ขนส่ง พร้อมรองรับปชช.กลับกรุงเทพฯ เพิ่มจุดจอดกรมการขนส่งทางบก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ม.ค. 2560 13:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/826457


กรมการขนส่งทางบก พร้อมรองรับประชาชนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยกิจกรรม “รับคนกลับจากบ้าน” เตรียมจุดจอดพิเศษ ณ กรมการขนส่งทางบก ระหว่างวันที่ 2-6 ม.ค.นี้ เพื่อลดความแออัด พร้อมประสานรถแท็กซี่และรถเมล์ให้บริการอย่างเพียงพอเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า สำหรับการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 2 มกราคม 2560 เป็นต้นไป กรมการขนส่งทางบก จึงได้ร่วมกับ บริษัท ขนส่ง จำกัด และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จัดกิจกรรม “รับคนกลับจากบ้าน” เตรียมสถานที่รองรับประชาชนในช่วงการเดินทางขากลับเข้ากรุงเทพฯ เพิ่มจุดจอดส่งผู้โดยสารในเส้นทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ณ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร อีก 1 แห่ง ควบคู่กับสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ระหว่างวันที่ 2-6 มกราคม 2560 เวลา 04.00 – 09.00 น. เพื่อลดความแออัด ปัญหาจราจรในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) โดยประสานไปยังสหกรณ์แท็กซี่ ให้จัดเตรียมรถแท็กซี่ และประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จัดรถโดยสารประจำทางเพื่อรองรับให้บริการประชาชนที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 แห่ง และจุดจอดพิเศษกรมการขนส่งทางบก พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบกอำนวยความสะดวกบริการประชาชน บริหารจัดการรถโดยสารสาธารณะให้เพียงพอ และดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดทั้งที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดที่มีประชาชนเรียกใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก และเพิ่มเจ้าหน้าที่สายด่วน 1584 เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากการใช้บริการรถสาธารณะตลอด 24 ชั่วโมง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการดำเนินการของศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ทั้งทางสายด่วน 1584 และศูนย์ฯ เฉพาะกิจที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่ง เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน ป้องกันรถโดยสารสาธารณะฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสาร เฉพาะวันที่ 1 มกราคม 2560 พบการร้องเรียนการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ ตามพ.ร.บ.การขนส่งทางบก จำนวน 24 ราย ได้แก่ ขับรถประมาทหวาดเสียวจำนวน 7 ราย เก็บค่าโดยสารเกินราคา/ขายตั๋วเกินราคาจำนวน 4 ราย ทิ้งผู้โดยสาร/ไม่จอดรับผู้โดยสารจำนวน 6 ราย แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ/แต่งกายไม่เรียบร้อยจำนวน 1 ราย บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวน 1 ราย เป็นต้น และในส่วนของการร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะตาม พ.ร.บ.รถยนต์ ทั้งสิ้น 158 เรื่อง ข้อร้องเรียนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ปฏิเสธผู้โดยสารจำนวน 101 ราย ไม่ใช้มาตรค่าโดยสารจำนวน 24 ราย แสดงกิริยาไม่สุภาพจำนวน 17 ราย ไม่ส่งผู้โดยสารตามสถานที่ที่ได้ตกลงจำนวน 13 ราย พาอ้อมจำนวน 8 ราย

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกจะเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนและดำเนินการลงโทษตามกฎหมายต่อไป พร้อมกำชับผู้ประกอบการและผู้ขับรถให้บริการทุกคนนำประเด็นร้องเรียนต่างๆ ไปปรับปรุง แก้ไขปัญหาการให้บริการอย่างทันที โดยรถแท็กซี่ที่เรียกเก็บอัตราค่าโดยสารเกินราคา การปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร และการทิ้งผู้โดยสาร ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุด พบการกระทำซ้ำซากลงโทษหนักถึงขั้นพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 (เฉพาะกิจ) หรือสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

รบ.ผลักดันแผนขนส่งปี 60 วงเงิน 8.95 แสนล้าน รองรับ ศก.ขยายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ม.ค. 2560 12:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/826430


รัฐบาลเตรียมผลักดันแผนคมนาคมขนส่งปี 60 ครอบคลุมการเดินทางทางบก น้ำ อากาศ วงเงินกว่า 8.95 แสนล้านบาท รองรับเศรษฐกิจขยายตัว พร้อมเปิดทดลองเดินเรือเฟอร์รี่พัทยา-หัวหินฟรี 1-15 ม.ค.นี้ ช่วยประหยัดเวลา 3 เท่าเมื่อวันที่ 2 ม.ค.60 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2560 จำนวน 36 โครงการ วงเงิน 895,757.55 ล้านบาท ต่อเนื่องจากปีผ่านมา เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ รถไฟชานเมือง รถไฟฟ้า ทางหลวงพิเศษ พัฒนาท่าเรือและท่าอากาศยาน ฯลฯ

“หนึ่งในโครงการที่พร้อมให้บริการแล้ว คือ การเดินเรือเฟอร์รี่เชื่อมอ่าวไทยตอนบน พัทยา-หัวหิน เพื่อช่วยร่นระยะเวลาเดินทางบนพื้นราบที่มีการจราจรติดขัดซึ่งใช้เวลาถึง 4-5 ชม. ให้เหลือเพียง 1.40 ชม. หรือประหยัดเวลาได้มากกว่า 3 เท่า อีกทั้งจะช่วยสร้างความเจริญให้พื้นที่โดยรอบท่าเรือกลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจได้ปีละกว่า 4,000 ลบ. โดยเริ่มเปิดให้ผู้โดยสารทดลองใช้ฟรีตั้งแต่เมื่อวานนี้ (1 ม.ค.) ไปจนถึง 15 ม.ค.60”

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า กระทรวงคมนาคมเปิดให้บริการเรือเฟอร์รี่ระยะแรกก่อน 1 ลำ บรรทุกผู้โดยสารได้ 320 คน เดินเรือ 2 เที่ยวต่อวัน เริ่มจากหัวหิน (ท่าเรือองค์การสะพานปลา) ไปยังพัทยา (ท่าเรือแหลมบาลีฮาย) เรือออกเวลา 08.30 น. และจากพัทยาไปหัวหิน เรือออกเวลา 15.30 น. จากนั้นตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการโดยเก็บค่าโดยสารราว 1,200-1,250 บาทต่อเที่ยว และภายในเดือน ก.พ.60 จะเพิ่มการให้บริการอีก 1 ลำ รวมเป็น 2 ลำ

“ในอนาคตรัฐบาลจะเปิดให้บริการเรือเฟอร์รี่ที่บรรทุกได้ทั้งผู้โดยสารและรถยนต์ และจะขยายเส้นทางเดินเรือเพิ่มเติม เช่น บางปู-หัวหิน และบางปู-พัทยา รวมทั้งปรับปรุงซ่อมแซมท่าเรือฝั่งพัทยา บางปู และปราณบุรี รองรับปริมาณผู้โดยสารและรถยนต์ที่จะมาใช้บริการเพิ่มขึ้น ตลอดจนจัดสร้างอาคารที่พัก ร้านอาหาร และเปิดตลาดนัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว”

