ความมั่นคงพลังงาน ประเทศชาติตัวประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820877


กระทรวงพลังงาน ระบุว่า สิ้นปี 2558 “ประเทศไทย”…มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ค้นพบแล้วโดยมีปริมาณก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 7.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต…คาดว่าจะใช้ได้ประมาณ 5 ปีปริมาณคอนเดนเสท (ก๊าซธรรมชาติเหลว) และน้ำมันดิบ 378 ล้านบาร์เรล ปริมาณพอๆกัน คาดว่า…ใช้ได้แค่ประมาณ 4 ปี

ขณะที่เรามีปริมาณการบริโภคน้ำมันมากถึงวันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรล ทำให้ต้องมีการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณกว่าวันละ 850,000 บาร์เรล เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณการใช้ในประเทศ

เมื่อย้อนกลับไปดูการจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มของประเทศยิ่งน่าตกใจ เพราะการเปิดให้สัมปทานรอบที่ 21 เพื่อสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมในบ้านเรานั้น…หยุดชะงักมา 9 ปีแล้ว พูดง่ายๆว่าเปิดสัมปทานหาแหล่งก๊าซ แหล่งน้ำมันดิบใหม่ๆไม่ได้มานานแล้ว

ต้นตอของปัญหาส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากการประท้วงที่ไม่เลิกราและเปลี่ยนประเด็นไปข้างหน้าเรื่อยๆของเอ็นจีโอและนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย” หรือ “คปพ.” ประเด็นล่าสุดที่เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธานบรรจุลงไปในกฎหมายนั่นคือ ให้มีการตั้ง “บรรษัทพลังงานแห่งชาติ” เพื่อเข้ามาควบคุมดูแลกิจการด้านปิโตรเลียมทั้งหมด แทนหน่วยงานราชการที่มีอยู่ นัยว่า…เพื่อให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมดูแล

ฟังเผินๆน่าสนใจถ้าไม่ความแตกเสียก่อนเพราะข้อเสนอ คปพ.ที่ว่านี้ คณะกรรมการในบริษัทพลังงานแห่งชาติล็อกสเปกให้แต่ภาคประชาชน… เอ็นจีโอที่เป็นพรรคพวกตัวเองทั้งนั้น ออกแนวชงเองกินเอง

ที่สำคัญโมเดลบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ถูกพิสูจน์ชัดเจนว่าล้มเหลว ตัวอย่างเห็นชัดคือ ประเทศเวเนซุเอลา หนึ่งในสมาชิกองค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือโอเปก (OPEC)…และเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกถึง 297,600 ล้านบาร์เรล…เหลือผลิตได้ยาวนานถึง 310 ปี

เมื่อประธานาธิบดี ฮูโก ซาเวส เข้าสู่อำนาจได้เอาแนวคิด “บรรษัทพลังงานแห่งชาติ” มาใช้ พร้อมกับไล่ยึดกิจการปิโตรเลียมของภาคเอกชนมาบริหารเอง นำผลกำไรมาอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศให้ประชาชนใช้กันถูกๆ…เพียงลิตรละ 30-40 สตางค์ ในแนวทางประชาชนนิยมจน เศรษฐกิจประเทศล่มสลาย

จากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในปี 2556…เวเนซุเอลาต้องนำเข้าน้ำมันดิบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกาใต้ วันนี้ประชาชนในเวเนซุเอลาต้องเข้าคิวซื้ออาหาร ต้อง
ต่อแถวเพื่อเติมน้ำมันที่ขายในราคาสากล

โมเดลบรรษัทพลังงานแห่งชาติ…ล่มสลาย แถมพ่วงมาด้วยข้อกล่าวหาการทุจริตมากมายของเอ็นจีโอที่เข้ามานั่งเก้าอี้บริหารในฐานะตัวแทนภาคประชาชน เหลียวมองสถานการณ์บ้านเราอาจไม่ไปไกลถึงจุดนั้น แต่เมื่อมีแนวโน้มจะไม่ได้ตามต้องการ ก็มีแรงส่งบางอย่างที่ยื้อกฎหมายสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานไทย

ในชั้นกรรมาธิการ…ต้องเลื่อนการพิจารณามาแล้ว 3 วาระ ทั้งที่ตามแผนงานต้องจบภายในเดือนตุลาคม ในวันนั้นแม้แต่ พล.อ.สกนธ์ ประธานกรรมาธิการฯ ยังเคยออกมาระบุว่า “มีกระบวนการอยากให้คณะ กมธ.วิสามัญฯถอนร่างกฎหมายออกไป” พร้อมกล่าวว่า…ข้อเสนอของภาคประชาชนที่ต้องการให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ รัฐบาลและกระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างการศึกษาว่าสมควรให้มีหรือไม่?

“ในชั้นของคณะ กมธ.จะไม่ระบุเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติไว้ในร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับ เพราะการทำงาน การศึกษาของรัฐบาลและกระทรวงพลังงานยังไม่เป็นที่ยุติ”

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ หนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลียม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บอกว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แก้ไขหลักการร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและให้แก้ไขประเด็นภาษีในร่าง พ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลียมด้วย

การแก้ไขในหลักการของกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของ สนช.มาแล้ว ทำให้ประธาน กมธ.จะต้องให้รัฐบาลเป็นผู้พิจารณา แล้วส่งกลับมายังคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาอีกครั้ง นั่นหมายความว่าระยะเวลาในการพิจารณากฎหมายทั้ง 2 ฉบับจะต้องเลื่อนออกไปอีก

และ…ไม่มีใครทราบว่าจะเลื่อนออกไปยาวนานเพียงใด

ล่าสุดแม้ยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาล ที่ประชุม สนช.ได้อนุมัติให้กรรมาธิการขยายระยะเวลาการพิจารณากฎหมายทั้ง 2 ฉบับออกไปเป็นรอบที่ 4…ยืดออกไปอีก 30 วัน ถึงวันที่ 21 มกราคม 2560 จนถึงขณะนี้กรรมาธิการชุดนี้ใช้ระยะเวลาร่างกฎหมายทั้ง 2 ไปแล้ว 150 วัน ที่สำคัญ…ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะมีการขยายเวลารอบที่ 5 หรือ 6 อีกหรือไม่ ทั้งที่ตามแผนงานต้องจบภายในเดือนตุลาคม

หากเป็นการยืดระยะเวลาเพื่อความรอบคอบในการพิจารณากฎหมาย เชื่อว่าเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายยอมรับ แต่หากเป็นการยื้อเพียงเพราะต้องการตอบสนองคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างภาคประชาชน แล้วเอาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเป็นตัวประกัน

คำถามสำคัญมีว่า…ประเทศไทยจะต้องเสียโอกาสอะไรไปบ้าง?

