คอหนังเศร้า! มติ กสท. 3:1 เห็นชอบทรูวิชั่นส์ ยกเลิก 6 ช่องภาพยนตร์ดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821777


คอหนังดังเมืองนอกเศร้า ที่ประชุมบอร์ด กสท. มีมติ 3 ต่อ 1 เสียง ให้ช่องรายการ ของบริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำนวน 6 ช่อง ยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการฯ หลังทรูแจ้งว่า ตกลงทางธุรกิจกับผู้ให้บริการเนื้อหารายการช่องดังกล่าวไม่ได้…เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2559 พันเอก นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสท. มีมติ 3 ต่อ 1 เสียง ให้ช่องรายการของบริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำนวน 6 ช่องรายการ ยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโทรทัศน์สำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 แม้ว่าทางทรูจะแจ้งการยกเลิกเข้าต่อคณะกรรมการ กสท. ไม่ถึง 30 วัน ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดก็ตาม  โดยบริษัท ทรู ชี้แจงต่อ กสท. ว่า ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจกับผู้ให้บริการเนื้อหารายการช่องรายการดังกล่าวได้ และอยู่ระหว่างสรรหาช่องรายการอื่นมาเพิ่มเติมอีก 14 ช่อง

พร้อมส่งให้คณะอนุกรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภคฯ พิจารณามาตรการช่วยเหลือเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการโดยเร็วที่สุด ล่าสุดยังไม่มีลูกค้าทรูแจ้งยกเลิก โดยทรูมีลูกค้าทั้งหมดประมาณ 1 ล้านครัวเรือน.

 

บอร์ดสรรหาฯ คาด รู้ชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติชิง ดีดีการบินไทย สิ้นเดือนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 15:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821705


บอร์ดสรรหาฯ เผย อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครชิงตำแหน่ง ดีดี การบินไทยทั้ง 9 ราย คาดสิ้น ธ.ค. 59 รู้ผล พร้อมระบุ ต้องได้ตัว ดีดี ในเดือน ม.ค. 60 …เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. นายคณิต แสงสุพรรณ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.การบินไทย และหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) เปิดเผยว่า ขณะนี้รอตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครทั้ง 9 ราย เพราะต้องสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ ว่า ไม่มีคดีหรือปัญหาใดๆ คาดว่า จะรู้ชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติได้อย่างเร็วสิ้นเดือนธ.ค.59 โดยต้องได้ตัวดีดี ในเดือน ม.ค. 60 ซึ่งหลังจากทราบผลผู้ที่ผ่านคุณสมบัติแล้ว จะเรียกสอบสัมภาษณ์ เมื่อรู้ผลแล้วจะนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทต่อไป

มีรายงานผู้สมัครทั้ง 9 ราย ประกอบด้วย 1. นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี บมจ.การบินไทย 2. นายศรีล สุขุม ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เคยมีประสบการณ์ทำงานด้านการตลาดให้กับสายการบินพีบีแอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจการบินของนายปิยะ ภิรมย์ภักดี ผู้เป็นลุง 3. นางปรารถนา มงคลกุล ผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.แม็คกรุ๊ป (MC) หรือแม็คยีนส์ และเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารแม็คยีนส์

4. นายดนุช บุญนาค ที่ปรึกษาผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย 5. นายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (มหาชน) หรืออีลิท การ์ด และเคยเป็นอดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการพาณิชย์ (DN) ของการบินไทย 6. นายวิสิฐ ตันติสุนทร อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) 7. นายวิเชฐ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นอดีตรองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 8. นายธีรวิทย์ จารุวัฒน์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที และ 9. นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล อดีตผู้ว่าการ การรถไฟฟ้ามวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

 

ตั้งเป้าปี 60 เพิ่มทักษะแรงงานในโรงงานกว่า 3.4 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 15:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821689