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจทดลองใช้บริการเรือเฟอร์รี่ฟรีเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2560 สามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์กรมเจ้าท่า http://www.md.go.th หรือเดินทางไปยังท่าเรือพัทยาหรือหัวหินตามเวลาที่กำหนดไว้

 

“วิรไท” มุมมองเศรษฐกิจปีระกา “2560”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825962


หลังจากย้อนภาพปีเก่าในหน้า 8 กันแล้ว เรามาต่อเนื่องถึงปีใหม่ “ปีไก่” ปีที่ยังไม่แน่ใจจะออกไข่เป็นทองคำได้หรือไม่ “ทีมเศรษฐกิจ” ขอฉายมุมมองเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จของปีนี้จาก “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)“มีคนวาดภาพว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง การขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2560 นี้จะติดลบ ผมยืนยันได้ว่าไม่น่าจะใช่ สถานการณ์ไม่ได้อยู่ในสภาพนั้น โดย ธปท.คาดว่าจะยังฟื้นตัวต่อเนื่อง และปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่เพิ่งผ่านมา”ทั้งนี้ ถ้ามองภาพกลับไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มจากการขยายตัว 0.9% ในปี 2557 เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.8% ในปี 2558 ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะขยายตัว 3.2% ส่วนปีนี้ก็คาดว่าไม่น่าแกว่งจากปีที่ผ่านมามากนัก

“แม้ว่าเศรษฐกิจต่างประเทศจะมีความผันผวนสูง แต่แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกก็ไม่ใช่การหดตัว แต่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เศรษฐกิจไทยก็เป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน เหตุเพราะในขณะนี้มันไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่จะเป็นพระเอกที่ทำให้เกิดการฟื้นตัวแรงๆ เหมือนที่ผ่านมา”

เราอยู่ในสภาวะที่ค่อยๆ ฟื้นตัวมาจากวิกฤติเศรษฐกิจ และหลายประเทศก็ยังมีปัญหาโครงสร้างอยู่ แต่ก็ยังเชื่อว่ามีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปในบางประเทศก็เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนดีขึ้น เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจในสเปนที่ได้ผลดี เศรษฐกิจเยอรมันยังดีอยู่ อย่างไรก็ตาม ปีหน้าอาจจะมีปัญหาจากการเมืองในสหภาพยุโรป เพราะมีการเลือกตั้งในฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งถ้าไม่ได้รุนแรงอย่างการตัดสินใจออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ก็ไม่น่าที่จะไปกระตุก หรือทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกสะดุด หรือชะงักลง

มาถึงฝั่งอเมริกา ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาการเปลี่ยนนโยบายประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเท่าที่เห็น ข้อแรก คือ การเร่งใช้จ่ายเงินมากขึ้น เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ในฐานะที่เขาเป็นคู่ค้าของเราและเป็นเศรษฐกิจใหญ่ในโลก ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวได้ดีเราก็ได้ผลดีไปด้วย

แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือเริ่มเห็นสัญญาณอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น เห็นได้จากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคนมองว่าเมื่อใช้จ่ายมากขึ้นจะต้องกู้เงินเพิ่ม ส่งผลมายังผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ขยับขึ้นค่อนข้างเร็วด้วย

นโยบายข้อที่ 2 ซึ่งข้อนี้น่ากังวลมากกว่าสำหรับเศรษฐกิจอย่างบ้านเรา คือ นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศ เพราะถ้ามีแนวโน้มกีดกันการค้ามากขึ้น จะส่งผลต่อเศรษฐกิจเปิด เช่น ประเทศไทยของเรามากขึ้นด้วย ขณะที่ยังมีนโยบายที่ 3 ที่ต้องติดตามคือ แนวทางที่นายทรัมป์ต้องการดึงให้การจ้างงานอยู่ในอเมริกา ซึ่งจะทำให้บริษัทที่ไปขยายการลงทุนในต่างประเทศเกิดความกังวล และทำให้แผนลงทุนนอกประเทศชะลอหรือ สะดุดไปบ้าง

“โจทย์นี้สำคัญ เพราะการลงทุนภาคเอกชนทั้งโลกอยู่ในระดับต่ำ ยิ่งเมื่อเวลาที่มีการเปลี่ยนเชิงนโยบายที่จะกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน เช่น เรื่อง Brexit ในช่วงที่ผ่านมา แค่มีแนวโน้มว่าจะเกิด Brexit การลงทุนในอังกฤษก็ชะลอลง กรณีของทรัมป์เองก็เหมือนกัน เมื่อมีนโยบายออกมาก็อาจจะทำให้แผนการลงทุนใหม่ๆ ชะลอลงได้ ซึ่งกรณีเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ดีกับสภาวะเศรษฐกิจโลก ยิ่งเมื่อประกอบกับการค้าโลกที่จะมีการกีดกันทางการค้ามากขึ้น”

ดังนั้น ถ้ามองถึงประเทศไทยจากนี้ ความเชื่อมโยงในภูมิภาคก็จะมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน (RCEP) หรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เราควรสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น มีการเปิดเสรีมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจภูมิภาคก็ยังมีศักยภาพในการเติบโต เป็นเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ช่วงเปลี่ยนแปลง มีชนชั้นกลางเกิดมากขึ้น รวมทั้งมีขนาดตลาดที่ค่อนข้างใหญ่

สำหรับปัจจัยในประเทศ “การลงทุนของภาครัฐ” ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในปีหน้า ธปท.คาดว่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนขึ้นกว่าปีนี้ เพราะหลายโครงการเริ่มเข้าสู่การเปิดประมูลแล้ว ซึ่งเมื่อมีการอนุมัติผู้รับเหมาแล้ว โครงการจะเดินหน้าต่อไปได้ เหมือนที่เราเห็นสุวรรณภูมิ เฟส 2 ที่เริ่มคืบหน้ามากขึ้น เส้นทางรถไฟทางคู่หลายโครงการก็อยู่ในระหว่างการเปิดประมูล หรือการประมูลรถไฟฟ้าใต้ดิน และมอเตอร์เวย์ที่ชัดเจนขึ้นเช่นกัน

“ปีนี้การลงทุนภาครัฐยังมีบทบาทเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ และหวังว่าสถานการณ์เรื่องการท่องเที่ยว หรือการใช้จ่ายที่ชะลอตัวลงในขณะนี้จะเป็นภาวะชั่วคราว และกลับมาเป็นปกติมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนยังเป็นปัญหา และเป็นปัญหาในหลายๆ ประเทศทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะไทย จากปัจจัยแรกคือ เศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้มีกำลังการผลิตส่วนเกินมาก แม้จะเป็นกำลังการผลิตส่วนเกินจากเทคโนโลยีเก่าก็ตาม ทำให้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นขณะนี้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ยังไม่ได้มีการลงทุนจริงที่ชัดเจนในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อกำลังการผลิตมีส่วนเกินค่อนข้างมากและยังไม่ได้ถูกจัดการ

ปัญหาที่สอง การเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในภาพใหญ่ ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย นั่นคือภาคบริการ โดยหากจะดูโครงสร้างของธุรกิจที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาคบริการมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50% แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อเราพูดถึงการเติบโตของภาคบริการ จะพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องใช้ทุนมากเหมือนการลงทุนในธุรกิจการผลิตภาคอุตสาหกรรม

“เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนก็กระทบต่อการลงทุนที่เปลี่ยนรูปไป โลกที่เป็น Sharing Economy เป็นโลกของการแบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่ โดยไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์สูงๆ แต่ใช้ทรัพยากรส่วนเกินมาใช้งานด้วยการทำระบบข้อมูล ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริการ”

กรณีประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่มองว่าเป็นสัญญาณบวกคือ ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นมาก และเป็นกรอบบีโอไอใหม่ที่ไม่ได้สนใจพื้นที่ตั้ง แต่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรม S curve หรืออุตสาหกรรมที่มีการวิจัยพัฒนาสูง และนวัตกรรม

ในปีนี้หลายอุตสาหกรรมก็เริ่มมีการลงทุนมากขึ้น ทั้งจากจีน และญี่ปุ่นที่เข้ามา ดังนั้น ปีหน้าจึงเป็นความท้าทายของภาครัฐที่จะต้องทำให้จากคำขอเปลี่ยนเข้ามาลงทุนจริง แต่ข้อดีคือตัวเลขขอรับการส่งเสริมของปีนี้มากกว่าปีที่แล้วสูงมาก ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและยกระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าให้เพิ่มขึ้น

“ภาคที่ผันผวนที่สุดน่าจะเป็นตลาดเงินและตลาดทุน เพราะระบบการเงินโลกมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงมาก เมื่อมีเหตุการณ์อะไรมากระทบความผันผวนจะยิ่งสูง เมื่อคนอยู่ในภาวะกล้าเสี่ยงจะนำเงินมาลงทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แต่เมื่อเข้าสู่ภาวะกลัวความเสี่ยงก็จะเอาเงินกลับ ปีนี้เงินจึงอาจจะไหลเข้าไหลออกค่อนข้างแรง”

อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังดีอยู่ เพราะเราโชคดีที่มีกันชนที่ดีกว่าหลายประเทศ ค่าเงินบาท หรืออัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรของเราผันผวนน้อยกว่าเพื่อนบ้าน เพราะเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงมาก โดยปีนี้คาดว่าจะเกินดุล 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์

นอกจากนั้น เรายังพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศน้อยลงมาก ไม่เหมือนช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 โดยสัดส่วนการถือครองพันธบัตรของคนต่างชาติในขณะนี้เหลือเพียง 8% ของยอดคงค้างทั้งหมด เทียบกับมาเลเซียมีสัดส่วนสูงถึง 33% เมื่อเกิดความผันผวนมาเลเซียจะกระทบมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม ขอเตือนใจผู้เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนว่าต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสม่ำเสมอ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวทิ้งท้าย.

เปิดโลกรับ “ปีใหม่” การเงินไทยดิจิทัล

กรอบด้านบน เราเปิดมุมมอง “ผู้ว่าการ ธปท.” สำหรับภาพใหญ่เศรษฐกิจไปแล้ว นำสู่อีกภาคส่วนที่สำคัญของประเทศและเป็นบทบาทของ ธปท.โดยตรง คือ ระบบการเงินของประเทศ ซึ่งในปีนี้ เราจะเห็นการแข่งขันและพัฒนาการของ “นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการเงิน” ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

“เศรษฐกิจฐานดิจิทัล จะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงิน และเศรษฐกิจของประเทศ โดยสิ่งที่เราควรนำมาใช้ประโยชน์ คือ “ฐานข้อมูล” โดยที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลมาก แต่ประโยชน์จริงๆ คือ การใช้ประโยชน์ข้อมูลที่ทุกคนใช้ประโยชน์ได้” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวและยกตัวอย่างว่า

รัฐบาลจะสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการวางแผนเชิงนโยบาย ธุรกิจก็ใช้ประโยชน์ได้ เช่น การวางแผนของธุรกิจประกันที่จะเห็นภาพการบริหารงานภายใต้ความเสี่ยงที่น้อยลง ประชาชนก็จะได้ประโยชน์จากเบี้ยประกันที่ถูกลง แต่ทั้งนี้ต้องทำควบคู่กับการคุ้มครองความลับส่วนบุคคล โดยมีสมดุลที่ดีระหว่างความลับ และข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ได้

ในส่วนของภาคการเงิน การใช้ฐานเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีการเงิน ทำให้ “สถาบันการเงิน” เปลี่ยนไปเพิ่มความสะดวกง่ายดายให้กับผู้ใช้บริการ ขณะที่ลดต้นทุนของระบบสถาบันการเงินลงด้วย

ทั้งนี้ หากดูส่วนต่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายของธนาคารพาณิชย์ หรือ NIM ซึ่งสะท้อนต้นทุน และอัตราการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์จะพบว่าอยู่ที่ 2.6% ซึ่งถือว่าต้นทุนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

“การที่ธนาคารพาณิชย์ไทยมี NIM สูงนั้น คิดว่ามี 2-3 สาเหตุ สาเหตุที่ 1 คือ ในช่วงที่การลงทุนชะลอ สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากจะค่อยลดลง ซึ่งทำให้ต้นทุนจ่ายดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์น้อยกว่าดอกเบี้ยรับจากสินเชื่อ ยกตัวอย่างมีเงินฝาก 100 ส่วน ปล่อยสินเชื่อได้ 85 ส่วน เท่ากับดอกเบี้ยรับอยู่บนฐาน 85 แต่ดอกเบี้ยจ่ายอยู่บนฐาน 100 แต่เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว มีการลงทุนมากขึ้น สัดส่วนของสินเชื่อต่อเงินฝากจะเพิ่มขึ้นเข้าใกล้สมดุล”

สาเหตุที่ 2 คือ ค่าธรรมเนียมนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเก็บอยู่ที่ 0.47% ของยอดเงินฝากและตั๋วสัญญาใช้เงิน (บีอี) ซึ่งถือเป็นต้นทุน ซึ่งมีผลต่อส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยไม่น้อย

สาเหตุที่ 3 คือ โครงสร้างต้นทุนของระบบการเงิน และสถาบันการเงินไทย โดยที่ผ่านมาเราเน้นเปิดสาขา เราเคยเปิดสาขา ปี 55-56 ปีละประมาณ 300-400 สาขา ปี 57 ลดลงมากเปิดแค่ 30 สาขา ปี 58 ไม่มีเปิดสาขาเพิ่มเลย และปีนี้ปี 59 ติดลบปิดสาขามากกว่าเปิดสาขา ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะว่าต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยไปหนักที่สาขา ที่พนักงานสาขา ต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งวิธีจะแก้คือใช้เทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่เข้ามาช่วย เข้ามาตอบโจทย์ และไม่ใช่เทคโนโลยีที่แปลกประหลาด หรือชั้นนำมากๆ เช่น การชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์

“แม้เราจะมีคนที่ใช้ธนาคารมือถือ จะโมบาย แบงกิ้ง หรือโทโลโฟนแบงกิ้ง 12-13 ล้านบัญชี แต่จำนวนของการใช้การโอนเงินชำระค่าสินค้าและบริหารของเรายังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ต่ำกว่ามาเลเซีย สิงคโปร์ และขณะที่เรามีบัตรเดบิต 47 ล้านใบ แต่คนส่วนใหญ่ยังใช้เป็นบัตรเอทีเอ็ม ทั้งๆ ที่การให้บริการเงินสดมีต้นทุนสูง”

