ติดเงื่อนขายพ่วง 6 ช่องแพงหูฉี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822106


“เอชบีโอ” ลาจอ “ทรูวิชั่นส์” เจรจาไม่ลงตัว“ทรูวิชั่นส์” จบสัมพันธ์ 18 ปีกับ “เอชบีโอ” หลังเจรจาเงื่อนไขธุรกิจไม่ลงตัว อยากซื้อเอชบีโอช่องเดียว แต่โดนขายพ่วง 6 ช่องแพงหูฉี่ ขณะที่สมาชิกบ่นฉายหนังซ้ำวนไป เผยธุรกิจทีวีปีนี้เจ็บถ้วนหน้า ทีวีดาวเทียมทยอยปิดจาก 700 ช่องเหลือ 400 ช่อง

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.มีมติอนุมัติให้บริษัททรูวิชั่นส์ กรุุ๊ป ยุติการให้บริการและยกเลิกใบอนุญาตช่องรายการ จำนวน 6 ช่อง ได้แก่ ช่อง HBO (เอชบีโอ), Cinemax, HBO Signature, HBO Family, HBO Hit, RED BY HBO เนื่องจากไม่สามารถเจรจาต่อสัญญากับเอชบีโอได้ โดยจะมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป โดยทางทรูวิชั่นส์แจ้งว่าจะเพิ่มช่องรายการใหม่เพื่อทดแทนช่องหนังที่หายไป ทั้งนี้การขอยกเลิกบริการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบ กสทช. คือแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ส่วนการดูแลคุ้มครองผู้บริโภคนั้น คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะตรวจสอบและติดตามต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีทรูวิชั่นส์นั้น ตกเป็นข่าวก่อนที่ประชุม กสท.มีมติ เนื่องจากเมื่อเวลา 22.40 น. ของวันที่ 25 ธ.ค. น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ได้ชิงสื่อสารผ่านทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัว ระบุวาระการประชุมบอร์ด กสท. ในวันที่ 26 ธ.ค. จะพิจารณาเรื่องทรู วิชั่นส์ ขอยกเลิก 6 ช่องรายการ แต่กลับไม่ได้ส่งเข้าคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้ดูเรื่องผลกระทบต่อสมาชิก คงถือเป็นข่าวร้ายปีใหม่ของสมาชิกทรูวิชั่นส์ อย่างไรก็ตาม บอร์ด กสท.ส่วนใหญ่ มีมติให้ยกเลิก เพราะตกลงกันไม่ได้ แต่ น.ส.สุภิญญา ไม่เห็นด้วย โดยขอดูแผนเยียวยาสมาชิกก่อน

ด้านนายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ รองหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านการพาณิชย์ และหัวหน้าสายงานการพาณิชย์และพัฒนาธุรกิจ ทรูวิชั่นส์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับเพิ่มช่องรายการใหม่ครั้งนี้พิจารณาตามแนวโน้มการรับชมรายการจากทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งบางรายการที่ซ้ำซ้อน โดยคำนึงถึงเรตติ้งและความนิยมของผู้ชม โดยผังใหม่จะนำมาออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 จำนวน 6 ช่องคือ 1. Warner TV ช่องภาพยนตร์และซีรีส์จากอเมริกา 2.Sony Channel ช่องบันเทิงฮอลลีวูด 3.Paramount Channel ช่องภาพยนตร์ รวมทั้งเบื้องหลังภาพยนตร์ 4.Fox Action Movies HD ช่องหนังบล็อกบัส-เตอร์แอ็กชั่น 5.Celestial Classic Movies ช่องหนังจีนมาสเตอร์พีซ จาก Shaw Brothers 6.Food Network ช่องรายการอาหาร ส่วนในเดือน มี.ค.2560 มีแผนเพิ่มอีก 2 ช่องเพื่อตอบโจทย์คอหนัง หนึ่งในนั้นคือช่อง True Films HD2

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การแยกทางระหว่างทรูวิชั่นส์กับเอชบีโอน่าจะเป็นเรื่องช็อกสำหรับสมาชิกทรูวิชั่นส์ไม่น้อย เนื่องจากช่องเอชบีโอถือเป็นช่องขายหลักและอยู่คู่ทรูวิชั่นส์มาตั้งแต่ปี 2541 หรือ 18 ปี มาแล้ว โดยในปีหน้าทรูวิชั่นส์ต้องการช่องเอชบีโอเพียงช่องเดียว เพราะเป็นช่องที่ทำเรตติ้งพอได้ ขณะที่เอชบีโอต้องการขายพ่วงแพ็กเกจทั้ง 6 ช่องไม่ขายแยกช่อง นอกจากนั้นสมาชิกทรูวิชั่นส์ยังร้องเรียนเข้ามาบ่อยครั้งว่า ช่องเอชบีโอมักจะฉายหนังซ้ำ ไม่มีหนังใหม่ๆ เท่าที่ควร แต่มีค่าลิขสิทธิ์แพงเป็นระดับต้นๆ

ทั้งนี้ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจทีวีประสบปัญหาด้านรายได้มาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ช่องทีวีดิจิทัลเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมก็ได้ทยอยขอยกเลิกกิจการ ทำให้ปัจจุบันมีผู้รับใบอนุญาตทีวีดาวเทียมเหลือเพียง 400 ราย จากเดิมมากกว่า 700 ราย โดยล่าสุดบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งขอยุติการออกอากาศโทรทัศน์ช่องทีวีดาวเทียม Mcot 1 (เอ็มคอต วัน) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560 ด้วย หลังออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2550.

 

กยท.หนุนยางล้อประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822105


นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้เร่งผลักดันโครงการยางล้อประชารัฐ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางในประเทศ โดยร่วมกับบริษัทเอกชนทำการผลิตยางล้อรถยนต์นั่ง ที่มีส่วนผสมของยางพาราเพิ่มขึ้น นำร่องขายให้กับสหกรณ์รถแท็กซี่ และผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ซึ่งปัจจุบันขึ้นทะเบียน 73,000 คัน หากทุกคันมีการเปลี่ยนยางล้อปีละ 1 ครั้ง จะมีการใช้ยางล้อ 292,000 เส้น เป็นการใช้ยางเพิ่มขึ้น 584,000 กิโลกรัม (กก.) ต่อปี“กยท. จะนำโครงการดังกล่าวมาใช้กับรถยนต์ของ กยท. โดยปัจจุบัน กยท.มีรถยนต์ทั่วประเทศ 333 คัน ต้องใช้ยางล้อ 1,400 เส้น และจะเร่งขยายโครงการนี้สู่หน่วยงานราชการอื่นๆ ตั้งเป้าปี 2560 จะมีรถยนต์เปลี่ยนมาใช้ล้อยางใหม่ 5,000 คัน ซึ่งโครงการยางล้อประชารัฐ ใช้เวลาดำเนินโครงการระหว่างเดือน ม.ค.2560-ธ.ค.2561 ตั้งเป้าให้เกิดการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 48 ตันต่อปี ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ ที่ส่งออกรายใหญ่ของโลก ปี 2558 มีผลผลิต 4.47 ล้านตัน นำไปใช้ภายในประเทศ 0.6 ล้านตัน ส่วนใหญ่ถูกใช้ในการผลิตยางยานพาหนะ 0.34 ล้านตัน”.

