พณ. ดึงผู้ผลิตเอทานอล ซื้อหัวมันสดเกษตรกร กิโลละ 1.90 บ. นาน 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819857


พาณิชย์ ดึงผู้ผลิตเอทานอล ลงนามซื้อขายหัวมันสดจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่าโลละ 1.90 บาท นาน 3 เดือน รวม 1.08 แสนตัน พร้อมออกประกาศเพิ่มการเก็บสต็อกเป็น 1.5 ต่อ 1 หรือต้องสต็อกไว้ 1.5 ตัน ส่งออกได้ 1 ตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต สร้างสมดุลตลาด รักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ…เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายมันสำปะหลัง ระหว่างสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มปริมาณการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งจะส่งผลให้ราคามันมีเสถียรภาพ

สำหรับการลงนามดังกล่าว สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย จะรับซื้อหัวมันสดเชื้อแป้ง 25% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม (กก.) ละ 1.90 บาท สูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ที่ไม่น้อยกว่า กก.ละ 1.20 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน หรือตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.-31 มี.ค.60 รวมปริมาณรับซื้อ 108,000 ตัน แต่หากราคาตลาดในช่วงที่รับซื้อเกินกว่า กก.ละ 1.90 บาท เกษตรกรจะขายได้ตามราคาตลาดที่สูงขึ้น

“เงื่อนไขความร่วมมือคือ รับซื้อไม่ต่ำกว่า กก.ละ 1.90 บาท ถ้าราคาตลาดสูงขึ้นก็ต้องซื้อในราคาสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าราคาต่ำกว่า 1.90 บาท เช่น กก.ละ 1.80 บาท เกษตรกรก็จะยังขายได้ กก.ละ 1.90 บาท ซึ่งในช่วง 3 เดือนหลังจากนี้ จะมีหัวมันสำปะหลังออกสู่ตลาดกว่า 17 ล้านตัน” นางอภิรดี กล่าว

ด้าน นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ออกระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกไปนอกราชอาณาจักร สำหรับปี 2560 เพื่อคุมเข้มมาตรการกำกับดูแล และรักษาระดับราคามันสำปะหลังภายในประเทศฤดูกาลผลิตปี 59/60 โดยเพิ่มอัตราส่วนสต็อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ต่อการส่งออกในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.60 เป็น 1.5 ต่อ 1 เพื่อดูดซับผลผลิตในประเทศ สร้างสมดุลตลาด และรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ

นางดวงพร กล่าวด้วยว่า ระเบียบนี้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 59 ที่เห็นชอบให้มีมาตรการกำกับดูแลและรักษาระดับราคามันสำปะหลังภายในประเทศ ฤดูกาลผลิตปี 59/60 โดยเพิ่มอัตราส่วนสต็อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีก่อนการส่งออกในเดือน ม.ค.-เม.ย. จากเดิมในอัตรา 1 ต่อ 2 เป็นอัตรา 1.5 ต่อ 1 หรือมีสินค้า 150 ตัน สามารถส่งออกได้ 100 ตัน และให้ผู้ส่งออกรับซื้อมันสำปะหลังในประเทศเป็นหลัก เพื่อดูดซับปริมาณมันในประเทศที่จะออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะช่วยพยุงราคาหัวมันสดและผลิตภัณฑ์ไม่ให้ตกต่ำในช่วงเวลาดังกล่าว.

 

กพร. ประกวดหนังสั้น ‘ลูกไม้ใต้ต้น’ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนพัฒนาฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819846


กพร. จัดโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น 6+6 ลูกไม้ใต้ต้น ความยาวไม่เกิน 10 นาที เพื่อแสดงศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในการพัฒนาทักษะฝีมือ ก่อนเข้าสู่การทำงานจริง ..เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า ในปี 2560 ได้กำหนดทิศทางการทำงานให้เป็น “ปีแห่งการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0” ในการพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ซึ่งได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและภาคเอกชน โดยใช้กลไก “ประชารัฐ” ขับเคลื่อน ดำเนินการจัดการแข่งขันฝีมือแรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงทักษะความสามารถในสาขาอาชีพต่างๆ เป็นช่องทางในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาฝีมือแรงงานในกลุ่มเยาวชน และกำลังแรงงานทั่วไป ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลให้กำลังแรงงานมีทักษะที่สูงขึ้น สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพนายธีรพล กล่าวว่า กพร. จึงได้ดำเนินโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น 6+6 ลูกไม้ใต้ต้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น ความยาวไม่เกิน 10 นาที โดยมีกลุ่มเยาวชนที่เคยประสบความสำเร็จจากการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนจำนวน 12 คน เป็นเยาวชนที่ชนะการแข่งขันครั้งล่าสุด 6 คน เป็นต้นแบบในการดำเนินเรื่องราวของภาพยนตร์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประสบความสำเร็จจากเวทีแข่งขันฝีมือแรงงาน ระดับอาเซียนและระดับนานาชาติ สร้างการรับรู้ให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นเยาวชน และกำลังแรงงาน ได้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะฝีมือ ในรูปแบบการประกวดภาพยนตร์สั้น ชิงทุนการศึกษา ซึ่งเป็นสื่อที่เยาวชนให้ความสนใจ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาทักษะฝีมือ สามารถรับรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจ กพร.มากขึ้น

สำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชน ระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) มีสถาบันอุดมศึกษานำร่อง 12 แห่ง ที่เปิดสอนในสาขาวิชาภาพยนตร์และดิจิทัล จัดส่งทีมเข้าแข่งขัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

