ปีหน้ารูดปื๊ดทะลุ 1.4 ล้านล้านบาท!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823129


บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า แนวโน้มการใช้จ่ายในธุรกิจบัตรเครดิตปี 60 น่าจะเติบโตที่ 6-8% หรือมีมูลค่าใช้จ่าย 1.44-1.47 ล้านล้านบาท ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตอาจเติบโตได้ที่ 6-8% โดยปริมาณการใช้บัตรยังเติบโตใกล้เคียงกับปี 59 สอดคล้องกับผลสำรวจที่สะท้อนว่า ผู้ใช้บริการบัตรเครดิตยังคงมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ กระแสรายได้ของครัวเรือน ตลอดจนปัญหาหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต นอกจากนี้ ในปี 60 ยังต้องติดตามปัญหาคุณภาพการใช้บัตรเครดิต เนื่องจากหนี้เสียของสินเชื่อบัตรเครดิตยังคงขยับขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่กว่า 58% มักชำระหนี้บัตรเครดิตเพียงบางส่วนของยอดคงค้างโดยยอมจ่ายดอกเบี้ยเพื่อบริหารสภาพคล่องเงินสด เพราะยังมีภาระหนี้สินอื่น เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์“ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตต้องติดตามสถานการณ์ลูกค้าและการชำระคืนหนี้ใกล้ชิด พร้อมทั้งใช้นโยบายที่รัดกุม เช่น การปรับลดขนาดวงเงินสินเชื่อต่อรายได้ในกลุ่มลูกค้าใหม่ และลูกค้าเดิมที่เผชิญปัญหาการค้างชำระตลอดจนออกแคมเปญที่กระตุ้นการชำระคืนหนี้และแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงกำหนดชำระ”

รายงานข่าวแจ้งว่า การใช้จ่ายธุรกิจบัตรเครดิตปี 59 เติบโตดีขึ้นเล็กน้อยจากปี 58 ทั้งในส่วนของจำนวนบัตรเครดิต ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร และยอดคงค้างสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม การระมัดระวังปัญหาคุณภาพหนี้ของผู้ประกอบการบัตรเครดิตยังคงทำให้ภาพรวมของการเติบโตอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลายปีก่อนค่อนข้างมาก แต่คาดว่าปลายปี 59 การใช้จ่ายจะคึกคักขึ้น โดย 99.6% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแผนใช้จ่ายช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจในปีก่อนหน้าที่ 61.6% โดยเน้นซื้อของขวัญปีใหม่-ท่องเที่ยวในประเทศ และทานอาหารนอกบ้าน.

 

ดึงฟุตบอลไทยลีกเข้าตลาดหุ้น 3 ทีมดังพร้อมสุดให้แฟนคลับเป็นเจ้าของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823125


ตลาดหลักทรัพย์ดึงทีมฟุตบอลไทยลีกเข้าตลาดหุ้นเปิดให้แฟนคลับได้เป็นเจ้าของ หวังระดมทุนซื้อนักเตะระดับโลกร่วมทีม ชี้ทีมบุรีรัมย์-ชลบุรี-เมืองทองมีความพร้อมที่สุด เผยศึกษาโมเดลจากพรีเมียร์ลีกในต่างประเทศ เช่น อังกฤษแล้ว คิวต่อไปดึงมวยไทยไฟต์ ช่องทีวีกีฬา กอล์ฟชาแนลนายประพันธ์ เจริญประวัติ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับทีมสโมสรฟุตบอลไทยลีกของไทย เพื่อส่งเสริมให้ทีมฟุตบอลเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เหมือนกับทีมฟุตบอลในต่างประเทศทั้งอังกฤษ, เยอรมนี, อิตาลี และสเปน เนื่องจากฟุตบอลไทยเริ่มได้รับความนิยมแพร่หลายจากแฟนบอลชาวไทย และประเทศเพื่อนบ้าน และหลายทีมเริ่มมีรายได้จากการจำหน่ายตั๋ว, การขายของที่ระลึก เงินรางวัล และอื่นๆ ล่าสุดมี 3 ทีมที่สนใจและพร้อมจะเข้าระดมทุนประกอบด้วยทีมสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, ชลบุรี เอฟซี และเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