หากขั้นตอนกระบวนการของกฎหมายล่าช้าออกไป นั่นหมายถึงขั้นตอนในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องยืดเวลาออกไปด้วย โดยเฉพาะแนวทางการบริหารแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ 2 แหล่ง คือ แหล่งเอราวัณ ที่จะหมดอายุในปี 2565 และแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2566

ขณะที่ วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ออกมายอมรับว่า ความล่าช้าดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการประมูลแหล่งสัมปทานทั้งสอง จากกำหนดการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. สั่งให้ประมูลแล้วเสร็จและรู้ผลประมูลภายในเดือน กันยายน 2560

“กระบวนการในเรื่องของกฎหมาย หากร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ ขั้นตอนต่อมาทางกระทรวงพลังงาน จะต้องออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องและร่างเงื่อนไขการประมูล (TOR) ซึ่งใช้เวลาอีก 6 เดือน…ดังนั้น หาก สนช.พิจารณากฎหมายแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2560 กฎหมายลูกและ TOR จะออกได้ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน จากนั้นจึงจะเริ่มการประมูลได้… แต่ถ้า สนช.เลื่อนพิจารณาไปเรื่อยๆ กระบวนการทุกอย่างก็ต้องเลื่อนตามไป”

ความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แน่นอนว่าผู้รับสัมปทานรายเดิมจะไม่สามารถวางแผนการผลิตปิโตรเลียมให้ต่อเนื่องในระยะก่อนสิ้นสุดสัมปทานในปี 2565-2566 ได้

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า หากขั้นตอนการดำเนินงานเปิดประมูลมีความล่าช้าและไม่สามารถหาผู้ชนะการประมูลได้ทันภายในกลางปี 2560 หมายถึงปริมาณก๊าซธรรมชาติจาก 2 แหล่งดังกล่าว…จะหายไปประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็น 76% ของปริมาณการจัดหาก๊าซในอ่าวไทย และ 44% ของปริมาณการจัดหาก๊าซทั้งประเทศ

ที่สำคัญ ก๊าซธรรมชาติจากทั้ง 2 แหล่งนี้ เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ถึงตรงนี้คงจะกล่าวได้เพียงว่า…“อย่าให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นตัวประกันของคนเพียงบางกลุ่ม ที่ยึดเอาไว้ต่อรองสร้างผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประเทศชาติ”.

 

กอบกาญจน์ เปิด ‘กาดกองแก้ว’ กระตุ้นท่องเที่ยวเชียงของ ใครๆต้องมาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 18:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820474


รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิด ‘กาดกองแก้ว’ มีประชาชนร่วมงานนับพันคน มั่นใจ เชียงของจะไม่เป็นแค่เมืองผ่าน แต่เป็นประตูสู่อนาคต เป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน …วันที่ 24 ธ.ค.59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิด “กาดกองแก้ว รอยยิ้ม มิตรภาพ และจินตนาการ ถนนคนเดินยุคเก่าของคนยุคใหม่” โดยมี นายบุญส่ง เตชะมณีสถิต ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายทัศนัย สุธาพจน์ นางปราณปริยา พลเยี่ยม ผอ.ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย พร้อมหน่วยงานราชการ เอกชน และประชาชนร่วมงานนับพันคน

สำหรับภายในงาน มีการแสดงของเยาวชน เป็นชุดสะท้อนถึงวิถีของคนเชียงของที่เชื่อมโยงกับลาวและจีนตอนใต้ ในชุด “เชียงของประตูสู่อนาคต” การแสดงถึงแผนอนาคตที่จะก้าวไปของ 7 ตำบลชุดการแสดงดาว 7 แฉก พร้อมด้วย กลุ่มแม่บ้านไทลื้อ ได้แสดงพลังที่แต่ชุดไทยลื้อ 689 คน มาร่วมแสดงต้อนรับ นอกจากนี้ ยังมีสินค้าของคนในชุมชนร่วมแสดงและจำหน่าย ซึ่งจะเปิดทุกวันเสาร์ เวลา 15.00–21.00 น. บนถนนสายกลาง ซึ่งเป็นถนนใจกลาง อ.เชียงของ

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจมากในทุกๆ สิ่งที่พบเห็นใน อ.เชียงของ ภูมิใจในคนเชียงของ ทั้งพลังของการแสดงของเยาวชน และการต้อนรับของกลุ่มแม่บ้านไทลื้อที่มาร่วมงานจำนวนมาก ได้แวะชมโรงหนังเก่าที่มีการฟื้นฟูขึ้นมา เชื่อว่า ต่อไปเชียงของไม่เป็นเพียงประตูสู่อินโดจีน แต่เป็นประตูสู่อนาคต อยู่ที่คนที่นี่นำสิ่งดีจากในอดีต มาสู่คนที่ดีในปัจจุบันและอนาคต และพร้อมจับมือไปด้วยกัน ถ้าทุกคนมีพลังตามคำมั่นสัญญา เชียงของจะไม่ใช่ทางผ่าน แต่จะเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน เปิดเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วย อยู่ในแผนที่ของมรดกตลอดไป

