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหาร สัดส่วน 15% โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เพราะเกาหลีใต้อนุญาตให้นำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งได้เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และเกิดไข้หวัดนกระบาดในอียู จึงเป็นโอกาสของไก่ไทย อาหารทะเล ขณะที่ปัญหาโรคกุ้งตายด่วนของไทยและปัญหาแรงงานเริ่มคลี่คลาย รวมถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ สัดส่วน 6.9% เพราะภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง และน่าจะมีความต้องการสูงขึ้นจากตลาดสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น กรมยังมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมและผลักดันภาคธุรกิจบริการเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยเชื่อมโยงการให้บริการโรงพยาบาล สปา ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม

ขณะที่ยังมองว่าอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น ธุรกิจดิจิทัล คอนเทนต์ ทั้งเกม แอนิเมชั่น ซอฟต์แวร์ หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับสถาบันและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจการศึกษา บริการต้อนรับนักท่องเที่ยว บริการบริหารโรงแรม ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการค้า เช่น ธุรกิจบริการด้านการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัล

“ปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติหลายรายได้ย้ายฐานผลิตจากไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หลีกหนีการแข่งขันในตลาดสินค้าราคาถูก”

เอกชนเห็นสอดคล้องภาครัฐ

ขณะที่นายวัลลภกล่าวเสริมว่า ส.อ.ท.ได้เรียกประชุมสมาชิก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกสินค้าภาคอุตสาหกรรม ปรากฏข้อสรุปว่าปีนี้การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 2–3% เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ขยายตัวติดลบ 0.5% และเมื่อปี 2558 ก็ติดลบ 5.7%

เหตุที่กล้าฟันธงว่าการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี มาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ 1.เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวโดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่นายโดนัล ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.นี้ มีนโยบายลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ จะทำให้มีการนำเข้าสินค้าจากหลายๆประเทศ 2.แนวโน้มราคาน้ำมันที่กลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ที่ลดกำลังการผลิตเหลือ 32 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผู้ผลิตนอกโอเปก ก็ลดกำลังการผลิตตามไปด้วย ทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัว สะท้อนไปยังสินค้าภาคเกษตรที่จะมีราคาเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ข้าว น้ำตาล ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกก็ได้รับผลบวกในเรื่องนี้

3.การคาดว่าเศรษฐกิจของจีนคาดว่าจะเติบโตขึ้น 6% ในปีนี้ ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของจีนมีเพิ่มขึ้น ขณะที่อาเซียนโดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) กำลังเร่งพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทำให้ต้องมีการนำเข้าอาหาร วัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

“ซีแอลเอ็มวี คือตลาดส่งออกใหม่ ที่ต้องเข้าไปยึดครองพื้นที่ให้ได้ เพื่อทำให้ยอดส่งออกปีนี้เพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนการขนส่งต่ำกว่าตลาดส่งออกใหม่ๆที่อยู่ไกลจากประเทศไทย”

สำหรับสินค้าภาคอุตสาหกรรมก็ถือเป็นโอกาสที่จะมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่หันมาเน้นการเพิ่มนวัตกรรมในการผลิตอาหารและเครื่องดื่มแนวรักสุขภาพ ตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ วัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก เฟอร์นิเจอร์ อัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

ไทยติดอันดับ 8 ของโลก

นายวัลลภกล่าวต่อไปว่า แม้ว่าการส่งออกของประเทศไทยจะติดลบติดต่อกัน 4 ปี ทำให้หลายๆคนตกใจแต่กลับไม่เคยมีใครพูดถึงจุดแข็งของเราเลยว่า เรากลับรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่ส่งออกได้มาโดยตลอด

กล่าวคือ ประเทศไทยสามารถเป็นผู้ส่งออกได้ติดอันดับ 8 ของโลกจาก 40 ประเทศ ที่มีการส่งออกเป็นรายได้หลัก แพ้เพียงประเทศพม่า กัมพูชา เวียดนาม แต่ก็สามารถชนะมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่ติดลบ 10% อินโดนีเซียติดลบ 8% และโดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ก็ยังส่งออกติดลบในระดับ 7-11%

อย่างไรก็ตาม ก็ยอมรับว่าการส่งออกยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญๆ อาทิ นโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯที่ทรัมป์จะยึดโยงเมื่อครั้งหาเสียงว่าจะกีดกันทางการค้าโดยเฉพาะกับจีนหรือไม่ หากมีการกีดกันทางการค้ากับจีนจริง ผลดีก็จะย้อนกลับมาสู่ประเทศไทยที่จะส่งออกไปทดแทนจีนในตลาดสหรัฐฯได้

ขณะที่อียูจะมีการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี จะต้องรอดูว่าหลังเลือกตั้งจะมีนโยบายต่อการเป็นสมาชิกอียูอย่างไร เพราะประเทศเหล่านี้อยู่ในภาวะเปราะบางในเรื่องความร่วมมือกับอียู ซึ่งหากมีการประกาศถอนตัวออกจากอียูเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากอังกฤษก็มีผลกระทบต่อจิตวิทยาให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าขึ้น ที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้การส่งออก เพราะอียูเป็นตลาดส่งออกหลักของไท

ฟังเสียงจาก 2 แม่ทัพใหญ่ของภาครัฐและเอกชน ที่ส่งสัญญาณด้านบวกถึงทิศทางการส่งออกในปี 2560 แล้ว น่าจะมีความหวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ภาครัฐก็ต้องมีกลไกสนับสนุนผู้ส่งออกเพื่อให้เครื่องยนต์ตัวนี้ทะยานไปข้างหน้า เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศไทยตลอดทั้งปี.