สำหรับข้อดีในการนำทีมฟุตบอลระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น คือจะทำให้สโมสรฟุตบอลสามารถระดมทุนเพื่อนำเงินไปซื้อนักเตะหรือนักฟุตบอลระดับโลกที่มีค่าตัวสูงๆได้ รวมถึงการนำเงินไปพัฒนาสนามแข่งขัน และการส่งเสริมให้แฟนบอลเข้ามามีส่วนร่วมในการถือหุ้นเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลด้วย โดยคาดว่าในเร็วๆนี้น่าจะได้เห็นทีมฟุตบอลไทยลีกขายหุ้นเพื่อนำทีมเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นได้

ทั้งนี้ เบื้องต้นทีมบุรีรัมย์ฯค่อนข้างที่จะมีความพร้อมมากที่สุดในบรรดาทีมฟุตบอลไทยลีก เพราะได้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาการเงิน (เอฟเอ) และผู้ตรวจสอบทางบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งอยู่ในกระบวนการที่จะนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่คาดว่าทีมบุรีรัมย์คงไม่เข้าตลาดเอ็มเอไอ แต่อาจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ (SET) เพราะเป็นทีมใหญ่และมีมูลค่าการตลาดที่สูงมาก ส่วนทีมอื่นๆก็อยู่ในขั้นตอนต่างๆเพื่อเตรียมความพร้อม “ถือเป็นมิติใหม่ของการเปิดช่องทางการระดมทุน ที่ตลาดฯกำลังดึงธุรกิจอื่นๆ เข้ามาโดยในส่วนของกีฬาพบว่าฟุตบอลมีความพร้อมที่สุด เพราะมีการทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง รวมถึงคนดูหรือแฟนบอลก็เพิ่มขึ้น ที่สำคัญยังเป็นทีมฟุตบอลที่มีผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์รายใหญ่จำนวนมาก”

นายประพันธ์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้มีการศึกษากรณีในต่างประเทศถึงการผลักดันทีมกีฬาให้เข้าตลาดหุ้น พบว่าหลายๆ ทีมกีฬาค่อนข้างประสบความสำเร็จอย่างมาก เห็นได้จากทีมสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในอังกฤษ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯและมีการบริหารจัดการที่ดีทั้งการซื้อนักเตะดังๆ การสร้างผลกำไร รวมถึงการสร้างกลุ่มแฟนบอล และที่สำคัญสามารถจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นได้ดีด้วย เป็นต้น

สำหรับทีมสโมสรฟุตบอลไทยลีกทีมเล็กๆหรือในระดับต่ำกว่าไทยลีกนั้น ทางตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างหาแนวทางในการระดมทุนเช่นกัน แม้ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่ก็จะมีช่องทางอื่นในการระดมทุน เช่น คราวด์ฟันดิ้ง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหาทุนผ่านการระดมทุนจากกลุ่มคนที่สนใจและเชื่อมั่นในธุรกิจนั้นๆ หรือเรียกการระดมทุนที่มาจากกลุ่มผู้สนับสนุน

นายประพันธ์กล่าวว่า นอกจากกีฬาฟุตบอลแล้ว มองว่ายังมีกีฬาประเภทอื่นๆ เช่น มวยไทยไฟต์ ช่องทีวีกีฬา สปอร์ตชาแนล กอล์ฟชาแนล ธุรกิจเหล่านี้ยังอยู่ในความสนใจและมีความพร้อมที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต โดยเฉพาะกอล์ฟชาแนล เพราะแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้สูง จึงง่ายในการระดมทุนผ่านตลาดฯได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธุรกิจฟุตบอลถือเป็นกีฬาที่โดดเด่น สร้างรายได้และกำไรเติบโตทุกปี โดยมีรายได้จากหลายส่วนทั้งค่าตั๋วเข้าชม, ขายของที่ระลึก, เงินรางวัล, กำไรจากการขายนักเตะ และส่วนแบ่งจากค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอล ส่วนรูปแบบการกระจายหุ้นจะศึกษาจากสโมสรฟุตบอลชั้นนำในอังกฤษ เยอรมนี และอิตาลีแล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม ซึ่งการนำธุรกิจกีฬาเข้าตลาดหุ้น นั้นจำเป็นต้องชี้แจงให้นักลงทุนเข้าใจเป็นพิเศษเพราะอาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง เนื่องจากนักลงทุนบางรายอาจกังวลเรื่องระบบบัญชี หรือการตีมูลค่าค่าตัวนักเตะ เพราะบางครั้งอาจมีการซื้อนักเตะมาแพงและจ่ายค่าตอบแทนสูงซึ่งอาจไม่คุ้มทุน นอกจากนี้เรื่องของผลการแข่งขันของทีมในแต่ละปีก็จะมีผลต่อราคาหุ้นและผลประกอบการด้วยเช่นกัน ซึ่งนักลงทุนไม่สามารถวางแผนได้ถูกต้อง”.