 

บีโอไอปี 60 สู่สมดุลประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822102


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางสำหรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2560 ว่าต้องดูแลให้เกิดความสมดุลระหว่างการลงทุนภายในประเทศ และการลงทุนจากภายนอกประเทศ ดังนั้นการทำงานของบีโอไอก็ต้องพยายามขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่สมดุลดังกล่าวทั้งนี้ ในปีหน้าจะเปลี่ยนแปลงแนวทางส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ ให้ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ไม่เฉพาะด้านอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 1.การลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ บีโอไอต้องตอบโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ดึงดูดนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเข้ามา 2.ด้านเอสเอ็มอี ทำอย่างไรให้เกิดเอสเอ็มอีภาคเกษตร 3.การลงทุนในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ 4.การลงทุนด้านเทคโนโลยี 5.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า ขนส่งระบบราง เขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมทั้งยังจะมีกฎหมาย 4 ฉบับ ที่มาช่วยขับเคลื่อนการลงทุน ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ ที่ให้สิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุนสูงสุดถึง 13 ปี ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว คาดว่ามีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า ฯลฯ

“ท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ให้ทิศทางบีโอไอปีหน้าว่าบีโอไอต้องโฟกัสเจาะตลาดเป็นรายประเทศ ซึ่งจะไปดูว่าแต่ละประเทศมีอุตสาหกรรมอะไรที่ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 ได้บ้างโดยเฉพาะในอีอีซี ก็จะไปชักจูงให้มาลงทุน เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง”

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 11 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 500,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 550,000 ล้านบาท และบอร์ดบีโอไอได้เห็นชอบให้ส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมอีก 6 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 24,463 ล้านบาท อาทิ นาย Xiaoxu Wang ได้รับการส่งเสริมกิจการผลิตลวดเหล็ก เงินลงทุน 5,130 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นหลักคือบริษัท Jiangsu Xingda Steel Cord ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของจีน และเป็นการลงทุนในต่างประเทศครั้งแรก เพื่อขยายฐานการผลิตในเอเชียและผลิตลวดเหล็กเพื่อป้อนให้กับบริษัทผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ ซึ่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วหลายโครงการ.

 

ฝันกลางวัน “ลอตเตอรี่” ลดราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822097


นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า วันที่ 28 ธ.ค.นี้ คณะกรรมการสำนักงานสลากฯ (บอร์ด) จะมีการประชุมบอร์ดสลากฯเพื่อสรุปผลการดำเนินงาน หลังจากได้สั่งให้สำนักงานสลากฯไปปรับวันรับสลากจองซื้อล่วงหน้าให้ช้าไปอีก 5 วัน คือจากเดิมรับสลากจองซื้อทุกๆวันที่ 2 ของเดือน ก็ให้ไปรับสลากในวันที่ 7 ของทุกๆเดือน เพื่อตรวจรางวัลสำหรับสลากที่ออกในงวดวันที่ 16 ของทุกๆเดือนและจากที่รับสลากวันที่ 17 ของทุกๆเดือน ก็ให้รับสลากในวันที่ 22 ของทุกๆเดือน เพื่อตรวจรางวัลที่ออกในงวดวันที่ 1 ของเดือนถัดไป ทำให้มีเวลาขายเพียง 9 วัน จากเดิม 15 วัน ทำให้ผู้ค้ารวมสลากเลขชุดได้ยากขึ้นทั้งนี้ ที่ประชุมบอร์ดยังจะหารือถึงผลดีผลเสียเรื่องการพิมพ์สลากเพิ่มในงวดวันที่ 30 ธ.ค. และงวดวันที่ 17 ม.ค.2560 จากปกติที่มียอดพิมพ์งวดละ 60 ล้านฉบับคู่ ก็พิมพ์เพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านฉบับ รวมเป็น 65 ล้านฉบับคู่ หรือ 130 ล้านฉบับ เพื่อเพิ่มปริมาณสลากให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากในช่วงนี้ของทุกปี ราคาสลากจะแพงมาก จากที่กำหนดให้ขายคู่ละ 80 บาท ราคาพุ่งขึ้นเป็นคู่ละ 100 บาท แต่หากรวมเป็นเลข 5 ชุด หรือ 10 ชุด ราคาขึ้นเป็นคู่ละ 120 บาท

“ที่ผ่านมา ได้มีการแก้ปัญหาสลากเกินราคาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหามีรายละเอียดมากและต้องแก้ไขที่ละจุด จนกว่ากลไกลตลาดจะปรับเข้าสู่ความสมดุลคือ ขายในราคาไม่เกินคู่ละ 80 บาท แต่ก็มั่นใจว่านโยบายที่วางเอาไว้มาถูกทางแล้ว

เนื่องจากสลากงวดวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ราคาลดลงจากคู่ละ 100 บาท เหลือคู่ละ 80 บาท โดยเฉพาะวันที่ 16 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันออกรางวัลพบว่าราคาขายปลีกเหลืออยู่คู่ละ 75-76 บาท”.

 

รักแล้วชนะทุกอย่าง ธุรกิจขนมก็เช่นกัน คิดต่างสไตล์เวย์ตาน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/815501


กิ๊บเก๋ยูเรก้าปาจิงโกะตั้งแต่โลโก้แบรนด์ ไปจนถึงสีสันรูปแบบหีบ ห่อ กล่องและซอง พร้อมกิมมิคคำติดหูเป็นเอกลักษณ์ ใช่แล้ววันนี้เรากำลังจะพูดถึงธุรกิจสแน็ก ของกินเล่นจุบจิบที่มีทั้งขนมไทยและผลไม้อบแห้ง “เวย์ตาน่า” และ “แม็กแม็ก เวย์ตาน่า” ที่ดูรวมๆ แล้วแตกต่างจากในท้องตลาดทั่วไป และวางตำแหน่งตัวเองเป็นสินค้าพรีเมียมราคาไม่เบาอะไรทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จตั้งแต่เร่ิมต้นจนมาถึงปัจจุบันด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ตลอดจนแนวคิดและหลักบริหารธุรกิจทั้งหมดทั้งมวล “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปฟังจากปาก “นนทกช ปัญญาปัทม์” กรรมการผู้จัดการบริษัท เวย์ตาน่า จำกัด ผู้บริหารหนุ่มคนรุ่นใหม่เชื่อหรือไม่? เร่ิมต้นธุรกิจด้วยชอบกินเวย์ตาน่า เร่ิมธุรกิจตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 ถึงขณะนี้ อายุประมาณ 9 ปี ตนจบการศึกษาด้านแบรนดิ้ง จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนหน้าจะมาทำธุรกิจขนม ที่บ้านทำธุรกิจจำพวกให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร และโฆษณา อยู่ในวงการนี้ จึงไปเรียนนิเทศศาสตร์ จนเมื่อเข้าเรียนได้ไปคลุกคลีกับวงการศิลปวัฒนธรรม กับ ครูโต ม.ล.จิราธร จิระประวัติ ซึ่งก็เป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ด้วย มีโอกาสไปเรียนวาดรูป เรียนจัดดอกไม้ต่างๆ