ทีมเศรษฐกิจ

 

หอการค้า คาด เงินสะพัดปีใหม่ 1.5 แสนล. รับอานิสงส์ช็อป-เที่ยวช่วยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ม.ค. 2560 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822705


หอการค้าไทย คาดเงินสะพัดปีใหม่ 1.29 แสนล้าน สูงสุดนับแต่ทำการสำรวจมา แต่อัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.4% ต่ำสุดรอบ 5 ปี ชี้ หากรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช็อป-เที่ยวช่วยชาติ จะดันเงินสะพัดรวมกัน 1.5 แสนล้าน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.21% …วันที่ 27 ธ.ค.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่สำรวจจากกลุ่มอย่าง 1,223 ตัวอย่างทั่วประเทศ ว่า จะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ 129,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในด้านมูลค่าถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่ทำการสำรวจมา แต่ในด้านการขยายตัว ถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 56 แต่หากรวมมูลค่าการใช้จ่ายในช่วงปีใหม่ กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งมาตรการช็อปช่วยชาติ และมาตรการเที่ยวช่วยชาติ ที่คาดจะมีเงินจากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 20,700 ล้านบาท ทำให้คาดว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ น่าจะมีเม็ดเงินสะพัดรวมกัน 150,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.21% จากปีก่อน

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการช็อปช่วยชาติ น่าจะมีผลดี ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบต่อเนื่องถึงกลางเดือน ม.ค.60 เพราะปีนี้ขยายเวลาการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 14 วัน จากปีก่อนมีเพียง 10 วัน ขณะที่ เทศกาลตรุษจีนปีนี้มาเร็ว อยู่ในช่วงปลายเดือน ม.ค.60 จึงทำให้ในเดือน ม.ค. เป็นช่วงควันหลงของการจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับ การส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น คาดว่า น่าจะมีแรงเหวี่ยงที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 60 และหวังว่า หากรัฐบาลกระจายงบเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท ลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัดได้เร็วที่สุด ช่วงกลางเดือนม.ค.60 หรือช้าที่สุด ไม่เกินกลางเดือน เม.ย.60 จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยช่วงปลายไตรมาส 2 ปี 60 เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงปีใหม่ ว่า ส่วนใหญ่ 67.1% มีการวางแผนออกนอกพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่ 84.9% จะเป็นการท่องเที่ยวในประเทศ และ 15.1% เที่ยวต่างประเทศ และส่วนใหญ่เป็นการเที่ยวในกลุ่มประเทศเอเชีย ซึ่งจะเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.59-3 ม.ค.60 สำหรับการใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 12,800 บาท/คน และค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวต่างประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 65,300 บาท/คน เนื่องจากมีการแข่งขันด้านราคา ทำให้ราคาทัวร์ลดลง 10-30%

นอกจากนี้ ยังพบว่า การใช้จ่ายสำหรับช่วงปีใหม่ปีนี้ อันดับ 1 คือ การซื้อสินค้าโอทอป รองลงมาคือ การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล/เสี่ยงโชค สินค้าคงทน (เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเรือน) ของรับประทาน กระเช้าของขวัญ เครื่องดื่มบำรุง กระเช้าผลไม้ สินค้าฟุ่มเฟือย (เครื่องประดับ/ทอง) และการจัดเลี้ยงสังสรรค์ โดยแหล่งที่มาของเงินที่ใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ส่วนใหญ่ 37.6% มาจากเงินเดือน, 28% มาจากเงินออม และ 27.5% มาจากเงินโบนัส

ด้าน นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจการให้คะแนนการทำงานรัฐบาลชุดนี้ ว่า คะแนนในความตั้งใจของรัฐบาลชุดนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 6.67 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน แต่คะแนนผลการดำเนินการอยู่ที่ 6.27 คะแนน โดยผู้ตอบแบบสอบถาม ให้คะแนนความตั้งใจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด 7.04 คะแนน แต่คะแนนผลดำเนินการด้านเศรษฐกิจอยู่ที่ 6.32 คะแนน รองลงมา คือ การแก้ปัญหาคอรัปชั่น แก้ปัญหาสังคม แก้ปัญหาความขัดแย้ง และแก้ปัญหาภัยพิบัติ

 

บขส.เพิ่มรถรองรับปชช.เข้ากทม. 300 เที่ยว เตรียมเสริมอีก 500 คัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ม.ค. 2560 15:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/827142


บขส.เตรียมรถให้บริการปชช.กว่า 7 พันเที่ยว รองรับผู้โดยสารได้ 1-1.5 แสนคน ล่าสุดเพิ่มอีก 300 เที่ยว หลังจากเพิ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว 1,500 เที่ยว หากผู้คนยังคงหนาแน่น จะนำรถมาเสริมอีก 500 คันเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 60 นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. ประเมินว่า วันนี้จะมีผู้โดยสารเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นรวมเป็น 2 แสนคน ก่อนหน้าเตรียมรถไว้ให้บริการประชาชนไปยังปลายทางทั้งสิ้น 7,260 เที่ยว รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 100,00-150,00 คน และก่อนหน้านี้ได้เพิ่มรถ 1,500 เที่ยว

ล่าสุดเพิ่มอีก 300 เที่ยว ทำให้ระบายประชาชนที่ยังติดค้างใน 3 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพทั้ง 3 แห่ง 190,000 คน และหากคนยังคงหนาแน่นจะนำรถมาเสริมอีก 500 คัน.