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก จากข้อมูลผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2559 06:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823205


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลผู้บริโภคอันแข็งแกร่งของสหรัฐฯ และการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัท อเมซอน กับบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ ช่วยแนสแด็กทำนิวไฮ…ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 27 ธ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 11.23 จุด หรือ 0.06% ปิดที่ 19945.04 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 5.09 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 2268.88 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 24.75 จุด หรือ 0.45% ปิดที่ 5487.44 จุด

เมื่อวันอังคาร ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ ‘Conference Board’ เพิ่มขึ้น 4.3 จุด ในเดือน ธ.ค. ไปอยู่ที่ 113.7 จุด เกิดกว่าที่นักวิเคราะคาดการณ์เอาไว้ และเป็นค่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. ปี 2001 ขณะเดียวกัน บริษัทอเมซอนหุ้นขึ้น 1.4% หลังระบุว่า พวกเขามีฤดูกาลซื้อขายในวันหยุดที่ดีที่สุดตลอดกาลในปี 2016

 

หนุนขายสินค้าโอทอปออนไลน์ รับนโยบายเน็ตประชารัฐทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823122


นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยหลังมอบนโยบายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ว่า ได้มอบหมาย สพธอ.ปรับแผนการสนับสนุนการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรือการค้าขายออนไลน์ให้เข้มข้น โดยให้เน้นการค้าขายสินค้าโอทอปมากยิ่งขึ้น เพื่อสอดรับกับโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทุกหมู่บ้าน หรือเน็ตประชารัฐ โดยปีนี้คาดว่ามูลค่าการค้าขายออนไลน์จะอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท ถือว่าเติบโตกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.2 ล้านล้านบาท โดยยอดการขายส่วนใหญ่เป็นการค้าขายระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคเป็นหลัก และต้องเร่งสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยต้องทำให้ประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะช่วงการออก พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2559 มีการโจมตีเว็บไซต์ราว 3,000 กรณี แต่ภาครัฐสามารถป้องกันได้ แต่ไม่สามารถนิ่งนอนใจ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่ง สพธอ.ต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน“ปัจจุบันประชาชนมีความเข้าใจเรื่องการค้าขายออนไลน์มากขึ้น มั่นใจในระบบความปลอดภัย มีระบบการจ่ายเงินที่ดี มีระบบติดตามการส่งสินค้าอย่างดี เพราะการค้าขายออนไลน์มีการแข่งขันสูง ใครดีก็จะมีคนใช้บริการมาก บริการไม่ดีต้องล้มหายตายจากไป ซึ่งการค้าขายออนไลน์ ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมามาก ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในการใช้ บริการออนไลน์มากขึ้นจึงเป็นผลทำให้การค้าขายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น”

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผย ว่า ปี 60 กสอ.จะจัดสรรงบประมาณ 830 ล้านบาท เพื่อทำโครงการพัฒนาและช่วยเหลือเอสเอ็มอี 35 โครงการ ถือเป็นของขวัญให้แก่เอสเอ็มอีในเทศกาลปีใหม่ เชื่อมั่นว่าแนวทางช่วยเหลือครั้งนี้จะผลักดันให้เอสเอ็มอีสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เอสเอ็มอีให้มีสัดส่วนถึง 50% ในปี 64 จากปีนี้มีสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอีอยู่ที่ 42% และ จีดีพีเอสเอ็มอีปีนี้คาดว่าโต 5-5.5% ทั้งนี้ ทั้ง 35 โครงการจะกระจายอยู่ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเริ่มต้น (สตาร์ตอัพ) 80 ล้านบาท พัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 190 ล้านบาท และจะเป็นการดูแลเอสเอ็มอีรายเดิมที่มีอยู่ทั่วประเทศ 2.7 ล้านราย วงเงิน 390 ล้านบาท.