กระทรวงแรงงาน เผย ปี 59 มีพนักงานได้รับการพัฒนาฝีมือแรงงาน 3,728,385 คน ขณะที่ ปี 60 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3,499,220 คน พร้อมจัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาฝีมือแรงงาน…วันที่ 26 ธ.ค.59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวหลังเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในสถานประกอบการภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาฝีมือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการของประเทศ ตามนโยบาย พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล  รมว.แรงงาน รวมถึงเตรียมความพร้อมให้แก่แรงงานในการก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยสนับสนุนให้สถานประกอบการพัฒนาฝีมือแรงงานให้พนักงานซึ่งได้กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องมีการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับพนักงาน จัดฝึกอบรม จัดส่งเข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ หรือผ่านการรับรองความรู้ความสามารถในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพนักงานทั้งหมด โดยมีมาตรการจูงใจการยกเว้นภาษี สำหรับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ หากไม่ดำเนินการตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนการพัฒนาฝีมือแรงงาน

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า ในปี 2559 มีพนักงานได้รับการพัฒนาฝีมือแรงงาน 3,728,385 คน ส่วนในปี 2560 ตั้งเป้าหมายไว้ 3,499,220 คน รวมทั้งจัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยการให้เงินกู้ยืมและเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนให้แก่สถานประกอบกิจการในการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งในปี 2559 มีการกู้ยืมจากสถานประกอบกิจการ 115 ราย จำนวน 40,140,900 บาท

ส่วนในปี 2560 ตั้งเป้าไว้ 30,000,000 บาท คาดว่าจะเกินเป้าหมายที่วางไว้ เพราะมีกู้ยืมไปแล้ว 26,364,000 บาท ด้านเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนมีสถานประกอบกิจการได้รับ 146 แห่ง เป็นเงินจำนวน 841,969 บาท ในปีหน้าตั้งเป้าไว้ 1 ล้านบาท จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 60 และเพื่อความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายเอกสาร กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้พัฒนาการให้บริการยื่นเอกสารขอรับรองหลักสูตรผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (e-Service) ด้วย แต่ยังมีสถานประกอบกิจการบางส่วนยังไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์จาก พ.ร.บ.

“การจัดสัมมนาโครงการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 มีบรรยายในหัวข้อ การรับรองความรู้ความสามารถตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 หลักเกณฑ์การให้เงินกู้ยืมและให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน แนวทางการดำเนินการและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 เพื่อให้สถานประกอบกิจการได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ทราบถึงขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง” ม.ล.ปุณฑริก กล่าว

ด้าน นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า การส่งเสริมให้สถานประกอบการพัฒนาบุคลากรของตัวเอง นอกจากทำให้พนักงานมีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะทำให้สถานประกอบการเองมีผลผลิตที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในปี 60 จะเน้นพัฒนาทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไม่น้อยกว่า 1.7 ล้านคนด้วย.

 

กนย. ฟ้องศาลปกครองให้ กยท. ชะลอขายยาง 3.1 แสนตัน ไปอีก 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 14:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821593


กนย. เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ กยท. ชะลอการขายยางพาราในสต๊อก 3.1 แสนตัน ในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ออกไป 3 เดือน หลังราคาตกต่ำ …เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 59 นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) กล่าวเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอคุ้มครองฉุกเฉินให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ชะลอการขายยางพาราในสต๊อก 3.1 แสนตัน ในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ออกไปชั่วคราว 3 เดือน เพื่อไม่ให้ราคายางตกต่ำ เนื่องจากตั้งแต่ กยท.ประกาศเปิดให้เอกชนมาประมูลยางในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ส่งผลให้ราคายางตกอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ได้ให้นโยบายระบายยางของรัฐอย่างระมัดระวัง และดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม และให้องค์กรส่วนท้องถิ่น โดยมอบให้คณะกรรมการ กยท.กำกับดูแลการระบายยาง

