พาณิชย์ ร่วมมือจีน ขยายตลาดผลไม้ ข้าว สินค้าประมง ในเมืองจ้านเจียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 16:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822758


ปลัดพาณิชย์ หารือจีน ขยายตลาดผลไม้ ข้าว สินค้าประมง ในเมืองจ้านเจียง เตรียมจัดเทศกาลผลไม้กลางปี 60 พร้อมชวนลงทุนระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก …วันที่ 27 ธ.ค.59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายหวัง จงบิง นายกเทศมนตรีเมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำคณะภาครัฐและเอกชนจีนเข้าพบ เพื่อขยายการค้าการลงทุนระหว่างไทยและเมืองจ้านเจียง โดยสินค้าหลักที่จะเร่งรัดร่วมกันในปีนี้ ได้แก่ ผลไม้สดและแปรรูป ข้าว สินค้าและอุตสาหกรรมประมง ธุรกิจการศึกษาและสปา นอกจากนี้ คณะนักธุรกิจจีนยังสนใจลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์แห่งเมืองจ้านเจียง จัดเทศกาลผลไม้ไทยในจ้านเจียงในช่วงกลางปี 60 เพื่อเร่งรัดการส่งออกผลไม้ไปยังมณฑลกวางตุ้งและกระจายทั่วประเทศจีน หลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรคแห่งชาติของจีน (AQSIQ) มีมติเห็นชอบให้ท่าเรือจ้านเจียงเป็นท่าเรือนำเข้าผลไม้ และข้าวอย่างเป็นทางการ ซึ่งคณะผู้บริหารเมืองจ้านเจียงเห็นว่า ผลไม้ไทยจะเข้าจีนทางท่าเรือจ้านเจียงได้มากขึ้น หากจัดเทศกาลผลไม้ดังกล่าว เพื่อกระตุ้นให้ชาวจีนเพิ่มการบริโภคผลไม้ไทย และผู้ค้าจีนสามารถสั่งซื้อไปจำหน่ายทั่วจีนมากยิ่งขึ้น

“ส่วนสินค้าอาหารทะเลและอุตสาหกรรมประมง กระทรวงฯ จะประสานงานเอกชนไทยเข้าร่วมงาน China International Aquatic Products Exposition ในวันที่ 18 มิ.ย. 60 และงาน China Marine Economy Expo ในเดือน พ.ย. 60 ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมทางทะเล เพื่อขยายการส่งออกสินค้าประมงและความร่วมมือในธุรกิจประมงและเกี่ยวเนื่อง”

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังประสบความสำเร็จในการลงทุนธุรกิจการศึกษาในเมืองจ้านเจียง มีหลักสูตรสปาแห่งแรกในจีน และได้รับความนิยมสูงมาก โดยสำนักงานพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ ณ เมืองจ้านเจียงจะสนับสนุนการขยายธุรกิจการศึกษาและสปา รวมทั้งผลิตภัณฑ์สปา ซึ่งไทยและจีนมีวัตถุดิบคุณภาพสูง คาดว่า จะขยายไปสู่หลักสูตรปรุงอาหารไทยและแกะสลักได้อีกด้วย

สำหรับภาคเอกชนจีนที่เดินทางร่วมคณะมาในครั้งนี้ ประกอบด้วย ธุรกิจประมง ผลไม้สดและแปรรูป ผู้นำเข้าข้าว เครื่องดื่ม อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ โดยสนใจร่วมมือกับประเทศไทย ทั้งการนำเข้า และร่วมธุรกิจ รวมถึงการลงทุนในไทย ซึ่งคณะฯเดินทางเข้ามาสำรวจลู่ทางในอีอีซี เร็วๆ นี้

ปัจจุบันเมืองจ้านเจียง มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 7.3% โดยท่าเรือจ้านเจียงติดอันดับ 2 ของการเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงของจีน ผลิตภัณฑ์กุ้งและผลิตภัณฑ์ทางทะเลส่งออกจากจ้านเจียงสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของจีน และจ้านเจียงเป็น 1 ใน 4 ที่มีฐานการผลิตปิโตรเคมีและน้ำมันที่สำคัญของโลก

ขณะที่ การค้ารวมไทยและจ้านเจียงมีมูลค่า 189 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยส่งออกไปจ้านเจียงมูลค่า 82.52 ล้านเหรียญฯ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ไม้ (Wood pellet) เคมีภัณฑ์ ยางพารา เครื่องจักร อาหารแช่แข็ง สัตว์น้ำ และอาหารสัตว์ ธุรกิจไทยในมณฑลกวางตุ้ง ได้แก่ ห้างค้าปลีกโลตัส การบินไทย, พีทีที โพลิเมอร์, พีทีที อินเตอร์เนชันแนล เทรดดิ้ง, เอสซีจี เทรดดิ้ง, ล็อกซเล่ย์ อินเตอร์เทรด, ง่วนสูน, ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย

 

พณ. เปิดยุทธศาสตร์ดันค้าชายแดน เปิดด่านใหม่-เชื่อมเครือข่ายนักธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822745


กรมการค้าต่างประเทศ เปิดยุทธศาสตร์ขยายการค้าชายแดนปี 60 ทั้งเปิดด่านใหม่ที่มีศักยภาพ ตั้งเป้าจันทบุรี ประจวบฯ เลย พร้อมสร้างเครือข่ายทางการค้าของผู้ประกอบการไทยกับเพื่อนบ้าน ที่ด่านเดิม หวังเปิดทางส่งสินค้าไทยตีตลาดง่ายขึ้น ลุยเปิดศูนย์กระจายสินค้าไทย ตามตะเข็บชายแดน-เมืองเศรษฐกิจใหม่ในเพื่อนบ้าน…เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.59 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 60 กรมฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์ใหม่ในการขยายการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีแผนจะผลักดันให้มีการพัฒนาด่านใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ด่านบ้านแหลม และด่านบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี ที่เชื่อมโยงการค้าไทยกับกัมพูชาเข้าไปได้ถึงจังหวัดพระตะบอง และจังหวัดไพลิน, ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่เชื่อมเข้าไปยังเมืองมะริด ของเมียนมา และด่านท่าลี่ จังหวัดเลย ที่เชื่อมเข้าไปยังเมืองไชยะบุรี จนถึงหลวงพระบางของลาว

ส่วนด่านเดิมที่เปิดอยู่แล้ว กรมฯ มีแผนจะสร้างเครือข่ายการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยตามแนวชายแดนกับผู้ประกอบการเพื่อนบ้าน เพื่อกระจายสินค้าไทยให้เข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านได้เพิ่มขึ้น เพราะจากเดิมจะเน้นเพียงการค้าหน้าด่าน แต่ต่อไปจะสร้างความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายการค้าเข้าไปยังเมืองต่างๆ ของเพื่อนบ้านให้มากขึ้น โดยด่านแม่สอด จังหวัดตาก จะเจาะเข้าไปถึงเมืองเมียวดี เมาะลำไย และมัณฑะเลย์ และด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก จังหวัดเชียงราย จะเจาะเข้าไปยังรัฐฉาน ที่เมืองเชียงตุงและตองยี เป็นต้น เพราะเมืองเหล่านี้มีความต้องการสินค้าไทยมาก ที่ผ่านมา กรมฯ ได้เดินทางไปสำรวจเส้นทางมาแล้ว ซึ่งพบว่ามีโอกาสมาก

”ตามด่านต่างๆ ส่วนใหญ่ภาคเอกชนไทยจะทำตลาดแค่เฉพาะในประเทศ แต่ยังไม่เข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างที่เมืองเมียวดี เมาะลำไย และมัณฑะเลย์ จะเป็นจุดค้าขายอาหารทะเลของไทยได้ จากเดิมที่อาหารทะเลไทยจะเข้าทางทะเลที่ระนอง ส่วนที่รัฐฉาน พบว่า ต้องการสินค้าไทย และให้ไทยเข้าไปลงทุนในหลายๆ ด้าน ทั้งอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ปศุสัตว์ เกษตรกร โรงพยาบาล กระทั่งโรงเรียนนานาชาติ”

สำหรับการอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการค้าชายแดน กรมฯ จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า เปลี่ยนถ่ายสินค้า ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ผลักดันให้ภาคเอกชนเปิดศูนย์กระจายสินค้าไทยในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จังหวัดไพลิน จังหวัดศรีโสภณ ของกัมพูชา เมืองตองยี เมืองหลวงของรัฐฉาน เมียนมา เป็นต้น

ทั้งนี้ มูลค่าการค้าชายแดนของไทยในช่วง 11 เดือนของปี 59 (เดือน ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 1.33 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนทั้งปี 59 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากปี 58 จามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ขณะที่ ปี 60 คาดว่า น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่ประมาณ 2-3% จากปีนี้.