 

อังกฤษแยกวง “เบร็กซิท” จบอย่างไรก็เจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/826489


โหวตช็อกโลก แรกของปี 2559 หนีไม่พ้นการลงประชามติของชาวอังกฤษ, ไอริช และผู้ถือสัญชาติเป็นพลเรือนในสหราชอาณาจักร (The United Kingdom) ทั้งหมด ต่อคำถามที่ว่า “อังกฤษควรยังคงสภาพเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือออกจากการเป็นสมาชิก” ที่เรียกกันว่า “เบร็กซิท” (Brexit)

ผลของประชามติครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2559 เป็นที่รับทราบโดยทั่วกันแล้ว จนถึงขณะนี้ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ยังคงยืนยันกับบรรดาผู้นำชาติยุโรปว่า การเริ่มกระบวนการเพื่อถอนตัวออกจากอียู ที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือน มี.ค.2560 นั้นยังคงเดิม

แม้ฝ่ายที่ต้องการให้อังกฤษคงสถานะสมาชิกภาพในอียู จะกำลังพยายามอย่างหนัก เพื่อล้มกระดานการลงประชามติครั้งสำคัญดังกล่าว

วันเวลาที่ล่วงเลยไป อาจทำให้ผู้คนเริ่มทำใจกับการเปลี่ยนแปลงความแตกต่างทางด้านความคิด และยอมรับสภาพที่ว่า เรากำลังดำรงอยู่ในสังคมยุค Post–Truth นั่นคือภาวะที่คนส่วนใหญ่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกในการ ตัดสินใจ มากกว่าที่จะใช้เหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคม ที่ผู้คนเสพติดการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ มากกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง

กระนั้น สิ่งที่พลเมืองและรัฐบาลทั่วโลกปฏิเสธไม่ได้ก็คือ “เบร็กซิท” สะท้อนให้เห็นความต้องการใหม่ ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลในประเทศเป็นหลัก หาใช่การอยู่ร่วมกัน พึ่งพากัน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดอีกต่อไป
เพราะขนาดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เป็นหนึ่งเดียว และเป็นอุดมคติของการรวมกลุ่มในภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก อย่างสหภาพยุโรป ยังเดินมาถึงวันนี้…

….วันที่คนส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร เลือกที่จะ “โบกมือลา”

ข่าวรายงานว่า เช้าวันนั้น ไม่แตกต่างจากเช้าวันทั่วไปในสหราชอาณาจักรเท่าใดนัก ที่มักจะมีฝนตกโปรยปราย ตั้งแต่เปิดคูหาเวลา 07.00 น.

ท่ามกลางความวิตกกังวลของตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลก ลึกๆเกือบทุกคน ค่อนข้างมั่นใจว่าในที่สุด ผลของประชามติจะออกมาว่า ประชาชนยังคงเลือกที่จะดำรงอยู่ในอียูต่อไป แม้ฝั่งชนะอาจมีคะแนนมากกว่าฝ่ายแพ้ไม่มากนัก แต่ก็คงจะชนะ!!

หนังสือพิมพ์ชั้นนำของอังกฤษพาดหัวฉบับเช้าวันที่ 23 มิ.ย. 2559 แตกต่างกันออกไป แล้วแต่จุดยืนของแต่ละฉบับ “เดอะซัน” ที่สนับสนุนเบร็กซิทพาดหัวว่า “วันประกาศอิสรภาพ” ขณะที่ “เดอะไทม์” พาดหัวว่า “วันแห่งการตัดสิน”

รุ่งขึ้น หลังการนับคะแนนเสร็จสิ้นทั้ง 382 เขตเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ “ช็อกตาตั้ง” ก็เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อผลปรากฏฝั่ง Leave หรือเบร็กซิท เป็นฝ่ายชนะ ด้วยคะแนน 17.4 ล้านเสียง ขณะที่ฝั่ง Remain หรือเลือกที่จะอยู่ต่อ ได้คะแนนไป 16.1 ล้านเสียง หรือ 51.9 ต่อ 48.1 การออกเสียงในครั้งนั้น ยังสร้างสถิติใหม่ด้วยจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 72.2% หรือ 46.5 ล้านคน

แน่นอน หลังผลประชามติปรากฏแน่ชัด!! เงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 31 ปี ขณะที่ตลาดเงิน ตลาดทุน ทั่วโลกออกอาการผวา!! แค่วันที่ 24 มิ.ย.วันเดียว สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มูลค่าของตลาดหุ้นทั่วโลกหายวับไปทันที 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 74 ล้านล้านบาท

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ปรับลดการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษลง 0.2 จุด เหลือที่ 1.7% ด้านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งเอสแอนด์พีและฟิตช์เรตติ้งส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษลง จาก AAA มาอยู่ที่ AA และ AA+ มาอยู่ที่ AA

นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ประกาศลาออกในทันที เขากล่าวในงานแถลงข่าวที่หน้าทำเนียบนายกรัฐมนตรีว่า ได้ต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นสมาชิกภาพอียูของอังกฤษด้วยสมอง หัวใจและวิญญาณ แต่กลับพ่ายแพ้ เมื่อชาวอังกฤษตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเดินอีกทาง ก็คิดว่าประเทศต้องการผู้นำคนใหม่ที่จะนำไปสู่ทิศทางนั้น