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังกล่าวในการเปิดกิจกรรม เจ้าบ้านน้อย ณ โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว ว่า ขอให้เยาวชนที่มาอบรมกว่าร้อยคนได้เข้าใจว่า การท่องเที่ยวไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องรายได้เข้าประเทศ แต่หมายถึงความเป็นมิตรกับผู้มาเยือน เพราะ 70% ของนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน ที่เข้าเที่ยวจะกลับมาเที่ยวอีก เนื่องจากความประทับใจในความเป็นมิตรของคนไทย และขอให้นักเรียนภาคภูมิใจในท้องถิ่น เพื่อรักษาอัตลักษณ์ ทั้งงานผ้า อาหาร ภาษา วัฒนธรรม

พีเอฟพี เอาใจคนรักชาบู ขนทัพจัดเต็ม 13 ผลิตภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 24 ธ.ค. 2559 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819873


พีเอฟพี ขยายเข้าร้านค้าสะดวกซื้อ พร้อมบุกแม็คโครทั่วประเทศ นำเสนอ 13 ผลิตภัณฑ์ ในธีม King of Shabu จัดหนักเรื่องชาบู เอาใจคนรักสุขภาพ นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปแช่แข็งจากปลาทะเล เปิดเผยว่า ทุกผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพี ทำมาจากเนื้อปลาที่มีคุณภาพและโปรตีนสูง ปราศจากผงชูรสและวัตถุกันเสีย สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักสุขภาพได้เป็นอย่างดี และเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว พีเอฟพีจึงขยายพันธมิตรทางธุรกิจไปยังร้านค้าสะดวกซื้อต่างๆ อาทิ CP Fresh Mart, CJ Express, Max Mart, Spar Supermarket, Lawson108 และห้างแม็คโคร

โดยเฉพาะห้างแม็คโครที่มีผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพีวางจำหน่ายมากถึง 40 รายการ ในปีนี้ทางพีเอฟพีได้คัดสรร 13 ผลิตภัณฑ์สำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้แนวคิด King of Shabu เพื่อเอาใจคนรักชาบูโดยเฉพาะ ได้แก่ เต้าหู้หมึกแผ่น เต้าหู้ชีส เต้าหู้ปลารูปปลา ลูกชิ้นปลาสไตล์ภูเก็ต ลูกชิ้นปลาแซลมอน ลูกชิ้นหมึก คริสตัลไข่ปลา คริสตัลไข่เค็ม หมึกฮอกไกโด ฟิชชีสโรล ปลาม้วนไข่เค็ม รวมไปถึงอาหารทานเล่นอย่าง แหนมปลาหมึก และชิกูว่าชุบเกล็ดขนมปัง ที่วางจำหน่ายในห้างแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศแล้ววันนี้

“เราได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพีได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าสะดวกซื้อ หรือห้างแม็คโครที่เรายกให้เป็น King of Shabu เพื่อให้คนที่มาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชาบูได้ของครบจบในที่เดียว” นายทวี กล่าว

เช้าวันเสาร์ ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 19,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 09:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820221


ราคาทองวันที่ 24 ธ.ค. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300 ขายออกบาทละ 19,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 ขายออกบาทละ 19,900 บาท…เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.05 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300.00 บาท ขายออกบาทละ 19,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท

 

ธปท.ผุดแผนสู้โลกผันผวน ได้ฤกษ์จัดการแบงก์จอมยัดเยียดดันยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820117


“วิรไท” เปิดมิติใหม่ ธปท.ออกยุทธศาสตร์ 3 ปี รองรับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและผันผวน ปี 2560 ย้ำจะดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศให้มั่นคงแต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา เดินหน้าสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ พร้อมดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งจัดการแบงก์นอกคอกยัดเยียดขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินหวังทำยอดสูงนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ของ ธปท. เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานของ ธปท.ช่วงปี 2560-2562 โดยมีแนวทางหลักที่จะดูแลการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจการเงินโลกในระยะต่อไป ซึ่งมีแนวโน้มผันผวนที่สูงขึ้น มีความไม่แน่นอนมากขึ้น มีความซับซ้อน และยากจะคาดการณ์มากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและฐานเศรษฐกิจดิจิทัล

โดยแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญคือ ด้านที่ 1 การรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน (Stability) ซึ่งเป็นพันธกิจหลักของธนาคารกลาง ธปท.จะมุ่งรักษาเสถียรภาพการเงินและเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ โดยจะพัฒนาศักยภาพการติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงควบคู่ไปกับการขยายเครื่องมือด้านนโยบายให้ทันสมัย และเตรียมความพร้อมที่จะใช้อย่างทันท่วงทีหากเกิดกรณีวิกฤติตลอดจนผลักดันให้กลไกตลาดอัตราแลกเปลี่ยนฯ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ยังจะดำเนินการทบทวนกฎระเบียบด้านการควบคุมแลกเปลี่ยนเงินให้เอื้อต่อการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ และเอื้อต่อการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก ขณะเดียวกันจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นแกนผลักดันการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศให้มั่นคงแต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินมีการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) และภัยคุกคามจากไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากลถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดูแลเพื่อคุ้มครองข้อมูลและผู้บริโภค