“นายกฯ สั่งไว้ละเอียดแบบนี้ แต่ กยท. หยิบเอานโยบายนายกฯ มาใช้ไม่ครบ เอามาแค่ครึ่งเดียว คือระบายยาง แต่ไม่ได้คำนึงถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม ระบายยางโดยไม่ได้คิดถึงข้อสังเกตและไม่ได้คิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งไม่มีการมาหารือ สยยท.ขนาดตนทำหนังสือคัดค้านการขายยาง 3.1 แสนตัน เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ไปยังบอร์ด กยท. ซึ่ง กยท. รับหนังสือไปแล้วบอกว่าเป็นสิทธิ์ที่ทางนั้นจะฟ้อง แต่ไม่ได้ชะลอการระบายยางแต่อย่างใด ผมจึงต้องออกมาร้องเรียน ดีกว่าเดินขบวนหรือปิดทำเนียบฯ…ปี 57 ผมเคยฟ้องรัฐมนตรียุคล ลิ้มแหลมทอง ฟ้อง รมช.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เก็บไว้ 2.1 แสนตัน เลือดหยุดไหล แต่คราวนี้ยางอยู่ในสต๊อกเยอะเหลือเกิน มีจากโครงการมูลภัณฑ์กันชนอีก 1 แสนตันเป็น 3.1 แสนตัน”

ทั้งนี้ ช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. เกษตรกรกำลังได้เงิน เคยขายราคายางกิโลกรัมละ 70-80 บาท เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. กยท.มาประกาศว่าจะให้เอกชนมายื่นประมูลขายยาง ระบายยางในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ ซื้อซอง ตรวจสต๊อก 23-24 ธ.ค. ทำให้ราคายางก้อนถ้วยตกลงมาเกือบ 4-7 บาท/กก. จึงต้องออกมาเรียกร้อง ขอให้ กยท.ชะลอการขายยางออกไปก่อน รอจนกว่าเกษตรกรจะปิดกรีดยางในช่วงต้นเดือน เม.ย. จึงค่อยเปิดประมูลเพื่อไม่ให้กระทบกับเกษตรกร

สำหรับราคายาง ณ วันที่ 17 ธ.ค. ตลาดเซี่ยงไฮ้อยู่ที่ 20,580 หยวน/ตัน กระทั่งวันที่ 22 ธ.ค.ราคาลดลงมาเหลือ 18,350 หยวน/ตัน และวันที่ 26 ธ.ค. ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 73.87 บาท/กก. ลดลง -0.04 บาท/กก.จากวันที่ 23 ธ.ค. ส่วนราคาเศษยาง 100% ราคาวันที่ 26 ธ.ค. อยู่ที่ 61.50 บาท/กก. ลดลง -0.50 บาท จากวันที่ 23 ธ.ค. โดยแนวโน้มราคายางยังมีโอกาสปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หากยังไม่มีการชะลอระบายยาง

 

ก.แรงงาน คุมเข้มกฎหมายงานก่อสร้าง หลังพบปี 59 คนงานตาย-เจ็บ 9 พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 14:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821654


กระทรวงแรงงาน คุมเข้มกฎหมาย ข้อบังคับ งานก่อสร้าง หลังพบปี 2559 มีคนงานประสบอุบัติเหตุ เจ็บ–ตายกว่า 9 พันคน ส่วนใหญ่เกิดจากความประมาท และทุกครั้งที่เกิดเหตุมักไม่พบวิศวกรผู้ควบคุมงานอยู่ในพื้นที่เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 59 พล.อ.เจริญ นพสุวรรณ ผู้ช่วย รมว.แรงงาน เป็นประธานเปิดโครงการปั้นจั่นปลอดภัยร่วมใจรักษ์ชีวิตแรงงาน ซึ่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจัดขึ้น เพื่อประกาศเจตนารมณ์ลดอุบัติเหตุรุนแรงในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่นหรือเครนในงานก่อสร้าง หลังพบสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานในปี 2559 งานก่อสร้างมีลูกจ้างประสบเหตุอันตรายมากที่สุด 9,262 คน หรือร้อยละ 9.68 โดยพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความประมาท และทุกครั้งที่เกิดเหตุมักไม่พบวิศวกรผู้ควบคุมงานอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากต้องคุมงานหลายแห่งพร้อมกัน บางคนคุมถึง 10-30 ไซต์งาน

นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีอุบัติเหตุปั้นจั่นล้มบ่อยครั้ง เกิดความรุนแรง และส่งผลกระทบกับสาธารณชนที่อยู่ใกล้เคียง ล่าสุด เมื่อ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ปั้นจั่นเครนก่อสร้างล้มที่บริเวณก่อสร้าง ถนนพระราม 9 ทำให้ลูกจ้างเสียชีวิต 5 คน ย้อนกลับไปในเดือน ก.ย. ก็เกิดเหตุรถปั้นจั่นล้มทับรถยนต์หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล มีคนบาดเจ็บ 1 คน กสร.จึงนำมาเป็นปัญหาความไม่ปลอดภัยในการทำงาน ที่ต้องป้องกันแก้ไข โดยอาศัยความร่วมมือในรูปแบบกลไกประชารัฐ ระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง คือ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานภาครัฐวิสาหกิจ ตลอดจนภาคเอกชน เพื่อลดความสูญเสีย

“กสร. จะบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อย่างเข้มงวด โดยจะให้พนักงานตรวจความปลอดภัยใช้คำสั่งหยุดการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ อาคารสถานที่ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อลูกจ้าง สร้างความรับรู้การปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และร่วมกับกรมโยธาธิการฯ ใช้กลไกและมาตรฐานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในกิจการก่อสร้างทั่วประเทศ” นายสุเมธ กล่าว

 

ราคาน้ำมันปรับตัวสูง ดันส่งออก พ.ย. ขยายตัว 10.19% สูงสุดรอบ 9 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 13:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821614


พาณิชย์ เผย ส่งออกเดือน พ.ย. ฟื้นตัวแรง ขยายตัว 10.19% สูงสุดในรอบ 9 เดือน หลังสินค้าอุตสาหกรรม เกษตร และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนยอดรวม 11 เดือน เหลือติดลบแค่ 0.05% มั่นใจทั้งปีพลิกกลับมาเป็นบวกแน่…วันที่ 26 ธ.ค.59 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน พ.ย.59 การส่งออกมีมูลค่า 18,911 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10.19% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับจากเดือน ก.พ.59 ที่ขยายตัว 10.27% การนำเข้ามีมูลค่า 17,367.8 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 2.97% มีดุลการค้าเกินดุล 1,543.2 ล้านเหรียญฯ ส่วนในช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 59 การส่งออกมีมูลค่า 197,161.8 ล้านเหรียญฯ ลดลง 0.05% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 177,440.8 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.13% และเกินดุลการค้า 19,721 ล้านเหรียญฯ

“การส่งออกเดือน พ.ย. ที่กลับมาบวกได้สูงถึง 10.19% สะท้อนถึงการฟื้นตัวของการส่งออกของไทย โดยตลาดส่งออกสำคัญกลับมาขยายตัวได้ดีเกือบทุกตลาด สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร ก็ขยายตัวได้ดี ที่สำคัญ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบกว่า 25 เดือน ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น”

สำหรับการส่งออกทั้งปี 59 คาดว่าจะมีมูลค่า 214,200-214,900 ล้านเหรียญฯ หรือขยายตัวอยู่ระหว่างติดลบ 0.1% ถึงบวก 0.2% แต่มั่นใจว่าน่าจะบวกเกิน 0% ได้แน่นอน และการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ส่วนปี 60 ประเมินว่าจะขยายตัวอยู่ระหว่าง 2.5-3% จากปีนี้

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนให้มูลค่าการส่งออกปี 60 ขยายตัว มาจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันส่งออกได้ราคาดีขึ้น สินค้าเกษตรมีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ทั้งยางพาราและน้ำตาลทราย เงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลดีต่อการส่งออก ขณะที่ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ยังไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนอย่างชัดเจน และตลาดใหม่อย่าง CLMV ยังขยายตัวได้ดี ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อเนื่องจนถึงปี 60