 

บขส. ปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถหมวด 2 สู่ภาคเหนือชั่วคราว 54 เส้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 15:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822610


บขส. แจ้งปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถหมวด 2 สู่จังหวัดภาคเหนือชั่วคราว จำนวน 54 เส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน พร้อมช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดช่วงเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันนี้ – 9 ม.ค. 60 …วันที่ 27 ธ.ค.59 พลตำรวจเอก อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 จะมีประชาชนเดินทางมายังสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรบริเวณโดยรอบสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ติดขัด

ดังนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทาง บขส. จึงได้ทำหนังสือไปยังกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอเปลี่ยนเส้นทางเดินรถหมวด 2 ภาคเหนือชั่วคราว จำนวน 54 เส้นทาง ที่มีผู้โดยสารเต็มจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 9 มกราคม 2560 เวลา 24.00 น. ดังนี้

1. เริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ไปตามถนนกำแพงเพชร 2 ขึ้นทางพิเศษศรีรัช ลงกาญจนาภิเษก ไปตามทางหลวงหมายเลข 9 แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 12 และเดินรถตามแนวเส้นทางเดิม เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง

2. เริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ไปตามถนนกำแพงเพชร 2 แยกซ้ายไปถนนรัชดาภิเษก แยกขวาไปตามประชาชื่น แยกซ้ายขึ้นทางพิเศษศรีรัช ทางพิเศษอุดรรัถยา แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 9 แยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 12 และเดินรถตามแนวเส้นทางเดิม เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง

สำหรับเส้นทางเดินรถ หมวด 2 ภาคเหนือ ที่อนุญาตให้เปลี่ยนเส้นทางเดินรถชั่วคราว มีจำนวน 54 เส้นทาง อาทิ เส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่, กรุงเทพฯ – น่าน, กรุงเทพฯ – แพร่, กรุงเทพฯ – แม่สาย, กรุงเทพฯ – เชียงของ, กรุงเทพฯ – สระบุรี และกรุงเทพฯ – คลองลาน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี สำหรับในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนเผื่อเวลาเดินทางมาขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ก่อนเวลารถออกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และขอให้ซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องจำหน่ายตั๋วเท่านั้น เพื่อป้องกันการหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ

ส่วนผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้า ขอให้ตรวจสอบจุดขึ้นรถที่ระบุหน้าตั๋วโดยสารให้ชัดเจนก่อนออกเดินทาง และหากต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม โทร Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่เว็บไซต์ http://www.transport.co.th

 

คาดปี 60 รัฐฉีดเงินลุยโครงสร้างพื้นฐาน ส่งออกหนุน ดันศก.ไทยโต 3.5-4.0%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 14:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822530


รศ.ดร.มนตรี มองเศรษฐกิจไทยปี 60 เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.5-4.0% หลังรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้ได้ตามเป้า ขณะที่ภาคการส่งออกเริ่มขยายตัว ส่งผลให้เอกชนมีความมั่นใจมากขึ้น คาดทั้งปีมีโอกาสเห็นดัชนีหุ้นไทยแตะ 1,600-1,650 จุดเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.59 รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทการจัดการภาครัฐและเอกชน (MPPM) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2560 นั้นประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 3.5-4.0% จากนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐทั้งการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2559 ที่มีงบลงทุนคงเหลือกว่า 33.6% หรือ ประมาณ 141,730 ล้านบาท และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2560 ที่ขณะนี้มีการเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 26.3% โดยในส่วนนี้เป็นการเบิกจ่ายงบลงทุนเพียง 6.4% เท่านั้น

อย่างไรก็ตามด้วยนโยบายภาครัฐที่เร่งอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ มีหลายโครงการที่จะเห็นเป็นรูปธรรมในปี 2560 จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้และส่งผลต่อรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น

นอกจานี้ยังมีการเร่งรัดเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันโดยสนับสนุนการพัฒนายกระดับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีให้กับภาคการผลิตและแสวงหาตลาดใหม่ให้กับภาคการส่งออก ผ่านการเจรจาความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสนับสนุนต่อปัจจัยเชิงบวกของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากคู่ค้าของไทยในปี 2560 มีทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และจะผลักดันอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบ 1.5-2.0%

“ปี 60 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมีการลงทุนภาครัฐเป็นพระเอกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการที่มีความชัดเจนและพร้อมเดินหน้าก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนตัดสินใจขยายการลงทุนเพิ่มเติม”

รศ.ดร.มนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนแนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 2560 เชื่อว่ายังขยายตัวได้ 1-2% โดยมีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียนที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 25.3% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐและเอกชนของแต่ละประเทศในอาเซียน จึงคาดว่าในปี 2560 จะเติบโตได้ 4.6% จากปี 2559 ที่ประเมินว่าเติบโต 4.5%

ส่วนตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่มีสัดส่วนส่งออกกว่า 11.4% มีแนวโน้มขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นบวกและส่งสัญญาณการเติบโตที่สดใส หลังจากได้ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง เช่น การปฏิรูปภาษีด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา มุ่งแก้ปัญหาการว่างงานและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นรวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จึงคาดว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ปี 2560 จะขยายตัว 2.-2.3% ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น