ยุทธศาสตร์ด้านที่ 2 การพัฒนาระบบการเงิน โดย ธปท.จะส่งเสริมผู้ให้บริการทางการเงินรวมทั้งบริษัทนวัตกรรมการเงินที่ใช้เทคโนโลยีในการให้บริการ (Fintech) ให้มีการแข่งขัน สร้างนวัตกรรมและบริการทางการเงินดิจิทัลที่ครบวงจรมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ระบบการเงินไทย โดยเฉพาะการดูแลประชาชน และลูกค้ารายย่อยให้มากขึ้น สนับสนุนบทบาทของผู้บริการเฉพาะทาง (niche players) เพื่อลดช่องว่างของการเข้าถึงบริการทางการเงิน ตลอดจนยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงินเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้รับการบริการอย่างเป็นธรรม และส่งเสริมวินัยทางการเงินอย่างเป็นระบบ เช่น การออมเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และสนับ สนุนให้มีโครงการแก้ไขปัญหาหนี้แก่รายย่อย ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านที่ 3 เป็นการสร้างความเข้มแข็งขององค์กร เพื่อยกระดับองค์กรให้ทันสมัยใน 5 ด้านคือ 1.การใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ดีขึ้น 2.การเพิ่มบทบาทการวิจัยเพื่อใช้ในการดำเนินนโยบายทุกด้านของ ธปท. 3.การเพิ่มศักยภาพบุคลากร 4. การเพิ่มศักยภาพองค์กร และ 5.การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในปี 2560 นั้น เป้าหมายที่ ธปท.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ประกอบด้วย การศึกษาเพื่อดำเนินการปรับปรุงกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การป้องกันความเสี่ยงของภาคเอกชน และการไหลเข้าออกของเงินทุน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าการลงทุน รวมถึงลดกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยที่เคยใช้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน กำลังศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน และขยายชุดเครื่องมือใหม่ โดยเมื่อส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านดอกเบี้ยทำได้ยากขึ้นในภาวะที่สภาพคล่องสูงทั่วโลก การดูแลในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะจำเป็นมากขึ้น รวมถึงการใช้มาตรการการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจเฉพาะจุด (Macro Prudential)

ขณะที่ในส่วนของการดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสมเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เราจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักของผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลให้พนักงานของธนาคารพาณิชย์มีความโปร่งใสและชัดเจนในการให้บริการและแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยไม่ควรที่จะตั้งกำหนดรายได้ หรือจำนวนผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่พนักงานแต่ละแห่งที่จะต้องขายได้เพิ่มเติมจากการรับฝากและถอนเงินตามปกติ เพื่อไม่ให้มีการยัดเยียดขายสินค้าให้กับลูกค้าอย่างที่เป็นอยู่ ส่วนด้านที่ 3 ที่จะดำเนินการในปี 2560 คือ การดูแลการเข้ามาของนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ ผู้ให้บริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยีในการให้บริการ โดยจะมีการจัดทำกฎเกณฑ์การให้ใบอนุญาตฟินเทคและให้ใบอนุญาตการดำเนินการภายในปีหน้า.

 

ทุกข์ผู้บริโภค โดนลอยแพ! อสังหาฯ ทำพิษ โครงการชะงัก เรียกร้องได้ไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819830


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้โครงการอสังหาริมทรัพย์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด กระจัดกระจายอยู่ทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นครอบครัวขนาดเล็กในสังคมเมืองได้เป็นอย่างดีแต่…ด้วยวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อช่วงหลาย 10 ปีก่อน ส่งผลกระทบสู่ธุรกิจโดยภาพรวมของประเทศไทยแต่นั้นมา จนกลายเป็นปัญหาโยงใยสู่ผู้บริโภคให้ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลายโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเพิ่งดำเนินการตอกเสาเข็ม ทำฐานรากอาคาร หรือแม้แต่โครงการที่ขึ้นโครงสร้างอาคารไปหลายชั้นแล้ว กลับต้องหยุดชะงักไป!คำถามคือ แล้วผู้บริโภคที่ทำสัญญาซื้อไปแล้วล่ะ จะทำอย่างไร? ถูกลอยแพเช่นนี้ เรียกร้องอะไรได้ไหม? … อีกหนึ่งปัญหาความทุกข์ยากที่ผู้บริโภคสุดปวดตับ กับการผิดสัญญาจากบริษัทขายโครงการ จนต้องสูญทรัพย์ที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ หาทางออกมาให้คุณแล้ว!

ปัจจุบันโครงการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีทั้งหมด 1,519 โครงการ

ก่อนอื่น ทีมข่าวฯ ได้รวบรวมตัวเลขโครงการอสังหาริมทรัพย์ จาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ทำการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระบุว่า ปัจจุบันโครงการอสังหาริมทรัพย์ มีทั้งหมด 1,519 โครงการ มีหน่วยในผังทุกโครงการรวมกัน 434,400 หน่วย เป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,077 โครงการ หรือ 203,000 หน่วย และโครงการอาคารชุด 442 โครงการ มีหน่วยห้องชุดในผังของทุกโครงการรวมกัน 231,400 หน่วย

โดยจากหน่วยในผังโครงการ ทั้งหมด 434,400 หน่วย พบว่า มีโครงการที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งหมด 213,050 หน่วย เป็นโครงการบ้านจัดสรร 71,750 หน่วย และโครงการอาคารชุด 141,300 หน่วย

“ปัญหาอสังหาฯ” เรื่องร้องเรียนอันดับ 1 จากผู้บริโภค

แม้ว่าปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์จะถูกพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานทางธุรกิจมากขึ้น เมื่อเทียบกับยุคสมัยก่อนที่คนซื้อบ้านมีความเสี่ยงสูง ที่จะไม่ได้บ้านตามสัญญา หรือได้มาแต่ก็ไม่มีคุณภาพ แต่…ก็ใช่ว่า ในยุคปัจจุบันนี้ ทุกข์ของคนซื้อบ้านจะหมดไป เพราะก็ยังคงมีเรื่องร้องเรียนของคนซื้อบ้านเข้ามาอยู่อย่างต่อเนื่อง

เห็นได้จากสถิติการร้องเรียนจากผู้บริโภคในปี 2559 พบว่า มีผู้ร้องเข้ามายัง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มากถึง 2,136 เรื่อง และศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จำนวน 133 เรื่อง

นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาอสังหาริมทรัพย์ เกิดจากความเดือดร้อนจากการผิดสัญญา การโฆษณาเกินจริง จนทำให้เกิดการร้องเรียนระหว่างผู้บริโภค และผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มธุรกิจที่มีปัญหาการร้องเรียนมากที่สุดหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ หรือธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่ผู้บริโภคร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มากเป็นอันดับหนึ่ง