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะตลาดยุโรป ที่มองว่าจะมีปัญหาชะลอตัว ความกังวลในนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ที่จะเป็นปัจจัยกดดัน และค่าเงินของประเทศคู่ค้าสำคัญอ่อนค่า ทั้งมาเลเซียและจีน ที่จะกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศดังกล่าว และกระทบต่อการส่งออกไปยังตลาดที่เป็นคู่แข่งกัน

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวต่อถึงรายละเอียดการส่งออกในเดือน พ.ย.59 ว่า สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร กลับมาส่งออกได้เพิ่มขึ้น 12.7% โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น ข้าว เพิ่ม 25.9%, ยางพารา เพิ่ม 15.6%, มันสำปะหลัง เพิ่ม 18.4, ผัก ผลไม้สดแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 17.1%, ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เพิ่ม 20.8% ส่วนน้ำตาล ลดลง 23.5%

ขณะที่ สินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 9.8% สินค้าสำคัญที่เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพิ่ม 31.3%, เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่ม 34.8%, เม็ดพลาสติก เพิ่ม 10.9%, ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 12.5%, อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์ เพิ่ม 85.4% แต่อัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ ลดลง 10.9% เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ลดลง 17.1% เครื่องนุ่งห่ม ลดลง 75% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ลดลง 9.8%

ด้านตลาดส่งออก กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด โดยญี่ปุ่น เพิ่ม 22.5% จีน เพิ่ม 22% เอเชียใต้ เพิ่ม 11% CLMV เพิ่ม 3.5% ยูโรโซน (15 ประเทศ) เพิ่ม 13.8% สหรัฐฯ เพิ่ม 10.3% อาเซียน (9 ประเทศ) เพิ่ม 1.8%.

 

หวยออก 30 ธ.ค. คนแห่ซื้อลอตเตอรี่ช่วงปีใหม่ กองสลากฯ เพิ่ม 5 ล้านฉบับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 09:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821470


สำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 30 ธ.ค. 59 เพิ่มอีก 5 ล้านฉบับคู่ หลังพบมีการขายเกินราคา เพราะคนแห่ซื้อรับโชคปีใหม่ …วันที่ 26 ธ.ค. 59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ในฐานะโฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 30 ธ.ค. 2559 หรืองวดปีใหม่นี้เพิ่มอีก 5 ล้านฉบับคู่ จากปัจจุบัน ซึ่งแต่ละงวดจะพิมพ์ 60-70 ล้านฉบับต่องวด หลังพบมีการขายสลากเกินราคา เพราะมีความต้องการสูง นอกจากเลขเด่น เลขดังแล้ว ยังเป็นช่วงที่ประชาชนซื้อสลาก เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่มอบให้กัน และยังมีประชาชนบางกลุ่มไปทำบุญช่วงเทศกาลปีใหม่ซื้อสลาก เพื่อเสี่ยงโชคหวังรับโชคในช่วงเทศกาลปีใหม่

“การพิมพ์สลากเพิ่มอีก 5 ล้านฉบับคู่น่าจะเพียงพอ ทำให้ราคาอยู่ในกรอบ 80 บาท หรือสูงกว่านี้ไม่มาก แต่อยากขอประชาชนให้ความร่วมมือ ปฏิเสธการซื้อการรวมชุด เลขสวย เลขมงคล เพื่อไม่ให้เกิดการขายเกินราคา”

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานสลากฯ จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับ ถ้าพบว่าราคาสูงเกินจริงมากและขายเกินราคาสูงกว่าที่กำหนดจะดำเนินการตามกฎหมาย และหากพบโควตาการรวมชุดมาจากใครจะตัดโควตารายนั้นทันทีเป็นการถาวร แล้วนำสลากนั้นมาเปิดขายในระบบสั่งจองและสั่งซื้อสลาก เพื่อให้ผู้ค้าตัวจริงได้มีสลากไปจำหน่ายอย่างเพียงพอ.