การลาออกของนายคาเมรอน สืบเนื่องมาจากการแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษในปี 2558 เมื่อนายคาเมรอนกล่าวให้สัญญาระหว่างการหาเสียงว่าจะจัดให้มีการลงประชามติขึ้น เพราะถึงเวลาที่อังกฤษจะต้องจัดการกับปัญหานี้ให้กระจ่างชัดเสียที

หลังได้รับแรงกดดันทั้งภายในพรรคอนุรักษนิยมของตัวเอง และจากพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคอิสรภาพสหราชอาณาจักร หรือยูคิป ที่ใช้การลาออกจากอียูเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง

เนื่องด้วยประชามติดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารแทบจะทุกด้าน ทั้งในสหราชอาณาจักรเอง และ 28 ประเทศสมาชิกอียู
ผลของมันจึงลามระบาดให้เกิดความขัดแย้งขึ้นทั่วประเทศ ระหว่างเขตการปกครองในสหราชอาณาจักรด้วยกันเอง โดยอังกฤษและเวลส์ เสียงโหวตให้ออกเป็นเสียงข้างมาก ขณะที่สกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ เสียงโหวตให้อยู่ต่อได้คะแนนมากกว่า
พลเมืองสกอตแลนด์ถึงขั้นเรียกร้องให้สกอตแลนด์แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรเสีย เพื่อที่จะได้อยู่ในอียูต่อไป และสกอตแลนด์จะจัดให้มีการลงประชามติครั้งใหม่

นอกจากนั้น กลุ่มที่ต้องการให้อังกฤษคงสภาพสมาชิก ยังยื่นฟ้องต่อศาลสูงอังกฤษ ซึ่งล่าสุดมีคำสั่งห้ามนายกรัฐมนตรีเดินหน้ากระบวนการถอนตัวออกจากอียู โดยไม่ได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน

ทำให้รัฐบาลอาจไม่สามารถประกาศเริ่มต้นมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน (มาตราที่ว่าด้วยการลาออกจากประเทศสมาชิก) เพื่อเริ่มต้นกระบวนการถอนตัวจากอียูอย่างเป็นทางการได้ หากปราศจากการรับรองของรัฐสภา อันอาจทำให้กระบวนการเบร็กซิทต้องล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษได้อุทธรณ์คำสั่งศาลเป็นที่เรียบร้อย

ต้องไม่ลืมว่า ช่วง 25 ปีให้หลัง การค้าโลกถูกจัดระบบให้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน พึ่งพาอาศัยกัน ผนึกกำลังกัน โดยอาศัยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นตัวแบ่งกลุ่ม ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องเขตการค้าเสรีก็ได้รับการส่งเสริมเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การทำมาค้าขายในโลก มีความสะดวก รวดเร็ว ไร้พรมแดน

โดยมีอียูเป็นต้นแบบเขตการค้าเสรี ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะการทำให้ตลาดของ 28 ประเทศรวมกันเป็นตลาดเดียว (Single Market) ถือเป็นการสร้างกำลังซื้อภายใต้ตลาดขนาดใหญ่ ไร้พรมแดน ทั้งด้านการขนส่ง ซื้อขายสินค้า รวมไปถึงประชากร

ความแข็งแกร่งของอียู ยังคืบหน้าไปถึงการใช้เงินสกุล “ยูโร” เดียวกัน ของประเทศสมาชิกถึง 19 ประเทศ

…แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีคนจำนวนมากที่คิดว่าตัวเองกำลังถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลัง และคนจำนวนดังกล่าวก็มีมากพอที่จะทำให้ผลการลงประชามติพลิกกลับมาชนะได้

ปัจจุบัน มีพลเมืองอังกฤษจำนวนไม่น้อย อิดหนาระอาใจกับงบประมาณหลายพันล้านปอนด์ในแต่ละปี ที่อังกฤษต้องจ่ายในฐานะสมาชิกอียู แต่ได้ไม่คุ้มเสีย

คนเหล่านี้ยังต้องการให้อังกฤษมีอำนาจในการรักษาเขตแดนและกำหนดการเข้า-ออกของประชาชนประเทศอื่นได้เหมือนเดิม ไม่ใช่เปิดประตูอ้าซ่าให้เข้ามาแย่งกันกิน แย่งกันอยู่เช่นทุกวันนี้

กระแสต่อต้านอียู ยังเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในหลายประเทศ ไม่เฉพาะแต่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แข็งแกร่งสถานเดียว ประเทศอย่างกรีซ หรือล่าสุด อิตาลีก็ร่ำๆ อยากจะออกจากอียูเช่นกัน โดยประเทศหลัง เพิ่งจัดให้มีการลงประชามติต่อกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อประชาชนส่วนใหญ่โหวตไม่ต้องการให้แก้ ทำให้นายกรัฐมนตรีซึ่งสนับสนุนการเป็นสมาชิกอียู ต้องลาออกในที่สุด

ระหว่างที่การต่อสู้ของทั้ง 2 ฝ่ายกำลังดำเนินต่อไป หากกระบวนการออกจากอียูเริ่มต้นได้ตามกำหนดในเดือน มี.ค.2560 จริง กว่าขั้นตอนทุกอย่างจะเสร็จสิ้น รวมการเจรจาต่อรอง ซึ่งคาดว่าจะยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่แพ้เงื่อนไขด้านกฎระเบียบ อังกฤษจะหลุดจากอียูอย่างสมบูรณ์แบบในช่วงหน้าร้อนของปี 2562 หรือประมาณ 2 ปีหลังเริ่มต้นกระบวนการ

นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า การเจรจากับอียู จะตั้งอยู่บนเงื่อนไข 2 ประการที่สำคัญ นั่นคือ 1.การประกอบธุรกิจของบริษัทอังกฤษในอียู และ 2. สิทธิในการทำงานและอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรของพลเมืองอียู จะอยู่ในรูปแบบใด

ขณะที่นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในฐานะพี่ใหญ่อียู บอกว่า การเจรจาไม่ควรขึ้นอยู่กับผลประโยชน์สูงสุดของอังกฤษแต่เพียงสถานเดียว

ลึกๆ นางแมร์เคิล คงหนักใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา เยอรมนีรับภาระหนักในการอุ้มชูประเทศสมาชิกอียูมาโดยตลอด ในฐานะที่มีระบบเศรษฐกิจแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ

โดยเฉพาะล่าสุด เมื่อเธอเพิ่งตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้า

แต่ไม่ว่าเธอจะอยู่หรือไป อนาคตของอียู ก็คงไม่ต่างอะไรกับการถูกแขวนต่องแต่งอยู่บนเส้นด้าย!!!

ทีมเศรษฐกิจ

 

“อเมริกา เฟิร์ส” สั่นโลก สะเทือนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/826490


เปิดศักราชปี 2560 คงไม่มีอะไรลุ้นระทึกเท่าการขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด ในวันที่ 20 มกราคมของ “โดนัลด์ ทรัมป์” มหาเศรษฐีวัย 69 ปี เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์แห่งมหานครนิวยอร์กที่เขย่าหัวจิตหัวใจคนทั่วโลก ในทันทีที่เขาประกาศชัยชนะ ซึ่งพลิกล็อกเอาชนะคู่แข่งตัวเต็งนอนมาอย่าง “ฮิลลารี คลินตัน” ชนิดช็อกโลก หักปากกาเซียน ฉีกหน้าทุกสำนักโพล!!

ถึงกับมีการเปรียบเปรยว่าชัยชนะของ “ทรัมป์” นับเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองสหรัฐฯที่สั่นสะเทือนโลกอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง หลังกำแพงเบอร์ลินพังทลายลงในปี 1989 ที่ในครั้งนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดลัทธิคอมมิวนิสต์กันเลยทีเดียว!!

เพราะไม่มีใครคาดคิดว่ามหาเศรษฐีที่ถูกตราหน้าว่าไร้ประสบการณ์ทางการเมือง แถมยังฝีปากกล้าขี้อวด พูดจาขวานผ่าซาก สับปลับ เหยียดผิว ดูถูกเพศหญิง อย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้!!

โดยเฉพาะการประกาศนโยบายหาเสียงที่ “สุดโต่ง” ในการทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยสโลแกน “Make America Great Again” และ “America First” หรืออเมริกาต้องมาก่อน!! ล้วนเป็นนโยบายที่ต่อต้านหรือสวนกระแสโลกาภิวัตน์ของระบบทุนนิยมเสรีที่อเมริกาเป็นผู้สร้างขึ้นทั้งสิ้น!!

ต้านการค้าเสรี-โลกาภิวัตน์

หัวใจหลักของนโยบายที่ “ทรัมป์” ใช้หาเสียง คือการมุ่งสร้างความมั่งคั่งและสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่สนว่าใครหน้าไหนหรือประเทศใดจะได้รับผลกระทบล้มหายตายไป!!

ด้วยการประกาศปิดประเทศ ปิดกั้นการค้า การลงทุน สร้างกำแพงกั้นคนกั้นแรงงานจากเม็กซิโกและทั่วโลกที่เข้ามาเป็นแรงงานผิดกฎหมายในสหรัฐฯกว่า 11 ล้านคน สร้างกำแพงภาษีกั้นไม่ให้สินค้าราคาถูกจากจีนเข้ามา สร้างกำแพงภาษีกั้นไม่ให้กลุ่มทุนสหรัฐฯออกไปลงทุนนอกประเทศ และดึงทุนสหรัฐฯกลับมาตั้งฐานผลิตในประเทศ

คำมั่นสัญญาที่ “ทรัมป์” ประกาศว่าจะทำในวันแรกๆ ของการขึ้นเป็นประธานาธิบดี คือการเจรจาปรับเงื่อนไขข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ที่สหรัฐฯ ทำไว้กับแคนาดาและเม็กซิโกใหม่ทั้งหมด!!

และการล้มเลิก “ฉีกข้อตกลง” การค้าที่สหรัฐฯไปทำกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) รวมทั้งเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ประเทศต่างๆมีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

ที่ “ทรัมป์” มองว่าประโยชน์ของข้อตกลงการค้าเหล่านั้น ทำให้สหรัฐฯ “เสียมากกว่าได้” เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ตกต่ำมายาวนาน คนอเมริกันตกงานจำนวนมาก เป็นเพราะข้อตกลงเหล่านี้ ที่ทำให้บริษัทอเมริกันย้ายฐานผลิตออกไปตั้งโรงงานในประเทศที่แรงงานถูกกว่า ทำให้คนอเมริกันไม่มีงานทำ จนเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมเสื่อมโทรม ระบบการศึกษาแย่ลง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก็แย่ตาม!!

ทุกนโยบายล้วนเขย่าขวัญสั่นสะเทือนความเป็นไปของเศรษฐกิจทุกประเทศทั่วโลก ที่ทำมาค้าขายกับสหรัฐฯ ต้องมาตั้งหลักปรับจูนและกำหนดยุทธศาสตร์กันใหม่ เพื่อรับมือกับความไม่แน่ไม่นอนของนโยบายการค้าการลงทุนสหรัฐฯ หาก “ทรัมป์” ทำตามที่ประกาศได้จริง…!!