ขณะที่ตลาดจีน ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนส่งออก 10.6% นั้น มีแนวโน้มชะลอตัวเนื่องจากการลงทุนของภาคเอกชนที่ลดลง จึงคาดว่าเศรษฐกิจของจีนในปี 2560 จะมีการเติบโตลดลงเหลือ 6.5% จากปี 2559 ที่คาดว่าจะเติบโต 6.7% ดังนั้นเศรษฐกิจโลกจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจจีน เนื่องจากจีนมีการส่งออกสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก หากเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี การส่งออกสินค้าจากไทยไปยังประเทศจีนก็ย่อมดีตามไปด้วย

“หากประเมินสภาวการณ์ส่งออกของไทยในปี 2560 เชื่อว่ายังเติบโตได้ 1-2% เนื่องจากประเทศคู่ค้ารายใหญ่ยังมีตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ประกอบกับเศรษฐกิจปีหน้าในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วยังขยายต่อเนื่องในระดับ 1.9-2.0% ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.9-5.0% จากปี 59 คาดว่าอยู่ที่ 4.0-4.3% ส่วนประเทศกลุ่ม BRICS ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ คาดว่าเติบโต 5.1% จากปี 2559 ที่น่าจะขยายตัวได้ 4.2% เมื่อมารวมกับปัจจัยสนับสนุนของค่าเงินบาทที่เฉลี่ยเคลื่อนไหวอยู่ที่ 35-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะเอื้อต่อการสนับสนุนการส่งออกของไทยสามารถผลักดันการเติบโตได้ดียิ่งขึ้น”

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น จะช่วยสนับสนุนความแข็งแกร่งของภาคตลาดเงินตลาดทุนไทยในปี 2560 ที่ดาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 1,600-1,650 จุด และอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ร้อยละ 1.50 ซึ่งจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2560 เติบโตได้ 3.5-4.0% ตามที่ประเมินไว้.

 

Topica Founder Institute โครงการที่ช่วยให้สตาร์ตอัพไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 27 ธ.ค. 2559 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822569


Topica Edtech Group ผู้นำด้านการศึกษาออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสตาร์ตอัพด้านการศึกษา ที่ช่วยพัฒนาให้ทุกคนได้เข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพียงแห่งเดียวในโลก โดยมีสาขาทั้งในเวียดนาม, สิงคโปร์, ฟิลิบปินส์, อินโดนีเซีย และไทย ได้ส่งบริษัทในเครืออย่าง Topica Founder Institute (TFI) มาเปิดโครงการสร้างผู้ประกอบการสตาร์ตอัพในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังประสบความสำเร็จกับการเป็นผู้สร้างธุรกิจสตาร์ตอัพรายเดียวในเวียดนาม ที่ทำให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถระดมทุนได้กว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ชูจุดเด่นเป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ตอัพระดับเอเชีย กับหลักสูตรระดับโลก ด้วยโปรแกรม Founder Institute จากซิลิคอนวัลเล่ย์ แหล่งกำเนิดธุรกิจสตาร์ตอัพระดับโลก อาทิ Apple, Facebook, Sanook เป็นต้น โดยมีสาขาใน 60 ประเทศทั่วโลก ร่วมกับการเรียนรู้การเป็นสตาร์ตอัพจากกูรูแถวหน้าจากซิลิคอน วัลเล่ย์ เพิ่มความเข้มข้นด้วยเมนเทอร์สตาร์ต อัพชื่อดังในธุรกิจไทยและทั่วโลก มาเป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด

คุณบ๊อบบี้ หลิว ผู้อำนวยการโครงการสร้างสตาร์ตอัพของ TFI Bangkok 2016 กล่าวว่า “สำหรับ Topica Founder Institute นับเป็นหนึ่งในระบบ Ecosystem ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยง ชี้นำแนวทางและบ่มเพาะให้ผู้ประกอบการที่เข้าอบรมเรียนรู้กระบวนการทางธุรกิจเชิงลึกร่วมกัน ส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งทุน สร้างความเข้มแข็ง เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคม อย่างมั่นคงและยั่งยืน หลังจบการอบรมไปแล้วสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้เลยภายในเวลา 3.5 เดือน โดยแต่ละสัปดาห์จะมีเมนเทอร์มาคอยให้คำแนะนำ แชร์ประสบการณ์ผ่านหัวข้อต่างๆ ในทุกสัปดาห์ โดย Mentor ของเราล้วนแล้วแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จจากการสร้างธุรกิจสตาร์ตอัพของตัวเองมาแล้วทั้งสิ้น อาทิ คุณแซม สุรวัฒน์ พรหมโยธิน เจ้าของ บ. Style Hunt และเคยทำงานที่ซิลิคอน วัลเล่ย์มากว่า 10 ปี คุณสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ CEO ของ Dtac Accelarate เป็นต้น