หลังจากได้คลุกคลีด้านศิลปวัฒนธรรม ประกอบกับเป็นครอบครัวคนจีนก็จะทำธุรกิจอย่างเดียว เรื่องศิลปวัฒนธรรมจะไม่ค่อยละเอียดอ่อน เมื่อไปสัมผัสครูโต ขณะเดียวกันตนเป็นคนช่างกินอยู่แล้ว แต่เมื่อได้พบกับศิลปวัฒนธรรมละเอียดอ่อน และรู้ว่าสิ่งของของไทยเป็นสิ่งของที่ดีมากๆ ตั้งแต่ผลไม้ ขนมไทยและอาหารไทยต่างๆ จึงคิดว่า สิ่งเหล่านี้น่าสนใจ ประกอบกับเป็นคนไทย แล้วก็เป็นต้นทุนที่มีค่ามากๆ จึงคิดว่า เมื่อเราอยู่ในแหล่งวัตถุดิบประณีต ทั้งผลไม้ไทย สินค้าไทย ขนมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก ดังนั้น ถ้าจะทำแบรนดิ้งอะไรขึ้นมา หรือทำธุรกิจขึ้นมา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก

“นนทกช” ผู้บริหารและเจ้าของเวย์ตาน่า

ต่อมา เมื่อพูดถึงเมืองไทยเรื่องอาหารและขนมเป็นก็เป็นอันดับ 1 เพราะเมืองไทยเก่งเรื่องเกษตรกรรม ส่วนตัวก็เริ่มต้นด้วยรักในการกิน ชอบกิน ชอบเลือกของอร่อย เกิดจากความสนุก ดังนั้น น่าจะเลือกของดีๆ มาทำขาย แล้วบางทีอาจไปจ้างทำก็ได้ เพราะจบแบรนดิ้ง ไม่ได้จบด้านคหกรรรม หรือ เชฟ จึงไปเลือกกลุ่มแม่บ้าน หรือแหล่งผลิต หรือเชฟ เพื่อให้ทำขนมมาให้แบรนด์เรา เร่ิมเกิดการจับแพะชนแกะขึ้นมาแบบนี้ เร่ิมต้นแบบนี้จนเป็นธุรกิจอย่างทุกวันนี้

คิดต่าง ทำไมขนมไทยขายแพงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม พบปัญหาอย่างหนึ่งว่า เมื่อพูดถึงขนมไทยจะคิดถึงขนมแบบเดิมคือ 5 บาท 10 บาท ราคาถูก เมื่อเทียบกับขนมต่างประเทศที่เข้ามาในไทยชิ้นละ 100 บาท หรือ 200-300 บาท แต่ว่าอร่อย จึงมาคิดวิเคราะห์ว่า ทำไม ทั้งๆ ที่ของไทยร้านเด็ดๆ อร่อยๆ มีจำนวนมาก จนพบว่าคนไทยรับรู้และคิดมาตลอดว่า ขนมไทยต้องราคาถูก แม่ค้าเลยไม่กล้าทำของดี เลยคิดว่าน่าจะเอาสิ่งดีๆ ตรงนี้มอบให้คนไทย

แรกๆ เร่ิมต้นทำเป็นขนมสด พวกมะพร้าว ข้าว ซึ่งเมื่อเลือกของดีๆ มาทำก็อร่อยมาก ราคาขายก็สมเหตุสมผลกับตนทุนที่นำมา เพราะถ้านำมาแต่ของถูกๆ จะไม่ค่อยอร่อย เมื่อตั้งสมมติฐานแบบนี้ โดยคิดว่าแบรนด์จะเป็นไปในทิศทางนี้ ก็เปิดร้านทดลอง การเปิดร้านทดลองก็แถวบางขุนนนท์ เนื่องจากมีตึกของครอบครัวเก็บอุปกรณ์จำพวกขาไฟต่างๆ แล้วปิดอยู่ ส่วนข้างๆ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนคึกคัก ก็ลองเปิดเป็นหน้าร้าน โดยร้านข้างๆ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวปลา มองโอกาส คิดว่าต้นทุนที่มี มีอะไรบ้าง

เมื่อก่อนข้างๆ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวปลาราคาแพง 60-70 บาท ต้องมีเงินระดับหนึ่งถึงมากิน ซึ่งก็ตอบโจทย์ของเรา เพราะว่า จะขายขนมราคาแพงอยู่แล้วก็นำมาทดลองขาย โดยเปิดตึกแล้วทดลองขาย คิดว่าถ้าจะลงทุนจำนวนมากต้องมีความมั่นใจก่อนจึงทดลองขาย เร่ิมต้นด้วยพวกขนมสาคูมะพร้าวอ่อน เม็ดบัวฉาบ เป็นต้น ทั้งนี้ ขนมสดถ้วยหนึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ทั่วไปราคา 6 บาท เราขาย 20 บาท นั่นคือ แพงกว่า 2 เท่า ในขณะนั้น พ่อแม่บอกเอาไปทิ้งเถอะหรือแจกดีกว่า ขายไม่ได้แน่ๆ เพราะแพงไป แต่ไปๆ มาๆ จากเร่ิมให้ชิมและขายประมาณ 1 เดือน กลายมาเป็นลูกค้าประจำ ชอบกินมาก ดังนั้น จึงจ้างลูกจ้างพิเศษ เป็นลูกน้องที่ทำอุปกรณ์กองถ่ายมาขาย

ขณะเดียวกัน ช่วงนั้นมีงานถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเยอะมากจึงปิดร้านไป แต่ด้วยความที่จบด้านกราฟิก และนิเทศศาสตร์ จึงมีความรู้พื้นฐานด้านฉลากมาบ้าง ลูกค้าจึงได้เบอร์โทรศัพท์จากตรงนี้ ซึ่งเรื่องฉลากสินค้านี้ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งขณะนั้นเรารู้ว่าสำคัญ เพราะเรียนมาว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้ลูกค้าจดจำเราได้ง่ายๆ ดังนั้น ทั้งฉลากและอะไรๆ จะมีกิมมิคให้คนจดจำง่าย ซึ่งจากตรงนี้ ส่งผลให้เมื่อปิดร้านลูกค้าโทรศัพท์มาหาตลอดทุกวัน จนผ่านไป 1 เดือน ก็ยังยุ่งไปถ่ายต่อในพัทยา ดังนั้น จึงตัดสินใจเปิดเป็นร้านเล็กๆ จากแต่ก่อนเป็นแผงขายหน้าตึก

ทดลองตลาดจนมั่นใจก่อนลุยเต็มสูบ

หลังจากวันนั้น เมื่อเปิดเป็นร้านเล็กๆ ทดลองอยู่ประมาณ 1 ปี พบว่าลูกค้าพร้อมจ่าย คนไทยมั่นใจว่าของไทยดี และแสวงหาสินค้าที่ดีจริงๆ แล้วเป็นปัญหาเดียวกันกับที่ส่วนตัวพบคือ เวลาไปหาอะไรกินต้องเสี่ยงว่า จะอร่อยหรือไม่ จ่ายแพงกว่านิดหน่อยแต่ได้ของอร่อยชัวร์ มีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ จึงเร่ิมธุรกิจจริงจัง