 

ค่ายรถถล่มแจกโบนัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823118


นางสาวนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า จ๊อบส์ ดีบี ได้สำรวจความคิดเห็นเรื่องการจ่ายโบนัส จากผู้หางานที่เป็นสมาชิกของ jobsDB จำนวน 642 ราย ช่วงเดือน พ.ย.2559 พบว่าธุรกิจที่มีการจ่ายโบนัสสูงสุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีการจ่ายโบนัสแบบการันตีและพิจารณาตามผลงานเฉลี่ยสูงสุดที่ 2.35 และ 4.74 เดือนตามลำดับ รองลงมาเป็นธุรกิจบริการด้านการเงิน ซึ่งจ่ายโบนัสแบบการันตีเฉลี่ยที่ 1.39 เดือน และจ่ายแบบพิจารณาตามผลงาน 3.94 เดือน ตามด้วยอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่จ่ายโบนัสตามผลงานเฉลี่ยที่ 3.65 เดือน และอุตสาหกรรมเคมี/ปิโตรเคมี/พลาสติก/กระดาษ จ่ายโบนัสแบบการันตีมาเป็นเฉลี่ยที่ 1.35 เดือน นอกจากนั้น งานอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นประเภทงานที่การันตีจ่ายโบนัสแก่ผู้บริหารระดับสูงจนน่าประหลาดใจถึง 10 เดือน ตามมาด้วยงานการค้าและกระจายสินค้าที่จ่ายโบนัสเฉลี่ย 4 เดือน ขณะที่งานวิศวกรรม ค้าส่งและค้าปลีก รวมไปถึงงานการผลิตจ่ายโบนัสพนักงาน 3 เดือนทั้งนี้ แนวโน้มการจ่ายโบนัสแบบพิจารณาตามผลงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดย 75% ของบริษัทกล่าวว่าจะจ่ายโบนัสแบบพิจารณาตามผลงานให้กับพนักงานระดับผู้บริหาร ระดับกลาง และระดับสูง ขณะที่ 77% จ่ายโบนัสแบบพิจารณาตามผลงานให้พนักงานระดับปฏิบัติการและระดับหัวหน้างาน

ผลสำรวจเผยถึงวิธีการใช้โบนัสของเหล่าพนักงานด้วยว่า 31% ของผู้ตอบแบบสำรวจนำไปลงทุน ขณะที่ 29% บอกว่าเก็บไว้เป็นเงินออม และ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจ จะนำไปชำระหนี้และบัตรเครดิต และอีก 11% นำไปซื้อของขวัญให้ตนเองและคนสำคัญ.

 

ตลาดเครื่องสำอางยังเฟื่อง เคาน์เตอร์แบรนด์เจอเบียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823117


นางสาวอาทิตยา ดิถีเพ็ญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แฟชั่นควีน จำกัด ผู้นำเข้าและทำตลาดเครื่องสำอาง ภายใต้แบรนด์เอสเซนส์, คีสมี, ออโตเมติก บิวตี้ เป็นต้น เปิดเผยว่า ปี 2560 บริษัทพร้อมรุกขยายตลาดหลังพบกลุ่มสินค้าเพื่อความสวยงามเติบโตต่อเนื่อง เศรษฐกิจไม่ดีผู้หญิงยังอยากสวย ยอมจ่ายเงินเพื่อให้ตัวเองดูดี “บริษัทเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นแมสหรือลูกค้าทั่วไปเป็นหลัก เพราะทำตลาดและขายง่าย มีผู้บริโภคบางกลุ่มที่เคยใช้และซื้อเครื่องสำอางราคาแพง อินเตอร์แบรนด์ เคาน์เตอร์แบรนด์หันมาใช้สินค้าแบรนด์ของบริษัทจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 40-50% เนื่องจากมั่นใจในคุณภาพสินค้าและราคาไม่แพง โดยเฉพาะแบรนด์เอสเซนส์ เพราะราคาดี โดยลิปสติกขายแท่งละ 135 บาท ยาทาเล็บ 90บาท ขณะที่คุณภาพสูงเพราะนำเข้าจากยุโรป ทั้งนี้ ธุรกิจความสวยความงาม ตลาดมีขนาดใหญ่มาก เฉพาะตลาดเครื่องสำอางมีมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องปีละ 10% เนื่องจากกำลังซื้อไม่ลดลง ในตลาดเมืองไทยผู้หญิงใช้จ่ายเงินซื้อเครื่องสำอางครั้งละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อคน. 