นอกจากนี้ Topica Founder Institute ยังมีจุดแข็งอยู่ตรงที่มีการช่วยเพิ่มศักยภาพสตาร์ตอัพไปสู่ความสำเร็จผ่านเครือข่ายธุรกิจสตาร์ตอัพระดับเอเชียและระดับโลก หลังจบการอบรมหลักสูตรดังกล่าว เราได้จัดงาน Topica Founder Showcase Bangkok ณ C-Asean อาคารไซเบอร์ เวิลด์ ถนนรัชดา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2559 เพื่อโชว์ศักยภาพของผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรรุ่นแรกจำนวน 9 รายในประเทศไทยจากบรรดาผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพ ที่ลงทะเบียนอบรมทั้งสิ้น 36 ราย จาก 6 ประเทศ นำเสนอผลิตภัณฑ์ และแผนธุรกิจของพวกเขาต่อกลุ่มองค์กรที่ต้องการจะร่วมลงทุนและนักลงทุนอิสระกว่า 40 ราย เช่น Galaxy Ventures, GREE Ventures ,CyberAgent Ventures, Unitus Impact, Carego, Innovatube และ Digital Ventures เพื่อเป็นช่องทางการต่อยอดทางธุรกิจต่อไป”

ตัวอย่างของธุรกิจสตาร์ตอัพของโครงการที่น่าสนใจ อาทิ แอพพลิเคชั่นหางาน GrabaJob ของคุณชนิดา เสถียรปภาพร ซึ่งมีบริษัทที่ต้องการรับสมัครงานเข้ามาเป็นลูกค้าเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า และมียอดคนที่ต้องการหางานใช้แอพพลิเคชั่นนี้เพิ่มขึ้นสามเท่า ในจำนวนนี้มี True และ IBM เป็นลูกค้าด้วย ทำให้บริษัทระดมทุนได้มากถึง 50,000 เหรียญสหรัฐ กล่าวว่า “ตอนเริ่มเข้ามาอบรมต้องผ่านการทดสอบทางด้านจิตวิทยาซึ่งส่งมาจากทางซิลลิคอน วัลเล่ย์ ที่จะช่วยให้เรามองเห็นจุดเด่นและจุดด้อยของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้เราสามารถกำหนดบทบาทของเราในการทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น โดยส่วนตัวอยู่สาย HR มาโดยตลอด ทำให้รู้สึกยากในช่วงแรกๆ เพราะธุรกิจสตาร์ตอัพมักเกี่ยวข้องกับ IT แต่เมนเทอร์ของ TFI สามารถทำให้เราตกผลึกไอเดีย และแนวทางสร้างธุรกิจได้อย่างชัดเจน มีการบ้านที่ต้องส่งภายใน 48 ชั่วโมง ยิ่งช่วยผลักดันให้เราต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เพราะถ้าเราไม่ส่งการบ้าน ก็จะถูกเชิญออกจากหลักสูตร”

อีกธุรกิจที่น่าจับตามอง และเหมาะสมกับสภาพการจราจรที่ติดขัดของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง คือ Kparking ของคุณแดเนียล ทังไช แดเนียลนำเอาจุดอ่อนด้านที่จอดรถและปัญหารถติดมาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มค้นหาที่จอดรถ “แนวคิดนี้มีในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว แต่ผมนำโมเดลมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเทศไทย เลยออกมาเป็น Kparking ที่พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็ คือ Air BNB สำหรับรถนั่นเอง การอบรมช่วยให้ผมมองเป้าหมายและมีขั้นตอนไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หลังจบหลักสูตรทาง TFI ยังได้เชิญ Investor มาเข้าชมผลงานของทุกคน ซึ่งช่วยเปิดช่องทางการระดมทุนสร้างธุรกิจอีกทางหนึ่ง”

คุณสุรสิทธิ์ สัจจะเดว์ ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่นจองร้านอาหารออนไลน์ HungryHub ซึ่งสร้างรายได้กว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ กล่าวว่า “ตอนที่ผมอบรมกับ TFI นั้น ผมมีร้านอาหารในระบบเพียงแค่ร้านเดียว ตอนนี้ผมมีร้านอาหารเข้ามาร่วมในระบบกว่า 20 ร้าน มียอดจองในแต่ละวันเพิ่มจากเดิมกว่าสิบเท่า ทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นสิบเท่า ผมปลื้มมากที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนและผู้ฝึกสอนของ TFI ได้ช่วยกันทดสอบ และให้ความเห็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนธุรกิจของผมในทันที ทันใด”