ทางแก้คือ ใช้เทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาช่วย ซึ่งเริ่มง่ายๆ จากการกระจายเครื่องรับบัตรเดบิต หรือเทคโนโลยีการโอนเงิน เช่น พร้อมเพย์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการบริหารเงินสดได้มาก เพราะในช่วงต่อไปจะมีการไหลเข้ามาของเทคโนโลยีทางการเงินข้ามพรมแดน เราจะต้องแข่งขันให้ได้กับผู้บริการใหม่ เพราะการโอนเงินข้ามพรมแดนจากนี้ ไม่มีทางที่จะคิดค่าบริการแพงๆ เพราะมีทั้ง Rechat PAY, Line PAY ที่เข้ามาแข่งขันในการให้บริการ

ขณะที่การเกิดขึ้นของพร้อมเพย์ที่จะคิดค่าบริการการโอนในอัตราที่ถูก และ 5,000 บาทแรกไม่คิดค่าโอน จะเป็นตัวกระตุ้นให้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ลดลง และเมื่อพร้อมเพย์ไปที่เฟส 2 จากการโอนเงินระหว่างประชาชนต่อประชาชน เป็นการโอนจากธุรกิจกับประชาชน และธุรกิจกับธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของการโอนถูกลงอีก

และหากในที่สุดสามารถแก้ไขปัญหาเชิงระบบได้ สร้างการแข่งขันที่มากขึ้น มีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้เหมาะสมมากขึ้น ก็อาจจะต่อยอดไปถึงการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากให้เหมาะสมกับความต้องการผลตอบแทนของคนไทยมากขึ้นได้

“โครงสร้างค่าธรรมเนียมอาจไม่ได้ลดลงทุกประเภท เช่น ต้นทุนเงินสดซึ่งสูงมาก แต่เราใช้บริการฟรีมาตลอด หรือเช็ค 1 ใบที่คิดค่าธรรมเนียม 15 บาท ต้นทุนจริงๆ สูงถึง 100 บาท เพราะมีค่าพิมพ์ ค่าเคลียริ่ง ค่าเก็บรักษา ซึ่งในหลักการควรคิดราคากับคนที่ใช้โดยตรง ไม่ใช่เฉลี่ยค่าใช้จ่ายเหมือนในปัจจุบัน”

สำหรับคนทั่วไปนั้น ผู้ว่าการ ธปท.มองว่าการใช้บริการพร้อมเพย์น่าตอบโจทย์ของคนส่วนใหญ่ได้แล้ว แต่ถ้าในอนาคตยังมีร้านค้าไหนไม่ต้องการรับบัตรเดบิต ไม่ต้องการพร้อมเพย์ แต่ต้องการเงินไว้ทอนเยอะๆ ถ้ามาเบิกเงินสดก้อนใหญ่ก็อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่ปัญหาตอนนี้สังคมเราพึ่งพาเงินสดอยู่เยอะ และยังแก้ไขไม่ได้

ทั้งนี้ ภายใต้บริบทการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลง ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ถึงข้อดีในขณะนี้ว่า “การเข้าถึงบริการทางการเงิน” ของประเทศไทยไม่ได้เป็นปัญหามากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว เพราะเรามีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่เข้าไปดูแลระบบการเงินในภาคชนบท บวกกับเกณฑ์ของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมา ที่สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ต้องไปเปิดสาขาในพื้นที่ชนบท ทำให้สัดส่วนประชาชนที่เข้าถึงบริการทางการเงินถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

“นอกจากนั้น แม้จะมีเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ มีผู้ให้บริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยี (ฟินเทค) เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะเปลี่ยนทันที แต่จะเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยให้มาใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช้เงินสดยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก และใช้เวลา” ผู้ว่าการ วิรไท กล่าวทิ้งท้าย

สรุปว่าปี 2560 นี้ อัตราการขยายตัว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินไทยจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ได้แต่หวังว่าแม้ “ช้า” แต่ “ฟื้นชัวร์” ฟื้นแบบกระจายตัวให้คนไทยสุขใจได้ถ้วนหน้า!

ทีมเศรษฐกิจ

 

แอร์พอร์ต ลิงก์ ปรับความถี่เดินรถรับผู้ใช้บริการเฉียด 200 เที่ยวต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ม.ค. 2560 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/826053


แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ปรับความถี่ตารางเดินรถตามนโยบาย ก.คมนาคม เพิ่มจำนวนเที่ยวต่อวันเพื่อรองรับการใช้บริการของผู้โดยสารเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2560 นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยกระทรวงคมนาคม มีนโยบายในการเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ บริษัทจึงดำเนินการปรับตารางเดินรถให้มีความถี่มากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับกับความต้องการใช้บริการของประชาชนที่มีเป็นจำนวนมาก โดยในวันจันทร์-วันศุกร์ จะเดินรถด้วยความถี่ 10 นาที ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มจำนวนเที่ยวในการให้บริการรถไฟฟ้าฯ จากเดิม 154 เที่ยวต่อวัน เป็น 195 เที่ยวต่อวัน ส่วนในวันเสาร์-อาทิตย์ จะเดินรถด้วยความถี่ 12 นาที ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มจำนวนเที่ยวในการให้บริการรถไฟฟ้าฯจากเดิม 140 เที่ยวต่อวัน เป็น 182 เที่ยวต่อวัน

ทั้งนี้ มั่นใจว่าการปรับความถี่ตารางเดินรถจะสามารถช่วยอำนวยความสะดวก และรองรับความต้องการใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ของประชาชนได้เป็นอย่างดี พร้อมติดตามข่าวสาร กิจกรรม เส้นทางเดินรถและโปรโมชั่นต่างๆ ของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้อีกหนึ่งช่องทางผ่านทางแอพพลิเคชั่น Airport Rail Link ซึ่งสามารถดาวน์โหลดและทดลองใช้ได้แล้ววันนี้ ทั้งระบบ iOS และ Android หรือหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือ http://www.srtet.co.th , http://www.facebook.com/AirportRailLink , Twitter : Airport Rail Link และ Instagram : Airport Rail Link

 

3ค่ายมือถือ เผย คนไทยนิยมส่งความสุขแบบเรียลไทม์ ทำยอดดาต้าพุ่งสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ม.ค. 2560 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/826009


เลขาธิการ กสทช. เผยช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ยอดคนใช้ดาต้า 4G เพิ่มเป็น 4-6 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 3 ข่ายมือถือ เผย คนไทยนิยมส่งความสุขแบบเรียลไทม์มากขึ้น ทำให้ยอดการใช้งานดาต้า เพิ่มสูงขึ้น …นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทข.) เปิดเผยว่าจากข้อมูลของสำนักงาน กสทช. พบว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2559 นั้น มียอดใช้บริการดาต้าจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัวเมื่อเทียบการใช้งานในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน ขณะที่ยอดใช้บริการดาต้า 4G เพิ่มขึ้น 4-6 เท่า เมื่อเทียบการใช้งานในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน เนื่องจากในช่วงปีใหม่ 2560 นี้ ประชาชนนิยมส่งคำอวยพรในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น จึงทำให้ปริมาณการใช้ดาต้าเพิ่มสูงขึ้นมาก

ดีแทครายงานอันดับแอพยอดนิยม “เฟซบุ๊ก” ครองใจช่วงวันหยุดปีใหม่

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า สถิติการใช้งาน 5 จังหวัด ที่มียอดการใช้งานดาต้าสูงสุดในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าและขึ้นปีใหม่ ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร 2.ชลบุรี 3.สมุทรปราการ 4.ปทุมธานี 5.นนทบุรี โดยมีแอพพลิเคชั่นยอดนิยมที่ใช้งาน 5 อันดับสูงสุด คือ 1.Facebook/Facebook Messenger 2.Instagram 3.LINE/LINE VOIP 4.WhatsApp และ 5.Twitter ทั้งนี้ มีสถิติใช้งานสูงสุด (peak hour period) ในช่วงเวลา 20.00-20.30 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2559 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2560 เวลา 07.00 น.)

“นอกจากการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าแล้ว ดีแทคยังได้มอบสิทธิประโยชน์เพื่อการใช้งาน WiFi โดยลูกค้าสามารถใช้ฟรี 12 วัน ตั้งแต่ 23 ธันวาคม 2559 ถึง 3 มกราคม 2560 ทั้งลูกค้ารายเดือนและเติมเงิน เพียงกดรับสิทธิ์ *104*60# สามารถใช้งานได้ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ สถานีรถไฟฟ้า BTS 23 สถานี พื้นที่ในสนามบินทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ สถานีขนส่งหมอชิต และมหาวิทยาลัยชั้นนำ” นายประเทศ กล่าว

เอไอเอส รายงาน คนไทยฮิตแชร์คอนเทนต์วิดีโอ ส่งความสุขปีใหม่ 2560

นายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า “พฤติกรรมการใช้งาน Data เพื่อสื่อสาร และส่งความสุข อวยพรปีใหม่ ทางมือถือ ผ่านโลกออนไลน์บนโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LINE, Facebook, Instagram, WhatsApp, Twitter, Google Plus, We Chat ฯลฯ นิยมส่งในรูปแบบของภาพหรือวิดีโอสั้นมากยิ่งขึ้น ทำให้มีปริมาณการใช้งาน Data ทั้ง 3G, 4G และ WiFi ที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยช่วงเวลาที่พีคสูงสุดคือช่วงเวลาเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม 2560 โดยมียอดใช้งาน Data สูงสุด เพิ่มขึ้นถึง 110% จากช่วงเวลาปกติ และสูงขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 (*ข้อมูลตัวเลข ณ วันที่ 1 มกราคม 2560 เวลา 05.00 น.) และเชื่อว่ายังมีการใช้งานสูงต่อเนื่องในช่วงเช้า และตลอดทั้งวันที่ 1 มกราคม 2560

ส่วน SMS และ MMS มีปริมาณลดลง 28% แต่ก็ยังมีการใช้อวยพรปีใหม่อย่างกว้างขวางในรูปแบบที่เป็นทางการมากขึ้น ทั้งจากหน่วยงาน องค์กรต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนรู้จักที่มิใช่คอมมูนิตี้เดียวกัน

ในขณะเดียวกัน ก็มีลูกค้าอีกจำนวนมากที่เดินทางท่องเที่ยวปีใหม่ในต่างประเทศ พร้อมทั้งใช้บริการเครือข่าย 4G โรมมิ่งของเอไอเอสที่ครอบคลุมมากที่สุด เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย เพื่อติดต่อสื่อสารกับคนที่รัก และแชร์ความสุขบนโลกโซเชียลจากทั่วทุกมุมโลก โดยมียอดใช้บริการเอไอเอสโรมมิ่ง ทั้งแพ็กเกจโรมมิ่ง และ SIM2FLY รวมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มากกว่า 150% จากช่วงเวลาปกติ”

ทรูมูฟ เอช เผยยอดใช้ดาต้าอวยพรปีใหม่ผ่าน 4G+ เพิ่มขึ้น 6 เท่า

ทรูมูฟ เอช เผยยอดการใช้งานดาต้า เพื่ออวยพรปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ถึง 1 มกราคม 2560 ผ่านเครือข่าย 4G+ เพิ่มมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 6 เท่า ในขณะที่ SMS มียอดการใช้งานลดลงอย่างต่อเนื่องกว่า 50% ซึ่งเป็นผลมาจากเครือข่าย 4G+ ที่มีความเร็วสูงและครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย ประกอบกับฟังก์ชั่นใหม่ๆ ในโซเชียล เน็ตเวิร์กที่สามารถส่งความสุข และแชร์โมเมนต์ฉลองคืนข้ามปีได้แบบเรียลไทม์ อาทิ Facebook Live ส่งผลให้มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงขึ้น โดยช่วงเวลาที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือสูงสุดคือ 23.45–00.15 น. ทางด้านแอพพลิเคชั่นที่คนไทยนิยมใช้อวยพรสูงสุดคือ Line รองลงมาคือ Facebook, Twitter และ Instagram ตามลำดับ

นายสกลพร หาญชาญเลิศ รองผู้อำนวยการสายงาน Mobile Non-Voice บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทรูมูฟ เอช ได้เตรียมความพร้อมของเครือข่ายทั้ง 4G/3G ให้ทุกคนสามารถส่งความสุขได้อย่างราบรื่น โดยมีทีมเจ้าหน้าที่ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง และยังขยายสัญญาณทั้ง 4G/3G และฮอตสปอตในสถานที่สำคัญๆ ของแต่ละจังหวัด อาทิ จุดถ่ายรูป, วัดที่มีการจัดงานสวดมนต์ข้ามปี และบริเวณที่จุดเทียนถวายอาลัย ในส่วนของกทม. เราได้เพิ่มเสาสัญญาณบริเวณสนามหลวง และพื้นที่โดยรอบที่มีการใช้งานหนาแน่น พร้อมด้วยบริการ WiFi ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากกว่า 100,000 จุด นอกจากนี้ตามถนนสายสำคัญที่ออกไปยังภาคต่างๆ อาทิ ถนนสายเอเชีย พหลโยธิน เพชรเกษม และพระราม 2 ได้มีการดูแลให้สัญญาณใช้งานได้อย่างราบรื่นเพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดตลอดช่วงหยุดยาวปีใหม่ 2017 โดยในช่วงคืนข้ามปีที่ผ่านมานี้ มียอดการใช้ 4G+ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 6 เท่า และ 3G มีการใช้งานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการใช้งานดาต้าเป็น 4G+ 60% และ 3G 40%”

 

เมโทรซิสเต็มส์ฯ เปิดศูนย์สาธิตเทคโนโลยี ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 16:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825254


เมโทรซิสเต็มส์ฯ จับมือ HPE ทุ่มงบฯ กว่า 20 ล้านบาท เปิดศูนย์สาธิตเทคโนโลยีใหม่ “HPE Innovation Center” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ …วันที่ 31 ธ.ค. 59 นายจิระศักดิ์ ตรังคิณีนาถ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นางสาวชนิกานต์ โปรณานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ Enterprise-Hewlett Packard Enterprise (HPE) เปิดศูนย์สาธิตเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด “HPE Innovation Center” นำเสนอเทคโนโลยี ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้าน Hybrid IT ที่ผสานความสามารถในการทำงานของระบบงานต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถใช้งานระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรที่มีอยู่ และเชื่อมต่อการทำงานกับระบบคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย เทคโนโลยีหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ระบบ Compute, Storage และ Cloud โดยลงทุนด้วยงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท เพื่อให้เป็นศูนย์สาธิตเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ

นอกจากนี้ ทีมวิศวกรของบริษัทฯ และลูกค้าสามารถเข้ามาใช้เป็นศูนย์ POC (Proof of Concept) เพื่อทดสอบความสามารถของระบบงานต่างๆ ก่อนการตัดสินใจลงทุน บริษัทฯ ยังพร้อมจัด Work Shop เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำความรู้ด้านเทคโนโลยี Hybrid IT ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร และคุ้มค่าการลงทุน

ทั้งนี้ “HPE Innovation Center” ประกอบไปด้วยเทคโนโลยี 5 ส่วนหลัก ได้แก่

1. HPE Hyper Converged 380 ซึ่งเป็นระบบคอมพิวต์ all-in-one แบบ virtualization ที่มาพร้อมกับ Software Defined Storage ซอฟต์แวร์บริหารจัดการที่ชาญฉลาด พร้อมรองรับระบบ cloud และ Composable Infrastructure ในอนาคต ออกแบบมาให้ใช้งานและบริหารจัดการได้ง่าย ตั้งแต่การติดตั้ง การใช้งาน การอัพเดตซอฟต์แวร์ เฟิร์มแวร์ และไดรฟ์เวอร์ แบบอัตโนมัติ ที่สามารถขยายความสามารถในการประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บแบบออนไลน์ ในราคาย่อมเยา ช่วยในการสร้างระบบงาน หรือ application ต่างๆ ในดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างรวดเร็วเหมือนการใช้บริการบนระบบ cloud ทำให้ระบบ virtualization เป็นเรื่องง่าย และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแล

2. HPE Apollo Systems-server ประสิทธิภาพสูง High Performance Computing (HPC) เหมาะกับงานที่ต้องการการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงาน มีระบบทำความเย็น ประหยัดพื้นที่ติดตั้ง เหมาะกับองค์กรใหญ่ที่มีข้อมูลจำนวนมาก (big data) ต้องการพื้นที่จัดเก็บ (object storage) สร้างระบบแบ็กอัพข้อมูล

(cloud) หรือ ออฟฟิศเสมือนจริงที่ช่วยส่งถ่ายข้อมูลในเครือข่ายแบบ virtualization เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นงานด้าน R&D, Analysis, CAD, CAM, Education, Oil, Gas เป็นต้น

3. HPE 3 PAR StoreServ + StoreOnce Backup เทคโนโลยีใหม่ด้านสตอเรจสำหรับจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กร เน้นการบริหารจัดการที่ง่าย ลดเวลาการใช้งาน การสำรองข้อมูลโดยมีต้นทุนที่ต่ำลง และด้วยเทคโนโลยี All Flash จะช่วยเพิ่มความเร็ว ลดความเสี่ยง ให้กับองค์กรภาคธุรกิจ โดยมีความสามารถและได้รับการยอมรับระดับองค์กร ในมุมมอง Gartner และ IDC ในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา การลดค่าการใช้พลังงาน การลดพื้นที่ตู้ Rack และการเพิ่มผลผลิตลดเวลาการดำเนินงาน

4. HPE Blade Server + HPE OneView (Software Defined Infrastructure) ด้วยเทคโนโลยีแบบ “one console/manage all” เป็น Blade Server ที่มาพร้อมกับระบบจัดการอย่าง HPE OneView ซึ่งจะช่วยให้ทุกการดำเนินการทางด้าน IT ของแต่ละองค์กรเป็นไปตามขั้นตอน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตัวอุปกรณ์ให้รองรับตามความต้องการของการใช้งานได้มากที่สุด

5. HPE Helion CloudSystem ระบบซอฟต์แวร์ที่ควบคุมระบบการบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กรให้สามารถทำงานเชื่อมต่อกับ Public Cloud จากภายนอก เพื่อช่วยขยายความสามารถ/ความยืดหยุ่นของการใช้งานทรัพยากรด้านไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ขนส่ง ลงดาบรถทัวร์ทิ้งผู้โดยสารกลางทางที่บุรีรัมย์ สั่งปรับ-ยึดทะเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 15:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825430


ขนส่ง ลงโทษทันที รถทัวร์ทิ้งผู้โดยสารลงกลางทางที่บุรีรัมย์ ตรวจสอบพบเป็นรถผิดกฎหมาย-ใบอนุญาตประกอบการขาดอายุ สั่งเปรียบเทียบปรับ-ยึดแผ่นป้าย พร้อมเตือนผู้ประกอบการ-พนักงานขับรถ หากฝ่าฝืนลงโทษจริงจังทุกกรณี …วันที่ 31 ธ.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีรถโดยสารไม่ประจำทางคันหมายเลขทะเบียน 30-2357 ชลบุรี ละทิ้งผู้โดยสารก่อนถึงจุดหมายปลายทาง โดยให้ลงระหว่างทางบริเวณศาลาพักคอยผู้โดยสาร บริเวณทางแยกบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 59 เวลาประมาณ 21.45 น. นั้น

กรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบข้อมูลรถโดยสารไม่ประจำทางคันที่เกิดเหตุ หมายเลขทะเบียน 30-2357 ชลบุรี มีผู้ประกอบการขนส่งคือ บริษัท ชลบุรีรุ่งโรจน์ จำกัด และโดยพนักงานขับรถคือ นายสุนทร วงศ์แสนสุข ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถชนิดที่ 2 ประเภททุกประเภท ฉบับที่ 2 ชบ.00632/59 วันสิ้นอายุ 28 กรกฎาคม 2562 ออกให้โดยนายทะเบียนจังหวัดชลบุรี สาขาอำเภอศรีราชา เป็นพนักงานขับรถ

ในวันเกิดเหตุได้ให้การว่า บริษัท กฤตพลทัวร์ จำกัด ได้ติดต่อจ้างเหมาใช้บริการรถโดยสารไม่ประจำทางให้รับผู้โดยสารจากตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ แต่เนื่องจากผู้โดยสารบนรถจะไปลงตามอำเภอต่างๆ ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางมาก จนมีกลุ่มผู้โดยสารจำนวน 13 คน ขอลงระหว่างทาง ณ ศาลาพักคอยผู้โดยสาร บริเวณทางแยกบุรีรัมย์เพื่อจะต่อรถไปเอง จึงได้ติดต่อประสานไปยังผู้ร่วมโดยสารในรถโดยสารคันดังกล่าว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งได้ให้การตรงกันกับผู้ขับรถ กรมการขนส่งทางบกพิจารณาแล้ว แม้พนักงานขับรถไม่ได้มีเจตนาละทิ้งผู้โดยสาร แต่การให้ผู้โดยสารลงจากรถก่อนถึงจุดหมายปลายทางมีความผิดตามกฎหมาย จึงได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมทั้งส่งตัวเข้ารับการอบรมความปลอดภัยในการให้บริการ บันทึกประวัติผู้กระทำความผิดและกำชับตักเตือน เพื่อมิให้เกิดเรื่องร้องเรียนในลักษณะเช่นนี้อีก