ของขวัญปีใหม่นั่งรถไฟฟ้าฟรีทั่วกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823114


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงแผนอำนวยความสะดวกและปลอดภัยเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.59-4 ม.ค.2560 ว่า ปีนี้จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางด่วนและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ส่วนบนถนนโครงการคมนาคมตั้งเป้าที่จะลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานจะต้องจัดระบบขนส่งสาธารณะทุกระบบให้เพียงพอ ไม่ล่าช้า และต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีขนส่ง โดยคาดว่าปีใหม่นี้จะมีประชาชนเดินทางเข้า-ออก ผ่านระบบขนส่งสาธารณะรวมทั้งสิ้น 16.2 ล้านคน/เที่ยว แบ่งเป็นการเดินทางในกรุงเทพฯและปริมณฑล 10.8 ล้านคน/เที่ยว และระหว่างจังหวัดและต่างประเทศ 5.4 ล้านคน/เที่ยวสำหรับปีนี้กระทรวงคมนาคมได้มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน ด้วยการเตรียมเปิดให้ประชาชนใช้บริการรถไฟฟ้าทั้ง 3 ระบบ 4 เส้นทางฟรี คือ 1.รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (เอ็มอาร์ที) รถไฟฟ้าและสายฉลอง
รัชธรรม (สีม่วง) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 2.รถไฟฟ้าบีทีเอส และ 3. รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยจะให้บริการฟรีจำนวน 1 วัน เริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค.2559 ไปจนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค. รวมทั้งจะมีการขยายเวลาการให้บริการรถไฟฟ้าทั้ง 3 ระบบออกไปจนถึงเวลา 02.00 น. อีกด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางไปทำกิจกรรมปีใหม่ เช่น การสวดมนต์ข้ามปี และอื่นๆ ทั้งนี้ในส่วนของ รฟม. ยังมีการยกเว้นค่าจอดรถตามแนวรถไฟฟ้าของ รฟม.อีกด้วย

นอกจากนี้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เตรียมยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถี สายบางนา-ชลบุรี ขณะที่กรมทางหลวง (ทล.) เตรียมยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทาง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี และสาย 9 บางปะอิน-บางพลี เริ่มตั้งแต่เวลา 00.01 น.ของวันที่ 29 ธ.ค.-24.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค.2560 ส่วนกรมเจ้าท่าจะเปิดให้ประชาชนใช้บริการเรือเฟอร์รี่ เส้นทางพัทยา-หัวหิน ฟรีระหว่างวันที่ 1-15 ม.ค.ปี 60 ด้วย.

ขณะที่ MRT มอบของขวัญพิเศษรับปีใหม่ ให้โดยสาร ฟรี! การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยของขวัญพิเศษให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRTเดินทางฟรี! ทั้ง 2 สาย สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค.59 ถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค.60 (ช่วงเวลาเปิดให้บริการ) เพื่อส่งเสริมประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT พร้อมร่วมรณรงค์การประหยัดพลังงานด้วยการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล โทร.0-2624-5200 เฟสบุ๊ค http://www.facebook.com/BEM.MRT ทวิตเตอร์ http://www.twitter.com/bem_mrt เว็บไซต์ http://www.bemplc.co.th และ Bangkok MRT Application เดินทางรวดเร็ว สะดวก ปลอดภัยด้วยรถไฟฟ้า mrt

 

ผู้ส่งออกได้เฮ! ฟิลิปปินส์ ให้โควตานำเข้าข้าวไทย 2.84 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822877


ฟิลิปปินส์ จัดสรรโควตานำเข้าข้าวปี 60 ให้เอกชนนำเข้า ไทยรับจัดสรรปริมาณ 2.84 แสนตัน ส่วนเวียดนามได้มากสุด 2.93 แสนตัน พาณิชย์ เชื่อเป็นโอกาสผู้ประกอบการไทยส่งออกข้าวมากขึ้น …เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอาหารแห่งชาติ (เอ็นเอฟเอ) ได้ประกาศผลการจัดสรรครั้งแรก สำหรับการนำเข้าข้าวในปี 60 แบบประเทศที่มีข้อตกลงร่วม หรือ Country Specific Quota ปรากฏว่า ฟิลิปปินส์ได้อนุญาตให้นำเข้าจากไทย รวมปริมาณ 277,700 ตัน นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้นำเข้าจากเวียดนาม 283,000 ตัน ปากีสถาน 27,100 ตัน และอินเดีย 6,140 ตัน รวมปริมาณการจัดสรรตามโควตาให้แต่ละประเทศทั้งสิ้น 594,000 ตัน