ชื่อ “เวย์ตาน่า” มีที่มาลึกไม่ธรรมดา

ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงใช้ชื่อเวย์ตาน่านั้น จริงๆ แล้วเป็นคนที่สนใจพุทธศาสนาด้วย แล้วก็คิด ซึ่งรากศัพท์ เวย์ตาน่า มาจากคำว่า เวทนา แปลว่า ความรู้สึก แต่ถ้าจะตั้งชื่อว่า เวทนา เป็นความรู้สึกเชิงลบ เลยให้อ่านเป็นภาษาบาลี ที่มาจากคำว่า เวทนา จึงเขียนเป็นอักษรโรมันภาษาอังกฤษว่า เวย์ตาน่า จะได้อ่านง่ายๆ และน่ารัก รากศัพท์มาจากตรงนั้น

สินค้าทุกตัวผ่านการคิดมีคาแรคเตอร์

ขณะเดียวกัน คิดว่าสินค้าแต่ละตัวโดยเฉพาะขนม เป็นของฟุ่มเฟือย เป็นสิ่งแสดงความรู้สึกแสดงอารมณ์ แสดงศิลปวัฒนธรรมของคน แล้วก็ประสานกับคำศัพท์ และใส่กิมมิคน่ารักๆ อะไรลงไปเพื่อให้ขนมแต่ละตัวบ่งบอกตัวเอง หรือเปรียบเทียบถ้าขนมพูดได้จะพูดแบบนี้กับคนที่กิน หรือซื้อฝาก เลยเป็นที่มาของชื่อ

ถึงวันนี้ ผ่านมา 8-9 ปี ลูกค้าจดจำแพ็กกิ้งได้ ด้วยดีไซน์ที่ชัดเจนพร้อมด้วยคำกิมมิคต่างๆ เช่น บ๊วยคืนชีพ เป็นต้น แต่จำชื่อแบรนด์ไม่ได้ เพราะว่าอ่านยาก พอดีกับมีการค้าขายกับต่างประเทศด้วยทั้งฮ่องกง และยุโรป ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้อ่านชื่อแบรนด์ไม่ออก จึงปรึกษากับทีมงานต่างประเทศและทีมงานแบรนดิ้ง จึงตั้งชื่อใหม่โดยใช้โลโก้ภาพเดิมทั้งหมด เป็นใช้ชื่อว่า แม็กแม็ก แต่ว่ายังเป็นบริษัท เวย์ตาน่า เหมือนเดิม ตรงนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง พร้อมทำโลโก้ให้ดูสดชื่นขึ้น แต่ดีไซเนอร์เป็นครูโตเหมือนเดิม

นำสิ่งที่เรียนมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจฉลุย

จากความรู้ที่เรียนมา และนำสิ่งที่ชอบมาทำธุรกิจ มองว่าการที่เราทำแบรนด์ขึ้นมาแบรนด์หนึ่ง นั่นคือชีวิตเรา เป็นธุรกิจอะไรที่สามารถดำเนินไปทั้งชีวิตได้แล้วมีความสุข โดยคิดแบบนี้ ดังนั้น ควรนำเอาอะไรที่เป็นเรา หรือเป็นสิ่งรอบข้าง เป็นสังคมของเราแล้วเป็นสิ่งดีที่คิดสรรมาใส่ในนี้ โดยเวย์ตาน่าเป็นส่วนผสมตั้งแต่เรื่องศาสนา แบรนดิ้ง ดีไซน์ และศิลปวัฒนธรรมที่เราชอบอยู่แล้ว คิดว่าเหล่านี้เป็นคอนเน็กชั่นส์และทำได้ดีมาก อย่างที่ได้เลือกเมืองไทยเป็นเมืองอาหาร เมืองขนม ใส่เอบวกลงไปในผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เมื่อลูกค้าได้เอบวกทั้งหมดก็จะมีความสุข ให้มากกว่าที่ลูกค้าขอด้วยซ้ำ

มั่นมาก! กล้าขายราคาแพง แต่ไปได้

ถามว่า ถ้านึกถึง เวย์ตาน่า ลูกค้าจะนึกถึงอะไร ตรงนี้ลูกค้าจะคิดถึงขนมราคาแพง สิ่งนี้เป็นมาตั้งแต่เริ่มต้นและตั้งใจด้วย ไม่ใช่ว่า ลูกค้าบ่นว่าแพง คำว่า แพง หมายถึง สินค้าราคาสูง ซึ่งเราเลือกของเกรดเอมา ดังนั้นราคาจึงแพงกว่าตลาดนิดหน่อย เป็นเรื่องที่พนักงานเราทุกคนก็ได้บอกตลอดเลยว่า ลูกค้าบอกแบบนี้ ซึ่งเราขายแบบนี้จริงๆ

น่าภูมิใจสแน็กไทยส่งขายไกลเมืองนอก

ทั้งนี้ สินค้าที่ขายคนไทยจะมีกลุ่มบ๊วยต่างๆ บ๊วยคืนชีพ ลูกไหน องุ่น พรุน เอาไว้กินตอนบ่าย กินแก้ง่วงให้สดชื่น ส่วนที่เป็นขนมไทยก็ยังมีอยู่ เช่น เม็ดบัวฉาบ ขนมโสมนัส เป็นต้น ปีนี้ในกระเช้าปีใหม่จะมีหม้อแกงกรอบ เป็นขนมไทยที่นำมาประยุกต์แล้วอร่อย มีสมอหอมอโรคยา ขนมไทยรุ่นพ่อรุ่นแม่ หาไม่ได้อีกแล้ว

ส่วนสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งขายต่างประเทศ โดยบุกตลาดเอเชียเป็นหลัก เพราะกินอยู่คล้ายๆ กับเรา จะมีทั้งจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย เป็นต้น เป็นสินค้ากลุ่มมะม่วงอบแห้ง ทุเรียน และลำไย ซึ่งลำไยตัวนี้เป็นออร์แกนิกเกรดเอพรีเมียมกลิ่นหอมแตกต่าง

เลือกสินค้าพรีเมียมดีที่สุดทำแบรนด์ขาย

สินค้าแต่ละตัวมีหลักในการเลือกทำการตลาดและเลือกวัตถุดิบ เนื่องจากเราเป็นผู้คัดเลือกสินค้า ทำแบรนดิ้ง ดังนั้นจะไปดูตลาดที่ลูกค้าชอบอยู่แล้วก่อน ไม่ได้คิดถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างขึ้นมาเลยตั้งแต่ต้นน้ำ แต่เรานำมาทำขั้นตอนเจ็ด แปด เก้า โดยมีผลิตภัณฑ์ดังอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้เกรดพรีเมียมขึ้นมา แน่นอนจากตลาดทั้งหมดต้องมีคนที่ต้องการของพรีเมียมแน่นอน