แม้นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักจะมองว่าไม่น่าจะทำได้ง่ายนัก สำหรับนโยบาย “สุดโต่ง” เหล่านี้ เพราะระบบการเมืองสหรัฐฯมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล และมีขั้นตอนต่างๆมากมาย ที่จะต้องผ่านการวิเคราะห์ตกผลึกแล้วว่าสหรัฐฯจะได้หรือเสียประโยชน์มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

ขณะที่หลายกระแสยังประเมินว่าหลายนโยบายที่ “ทรัมป์”ประกาศออกมานั้น อาจจะเป็นการบ่อนทำลายหรือเป็นหายนะต่อการค้า การลงทุน และความมั่นคงของเศรษฐกิจสหรัฐฯเสียเอง!!

ยังไม่นับรวมนโยบายการเมืองระหว่างประเทศที่น่าหวาดเสียว และ “อันตราย” สุดๆที่เราจะไม่หยิบยกมาพูดในที่นี้!!

คนอเมริกันต้องการ CHANGE!!

มีคำถามว่า เพราะอะไรเสียงส่วนใหญ่ของชาวอเมริกันถึงเลือก “ทรัมป์” ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ที่น่าจะเป็นประธานาธิบดีที่ถูกปรามาส ดูแคลนจากผู้คนทั่วโลกมากที่สุด แม้แต่คนอเมริกันเองยังออกมาสร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับประเทศต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้ ด้วยการรวมตัวกันประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง!! ซึ่งไม่ได้เห็นกันบ่อยครั้งนัก

ถึงขนาดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของสหรัฐฯและเป็นฐานที่ตั้งของซิลิคอนวัลเลย์ ปลุกกระแสสร้างแคมเปญขอแยกตัวออกจากอเมริกา เพื่อมาตั้งรัฐอิสระเอง หรือ “Calexit” เลียนแบบคนอังกฤษที่พร้อมใจกัน “ช็อกโลก” โหวตให้อังกฤษออกการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ BREXIT นั่นเอง

คำตอบที่ได้ คือคนอเมริกันเบื่อหน่ายและไม่พอใจการเมืองแบบเดิมๆ หลังจาก 8 ปีที่อยู่ภายใต้การบริหารของ “บารัค โอบามา” จากพรรคเดโมแครต อเมริกาเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมาต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่สังคมในอเมริกาก็เต็มไปด้วยปัญหาอาชญากรรมมากมาย จะเห็นว่าความนิยมของโอบามาลดลงเรื่อยๆในช่วงหลังมานี้

ขณะที่นโยบายหาเสียงของ “ฮิลลารี คลินตัน” ก็ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นโดนใจ หากเลือก “คลินตัน” กลับเข้ามา เศรษฐกิจและสังคมอเมริกันก็คงอยู่ในสภาพเดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือการันตีได้ว่าสหรัฐอเมริกาจะดีขึ้น

ความเบื่อหน่ายนี่เอง ที่ทำให้คนอเมริกันต้องการ CHANGE!! หรือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างจริงจัง!! แม้ไม่ได้ชื่นชอบชื่นชมในตัว “ทรัมป์” แต่การชูนโยบายชาตินิยม “America First” ก็โดนใจอเมริกันชนแบบสุดๆ โดยเฉพาะ “คนใช้แรงงาน” ที่หวังว่าอเมริกาจะเปลี่ยน แม้จะมีความเสี่ยง!! แต่ก็คงไม่เลวร้ายมากกว่าที่เป็นอยู่

สรุปคือคนอเมริกันคล้อยตามไปกับแนวคิดต่อต้านการค้าเสรี และกระแสโลกาภิวัตน์ของทรัมป์ และเห็นว่าการจัดการการเมืองและเศรษฐกิจแบบเก่าๆ ที่อเมริกาต้องครองโลก ทำให้อเมริกาอ่อนแอ!! จึงต้องการ CHANGE!!

ท้าทายเสรีการค้าโลก

หากประเมินผลกระทบนโยบายการค้าการลงทุนของ “ทรัมป์” ต่อเศรษฐกิจโลก ที่กำลังจะผงกหัวฟื้นตัวขึ้น ก็น่าจะส่งผลกระทบไม่น้อย เพราะสหรัฐฯมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกสูสีคู่คี่กับจีน ขณะที่มีพลังอำนาจซื้อใหญ่ที่สุดในโลก หากสหรัฐฯจะมุ่งเน้นที่การเติบโตเฉพาะตัว ปิดประเทศไม่ซื้อไม่ขายไม่ค้ากับใคร ทำเองผลิตเองใช้เองบริโภคเอง ลดการเกื้อ
หนุนซื้อขายกับโลกภายนอก

ย่อมส่งผลกระเทือนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกแน่!!