ส่วนการจัดสรรโควตาอีก 50,000 ตันให้ประเทศอื่นๆ (Omnibus) นั้น เอ็นเอฟเอ ได้ประกาศผลการจัดสรรให้กับไทยอีก 7,080 ตัน รวมไทยได้โควตา 284,780 ตัน เวียดนามอีก 10,200 ตัน รวมเวียดนามได้โควตา 293,200 ตัน และปากีสถาน 28,900 ตัน รวมปากีสถานได้โควตา 56,000 ตัน

สำหรับการจัดสรรโควตาข้าวของฟิลิปปินส์นั้น เป็นไปตามการผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะจัดสรรโควตาให้เอกชนสามารถนำเข้าจากประเทศที่มีข้อตกลงร่วมจำนวนทั้งหมด 755,000 ตัน ได้แก่ ไทย 293,100 ตัน เวียดนาม 293,100 ตัน ปากีสถาน 50,000 ตัน อินเดีย 50,000 ตัน จีน 50,000 ตัน ออสเตรเลีย 15,000 ตัน และเอล ซัลวาดอร์ 4,000 ตัน ส่วนอีก 50,000 ตัน ที่เหลือสามารถนำเข้าเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำข้อตกลงกับฟิลิปปินส์ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ฟิลิปปินส์จะจัดสรรโควตาดังกล่าวทุกปี แต่ยังมีการนำเข้าข้าวจากไทยน้อย เพราะผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์มีความอ่อนไหวด้านราคา แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ชาวฟิลิปปินส์มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับ ร้านอาหารไทยในฟิลิปปินส์มีจำนวนเพิ่มขึ้น ดังนั้น การจัดสรรโควตาดังกล่าวจะเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการของไทยจะส่งออกข้าวมายังฟิลิปปินส์มากขึ้น ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะข้าวขาวที่ฟิลิปปินส์ปลูกได้ ยังรวมถึงข้าวสี และข้าวคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ของไทยอีกด้วย เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวออร์แกนิก เป็นต้น.

 

ไฟเขียวแก้พ.ร.บ.ล้มละลาย กรุยทางยึดทรัพย์ลูกหนี้ที่อยู่ในต่างประเทศได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 17:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822813


ครม.ไฟเขียวแก้ พ.ร.บ.ล้มละลาย กรุยทางให้รัฐบาล หรือ เจ้าหนี้ สามารถยึดทรัพย์ของผู้ล้มละลายที่อยู่ในต่างประเทศได้เป็นครั้งแรก มั่นใจจะทำให้ไทยเข้าสู่มาตรฐานสากลในกฎหมายล้มละลายระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.59 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่…) พ.ศ…. ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้กฎหมายล้มละลายไทยได้มาตรฐานสากลสอดคล้องกับมาตรฐานของสหประชาชาติ (UN) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 มิ.ย.2560 นี้

โดยการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการแก้ไขอุปสรรคในการจัดการ และรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีลักษณะระหว่างประเทศ และเปิดทางให้สามารถบังคับคดีกับทรัพย์สินของผู้ล้มละลายที่อยู่ในต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศต่อกฎหมายล้มละลายของไทย และทำให้กระบวนการล้มละลายกับการบังคับหลักประกันเกิดการสอดรับกัน

นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในอนาคตกฎหมายดังกล่าวจะช่วยเอื้อให้รัฐบาลหรือเจ้าหนี้สามารถติดตามทรัพย์ที่อยู่ในต่างประเทศได้เป็นครั้งแรก และทำให้ไทยเข้าสู่มาตรฐานสากลในกฎหมายล้มละลายระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันมี 41 ประเทศที่มีกฎหมายภายในที่ยึดหลักตามกฎหมายแม่แบบว่าด้วยการล้มละลายข้ามชาติ ซึ่งในเอเชียมีใช้แล้ว 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลี และฟิลิปปินส์ โดยไทยจะถือเป็นประเทศที่ 4 ในเอเชียที่จะมีการใช้กฎหมายนี้.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 1.85 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,517.08 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822829


หุ้นไทยวันที่ 27 ธ.ค. 59 ปิดตลาดบวก 1.85 จุด เปลี่ยนแปลง 0.12% ดัชนีอยู่ที่ 1,517.08 จุด มูลค่าซื้อขาย 26,442.70 ล้านบาท …การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 27 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 1.85 จุด เปลี่ยนแปลง 0.12% ดัชนีอยู่ที่ 1,517.08 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 26,442.70 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เพิ่มสินสตีลเวิคส์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)