เราเลือกสินค้าดังจากตัวอย่าง เช่น ทุเรียน เลือกเกรดดีที่สุดมาขาย สมมติว่า พอร์ตทุเรียนทั้งหมดในประเทศมูลค่าตลาดอาจจะเยอะมาก แต่เราเอาแค่ส่วนเดียวพอ ส่วนที่แพงสุด ดีสุด นำมาขาย เหมือนกันกับทุกๆ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้หลักนี้ เป็นต้นทางก่อน แล้วค่อยๆ แยกออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ บ๊วย ผลไม้แห้ง และขนมไทย

ลักษณะธุรกิจของเราเรียกว่า เทรดดิ้ง หมายความว่า สั่งโรงงานผลิต โดยโรงงานผลิตตตามสเปกเรา หรือซื้อวัตถุดิบจากโรงงานหนึ่งไปผลิตอีกที่หนึ่ง แนวๆ นี้จนเป็นสินค้าของเวย์ตาน่า

“บ๊วย”สร้างอาชีพของจริง ขายดีที่สุด

สำหรับสินค้าที่ขายดีที่สุดนั้น ถ้าในส่วนของคนไทย กลุ่มบ๊วยขายดีที่สุด ถ้าต่างชาติจะเป็นมะม่วงและทุเรียนที่ขายดี

ยังเติบโตได้ แม้เศรษฐกิจพ่นพิษบ้าง

เวย์ตาน่า เป็นบริษัทเล็ก ผลประกอบการบริษัทเล็กจะเติบโตไวหน่อย ยอดขายประมาณ 70 ล้านต่อปี ส่วนปีนี้ 2559 ก็เติบโต บางทีอารมณ์ของคนยิ่งเครียดก็ยิ่งกิน ทำให้ไม่กระทบยอดขายเท่าไร ซึ่งปีนี้อัตราเติบโตน่าจะอยู่ที่ประมาณ 15% จากปีที่ผ่านมา

ถามว่า สภาพเศรษฐกิจขณะนี้ มีผลกระทบกับธุรกิจหรือไม่ ก็มี เพราะสินค้าเวย์ตาน่าเป็นของฟุ่มเฟือย ดังนั้น ถ้าจะตัดอะไรก็จะตัดพวกนี้ก่อน แต่ว่าเนื่องจากของเราเป็นกลุ่มเล็กและไม่ได้แกว่งมาก จึงไม่กระทบมาก ประมาณแค่ 20% ของยอดขาย และเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น

ในแต่ละปีสัดส่วนการขายในประเทศและส่งออกในประเทศจะมากกว่า ส่วนใหญ่ขายในประเทศ แต่ว่าตลาดส่งออกในขณะนี้ เริ่มมากขึ้นแล้ว คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมด

เคล็บไม่ลับหนทางทำตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบันการทำตลาดต่างประเทศ เวย์ตาน่า จะไปหาพาร์ทเนอร์ในส่วนต่างๆ รวมทั้งออกงานแสดงสินค้า ซึ่งจะมีกลุ่มนักลงทุนที่สนใจ กลุ่มมาร์เก็ตติ้งที่สนใจ แล้วเราก็ไปทำตลาดในตลาดนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมองว่า โลกเล็ก หรือ สมอลล์เวิลด์ ทุกประเทศมีคอนเซปต์คล้ายกันคือ มีคนต้องการสินค้าพรีเมียมเหมือนกันทุกประเทศ ดังนั้น คิดว่าทุกประเทศขายได้หมด ซึ่งขณะนี้เราขายในเอเชีย และได้รับผลตอบรับดี โดยแบรนด์ที่ขายในต่างประเทศของเราก็คือ แม็กแม็ก

ในไทยมีขายหลายที่ เลือกได้ตามสะดวก

สำหรับช่องทางการขายในไทย หลักๆ จะมีวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่น ท็อปส์ วิลล่ามาร์เก็ต และเดอะมอลล์ เป็นต้น โมเดิร์นเทรดต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีขายในคอนวีเนียนสโตร์ เช่น ในแฟมิลี่มาร์ท ซึ่งวางขายทุกสาขาทั่วประเทศ โดยเฉพาะจำพวกบ๊วย ขณะเดียวกัน ยังร่วมกับเครืออมรินทร์วางขายในร้านหนังสือนายอินทร์ ทั้งนี้ สินค้าของเราเป็นสินค้าที่กลุ่มคนชอบเลือกสรรและชอบการอ่าน ซึ่งผลปรากฏว่า เมื่อวางขายแล้วขายดีมาก กลุ่มคนอ่านหนังสือมักจะหลับอยู่แล้วเลยซื้อบ๊วยไปกิน ส่วนในช่องทางออนไลน์นั้น มีในเพจของเวย์ตาน่า

ชี้ประสบความสำเร็จทุกวันเพราะเป็นงาน

วันนี้ คิดว่าประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้วหรือยัง ถ้าถามตัวเองคิดว่าประสบความสำเร็จในทุกวัน เพราะเป็นงาน หรือธุรกิจที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือ พอใจในวันนั้น อย่างวันนี้มีความสุขที่สุดแล้ว แต่ละวันเป็นการเรียนรู้ทั้งหมด แน่นอน อาจจะมีช่วงเวลาวิกฤติ ช่วงเวลาดี ช่วงเวลาไม่ดีอะไรต่างๆ เป็นการเรียรรู้ที่ทำให้วันนี้ เราดีมาก และค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ

อย่าอึ้ง…รักแล้วฝ่าฟันปัญหาได้ทุกอย่าง

ตนมีหลักในการบริหารธุรกิจอย่างแรกเลย คือ ความรัก ต้องมีความรักก่อน ถ้ารักแล้วเราก็จะทนได้ เหมือนสามีภรรยารักกันแล้วทนได้ อันนี้เหมือนกัน การทำแบรนด์ก็เหมือนการเลี้ยงลูก มีช่วงดื้อ ช่วงปวดหัว แต่ถ้ารักจะลืมเหตุผลบางอย่างไป จะมีความรู้สึกนำหน้าและช่วยให้ผ่านมาได้

ทั้งนี้ ระหว่างทำธุรกิจมามีปัญหาและอุปสรรคบ้าง ตั้งแต่เร่ิมจากแผงข้างถนน และเป็นธุรกิจทำขึ้นมาเอง ไม่ได้เป็นของครอบครัว ดังนั้น ไม่ได้ใช้เงินของครอบครัวเท่าไร ตัวอย่างปัญหา เช่น เมื่อสินค้าขายดีขึ้นมาก จะมีปัญหาทางไฟแนนซ์ ซึ่งต้องใช้ความรู้ หรือคุยกับธนาคารอย่างไร แรกๆ สมัยเร่ิมขายเม็ดบัวที่บางขุนนนท์ 20 กระปุกต่อวัน แต่ปัจจุบันเป็น 1,000 กระปุกต่อวัน ต้องทำอย่างไรบ้าง มีอะไรบ้าง ช่วงเปลี่ยนแปลงก็เป็นช่วงที่ต้องมีความอดทน และมองโลกในแง่ดีมาก จะค่อยๆ ผ่านไปในทางที่ดีขึ้น