“โดยลักษณะปัญหาที่ถูกร้องเรียนเข้ามาส่วนมาก จะเป็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงไว้ ไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด และไม่ส่งมอบหรือโอนบ้านตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ รวมถึงเรื่องที่ถูกร้องเข้ามามากที่สุดในช่วงระยะ 2 ปีหลังมานี้คือ คุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐานตามสัญญา ดังนั้น ก็อยากจะฝากให้ผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องของมาตรฐานของวัสดุก่อสร้างที่ผู้ประกอบธุรกิจหัวใส ไม่ใส่ใจผู้บริโภค แอบลดสเปกลงเพื่อลดต้นทุน หากไม่ตรวจตราในระหว่างก่อสร้างให้ดี วันดีคืนดีบ้านอาจจะทรุด หรือพังเอาได้ง่ายๆ” โฆษก สคบ. กล่าว

ปัญหาผู้บริโภคโดนลอยแพ หลังอสังหาฯ เจ๊ง! สะท้อนผู้ขายไม่ใช้สัญญามาตรฐาน

เช่นเดียวกับ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยถึงปัญหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันด้วยว่า ลักษณะของปัญหาที่ผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามามากที่สุดคือ ผู้ขายผิดสัญญา/ผิดสัญญาเช่า-จอง, บ้านชำรุดบกพร่อง และสร้างไม่เสร็จ/ไม่ได้มาตรฐาน/ล่าช้า

“ปัญหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องก่อสร้างล่าช้า ไม่เป็นไปตามโฆษณาสาธารณูปโภค ไม่มีการจัดการของนิติบุคคล ปัญหาเรื่องค่าส่วนกลาง และที่กำลังเป็นปัญหาและยังคงมีร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องคือ ผู้บริโภคเดือดร้อนจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างไม่เสร็จ ไม่ดำเนินการต่อ ซึ่งปัญหานี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ทำสัญญามาตรฐานระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำสัญญาซื้อขาย ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคโดนเอารัดเอาเปรียบน้อยลง”

นางสาวสารี กล่าวต่อว่า เมื่อบริษัทเจ้าของโครงการไม่ได้ใช้สัญญามาตรฐาน ตามที่ สคบ. กำหนด โอกาสที่ผู้บริโภคจะถูกโกงก็ยังมีเกิดขึ้น เนื่องจากไม่มีหลักประกันอะไรให้กับผู้บริโภคว่า เมื่อเกิดปัญหาแล้วจะมีทางออกให้กับผู้บริโภคอย่างไร ซึ่งปัจจุบันก็ยังพบว่า มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งที่ยังไม่ได้ใช้สัญญามาตรฐาน ในการทำสัญญาซื้อขายกับผู้บริโภค ซึ่งถือว่ามีความผิด ฉะนั้น ผู้บริโภคไม่ควรเอาอนาคตไปฝากไว้กับโครงการที่ไม่มีหลักประกัน

เช็กก่อนเซ็น! สังเกตง่ายๆ อสังหาฯ ที่คุณกำลังจะซื้อ ใช้สัญญามาตรฐานหรือไม่?

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ซื้อบ้านต้องศึกษาเรื่องของ “สัญญามาตรฐาน” ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ ลดการถูกเอารัดเอาเปรียบ

นายพิฆเนศ แนะวิธีการสังเกตสัญญามาตรฐานง่ายๆ ว่า ยกตัวอย่างสัญญาซื้อขายอาคารชุด ประกอบด้วย ข้อสัญญาที่รับรองว่าผู้ประกอบธุรกิจมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และจะนำไปจดทะเบียนอาคารชุด, ข้อสัญญาที่แสดงว่าที่ดิน อาคาร และห้องชุดในอาคารชุด มีภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน หรือบุคคลใดหรือไม่, ข้อสัญญาที่ระบุถึงตำแหน่งที่ดิน เลขที่ของโฉนดที่ดินของโครงการ และที่สำคัญ ต้องมีคำมั่นว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จ 

ในสัญญามาตรฐานยังระบุถึงข้อสัญญาที่กระทำกันระหว่างผู้จะซื้อและผู้จะขาย ไว้ด้วยว่า ภาระในการชำระค่าภาษีเงินได้ ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าอากรแสตมป์ ในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภาระ ในส่วนนี้ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้จ่าย ส่วนภาระของค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมในห้องชุด ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ซื้อ สามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้วิธีจ่ายเท่ากัน หรืออาจใช้วิธีให้อีกฝ่ายเป็นผู้จ่ายก็ได้

นอกจากนี้ สาระสำคัญในรายละเอียดยังระบุถึง การให้สิทธิบอกเลิกสัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและฝ่ายผู้ซื้อ โดยข้อสัญญาฉบับมาตรฐาน สคบ. ระบุให้ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และยังมีสิทธิเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนได้ พร้อมดอกเบี้ยปรับ หากผู้ขายหรือผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถดำเนินโครงการอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา หรือผู้ซื้อคาดหมายได้ว่าจะไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือผู้ซื้อเห็นว่าผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาได้ และยังให้สิทธิผู้ซื้อดำเนินคดีตามกฎหมายได้ด้วย

ผู้ซื้อถูกลอยแพ อสังหาฯ เจ๊ง! ทำไงดี? เปิดทริก 5 วิธีดำเนินการคลี่คลายทุกข์

กระนั้นแล้ว เมื่อเกิดกรณีผู้บริโภคโดนละเมิดสิทธิในด้านอสังหาริมทรัพย์ โครงการหยุดชะงัก สร้างไม่เสร็จ และไม่มีการดำเนินการต่อ อันดับแรกให้ผู้บริโภคตรวจสอบสัญญาก่อน หากในสัญญาครบกำหนดแล้ว ผู้บริโภคสามารถเรียกค่าเสียหายคืนได้ ดังนี้ …

1. ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรถึงผู้ประกอบการหรือคู่กรณี เพื่อให้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หากมีการแก้ไขปัญหาจนผู้บริโภคพอใจแล้ว ก็จะถือว่าปัญหานั้นสิ้นสุดลงแล้ว
2. ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชน ตลอดจนองค์กรวิชาชีพต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยยื่นหลักฐานเอกสารต่างๆ เช่น ใบเสร็จ ใบโฆษณา เอกสารการทำสัญญา เพื่อเข้าสู่มาตรการเจรจาไกล่เกลี่ย และหาข้อยุติในการแก้ไขปัญหากับคู่กรณี หากได้รับการตอบรับที่ดี กรณีนั้นๆ ก็ถือว่าสิ้นสุดเช่นเดียวกัน
3. การรวมกลุ่มของผู้เสียหาย เพื่อรณรงค์และผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา
4. การฟ้องผู้บริโภค หรือการให้ข่าวต่อสาธารณชนหรือการร้องเรียนกับสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่ในที่สาธารณะ
5. ฟ้องศาลเป็นคดีผู้บริโภค เพื่อเรียกร้องให้ผู้ประกอบการชดเชยค่าเสียหาย

นอกจากนี้ นายพิฆเนศ กล่าวถึงมาตรการเจรจาไกล่เกลี่ย ที่ สคบ. นำมาใช้ในการบรรเทาทุกข์หรือช่วยเหลือผู้บริโภค กรณีโดนละเมิดสิทธิผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วยว่า หากผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามา ทาง สคบ. จะเรียกทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายเข้ามาสอบถามถึงข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการตกลงยินยอมชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้บริโภค โดยไม่ต้องนำเรื่องขึ้นฟ้องร้องในชั้นศาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ผู้บริโภคได้รับเงินคืนจำนวนไม่น้อย

เช็กก่อนซื้อ! วสท.แนะหลักพิจารณา ลดโอกาสเสี่ยงโดนลอยแพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคก่อนตัดสินใจซื้อ! ทีมข่าวฯ ได้สอบถามถึงหลักในการพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ จาก รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) แนะให้ฟังว่า “1. อันดับแรก ผมยังเชื่อว่าแบรนด์ของบริษัทเจ้าของโครงการ ก็มีส่วนในการตัดสินใจ และน่าเชื่อถือได้ถึง 50% 2. ก่อนตัดสินใจซื้อ ก็ควรจะไปดูโครงการจริง ประเมินด้วยสายตาว่า โครงสร้างเกิดการร้าวทรุดแตกจุดไหนหรือไม่ 3. หากเป็นไปได้ ก็ควรจะพาผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบมาตรฐานของโครงสร้างในเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจ 4. หากเป็นไปได้ก็ซื้อโครงการที่เสร็จแล้ว หรือควรเลือกซื้อโครงการที่ก่อสร้างงานวิศวกรรมและงานสถาปัตยกรรมเสร็จแล้ว โอกาสที่จะโดนปล่อยลอยแพก็น้อย”

ไขคำตอบ! โครงสร้างอสังหาฯ ปล่อยทิ้งนาน นำมาพัฒนาต่อ ปลอดภัยไหม?

ผู้สื่อข่าวสอบถาม เลขาธิการ วสท. เพิ่มเติม ถึงมาตรฐานโครงการอสังหาฯ ที่สร้างไม่เสร็จ ปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน แล้วถูกนำมาพัฒนาต่อ กรณีนี้ถือว่ามีความมั่นคงปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน?

“แน่นอนว่าก็ต้องเจอกับสภาพดินฟ้าอากาศ ความชื้น ควันรถ มลพิษต่างๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อคอนกรีต จนทำให้ความเป็นด่างของคอนกรีตรอบๆ เหล็กเสริมลดลง ส่งผลให้เหล็กเสริมในคอนกรีตเกิดสนิม ถูกกัดกร่อน และเสื่อมสภาพในที่สุด”

รศ.สิริวัฒน์ อธิบายต่อว่า เมื่อเหล็กเสื่อมสภาพ ก็จะเกิดการบีบคอนกรีตจนแตกหลุดออกมา เมื่อระยะเวลานานเป็น 10-20 ปี ก็ส่งผลให้บ้านและอาคารยิ่งเสื่อมสภาพเร็วขึ้น รวมถึงด้วยสภาพโครงสร้างเก่าที่ยังไม่สมบูรณ์ เมื่อมีปัจจัยภายนอกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นแรงลม แผ่นดินไหว หรือเกิดการเขย่าขึ้นมา ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดรอยแตกร้าวจนอาคารถล่มลงมาได้ ดังนั้น อาคารร้างที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นานโดยที่ไม่มีการดูแล จึงค่อนข้างอันตรายมาก หากจะต้องนำมาพัฒนาต่อ โครงการเหล่านี้ก็ต้องได้รับการตรวจสอบมาตรฐานเชิงลึกจากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างก่อน

—-*—-

สุดท้ายนี้…ในฐานะหน่วยงานสำคัญที่มีอำนาจในการคุ้มครองผู้บริโภคอย่าง สำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เสนอแนะอีกครั้งว่า 1. ก่อนที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจวางเงินจอง เงินมัดจำ เงินดาวน์ และทำสัญญาจะซื้อจะขาย ควรตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจ หรือเจ้าของโครงการให้ถูกต้องชัดเจนว่า ผู้ประกอบธุรกิจเคยถูกร้องเรียนมาแล้วหรือไม่ 2. ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ ถ้าเป็นนิติบุคคล ควรตรวจสอบว่าได้จดทะเบียนเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกต้องหรือไม่ 3. มีทุนจดทะเบียนเท่าไร ทุนที่ชำระแล้วเท่าไร ใครเป็นกรรมการผู้จัดการ หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท 4. ที่ดินที่ตั้งโครงการมีโฉนดถูกต้องหรือไม่ ตรวจเลขที่โฉนด ใครเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินหรือยัง 5. ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของโครงการได้รับอนุญาตก่อสร้างถูกต้องหรือไม่ และที่สำคัญ 6. สัญญาที่คุณกำลังจะเซ็นนั้น เป็นสัญญามาตรฐานหรือไม่

“ดังนั้น ผู้บริโภคอย่าตัดสินใจซื้อบ้าน โดยเชื่อจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว และควรต้องเก็บเอกสารคำโฆษณา และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเอาไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจ ในกรณีที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและโดนละเมิดสิทธิ” นายพิฆเนศ กล่าวทิ้งท้าย.