อย่างไรก็ตาม ได้ทำการตรวจสอบรถที่นำมาใช้ในการขนส่งเพิ่มเติม พบว่า รถโดยสารไม่ประจำทางคันที่เกิดเหตุ หมายเลขทะเบียน 30-2357 ชลบุรี เป็นรถที่สิ้นอายุภาษี ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2558 และผู้ประกอบการขนส่ง คือ บริษัท ชลบุรีรุ่งโรจน์ จำกัด ใบอนุญาตประกอบการขนส่งสิ้นอายุตั้งแต่เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2557 อยู่ระหว่างการขอรับใบอนุญาตใหม่ กรมการขนส่งทางบกจึงได้เรียกผู้ประกอบการขนส่งมาดำเนินการเปรียบเทียบปรับทันทีเป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท ยกเลิกทะเบียน ยึดแผ่นป้ายเพื่อไม่ให้นำรถไปใช้ และชำระภาษีที่ค้างชำระพร้อมค่าปรับทั้งหมด และพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่งฉบับใหม่ให้กับ บริษัท ชลบุรีรุ่งโรจน์ จำกัด

ในส่วนของกรณีพฤติกรรมของบริษัท กฤตพลทัวร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รวบรวมผู้โดยสารและจำหน่ายตั๋วเป็นรายบุคคล กรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อไป

ทั้งนี้ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เตือนผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถทุกคนปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ ด้านพนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ และขับรถไม่เกินชั่วโมงการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด พบฝ่าฝืนลงโทษหนักทุกกรณี

ส่วนประชาชน แนะนำให้เลือกใช้รถโดยสารสาธารณะที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร โดยกรมการขนส่งทางบก ได้จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนและเพิ่มจำนวนคู่สายโทรศัพท์สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ

 

หุ้นสหรัฐฯ ลดลงส่งท้ายปี 2016 จากแรงฉุดกลุ่มเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 12:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825210


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันเปิดการซื้อขายวันสุดท้ายในปี 2016 จากแรงฉุดของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี เช่น แอปเปิล และอื่นๆ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 30 ธ.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 57.18 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 19762.60 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 10.43 จุด หรือ 0.46% ปิดที่ 2238.83 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 48.97 จุด หรือ 0.90% ปิดที่ 5383.12 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การซื้อขายในวันศุกร์เป็นไปอย่างซบเซาเนื่องจากเป็นช่วงวันหยุด โดยปัจจัยที่เป็นแรงฉุดสำคัญคือการลดลงของหุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี นำโดยแอปเปิล, เฟซบุ๊ก, อัลฟาเบต และไมโครซอฟต์

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ จะลดลงในวันสุดท้ายของปี 2016 แต่ในภาพรวมปีนี้ ดาวโจนส์เพิ่มขึ้นถึง 13.4% ส่วนเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 9.5% และแนสแด็กเพิ่มขึ้น 7.5% โดยเพิ่มขึ้นอย่างมากและต่อเนื่องหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี และพรรครีพับลิกันครองสภาครองเกรส

 

เนสกาแฟ เดินหน้าแคมเปญปีใหม่ ส่งคนไทยกลับบ้านปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/825246


เนสกาแฟ จับมือ 3 หน่วยงานคมนาคม จัดแคมเปญส่งคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย หวังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง มอบเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม เอ็กซตร้า ริช กว่า 200,000 กระป๋อง แก่ผู้ขับขี่-ผู้โดยสารที่สถานีรถไฟ-ขนส่ง รวม 17 จุดทั่วประเทศ ตลอดช่วงปีใหม่ …วันที่ 31 ธ.ค. 59 นางศรินทิพย์ พิมแพง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มพร้อมดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด
เปิดเผยว่า จากข้อมูลของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) พบว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555-2559 ประเทศไทย ยังคงมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยมากกว่า 350 คนต่อปี หรือราววันละกว่า 50 คน

เนสกาแฟ จึงได้ร่วมกับสามหน่วยงานคมนาคมหลัก ประกอบด้วย การรถไฟแห่งประเทศไทย กองบังคับการตำรวจทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดแคมเปญ “เนสกาแฟ ร่วมส่งคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย” เพื่อนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันนั่น คือ ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ระหว่างการเดินทางกลับภูมิลำเนา และท่องเที่ยวยังต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ และให้ได้ฉลองอย่างมีความสุขและปลอดภัย

นางศรินทิพย์ กล่าวด้วยว่า เนสกาแฟ ให้บริการเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม เอ็กซตร้า ริช จำนวนกว่า 200,000 กระป๋อง เพื่อเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ให้แก่ผู้ที่ต้องเดินทางไกล ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่อาจเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ เนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มเอ็กซตร้า ริช ให้บริการแล้ว ตั้งแต่วันนี้ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ ณ สถานีรถไฟ จุดบริการการทางพิเศษ จุดบริการตำรวจทางหลวง และสถานีขนส่ง รวม 17 จุดทั่วประเทศ ครอบคลุม สถานีรถไฟหัวลำโพง จุดบริการการทางพิเศษ ด่านบางแก้ว1, บางนา กม.6, บางปะอินขาออก, ประชาชื่น, จุดพักรถมอเตอร์เวย์ จุดบริการตำรวจทางหลวง วังน้อย, วังมะนาว, หนองดินแดง, รังสิต, ธัญบุรี, สถานีขนส่ง หมอชิตใหม่, นครชัยแอร์, สายใต้, นครสวรรค์, ขอนแก่น และโคราช

 

แกะกล่อง 10 ของขวัญปีใหม่จากใจซานต้าตู่ เช็กดูคุณได้รับไหมเอ่ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821694


สวัสดีปีใหม่ พุทธศักราช 2560….สำหรับใครที่แฟนไม่รัก เพื่อนไม่เลิฟ ญาติไม่สน จนไม่ได้ของขวัญ เชิญทางนี้เลยเจ้าค่ะ เพราะในวันที่คุณไม่มีใคร แต่ในใจของรัฐบาลยังมีคุณเสมอ…ซานต้าตู่ชุดเขียวๆ เหลียวแลพวกเราเสมอ คุณลุงจัดของขวัญปีใหม่ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ คัดเน้นๆ มาให้ 10 กล่อง ใครรักใครชอบกล่องไหน จัดไปอย่าให้เสีย!