ชี้การแข่งขันช่วยพัฒนาตลาดภาพรวม

การแข่งขันในธุรกิจนั้น หากเปรียบเทียบกับช่วงแรกๆ ขณะนี้ ตลาดใหญ่ขึ้นมาก ซึ่งดีมาก กำลังมองว่า เมื่อก่อนไม่ค่อยมีผู้เข้ามาในธุรกิจสินค้าขนมไทยและอาหารไทยแบบนี้ ถ้ามีก็รายใหญ่ไปเลย แต่ตอนนี้คึกคักมากขึ้น ถือเป็นเรื่องดี เพราะว่าทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกและมีสีสัน เนื่องจากเราบอกอยู่แล้วว่า แบรนด์นี้เกิดขึ้นจากการอยากช่วยแก้ปัญหาของผู้บริโภค ดังนั้น ถ้ามีของกินมากขึ้น คนไทยมีความสุข และเมื่อคนต่างประเทศมาก็รู้สึกว่าเมืองไทยพัฒนาด้านขนมดีขึ้นแล้ว แน่นอนเป็นปัจจัยแง่บวกทั้งตลาด ช่วยกันพัฒนาตลาด

เวย์ตาน่า วางแผนธุรกิจจากนี้ไว้ว่า ในไทยจะพัฒนาสินค้าต่อไป มีการเปลี่ยนแปลงด้านสินค้า อาจจะเพิ่มไลน์การผลิต หรือไลน์สินค้ามากขึ้น โดยจะโฟกัสสินค้าต่างประเทศมากขึ้น เพราะต่างประเทศมีคนจำนวนมาก เราเหมือนเป็นตัวแทนส่งสินค้าออกไป

พร้อมขายปีใหม่ จัดกระเช้าเฉพาะให้ช็อป

ส่วนช่วงนี้ เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นช่วงขาย มีทั้งโปรโมชั่นและอื่นๆ ส่งเสริมการขาย ซึ่งปีนี้ทำกระเช้าของขวัญ 3 แบบ 3 ราคา แต่จริงๆ แล้ว มูลค่าสินค้าในกระเช้ามากกว่าราคา รวม ทั้งนำสิ่งของดีไซน์สวยงามใส่ลงไป แถมให้ลูกค้ามีทั้งตุ๊กตา กล่อง และอื่นๆ น่ารักๆ โดยนำสินค้าตัวเด็ดๆ หลักๆ บางตัวที่ยังไม่ได้ขายในไทย วางขายที่ต่างประเทศมาใส่ ดังนั้น ของเราดีอย่างหนึ่ง นั่นคือเป็นสินค้าของกินที่เป็นของดี เมื่อนำไปให้ใครก็กินจริงๆ ตอบโจทย์ทุกปีว่า ให้ใครได้แบ่งกันทั้งออฟฟิศ และกินได้มีการพูดถึงแบบปากต่อปาก สำหรับ เวย์ตาน่า เป็นชุดของขวัญขนมไทยขายดีอันดับ 1 มาหลายปี มากกว่า 5 ปีในซุปเปอร์ต่างๆ

สุดท้าย อยากฝากถึงผู้อ่านและผู้ทำธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี อยากจะให้มองเห็นคุณค่าและความสุขในปัจจุบันของเรา เมื่อพบคุณค่า ความสุข และความรักในปัจจุบันแล้ว จะมีกำลังใจมองเห็นสิ่งดีๆ อยู่รอบตัว แล้วทำสิ่งที่ดีๆ ได้ขึ้นอีกมาก ดังเช่น แบรนด์เวย์ตาน่า ที่มองที่ปัจจุบันแล้วจะพบสิ่งดีๆ เมื่อเรามีความสุขก็ให้คนรอบข้างได้.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

ททท.ดึง “โปรเม” ดันท่องเที่ยว ตั้งเป้าโกยรายได้เพิ่มอีก 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822093


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยหลังการให้การต้อนรับ น.ส.เอรียา จุฑานุกาล (โปรเม) ทูตการท่องเที่ยวเชิงกีฬากอล์ฟ ในโครงการอะเมซซิ่ง ไทยแลนด์ กอล์ฟ พาราไดซ์ของ ททท. ว่า ปี 2560 ททท.จะให้โปรเมเป็นทูตการท่องเที่ยว เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (สปอร์ตทัวริซึ่ม) โดยเฉพาะกีฬากอล์ฟ ที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย นิยมมาเล่นในไทย ถือเป็นตลาดสำคัญในปีหน้า ที่จะผลักดันรายได้ทางการท่องเที่ยวให้เติบโต 10% จากปีนี้ “การโปรโมตทูตการท่องเที่ยว ททท.ได้ขอให้โปรเมพูดคุยโปรโมตสนามกอล์ฟในไทยในกลุ่มเพื่อนโปรกอล์ฟ ชูให้เห็นว่าประเทศไทย

นอกจากมีสนามกอล์ฟที่หลากหลาย ยังมีแหล่งท่องเที่ยว อาหารรสชาติอร่อย เพื่อให้บรรดาโปรกอล์ฟสนใจอยากมาเที่ยวประเทศไทย เพราะการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ซึ่งนอกจากกีฬากอล์ฟ ช่วยในด้านกีฬาแล้ว ยังช่วยกระจายการท่องเที่ยวไปในแหล่งใหม่ๆที่ไม่แออัด เนื่องจากไทยมีสนามกอล์ฟอยู่ทั่วประเทศ”.

 

“บุญเติม” กางแผนสยายปีกปี 60 ติดตั้งเพิ่ม 2.5 หมื่นตู้ต้อนลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822090


นายสมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART ผู้ให้บริการเติมเงินโทรศัพท์มือถือและชำระเงินออนไลน์ ผ่านตู้เติมเงิน “บุญเติม” เปิดเผยว่า ทิศทางการเติบโตของธุรกิจเติมเงินยังมีโอกาสอีกมาก เนื่องจากระบบการเติมเงินมือถือ ในปัจจุบันมีมูลค่า 10,000 ล้านบาทต่อเดือน และ “บุญเติม” มีส่วนแบ่งการตลาดปีนี้ 15% โดยในระยะต่อไปตั้งเป้าขยับส่วนแบ่งการตลาด เพิ่มขึ้นปีละ 2-3%“ปี 2560 บริษัทคาดว่ายอดเติมเงินผ่านตู้บุญเติมมีโอกาสเติบโต 30% หรือ 27,000 ล้านบาท จากปีนี้ ที่คาดว่าทำได้ 25,000 ล้านบาท เพราะลูกค้าเครือข่ายเอไอเอส ที่หันมาเติมเงินผ่านตู้บุญเติมมากขึ้น หลังเอไอเอสมีปัญหาเรื่องสัญญาการขายบัตรเติมเงินผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น ก็มีลูกค้าเอไอเอสหันมาเติมเงินผ่านตู้บุญเติมเพิ่มขึ้นถึง 25% คาดว่าการต่อสัญญาของคู่กรณีอาจเป็นไปได้ยาก ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัท ทำให้แผนการติดตั้งตู้เติมเงินบุญเติมในปีหน้า จะติดตั้งเพิ่มมากกว่า 25,000 ตู้ จากสิ้นปีนี้มีตู้บุญเติม 91,000 ตู้