ญี่ปุ่นเงื้อดาบจ่อตัดจีเอสพี 14 สินค้า ไทยเลื่อนชั้นรายได้เกือบสูง เสียสิทธิ์ประเทศกำลังพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820110


นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นได้ปรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ในการพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรที่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยญี่ปุ่นจะตัดสิทธิที่ให้กับสินค้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2562 มีสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิ 14 รายการ มูลค่า 15.79 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในจำนวนนี้มีสินค้า 6 รายการที่จะได้รับผลกระทบ คือ ซอร์บิทอล, กาแฟคั่วที่แยกคาเฟอีนออกแล้ว, เอทิลแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้แปลงสภาพอื่นๆ, ไม้อัดพลายวูดอื่นๆ, ไม้ลามิเนต และไม้บล็อคบอร์ด ซึ่งได้เชิญผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าทั้ง 14 รายการ จำนวน 24 ราย มาหารือและแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาสิทธิ์จีเอสพีของญี่ปุ่นแล้ว“กรมการค้าต่างประเทศได้ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยกำหนดแนวทางการผลักดันการเจรจารายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไว้ในการทบทวนทั่วไปภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) ที่จะมีขึ้นในปี 2560 และหากสามารถผลักดันให้เกิดการลดภาษีได้ก่อนวันที่ 1 เม.ย.62 ไทยก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิ์จีเอสพีครั้งนี้เลย”

สำหรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ ในการพิจารณาการตัดสิทธิ์จีเอสพีของญี่ปุ่น ประกอบด้วย 1. เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ตามที่ธนาคารโลกกำหนดติดต่อกัน เป็นเวลา 3 ปี โดยเกณฑ์ในปี 2559 กำหนดให้มีมูลค่ารายได้ประชาชาติ ระหว่าง 4,036-12,475 เหรียญสหรัฐฯ และ 2.ประเทศนั้นมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 1% ของปริมาณการส่งออกไปทั่วโลกเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 ปี ซึ่งจากเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้ไทยไม่ได้สิทธิ์จีเอสพี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2562 เพราะไทยมีรายได้ประชาชาติ 5,620 เหรียญฯ และสัดส่วนการส่งออกไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 2556-2558 อยู่ที่ 1.21%, 1.20% และ 1.29% ตามลำดับ.

 

เตรียมน้ำมันรับมือวันหยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820109


นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยถึงยอดการใช้น้ำมันในช่วง 11 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.) พบว่าการใช้น้ำมันเบนซินวันละ 28.82 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.18% ขณะที่ดีเซลมีการใช้เฉลี่ยวันละ 60.16 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 3.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยอดการใช้น้ำมันเพิ่มเป็นผลจากราคาน้ำมันลดลง โดยเบนซินลดลงราว 3-4 บาทต่อลิตร ดีเซลลดลง 1.80 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) ลดลงตามไปด้วย โดยการใช้ก๊าซแอลพีจีอยู่ที่วันละ 16.35 ล้านกิโลกรัม ลดลง 8.96% ก๊าซเอ็นจีวีวันละ 7.72 ล้านกิโลกรัม ลดลง 8.95%สำหรับในช่วงปลายเดือน ธ.ค.2559-ม.ค.2560 ซึ่งจะเป็นช่วงการท่องเที่ยวรับปีใหม่ คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันในภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนจะใช้รถยนต์เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การใช้เบนซินในช่วงดังกล่าวเฉลี่ยวันละ 30 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วยเดียวกันของปีก่อนที่มีการใช้เบนซินวันละ 29.2 ล้านลิตร ส่วนการใช้ดีเซลเฉลี่ยวันละ 63 ล้านลิตร ลดลงจากเดิมใช้วันละ 63.8 ล้านลิตร “เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมจึงได้ส่งหนังสือถึงผู้ค้าน้ำมันทุกรายและผู้ขนส่งน้ำมันทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมมีสำรองน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนในช่วงเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ และได้กำชับให้พนักงานขับรถขนส่งน้ำมัน ขับรถอย่างระมัดระวัง ปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยทางถนนและตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด”.

 

เอสพีซีจี จัดงานสัญจรต่างจังหวัด หวัง รุกตลาดโซลาร์รูฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 01:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820054


เอสพีซีจี จัดงานสัญจรต่างจังหวัด หวังรุกตลาดโซลาร์รูฟ ได้รับความสนใจจากคนเชียงใหม่ล้นหลาม ขณะที่ ดร.วันดี ยิ้มโชว์รับเงินปันผลจาก 2 บริษัทย่อยโซลาร์ฟาร์ม 122.57 ล้านบาทวันที่ 23 ธ.ค. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ บริษัท เอสพีซีจี และ บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ หรือ เอสพีอาร์ ร่วมกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ โฮมโปร จัดงานเสวนา “ลดรายจ่าย ฝ่าวิกฤตกับ โซลาร์ รูฟ” เพื่อให้ความรู้ เรื่องระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าภายในบ้าน ถือว่า เป็นการออกสัญจรในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยได้รับความสนใจจากชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมากดร.กุญชรยาคง จุลเจริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี กล่าวว่า โครงการโซลาฟาร์มของเอสพีซีจีมีทั้งสิ้น 36 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 260 MW ได้นำบริษัทไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อประสบความสำเร็จ ก็มีแผนขยายการลงทุนโซลาร์ฟาร์มไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และ พม่า รวมถึงอีกหลายประเทศในแถบภูมิภาคนี้เพราะเชื่อว่าธุรกิจพลังงานทดแทน จะกลายเป็นกระแสการลงทุนที่ได้รับนิยมมากในอนาคต เป็นธุรกิจที่ช่วยลดโลกร้อน ผ่านมาบริษัทฯ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 210,000 ตันต่อปี