ส่วนผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยนั้นส่วนใหญ่โฟกัสไปที่การยกเลิก TPP ว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทยเพราะไทยยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก ขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง ซึ่งจะได้เปรียบไทยในการค้าขายกับสหรัฐฯและประเทศที่ร่วมเป็นสมาชิก TPP 11 ประเทศ

“หากยกเลิกจริงก็อาจเป็นเรื่องดีสำหรับไทย เพราะก่อนหน้านี้มีบริษัทสัญชาติเกาหลีย้ายฐานผลิตสินค้าบางประเภทจากไทยไปเวียดนาม เพราะต้องการผลประโยชน์จากข้อตกลง TPP”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยพึ่งพาการค้าโดยส่งออกไปสหรัฐฯมากเป็นอันดับ 1 (หากไม่รวมอาเซียน 10 ประเทศ) แต่ก็มีสัดส่วนที่ลดลงจากอดีตมาก โดยเหลือเพียง 9-10% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ 24,055 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 58

แต่ในอนาคตสหรัฐฯภายใต้ปีก “ทรัมป์” อาจมีมาตรการกีดกันการค้ามากขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของการค้าโลกและเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!

โดยเฉพาะหากสหรัฐฯกีดกันการค้า ขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 45% อย่างที่ขู่ไว้ก็อาจกระทบมาถึงไทย ที่ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าไปจีนมากขึ้น หากมีห่วงโซ่ในการผลิตหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกัน!!

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมรับมือโดยเร่งเจรจาการค้ากับตลาดใหม่ๆมากขึ้น เพื่อชดเชยการค้าที่ลดลงกับสหรัฐฯ แต่โดยภาพรวมแล้วการส่งออกของไทยในปี 2560 ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายอย่างมากหากจะทำให้กลับมาขยายตัวขึ้นมาได้ หลังติดลบต่อเนื่องมา 5 ปี!!

ดึงเงินลงทุนไหลกลับอเมริกา!!

ส่วนด้านการลงทุน การจูงใจให้บริษัทอเมริกันกลับไปใช้ฐานผลิตในสหรัฐฯโดยใช้ภาษีจูงใจ คือลดภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทที่มีถิ่นฐานในสหรัฐฯ จากปัจจุบันเสีย 35% อาจลดลงสู่ระดับ 15-20% หากทำได้จริงจะทำให้ภาษีนิติบุคคลของสหรัฐฯต่ำเป็นอันดับต้นๆเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันก็จะตั้งกำแพงภาษีที่สูงสำหรับบริษัทอเมริกันที่ส่งสินค้ากลับไปขายในประเทศ

ผลกระทบคืออาจมีเม็ดเงินไหลจากประเทศที่มีการจ่ายภาษีที่แพง กลับไปตั้งฐานบริษัทในสหรัฐฯเพิ่มขึ้น และบริษัทสหรัฐฯอาจลดการลงทุนในต่างประเทศ

ส่วนนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อไทย เพราะสหรัฐฯถือเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยอันดับต้นๆ กลุ่มทุนเหล่านี้ก็อาจถอนการลงทุน ออกไป หรืออย่างน้อยก็อาจชะลอการตัดสินใจการลงทุนเพิ่มเพื่อรอดูนโยบายที่ชัดเจนของ “ทรัมป์” ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน

แต่เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียนและมีศักยภาพในการขยายตัว จากข้อมูลพบว่าบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในไทย ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อผลิตและขายในภูมิภาคนี้มากกว่า ในส่วนนี้จึงอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

แต่การลดภาษีเงินโอนกลับ (Repatriation) ของบริษัทสหรัฐฯที่มีสาขาหรือดำเนินงานอยู่นอกสหรัฐฯผ่านกฎหมาย Home Investment Act เช่น Google หรือ Amazon ที่มีกำไรนอกสหรัฐฯ เมื่อส่งเงินปันผลหรือกำไรกลับปัจจุบันต้องเสียภาษี 35% อาจเสียภาษีลดลงเหลือ 10%

นโยบายนี้อาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯไหลกลับ 400,000 ล้านเหรียญจากเงินกำไรที่มีอยู่นอกประเทศราว 2 ล้านล้านเหรียญ!!

ตลาดหุ้นป่วน-ค่าเงินเหวี่ยง

ดังนั้นสิ่งที่น่าห่วงมากกว่าคือ ผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน ที่ปัจจุบันกระแสเงินทุนที่ไหลเวียนในระบบการเงินโลกมีจำนวนมหาศาล เมื่อประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯขยับตัว ย่อมจะส่งความปั่นป่วนไปถึงตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!

โดยเฉพาะค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ EMERGING MARKET รวมทั้งไทยจะเกิดความผันผวนปั่นป่วน เหวี่ยงขึ้นเขย่าลง มากที่สุด!!

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้และผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนและกระแสเงินทุนโลก ให้ข้อมูลว่า นับตั้งแต่ “ทรัมป์”

ชนะการเลือกตั้งวันที่ 9 พ.ย.เป็นต้นมา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้แข็งค่าขึ้นกว่า 5% เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นทั่วโลก ขณะที่เงินบาทอ่อนค่ากว่า 2% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ชนิด 10 ปี ปรับขึ้นกว่า 0.45% เป็นการปรับขึ้นกว่า 22% กระตุ้นให้กระแสเงินจากทั่วโลกไหลกลับไปหาผลตอบแทนในสหรัฐฯหรือสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่ตลาดเงินตลาดทุนของไทยนั้นพบว่าต่างชาติได้ขายพันธบัตรระยะสั้นออกไปราว 82,000 ล้านบาท และขายพันธบัตรระยะยาวอีก 23,000 ล้านบาท รวมทั้งขายสุทธิในหุ้นไทยอีกกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ทำสัญญา Long หรือซื้อล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ 13,000 สัญญา