สำหรับการให้บริการโอนเงินผ่านธนาคาร บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารใหญ่อีก 2 แห่ง เพื่อสามารถให้บริการโอนเงินผ่านตู้บุญเติมได้ จากปัจจุบันให้บริการแล้ว 2 แห่ง โดยมีธุรกรรมโอนเงิน 6,000 รายการต่อวัน โดยผลการเจรจาคาดว่าจะได้ข้อสรุปปีหน้า และจะผลักดันธุรกรรมการโอนเงินเพิ่มขึ้นได้ถึง 10,000 รายการต่อวัน

ทั้งนี้ ในส่วนของรายได้จากการโฆษณาผ่านตู้บุญเติม ปีหน้าก็มีโอกาสเติบโตได้มากถึงเท่าตัว จากปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 12 ล้านบาท หลังจากบริษัทสื่อโฆษณา PLANB เริ่มตั้งทีมกลยุทธ์ทำการตลาดผ่านตู้บุญเติม และปัจจุบันมีการเซ็นสัญญาลงโฆษณาเต็มพื้นที่ 6 รายการ.

 

ร่าง พ.ร.บ.Milk Code ตลาดนมผงปั่นป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821514


ร่าง พ.ร.บ. Milk Code หลักการดี…แต่ต้องแก้ไขรายละเอียดเสียงสะท้อนทักท้วงจากเครือข่ายหมอเด็ก กุมารแพทย์ที่มีแนวคิดตอกย้ำหัวใจสำคัญที่ว่า…ต้องคุมการตลาดนมผงทารก 0-1 ปี แยกคุมสูตรนมทารกและเด็กเล็กออกจากกันให้ชัดเจน พร้อมกับรัฐบาลจะต้องสร้างแผนเสริมสร้างภาวะโภชนาการสมบูรณ์ให้กับเด็กทุกวัย

เลี่ยงไม่ได้ที่ ร่าง พ.ร.บ. Milk Code จะกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้งด้วยเกี่ยวพันกับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. ….

เมื่อเครือข่ายกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆจากแพทยสภา, ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย, ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย

รวมพลังกันแสดงความเห็นต่อสาธารณะเพื่อชี้ประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมในการปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

ความเคลื่อนไหวแบบนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่กุมารแพทย์ระดับบิ๊กใต้ฟ้าเมืองไทยจะมารวมตัวกันเช่นนี้ แน่นอนว่าสังคมต้องฉายสปอตไลต์ดวงโตส่องมองให้ทะลุครบทุกมิติต้นตอปัญหา

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ “สังคม” จะเพิกเฉยเสียแล้ว

หลักใหญ่…ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจนมผง แต่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะต้องการให้มีการรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจเพื่อปรับแก้ในรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.อย่างรัดกุมไม่ให้ส่งผลกระทบในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กโดยเฉพาะวัย 1-3 ปี

รวมถึงอาจจำกัดสิทธิทางวิชาการ การให้ความรู้ และการวิจัย ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาองค์ความรู้ของประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติ-ศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการองค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติ (FAO) สำนักงานใหญ่ที่กรุงโรม และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์พิภพ จิรภิญโญ ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ต่างแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า เครือข่ายกุมารแพทย์ยอมรับและเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องการส่งเสริมให้ทารกไทยได้รับ “นมแม่” เพราะเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก

การมีกฎหมายนี้จะช่วยลดการส่งเสริมการตลาดที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะสำหรับอาหารทารกแต่ก็มีข้อห่วงใยในรายละเอียดบางประการ โดยเฉพาะการที่ ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็กจะครอบคลุมไปถึงเด็กเล็กอายุ 1–3 ปี เป็นการปักหมุดแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และอาจส่งผลกระทบภาวะโภชนาการของเด็กเล็ก

กลุ่มกุมารแพทย์จึงเสนอให้แก้ไขช่วงอายุเป็น การควบคุมเฉพาะอาหารทารกแรกเกิดถึง 1 ปีเท่านั้น เพราะช่วงปีแรกของทารกเป็นช่วงวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ทารกได้รับนมแม่ล้วนๆ อย่างน้อย 6 เดือน…จากนั้นเริ่มให้อาหารตามวัยร่วมกับนมแม่
แต่ในช่วงวัยเด็กเล็ก 1-3 ปีเป็นวัยที่เด็กรับประทานอาหารหลักได้วันละ 3 มื้อ นมแม่ลดบทบาทไปเป็นอาหารเสริม และแพทย์ได้แนะนำให้กินนมเสริมโภชนาการวันละ 2-3 มื้อเพื่อเสริมแคลเซียมและสารอาหารอื่นๆที่จำเป็นต่อการเติบโต เช่น เหล็ก สังกะสี ฯลฯ ซึ่งเด็กอาจได้รับไม่เพียงพอจากอาหารหลักประจำวัน

การเติบโตของเด็กเล็กในช่วง 1-3 ปีเป็นช่วงสำคัญ อาหารหลักและอาหารเสริมต้องควบคู่กัน และนมสำหรับเด็กเล็กเป็นอาหารเสริมที่มีคุณค่าโภชนาการครบถ้วน จึงควรมีการแก้ไขขอบเขตของอาหารที่จะถูกควบคุมให้มีความเฉพาะเจาะจงที่…นมผสม หรืออาหารสำหรับทารกอายุไม่เกิน 1 ปี เท่านั้น

ไม่เช่นนั้นข้อห้ามจะครอบคลุมนมผสมซึ่งเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพเด็กอายุ 1-3 ปี แต่ไม่ครอบคลุมอาหารอื่นๆ ที่วัยนี้กินได้ทั่วไปที่ไม่มีประโยชน์เท่านม

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ย้ำว่า การส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้นต้องใช้หลายยุทธศาสตร์ในการแก้ไข ไม่ใช่การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวแล้วจบปัญหา แต่ต้องมียุทธศาสตร์ที่ใช้ทั้งมาตรการบังคับคือ กฎหมาย และมาตรการที่ไม่บังคับ

เช่น ข้อกำหนด การเจรจา และการสร้างความร่วมมือ บ่อยครั้งที่ความต้องการแก้ปัญหาจุดเดียวกลับกลายเป็นการก่อปัญหาอื่นๆตามมา

“กุมารแพทย์ทุกคนในประเทศไทยมั่นใจได้ว่า ทุกคนสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แน่นอน แต่การออกกฎหมายใหม่นี้ รัฐต้องใช้การรับฟังข้อมูลรอบด้าน ฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ ไม่มีอคติ ร่าง พ.ร.บ.ไม่ควรกำหนดครอบคลุมมาถึง 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่นมแม่ไม่ใช่อาหารหลักและเป็นวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมภาวะโภชนาการทั้งจากอาหารหลักและอาหารเสริมที่มีคุณค่า ความรู้ด้านโภชนาการสำหรับเด็กวัยนี้ต้องเข้าถึงครอบครัว แม่และผู้เลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้องและทั่วถึง”