Topica Founder Institute ได้จัดการโครงการอบรมสตาร์ตอัพมาแล้ว 5 รุ่น ตั้งแต่ปี 2554 โดยมีผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพที่จบหลักสูตรแล้ว 59 ราย จาก 3 เมืองทั้งที่อยู่ในภูมิภาค และนอกภูมิภาคนี้ อาทิ Appota (appota.vn), S3 (s3corp.com.vn), Kyna (kyna.vn, Beeketing (Beeketing.com) และ IMAP (imap.com.vn) สตาร์ตอัพชั้นนำ 15 ราย ที่ผ่านการอบรมกับ TFI สามารถหาเงินลงทุนได้กว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีมูลค่าธุรกิจรวมกันสูงถึง 80 ล้านเหรียญสหรัฐ

เกี่ยวกับ Topica EdTech Group:

Topica EdTech Group เป็นผู้นำด้านการศึกษาออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีพนักงานประจำ 1,000 คน และ อาจารย์ผู้สอน 1,800 คน ในกรุงเทพฯ ดานัง ฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ จาการ์ตา มะนิลา และสิงคโปร์

Topica Uni ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 11 แห่ง และสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เปิดหลักสูตรปริญญาออนไลน์ที่มีคุณภาพสูง Topica Native เปิดหลักสูตรเรียนสนทนาภาษาอังกฤษออนไลน์ในอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม

Topica Founder Institute เป็นผู้สร้างสตาร์ตอัพรายเดียวในเวียดนาม ที่ผู้ผ่านการอบรมระดมทุนได้กว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริหารสาขาในไทยและเวียดนาม ของ Founder Institute จากซิลิคอนวัลเล่ย์ ซึ่งมีสาขาในกว่า 60 ประเทศ

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822313


ทองเปิดตลาดวันที่ 27 ธ.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300 ขายออกบาทละ 19,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 ขายออกบาทละ 19,900 บาท…

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300.00 บาท ขายออกบาทละ 19,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท

 

จี้แบงก์พาณิชย์คุ้มครองผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822122


ห้ามหลอกขายผลิตภัณฑ์การเงิน-ขายพ่วงประกันแบงก์ชาติจี้แบงก์พาณิชย์คุ้มครองผู้บริโภคคุมเข้มพนักงาน ห้ามหลอกขายผลิตภัณฑ์และขายพ่วงประกัน โละทิ้งแบบฟอร์มตัวเล็กอ่านไม่ออก เนื้อหาคลุมเครือ พร้อมสั่งแยกช่องให้ลูกค้ากรอกข้อมูลที่ต้องการเปิดเผย และไม่ต้องการ ป้องกันเอาข้อมูลให้บริษัทประกันในเครือไปใช้งานต่อ วอนลูกค้าหาความรู้ทางการเงิน และกล้าร้องเรียนถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับสถาบันการเงิน เปิดเผยถึงการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ของ ธปท.ในส่วนของการคุ้มครองและให้ความรู้กับผู้บริโภคว่า ธปท.ได้หารือกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ปรับปรุงแบบฟอร์มการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และวิธีการให้บริการของพนักงานธนาคารพาณิชย์ในการให้ความรู้ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยต้องอธิบายข้อดีและข้อเสียของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน มีทางเลือกให้กับลูกค้า รวมทั้งไม่บังคับให้ลูกค้าต้องซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

“แบบฟอร์มรายละเอียดผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ทั้งสินเชื่อ เงินฝาก ประกัน หรืออื่นๆ ได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงแบบฟอร์มที่ตัวเล็กมากจนอ่านไม่ออก ทำให้ลูกค้าไม่ได้อ่านละเอียด โดยขอให้เปลี่ยนเป็นขนาดตัวอักษรที่อ่านสบายตา รวมทั้งพนักงานต้องอธิบายรายละเอียดสำคัญๆ ให้ลูกค้าเข้าใจก่อนตัดสินใจ”

สำหรับการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าให้บริษัทประกันในเครือธนาคารพาณิชย์ หรือเงื่อนไขการยอมรับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพิ่มเติม ซึ่งทำให้บริษัทประกัน หรือกองทุนในเครือธนาคารพาณิชย์สามารถ โทร.หาลูกค้าเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจสร้างความรำคาญได้และหลายคนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มหัวข้อดังกล่าวแยกออกมาต่างหาก เพื่อให้ลูกค้าเลือกที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือรับการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้อย่างสมัครใจ ไม่เขียนคลุมเครือ หรือทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด หรือสับสนกับการให้ข้อมูลกับเครดิตบูโร ซึ่งลูกค้าควรทำความเข้าใจในเงื่อนไข หากยอมรับเปิดเผยข้อมูลก็ไม่สามารถร้องเรียนใดๆได้