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามความกังวลกับนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่จีนซึ่งเป็นเป้าหมายที่ “ทรัมป์” โจมตีมาตลอดว่าจงใจทำให้เงินหยวนอ่อนค่า เพื่อจะได้ขายสินค้าให้สหรัฐฯมากกว่าที่สหรัฐฯขายให้จีนเป็นการ “เอาเปรียบ” สหรัฐฯนั้น ล่าสุดทางการจีนได้ประกาศใช้มาตรการควบคุม “การไหลออกของเงิน” เพื่อเตรียมการรับมือ

“ดร.วิศิษฐ์” ระบุว่า หลายนโยบายเศรษฐกิจของ “ทรัมป์” จะนำไปสู่ความผันผวนอย่างมากของตลาดการเงิน โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน กระทบไปถึงความผันผวนของตลาดหุ้นให้หวาดเสียวกันได้ตลอดทั้งปี

หลังจากนี้คงต้องนับถอยหลัง และลุ้นว่านโยบาย “สุดโต่ง” ที่เป็นจุดขายเขย่าขวัญชาวโลกของ “ทรัมป์” จะถูกนำมาปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน และ “เขา” จะมีไอเดีย แสดงท่าทีหรือคำพูดอะไรออกมาขย่มโลกใบนี้อีก ตลอด 4 ปีในทำเนียบขาว…ต้องจับตาดูด้วยใจระทึก!!

ทีมเศรษฐกิจ

 

สนามบินภูเก็ตอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร ลดความคับคั่งช่วงเทศกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ม.ค. 2560 23:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/826717


นิตินัย ศิริสมรรถการทอท.อำนวยความสะดวกผู้โดยสารและผู้ใช้บริการสนามบินภูเก็ต เพื่อลดความคับคั่งในช่วงเทศกาล แนะเผื่อเวลาเดินทางมายังสนามบินล่วงหน้า 3 ชั่วโมง พร้อม ปฏิบัติตามมาตรการจำกัดของเหลว เจล สเปรย์ที่จะนำขึ้นเครื่องอย่างเคร่งครัด เพื่อความสะดวกในการผ่านขั้นตอนการตรวจค้น…

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ตามที่ ทอท.ได้ดำเนินโครงการพัฒนา สนามบินภูเก็ต หรือ (ทกภ.) ระยะที่ 1 (ปีงบประมาณ 2553 – 2557) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 6.5 ล้านคนต่อปี เป็น 12.5 ล้านคนต่อปี โดยได้เปิดให้บริการอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2559 และขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิม ให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2560 นั้น ปัจจุบันการดำเนินการยังไม่เสร็จเรียบร้อย และในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการ ทภก.จำนวนมาก ทำให้เกิดความคับคั่งภายในอาคารผู้โดยสาร ดังนั้น ทอท.จึงได้มีการดำเนินการปรับปรุง แก้ไข และบริหารจัดการการให้บริการในช่วงดังกล่าว ทั้งอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ทภก.เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ด้าน นางมนฤดี เกตุพันธุ์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต ทอท.กล่าวว่า สำหรับการบริหารจัดการการให้บริการภายในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ทภก. เพื่อลดความคับคั่งภายในอาคาร ทภก.ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนมาตรการการรักษาความปลอดภัยสัมภาระลงทะเบียน (Hold Baggage) มาเป็นแบบ Terminal screening ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2559 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้โดยสารที่รอทำการเอกซเรย์สัมภาระ บริเวณหน้าประตูทางเข้าอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่ง ทภก. ได้จัดเจ้าหน้าที่จากโครงการ “HKT LOVE U, HKT TROUBLE SHOOTING และ HAPPY TO HELP” เพื่อคอยอำนวยความสะดวกและประชาสัมพันธ์ แจ้งให้ผู้ใช้บริการได้รับทราบ รวมทั้งได้ดำเนินการติดตั้งป้ายบอกเส้นทางเพื่อประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารและผู้ที่มาใช้บริการ ให้ทราบถึงช่องทางการเข้าสู่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ทภก.

นอกจากนี้ ยังจัดรถ Airport Shuttle Bus รับ – ส่ง ภายในท่าอากาศยาน จาก ประตูทางเข้าหมายเลข 3 ชั้น 3 ขาออก อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ มายัง ชั้น 1 ขาออก อาคารผู้โดยสารภายประเทศ โดยให้บริการฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง และรถตู้เวียนรับ-ส่ง ภายในท่าอากาศยาน จากอาคารจอดรถ 5 ชั้น มายังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ซึ่งให้บริการทุก 10 นาที

นอกจากนั้นในส่วนของการจราจร ทภก.ได้ปรับปรุงเส้นทางจราจรเข้าอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยแบ่งช่องทางจราจรเป็น 3 ช่องทางคือ เส้นทางผู้โดยสารขาเข้า เส้นทางผู้โดยสารขาออก เส้นทางแท็กซี่ลีมูซีน เพื่อลดความหนาแน่นบริเวณทางเข้าอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ พร้อมติดตั้งป้ายบอกระยะทางก่อนเข้าอาคารผู้โดยสารภายในประเทศด้วย

นายนิตินัย กล่าวในตอนท้ายว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งมีผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการจำนวนมาก ประกอบกับ ทอท. อยู่ระหว่างการดำเนินการพัฒนาท่าอากาศยาน อาจทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้รับความสะดวกสบาย  จึงขออภัยในความไม่สะดวก และขอแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางมายัง ทภก.ล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบินและขอความร่วมมือผู้โดยสารปฏิบัติตามมาตรการจำกัดของเหลว เจล สเปรย์ที่จะนำขึ้นเครื่องอย่างเคร่งครัด เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการผ่านขั้นตอนการตรวจค้น.