 

ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ธ.ค. 2559 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821478


ทองเปิดตลาดวันที่ 26 ธ.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300 ขายออกบาทละ 19,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 ขายออกบาทละ 19,900 บาท…เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.32 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300.00 บาท ขายออกบาทละ 19,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท

 

ช่อง 3 ยอมรับปีนี้เหนื่อยสุด ปัจจัยลบรุมเศรษฐกิจ-แข่งหนัก-สรยุทธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821261


ช่อง 3 เตรียมปรับใหญ่ปีหน้า รับพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและสมาธิคนดูที่สั้นลง ดูทีวีน้อยลง ยอมรับปีนี้เป็นปีที่เหนื่อยที่สุด ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การแข่งขัน และการสูญเสีย “สรยุทธ” ประเมินรายได้ปีนี้หดลง 20% เชื่อเป็นเหมือนกันทุกช่องนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ปฏิบัติหน้าที่แทนรักษาการกรรมการผู้จัดการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เปิดเผยว่า เชื่อว่าเศรษฐกิจในปีหน้า จะดีขึ้นกว่าปีนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการทีวีผ่านพ้นความยากลำบากที่สุดไปเสียที โดยเฉพาะช่อง 3 ซึ่งถือว่าปีที่กำลังจะผ่านไป เป็นปีที่เหนื่อยที่สุด

“ปี 2559 ถือเป็นปีที่หนักที่สุด นอกจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศแล้ว ปัจจัยอื่นๆต่อธุรกิจยังแทบไม่มีปัจจัยบวก ไม่นับรวมการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งประเทศไทยต้องตกอยู่ในภาวะเศร้าสลด โดยเฉพาะช่อง 3 ยังมีปัญหาเพิ่มเติมต่อกรณีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กำลังสำคัญของครอบครัวข่าว ต้องยุติบทบาทไปตั้งแต่ต้นปี ทำให้เรตติ้งช่วงข่าวและรายได้หายไปพร้อมกับนายสรยุทธไม่น้อย”

นายสุรินทร์กล่าวว่า ณ สิ้นสุด 9 เดือนแรกของปีนี้ รายได้ของช่อง 3 (เฉพาะช่อง 3 HD หรือช่อง 33) ลดลงราว 10% แต่ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี รายได้ยิ่งดิ่งลงมาก ทำให้จบปีนี้รายได้น่าจะลดลงราว 20% ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัญหาของทุกช่อง โดยในส่วนของปีหน้านั้น ช่อง 3 จะปรับใหญ่และพัฒนารูปแบบการทำรายการในทุกด้าน ซึ่งได้ทยอยทำความเข้าใจกับผู้จัดผ่านการประชุมร่วมกันไปบ้างแล้ว โดยผู้จัดอาจต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน เพื่อรับกับความไม่แน่นอนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้จัดของช่อง 3 ส่วนใหญ่เป็นผู้จัดหน้าเดิม ซึ่งอยู่กับช่องมานาน และคุ้นชินกับการทำงานแบบเดิมๆ

“โชคดีที่ปีนี้ เรายังมีละครนาคีเป็นตัวสร้างความสำเร็จในแง่ของเรตติ้งและรายได้ แต่ก็ต้องทำใจและเข้าใจว่าเราคงไม่ได้มี “นาคี” บ่อยๆ ที่สำคัญเรากำลัง เผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าคนดูทีวีน้อยลง ถามว่ายังดูรายการอยู่ไหม คำตอบคือยังดู แต่จะดูผ่านจอเล็กหรือดูย้อนหลัง”

นายสุรินทร์ยังวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชมทีวีในยุคปัจจุบันด้วยว่า คนดูสมาธิสั้นลง มีสื่อให้เลือกเสพมากขึ้น โดยพบว่ารายการไหนที่เอาคนดูไม่อยู่ ในช่วงเบรกแรก 5-10 นาที ที่เริ่มรายการ ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถตรึงคนดูให้อยู่กับช่องได้อีก ผู้ชมพร้อมที่จะเปลี่ยนช่องหรือหันไปทำอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่า แตกต่างจากในอดีต ซึ่งการทำรายการสามารถค่อยๆทำ ค่อยๆสร้างฐานคนดูขึ้นเรื่อยๆได้ เหมือนช่างที่ค่อยๆตีเหล็กให้เป็นไปตามรูปแบบที่ต้องการ