คุณหมอไกรสิทธิ์ บอกอีกว่า ตอนนี้มีแนวทางจากที่ประชุมว่าด้วยภาวะโภชนาการโลกซึ่งจัดประชุมเมื่อปลายปี 2557 ให้มีการแยกสูตรนมใหม่ตามช่วงอายุโดยเด็ดขาดคือ 0-1 ปี และ 1-3 ปี เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และ WHO ยังระบุว่า กลไกส่งเสริมดังกล่าวให้ใช้กลไกของ CODEX

นั่นคือ “ฉลาก” ดูข้อมูลที่บอกคุณค่าและมีการติดตามผลการเจริญเติบโต ซึ่งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารโลก FAO/WHO หรือ CODEX รับเรื่องนี้ไว้ และได้จัดทำมาตรฐานสากลของส่วนผสมในนมผง แยกสูตรนมเสร็จสิ้นแล้ว

ภายใน 2 ปีจากนี้…จะสามารถประกาศใช้และมีผลต่อการผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก ผลก็คือสินค้ากลุ่มนี้จะทำการตลาดคร่อมอายุไม่ได้ หากผู้ผลิตรายใดละเมิดกฎหมายต้องลงโทษสูงสุด

ถึงตรงนี้ เป้าหมายสูงสุดก็คือ…“โภชนาการเด็กที่ดี”

เครือข่ายกุมารแพทย์ยังเสนอให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการสร้างแนวทางที่เรียกว่า “Healthy Diet” โดยการร่วมมือกันให้ข้อมูลความรู้เรื่องโภชนาการของทารกและเด็กเล็กให้ครบถ้วนและถูกต้อง

การมีกฎหมายการควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกเป็นเรื่องดีที่จะช่วยป้องกันการส่งเสริมการตลาดแบบไม่เหมาะสม แต่กฎหมายก็ต้องไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพของทารกและครอบครัวในการรับความรู้เรื่องโภชนาการที่เหมาะสมกับวัย เพื่อเป็นแนวทางตัดสินใจอย่างมีความรู้ของพ่อแม่

แต่ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญว่า “การเจริญเติบโต”…“พัฒนาการ” และ “สุขภาวะ” ที่ดีของทารกและเด็กเล็กเป็นจุดมุ่งหมายของทุกคน.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.25 จุด ดัชนีแตะ 1,515.23 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821841


หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.25 จุด เปลี่ยนแปลง 0.35% ดัชนีอยู่ที่ 1,515.23 จุด มูลค่าซื้อขาย 23,521.55 ล้านบาท โบรกฯ เผย ภาพรวมตลาดทั้งสัปดาห์จะปรับตัว ในลักษณะ Sideway ในกรอบแคบ คาด หุ้นยังคงมีแรงซื้อต่อเนื่องจากนักลงทุนภายในประเทศ…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 26 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 5.25 จุด เปลี่ยนแปลง 0.35% ดัชนีอยู่ที่ 1,515.23 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 23,521.55 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

ด้าน นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า โดยภาพรวมสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยจะแนวโน้มการปรับตัวในลักษณะ Sideway ในกรอบแคบๆ ที่ระดับ 1,500-1,550 จุด รวมทั้งคาดว่าปริมาณการซื้อขายจะเริ่มเบาบางลง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี

อย่างไรก็ดี บริษัทคาดว่า หุ้นไทยยังคงมีแรงซื้อต่อเนื่องจากนักลงทุนภายในประเทศ เพื่อเข้าซื้อกองทุน LTF และ RMF และการทำ Window Dressing ของนักลงทุนสถาบันเป็นหลัก รวมทั้งแรงซื้อของนักลงทุนบางส่วนหลังปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หลังมีมาตรการภาครัฐออกมากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ด้วยค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าอยู่ในกรอบ 36–37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  ส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกกดดันตลาดหุ้นในเอเชียเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย โดยระยะถัดไป บริษัทมองว่า สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกมีทิศทางฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ และไทย ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ความไม่แน่นอนต่างๆ เริ่มคลี่คลาย สภาพคล่องในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง.

 

เฟอร์รี่พัทยา-หัวหิน นำเข้าเรือจากจีน พร้อมเปิดบริการ 12 ม.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 16:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821793


เตรียมเปิดเส้นทางเฟอร์รี่พัทยา-หัวหิน 12 ม.ค.60 นี้ หลังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยของตัวเรือ โดยจะนำเรือกันตามารัน นำเข้าจากประเทศจีน มาวิ่งเส้นทางดังกลาว ขณะนี้รอจดทะเบียนพร้อมทดลองใช้แล้ว…เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. นายเอกราช คันธโร ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 สาขาพัทยา เปิดเผยว่า ความคืบหน้าเฟอร์รี่พัทยา-หัวหิน ในส่วนของเมืองพัทยาซึ่งเป็นเมืองท่าต้นทางนั้น ทางเจ้าท่าได้ไปสำรวจความปลอดภัยของท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย บริเวณท่า C ซึ่งเป็นจุดท่าเทียบเรือ และขนส่งผู้โดยสารสำหรับเรือเฟอร์รี่ เส้นทางพัทยา-หัวหิน ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงพื้นผิวการจราจร และติดตั้งเสริมความมั่นคงแข็งแรงของตัวท่า ซึ่งทางเมืองพัทยา ได้มอบหมายให้ทางบริษัทผู้รับเหมาดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ หลังจากนั้น จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเกี่ยวกับเรือโดยสารต่อไป ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในแผนงานของกรมเจ้าท่า ในช่วงต้นเดือนมกราคมปีหน้า และจะมีการทดสอบการเดินเรือในเบื้องต้นก่อนว่ามีความพร้อม มีความเหมาะสม มีความปลอดภัยในเส้นทางการเดินเรืออย่างไร ก่อนจะเปิดบริการให้แก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวต่อไปได้

สำหรับเส้นทางเรือเฟอร์รี่ “พัทยา-หัวหิน” มีระยะทาง 113 กม.ใช้เรือ Catamaran Ferry หรือ เรือกันตามารัน นำเข้าจากประเทศจีน ความยาว 38 เมตร มี 339 ที่นั่ง ความเร็วสูงสุด 32-34 นอต ซึ่งจะใช้เวลาเดินทาง 1.40 ชม. ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างตรวจสอบความปลอดภัยของตัวเรือเสริมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ตลอดจนตกแต่งภายในและภายนอกอยู่ที่อู่เรือใน จ.สมุทรปราการ และอยู่ในระหว่างการจดทะเบียนรองรับ คาดว่าจะสามารถเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ม.ค.60 ที่จะถึงนี้โดยจะให้บริการ 2 เที่ยวต่อวัน และอนาคตมีแผนเพิ่มเรืออีก 1 ลำ โดยคิดอัตราค่าบริการนั้น กำลังจะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาคาดว่าน่าจะประมาณ 1,200 บาทต่อคนต่อเที่ยว ซึ่งประเมินว่าจะมีลูกค้าจากโปรแกรมทัวร์เป็นผู้โดยสารเรือสัดส่วนประมาณ 70% และผู้โดยสารทั่วไปประมาณ 30%.