อย่างไรก็ตาม บริษัท เอสพีซีจีได้แต่งตั้งโฮมโปร เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์โซลาร์รูฟ ด้านตลาดที่อยู่อาศัย มาจำหน่ายในโฮมโปร เพื่อความสะดวกของลูกค้า โดยอุปกรณ์ทุกชนิด เป็นแบบเดียวที่ใช้ในโซลาร์ฟาร์ม ของบริษัท เพื่อการันตีคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆว่าได้มาตรฐาน ซึ่งขณะนี้โซลาร์รูฟของบริษัท ได้รับการยอมรับจากเจ้าของบ้านในกรุงเทพฯกว่า 500 หลังคาเรือน เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าภายในบ้านได้เป็นอย่างดี

สำหรับ การออกสัญจรในจ.เชียงใหม่ มีการออกบูธแสดงสินค้า ภายใต้แบรนด์ SPR Solar Roof งานจะมีถึงวันที่ 25 ธ.ค. ภายในงาน โฮมโปรแฟร์ จ. เชียงใหม่ โดยจัดแสดงนวัตกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ภายใต้แบรนด์ Kyocera จากประเทศญี่ปุ่น Inverter SMA และระบบ HEMS ซึ่ง โซลาร์รูฟของบริษัทมีให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ S, M, L และ XL โดยมีประชาชนสนใจเข้าชมจำนวนมาก

ดร.วันดี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด (SPC) มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ดังนั้น บริษัทเอสพีซีจี ในฐานะผู้ถือหุ้นได้สิทธิรับเงินปันผล 112,499,998.50 บาท เช่นเดียวกับ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ แอสเซ็ท (SPA) ซึ่งเป็นบริษัทลูก ก็มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น บริษัทในฐานะผู้ถือหุ้น จึงได้เงินปันผลอีก 10,079,999.16 บาท รวม 2 โครงการ 122.57 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทได้ถือหุ้นสัดส่วน 99.99% ใน SPC ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มจำนวน 34 โครงการ และ SPA ที่เป็นผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในจำนวน 2 โครงการ เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

 

ออกมาตรฐาน 4Q ดึงธุรกิจท่องเที่ยวให้บริการถูกกฎหมาย หาคู่ค้าทำตลาดให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 18:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819865


กรมการท่องเที่ยว จัดทำมาตรฐาน 4Q เพื่อดึงให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้บริการสินค้าและบริการที่ถูกกฎหมาย ราคาเป็นธรรม ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัย ตั้งเป้าผู้ประกอบการเข้าร่วม 10,000 ราย พร้อมนำรายชื่อผู้ที่ผ่านเกณฑ์ส่งให้คู่ค้าในต่างประเทศ สถานทูต และให้ ททท.ทำการตลาดให้เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 59 นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การดำเนินงานของกรมการท่องเที่ยวในปี 2560 จะมีความเข้มข้นมากขึ้นในเรื่องของการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เข้าสู่มาตรฐานมากขึ้น โดยขณะนี้ได้จัดทำโครงการรับรองมาตรฐานขั้นพื้นฐาน (4Q) ตามที่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาสู่กระบวนการขอใบรับรองคุณภาพขั้นพื้นฐานได้ 10,000 ราย ภายใน 3 เดือน คือ ธ.ค. 2559 และ ม.ค.-ก.พ. 2560

ขณะเดียวกัน การปรับเป็น 4Q เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่มาตรฐานได้ง่ายขึ้น และเป็นขั้นแรกในการพัฒนาตนเองไปสู่ Thailand Tourism Standard ซึ่งเป็นมาตรฐานในระดับสากลด้วย เมื่อผู้ประกอบการได้รับมาตรฐาน 4Q แล้ว กรมการท่องเที่ยวจะนำรายชื่อสถานประกอบการต่างๆ ส่งให้คู่ค้าในต่างประเทศ สถานทูต และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำไปทำการตลาดให้

ทั้งนี้ การรับรองมาตรฐานขั้นพื้นฐาน (4Q) จะเน้นสินค้าและบริการที่ถูกกฎหมาย ราคาเป็นธรรมถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติได้รับบริการที่มีคุณภาพ โดยมีข้อกำหนดทั่วไปเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำในการดำเนินการพื้นฐานของผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ต้องปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง เพื่อปกป้อง คุ้มครอง และพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้รับบริการ หรือนักท่องเที่ยว

สำหรับองค์ประกอบ 4Q มีดังนี้ Q1 = ถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และ/หรือได้รับใบอนุญาตจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆ Q2 = ราคาเป็นธรรม คือ ผู้ประกอบการมีการแสดงรายการและราคาสินค้าที่ชัดเจน Q3 = ถูกสุขลักษณะ คือ ผู้ประกอบการต้องได้รับการรับรองที่ผ่านการตรวจจากส่วนราชการดำเนินการตามหลักสุขลักษณะ Q4 = ความปลอดภัย คือ ผู้ประกอบการต้องได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากส่วนราชการที่รับผิดชอบ

นางสาววรรณสิริ กล่าวอีกว่า โดยจะจัดกลุ่มประเภทธุรกิจตามมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. กลุ่มสินค้าและบริการ โดยสินค้า เช่น ของที่ระลึก อัญมณี และกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น นวด สปา สวนสนุก 2. กลุ่มบริษัทนำเที่ยว ได้แก่ บริษัทนำเที่ยวที่ได้การรับรองจากกรมการท่องเที่ยว 3. กลุ่มร้านอาหาร 4. กลุ่มขนส่ง ได้แก่ เรือรับจ้าง และรถรับจ้าง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมการท่องเที่ยวได้จัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 52 มาตรฐาน และได้ดำเนินการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยไปแล้ว 4,691 ราย ประกอบด้วย ด้านที่พักเพื่อการท่องเที่ยว 1,082 ราย การบริการเพื่อการท่องเที่ยว 2,235 ราย ด้านกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว 165 ราย ด้านแหล่งท่องเที่ยว 104 ราย และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ 1,105 ราย