ส่วนลูกค้าร้องเรียนเรื่องธนาคารพาณิชย์ขอให้ทำประกันพ่วงกับการขอสินเชื่อ เช่น ประกันอัคคีภัย หรือประกันภัยการเสียชีวิต กรณีขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือประกันรถยนต์ กรณีขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์นั้น ธนาคารพาณิชย์ต้องไม่บังคับให้ลูกค้าทำ และควรให้ลูกค้าได้เลือกทำประกันแบบที่ตนเองถูกใจ ไม่ใช่แค่ให้เลือกทำกับบริษัทประกันในเครือธนาคารพาณิชย์เท่านั้น

นายรณดลกล่าวต่อว่า ในส่วนที่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งต้องการให้พนักงานทำยอดการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และประกันภัย โดยคิดเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลงานนั้น ขอให้ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ปรับแนวทางให้ดีขึ้น ไม่ให้พนักงานบังคับ หลอกล่อ หรือหลอกขายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเพียงเพราะต้องการทำยอด แต่ในการประเมินผลงาน ขอให้นำเรื่องการร้องเรียนการให้บริการที่ไม่ได้บอกข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดกับลูกค้า และการบังคับ หรือหลอกขายผลิตภัณฑ์ มาเป็นส่วนของการประเมินผลงานด้วย

“ขณะเดียวกันประชาชนต้องหาความรู้เพิ่มเติม กล้าสอบถาม และร้องเรียนพนักงานของธนาคารพาณิชย์ หากคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ได้ทางเลือกที่เหมาะสม โดยร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร. 1213 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะ– กรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมทั้งคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่ง ธปท.พยายามแก้ไขเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จในปีหน้า”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธปท.ได้ออกหนังสือแจ้งถึงธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (ธนาคารรัฐ) บริษัทผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและหรือสินเชื่อบุคคลภายใต้กำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) บริษัทผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (นาโนไฟแนนซ์) ทุกแห่ง เพื่อกำชับให้ควบคุมดูแลรักษาข้อมูลความลับของลูกค้า เพราะผู้บริโภคร้องเรียนการนำข้อมูลจากสถาบันการเงินไปเปิดเผย หรือนำไปใช้แสวงหาประโยชน์ในทางที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หรือประชาชน รวมถึงนำไปใช้ประโยชน์ในการขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงินอื่นๆ ทั้งที่ข้อมูลอยู่ในการควบคุมของสถาบันการเงิน ผู้มีอำนาจในการจัดการ และพนักงานของสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการนั้นๆ

ทั้งนี้ ธปท.ขอย้ำให้สถาบันการเงินตระหนักถึงความสำคัญและความรับผิดชอบต่อการเก็บรักษาข้อมูลลูกค้า พร้อมมาตรการป้องกันการนำข้อมูลออกเปิดเผย หรือนำไปใช้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ ซึ่งนอกจากถือเป็นความผิด ต้องรับโทษตามกฎหมาย โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว ยังอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินโดยรวมได้ นอกจากนี้ ธปท.ยังอยู่ระหว่างทบทวนแบบฟอร์มและกฎระเบียบในการเปิดเผยข้อมูลลูกค้า โดยแบบฟอร์มการขอให้ยินยอมเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าต้องชัดเจน ตัวหนังสืออ่านได้สะดวก และมีข้อมูลที่ระบุชัดเจนว่าอะไรให้เปิดเผยได้ หรือข้อมูลใดให้นำไปใช้เพื่อขอทราบบริการ หรือผลิตภัณฑ์อื่น หากลูกค้ากาช่องที่ไม่ต้องการเปิดเผย สถาบันการเงินไม่สามารถเอาข้อมูลไปใช้เสนอบริการ หรือขายพ่วงผลิตภัณฑ์อื่นๆได้.

 

ยกเครื่องให้บริการลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822121


ธนาคารใช้มาตรฐานเดียวกัน 30 ธ.ค.นี้นายปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.นี้ เป็นต้นไป สมาชิกสมาคมธนาคารไทย 15 แห่ง และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ จะใช้มาตรฐานระยะเวลาการให้บริการของภาคธนาคารพาณิชย์ (เอสแอลเอ) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ และการดูแลลูกค้าให้ได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็วขึ้นตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมาตรฐานเอสแอลเอ ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1.การรับและดูแลเรื่องร้องเรียน ได้แก่ ยืนยันการรับเรื่องร้องเรียน แจ้งยุติหรือความคืบหน้า แก้ไขเรื่องร้องเรียน 2.สินเชื่อ ได้แก่ ไถ่ถอนหลักประกัน ออกหนังสือยืนยันการชำระหนี้เสร็จสิ้น ขอตรวจสอบสถานะบัญชีสินเชื่อ โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้เช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้น พิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