ส่วนกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งมาตรา 44 ช่วยต่อลมหายใจผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัล ด้วยการยืดอายุการจ่ายค่างวดประมูลใบอนุญาตออกไป จากเดิมเหลือ 3 งวด ขยับเป็น 6 งวด โดยให้แบ่งจ่ายได้นั้น นายสุรินทร์กล่าวว่า เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ประกอบการหายใจได้สบายขึ้น แต่ถือเป็นมาตรการในระยะสั้น ซึ่งก็ยังหวังว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการช่วยเหลือในระยะที่ยาวกว่านี้

“สำหรับช่อง 3 เราอย่างไรก็ได้ ไม่ถึงกับขนาดจ่ายไม่ไหว สถานภาพยังโอเคอยู่ แต่ก็คิดว่าจะจ่ายเงินตามเงื่อนไขที่ได้รับการผ่อนปรน เนื่องจากต้องมองในภาพรวมของอุตสาหกรรม เมื่อรัฐบาลผ่อนปรนให้ ก็ยินดีที่จะรับเงื่อนไขนั้น เพราะถือว่ารัฐบาลพยายามยื่นมือเข้ามาช่วยผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญความยากลำบาก”.

 

รื้อกฎหมายเพิ่มโทษปราบหวยแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/821266


นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานสลากฯ ได้หารืออย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอตเตอรี่) มีราคาแพง โดยที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ยังพบว่ามีปัญหาการจำหน่ายราคาแพงอยู่ ซึ่งสำนักงานสลากฯจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับ และหากพบการจำหน่ายราคาสูงเกินจริง จะดำเนินการตามกฎหมายทันที โดยเฉพาะสลากที่นำไปรวมชุดแล้วขายในราคาแพงมากสำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากฯรวมชุดของผู้ค้านั้น เบื้องต้นในปี 60 จะหารือแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่จะมีบทลงโทษ และการควบคุมผู้ค้าที่ทำการรวมชุดให้เด็ดขาดมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการขายสลากฯเกินราคาอย่างเป็นรูปธรรม

“จะลงพื้นที่ตรวจสอบถี่มากขึ้น ถ้าจับแล้วพบว่าสลากฯที่รวมชุดมาจากใคร จะตัดโควตารายนั้นๆทันที และตัดแบบถาวร แล้วนำโควตามาเปิดขายในระบบซื้อจองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อให้ผู้ค้าตัวจริงได้มีสลากฯไปจำหน่ายเพิ่มขึ้นต่อไป ส่วนความต้องการสลากฯที่เพิ่มขึ้นในงวด 30 ธ.ค.59 หรืองวดปีใหม่ ได้พิมพ์เพิ่มอีก 5 ล้านฉบับคู่ จากปัจจุบันที่แต่ละงวดจะพิจารณาพิมพ์ 60-70 ล้านฉบับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจการจำหน่ายสลากฯ ที่ศูนย์การค้าสลากไทย สนามบินน้ำ พบว่าราคาสลากฯแบบที่ขายเป็นใบ มีราคาใบละ 80 บาทตามที่กฎหมายกำหนด แต่ราคาสลากฯที่มีการรวมชุด เช่น 5 ใบเหมือน หรือ 10 ใบเหมือน มีราคาแพงกว่าใบละ 80 บาท โดย 5 ใบเหมือน มีราคาตั้งแต่ 420 บาทจนถึง 450 บาท ผู้ค้าบางรายขายถึงชุดละ 500 บาท ส่วน 10 ใบเหมือน มีราคาตั้งแต่ 900 บาทจนถึง 1,000 บาท ซึ่งจากการสอบถามผู้ค้า ระบุว่าต้นทุนสูงขึ้น จึงต้องจำหน่ายเกินราคาที่กำหนด และส่วนใหญ่ไม่ได้ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายด้วย.