แจกเงินคนจน 3,000 บาท

1. แจกเงินคนจน 3,000 บาท

โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงการลงทะเบียนคนจน โดยยึดหลักเกณฑ์พิจารณาจากรายได้ หากไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินโอน 3,000 บาทต่อคน และผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินโอน 1,500 บาทต่อคน

โดยรัฐบาลระบุว่า การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย จะช่วยให้รัฐบาลมีข้อมูลที่ถูกต้อง และจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเหมาะสมต่อไป และโครงการดังกล่าว สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยอย่างยั่งยืนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะโอนเงินให้แก่ประชาชนที่ลงทะเบียนทั้งหมด 8.3 ล้านคน ภายในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและบรรเทาความเดือดร้อน

2. ช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท

สำหรับผู้ซื้อสินค้าและบริการ ในระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค. 59 จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท มาหักลดหย่อนภาษี โดยต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่ง ป.รัษฎากร

ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้จะได้รับภาษีคืนเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของตัวเอง เช่น ผู้มีฐานภาษี 35% หากจ่ายเงินสำหรับท่องเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม ไป 15,000 บาท จะได้ภาษีคืน 5,250 บาท ซึ่งเป็นอัตราคืนภาษีสูงสุด แต่ถ้ามีฐานภาษีเพียง 5% จ่ายไป 15,000 บาทเต็มจำนวน ก็จะได้ภาษีคืนเพียง 750 บาทเท่านั้น

3. ลูกหนี้แสนดีมีเฮ แบงก์คืนดอกเบี้ย

ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปรับลดดอกเบี้ย หรือคืนเงินให้กับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ชำระตรงเวลา

สำหรับธนาคารออมสิน กำหนดเงื่อนไขคือ ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี 12 เดือนติดต่อกัน ซึ่งจะต้องไม่มีดอกเบี้ยผิดนัดในรอบ 12 เดือน ระหว่างเดือน ธ.ค. 59 – พ.ย. 60 ธนาคารออมสินจะคืนดอกเบี้ยร้อยละ 30 ของดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่ธนาคารต่อเนื่องในรอบระยะเวลา 12 เดือน โดยโอนเงินเข้าบัญชีให้กับลูกหนี้ หรือนำไปหักเงินต้นคงเหลือให้มีจำนวนลดลง

สำหรับธนาคาร ธอส. ได้จัดทำ “โครงการของขวัญปีใหม่ 2560 เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินสำหรับลูกค้า ธอส.ผู้มีรายได้น้อย” โดยธนาคารจะจ่ายเงินจำนวน 1,000 บาท ให้แก่ลูกค้า (ผู้กู้หลัก) ซึ่งทุกบัญชีต้องเข้าเงื่อนไขที่ ธนาคารกำหนด ประกอบด้วย 1. วงเงินกู้ทุกบัญชีภายใต้หลักประกันเดียวกันไม่เกิน 1 ล้านบาท 2. ต้องไม่เป็นหรือไม่เคยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) รวมถึงไม่เคยประนอมหนี้กับธนาคาร และไม่เคยมีประวัติการติดตามขอให้ชำระหนี้ค้าง 3. มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลัง 48 เดือน โดยต้องชำระไม่น้อยกว่าเงินงวดที่ธนาคารกำหนดและตรงตามเวลาที่ธนาคารกำหนดทุกเดือน และ 4. ต้องชำระเงินงวดของเดือน ธ.ค. 2559 ในระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2559 และไม่มีค่าธรรมเนียมค้างชำระ

4. ขึ้นทางด่วนฟรี

ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี และหมายเลข 9 วงแหวนรอบนอกกาญจนาภิเษก บางปะอิน-บางพลี ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 29 ธ.ค. 2559 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. 2560 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางออกต่างจังหวัด และแก้ไขปัญหาการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่

5. ปรับปรุงรถไฟชั้น 3 เจ๋งแจ๋วกว่าเดิม

การรถไฟแห่งประเทศไทย ปรับปรุงรถไฟโดยสารชั้น 3 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตการเดินทางของประชาชนทางรถไฟให้มีความสะดวกสบาย รวดเร็ว สะอาด และปลอดภัย โดยปรับปรุงในระยะแรกจำนวน 20 คัน เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน และจากนั้นจะทยอยปรับปรุงอย่างต่อเนื่องรวม 148 คัน ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการรถโดยสารโฉมใหม่เต็มรูปแบบในวันครบรอบ 120 ปี (26 มีนาคม 2560)

ทั้งนี้ มีการทำสีใหม่ทั้งภายในและภายนอก ปรับปรุงระบบน้ำในห้องน้ำ และเครื่องสุขภัณฑ์ให้มีความสะอาด ปราศจากกลิ่นรบกวนระหว่างทาง ปรับปรุงประตู หน้าต่าง บานกระจกใหม่ ปรับปรุงสภาพพื้นในตัวรถให้มีความสะอาดแข็งแรง เปลี่ยนเบาะนั่ง พนักพิงใหม่ให้นั่งสะดวกสบาย ซ่อมแซมพัดลมให้ใช้งานได้ตามปกติทุกตัว

6. ชะลอขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม

กระทรวงพลังงาน ดำเนินโครงการบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน กับผู้มีรายได้น้อยใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วย หรือไม่มีไฟฟ้าใช้รวม 7.68 ล้านราย และร้านค้าหาบเร่แผงลอยอาหาร ที่มีพื้นที่ทำการค้าไม่เกิน 50 ตารางเมตร และใช้ขนาดถังไม่เกิน 15 กิโลกรัม จำนวนทั้งสิ้น 332,000 ราย โดยใช้ราคาแอลพีจีคงเดิมที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ต่ออีก 1 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดโครงการเดือนธันวาคมนี้

7. ตรวจสภาพรถฟรี

กรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกันจัดกิจกรรม “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” และขยายระยะเวลาดำเนินการรวม 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559–31 มกราคม 2560 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน

โดยประชาชนสามารถนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะยี่ห้อใดเข้ารับบริการได้ ณ สถานประกอบการที่มีป้ายข้อความ “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” โดยจะได้รับบริการตรวจเช็กสภาพรถ และอุปกรณ์ส่วนควบ จำนวน 20 รายการ โดยไม่คิดค่าบริการ เช่น การตรวจระบบเบรก สภาพยาง อุปกรณ์ปัดน้ำฝน ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์ ความตึงของสายพาน พร้อมปรับตั้ง แบตเตอรี่ และการทำงานของไฟส่องสว่าง ไฟสัญญาณต่างๆ เป็นต้น

8. ปรับลดค่าเอฟที งวด ม.ค.-เม.ย. 60 ลง 4 สตางค์/หน่วย

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ปรับค่าเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 60 ลง 4 สตางค์/หน่วย ทำให้ค่าเอฟที มาอยู่ที่ -37.29 สตางค์/หน่วย มีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.3827 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แม้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เพื่อลดภาระแก่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ ขณะเดียวกัน เป็นการสะสมเงินไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อรองรับความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงที่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหน้า

9. ผู้ประกันตน ตรวจสุขภาพฟรีเริ่ม 1 ม.ค. 60

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้กำหนดให้ผู้ประกันตนทุกคน เข้ารับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยการตรวจสุขภาพได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องรับบริการในโรงพยาบาลตามสิทธิที่ผู้ประกันตนได้เลือกเอาไว้ ซึ่งกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถตรวจสุขภาพพื้นฐานได้ อาทิ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจการทำงานของไต เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ภาวะผิดปกติ หรือโรค

10. รวมใจ..ช่วยไทย..ลดรับปีใหม่ ลดสูงสุด 80%

กระทรวงพาณิชย์ จับมือสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ โดยผู้ประกอบการทุกรายยินดีให้ความร่วมมือจัดงานลดราคาจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยลดราคาพิเศษ เพิ่มจากการส่งเสริมการขายตามปกติ มีจำนวนสินค้าเข้าร่วมการจัดงาน รวมทั้งส่วนลดเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยลดสูงสุด ร้อยละ 80 ภายใต้ ชื่องาน “รวมใจ..ช่วยไทย..ลดรับปีใหม่” ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2559–4 มกราคม 2560 รวม 21 วัน จาก 16 ผู้ประกอบการในทุกสาขากว่า 13,500 สาขาทั่วประเทศ