3.เงินฝาก ได้แก่ ทำธุรกรรมฝาก ถอนเงินสดผ่านเครื่องถอนเงินสด (เอทีเอ็ม) เครื่องรับฝากเงินสด (ซีดีเอ็ม) แต่เกิดข้อผิดพลาด ขอตรวจสอบรายการโอนเงินผิดบัญชี 4.บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ อายัดบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิต ทักท้วงการชำระเงินของผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิต และ 5.บริการทั่วไป ได้แก่ ขอข้อมูลประเภทต่างๆ เช่น การคำนวณดอกเบี้ย รายการเดินบัญชีเงินฝาก เป็นต้น

“แต่ละธนาคารมีกรอบเวลาให้บริการลูกค้าต่างกัน ในปี 59 สมาคมจึงประกาศมาตรฐานการให้บริการเดียวกัน โดยเริ่มจากการบริการภายในธนาคารเดียวกันก่อนเมื่อเดือน ก.พ. จากนั้นขยายไปธุรกรรมข้ามธนาคารเดือน มิ.ย. และสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ให้ประกาศเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งทุกธนาคารต้องให้บริการไม่เกินกรอบเวลาที่กำหนด แต่สามารถให้บริการเร็วกว่านั้นได้ โดยลูกค้าเข้าไปดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ของแต่ละธนาคาร”.

 

ดีเดย์ 28 ธ.ค.เปิดประมูลระบายสต๊อกยาง เร่งผ่าตัดเนื้อร้ายที่กัดกินกดราคาเตี้ยต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822118


นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 ธ.ค.59 กยท.จะเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่ง (เอสทีอาร์ 20) และยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ซึ่งเป็นยางที่รับซื้อจากเกษตรกรในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชน รวม 310,000 ตัน ถือเป็นยางลอตแรกจำนวน 6 โกดัง จาก 64 โกดัง โดยราคาตั้งต้นประมูลยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) และยางแท่ง 68 บาทต่อ กก. ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาตลาด“กยท.มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อราคายางในประเทศแน่นอน และเชื่อว่าการระบายยางออกไป จะเป็นการตัดเนื้อร้ายที่จะกัดกินราคายางไม่ให้สูงขึ้นไปมากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้ราคายางพาราในปี 60 พุ่งขึ้นกว่าปี 59 โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 60-80 บาท โดยหลังจากเปิดประมูลลอตแรกเสร็จจะพิจารณาเปิดประมูลลอตต่อไปจนครบทั้งหมด 64 โกดัง โดยตั้งเป้าหมายว่าการเปิดประมูลนัดสุดท้ายในเดือน เม.ย.60 เพื่อให้ส่งมอบยางทั้งหมดในเดือน พ.ค.60

ขณะที่นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวว่า ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณี กยท.ประกาศขายยางในสต๊อก 310,000 ตันอย่างรีบเร่งผิดปกติ โดยขอให้ศาลชะลอการประมูลยางออกไปอีก 3 เดือน และเปิดขายในเดือน มี.ค.60 เพื่อป้องกันไม่ให้ราคายางพาราตก.

 

จ่อรีดภาษีธุรกิจออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822110


นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรจะร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อออกกฎหมายภาษีฉบับใหม่ขึ้นมาบังคับใช้ธุรกิจออนไลน์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือเรียกว่า “e-Business” คาดว่ากฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในกลางปี 2560 โดยคณะทำงานทั้ง 3 ฝ่ายได้ศึกษาแนวทางปฏิบัติของหลายประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ อินเดียและนอร์เวย์ เป็นต้น เบื้องต้นพบว่าหลายประเทศประสบปัญหาจัดเก็บภาษี e-Business เช่นเดียวกัน ทั้งนี้กรมสรรพากรอาจนำแนวทางการจัดเก็บภาษีของต่างประเทศมาปรับปรุงและประยุกต์ใช้ ซึ่งบางประเทศกำหนดให้ผู้ให้บริการออนไลน์ต้องขออนุญาต โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีสถานที่ประกอบการอยู่ในประเทศ หากไม่จดทะเบียนตั้งบริษัทในประเทศก็จะปิดช่องทางติดต่อและช่องทางโอนเงิน เป็นต้น“ปัจจุบันผู้ให้บริการ e-Business มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเหมือนกับผู้ประกอบการทั่วไป ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งจัดเก็บภาษีได้จากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการในต่างประเทศ เช่น กูเกิ้ล เฟซบุ๊ก บิทคอยน์ การขายบริการห้องพัก หรือโรงแรมทางอินเตอร์เน็ตนั้น ไม่ได้จดทะเบียนบริษัทอยู่ในประเทศไทย กรมสรรพากรก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษี ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ในแต่ละปีมีรายได้นับหมื่นล้านบาท”.