การดำเนินงานครั้งนี้ นอกจากจะสร้างแรงจูงใจด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมนักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชาภาพยนตร์และดิจิทัล ซึ่งเป็นอีกสาขาวิชาหนึ่งที่ต้องใช้ทักษะฝีมือเฉพาะด้าน สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว สนับสนุนให้เยาวชนกลุ่มนี้มีโอกาสได้ฝึกทำงานด้านภาพยนตร์ก่อนเข้าสู่การทำงานจริง ผลงานที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการเผยแพร่แก่สถาบันการศึกษา ในสังกัดคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.86 จุด ดัชนีแตะ 1,509.98 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819881


หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.86 จุด เปลี่ยนแปลง 0.39% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.98 จุด มูลค่าซื้อขาย 31,478.02 ล้านบาทการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 23 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 5.86 จุด เปลี่ยนแปลง 0.39% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.98 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 31,478.02 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน).

 

ผู้ว่า ธปท. ชี้ 4 ปัจจัยบวก หนุน GDP ปี 60 โตแตะ 3.2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819822


ผู้ว่า ธปท. มอง ศก.ไทย มีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 3.2% หาก ศก.สหรัฐฯ ดีขึ้น รัฐเร่งลงทุน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์-ท่องเที่ยวฟื้น ลุ้น GDP ปี 60 อาจโตได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% …
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยปี 60 ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้มากกว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.2% โดยมองว่า 4 ปัจจัยบวกสำคัญที่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเติบโตได้มากขึ้น ประกอบด้วย 1. หากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ก็จะส่งผลดีมาถึงการค้าการลงทุนที่ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ด้วย

2. โครงการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งหากในปีหน้าสามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผล และทำได้เร็วกว่าคาดก็จะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยโตกว่าที่คาดไว้

3. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งในปีนี้ราคาตกต่ำและได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งนั้น คาดว่าปีหน้าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลาย และช่วยให้ราคาปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เศรษฐกิจโตได้มากขึ้นเช่นกัน และ 4. การท่องเที่ยว จากในปีนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราว ที่ทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลง แต่ปีหน้าหากภาคการท่องเที่ยวฟื้นกลับได้เร็วก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตได้มากกว่าที่คาด

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 60 ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นปัจจัยจากต่างประเทศ เช่น นโยบายด้านการค้าต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งหากใช้นโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้น และประเทศอุตสาหกรรมหลักหันมาใช้นโยบายในลักษณะดังกล่าวมากขึ้นตาม ก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ที่ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งของหลายประเทศที่สำคัญในยุโรป และสุดท้ายกระบวนการที่อังกฤษถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งจะเริ่มมีผลในปีหน้า

ส่วนกรณีรัฐบาลมุ่งหวังจะเห็นเศรษฐกิจไทยในระยะอีก 1-2 ปีข้างหน้าเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% นั้น มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากปัจจุบันมีบางภาคส่วนที่ยังเติบโตได้ไม่เต็มที่ เช่น การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา พบว่าชะลอตัวลงกว่าอดีต หากมีการลงทุนมากขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น S Curve จะช่วยตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้ นอกจากนี้ ภาคเกษตรของไทย ยังมีโอกาสจะยกระดับศักยภาพได้ ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และหากมีการปฏิรูปและยกระดับอย่างจริงจัง จะช่วยทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยสามารถโตได้เต็มศักยภาพมากกว่าที่เป็นอยู่.

 

‘พาณิชย์’ เล็งถก ‘เจเทปา’ อ้อนญี่ปุ่น ลดภาษีสินค้าส่งออก 14 รายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819834


กรมการค้าต่างประเทศ เผยสินค้าไทย 14 รายการ จ่อถูกญี่ปุ่นตัดจีเอสพีตั้งแต่ 1 เม.ย. 62 หลังไทยมีรายได้ประชาชาติ และสัดส่วนการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิไปทั่วโลก เกินเกณฑ์กำหนด ปีหน้าเล็งถกในเจเทปา ให้ญี่ปุ่นลดภาษีทั้ง 14 รายการ…

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ญี่ปุ่นได้ปรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ในการพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยญี่ปุ่นจะตัดสิทธิ ที่ให้กับสินค้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 62 มีสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิ 14 รายการ มูลค่า 15.79 ล้านเหรียญสหรัฐ และในจำนวนนี้ มีสินค้า 6 รายการที่จะได้รับผลกระทบ คือ ซอร์บิทอล กาแฟคั่วที่แยกคาเฟอีนออกแล้ว เอทิลแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้แปลงสภาพอื่นๆ ไม้อัดพลายวู้ดอื่นๆ ไม้ลามิเนต และไม้บล็อกบอร์ด

อย่างไรก็ตาม กรมได้เชิญผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าทั้ง 14 รายการ จำนวน 24 ราย มาหารือ และแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาสิทธจีเอสพีของญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งพบว่า มีผู้ประกอบการเพียง 1 ราย คือ ผู้ที่ส่งออกซอร์บิทอล ส่วนรายอื่นๆ ไม่ได้รับผลกระทบ

“กรมฯ ได้ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการแล้วว่า กระทรวงฯ ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยกำหนดแนวทางการผลักดันการเจรจารายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไว้ในการทบทวนทั่วไปภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) ที่จะมีขึ้นในปี 60 และหากสามารถผลักดันให้เกิดการลดภาษีได้ก่อนวันที่ 1 เม.ย.62 ไทยก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิเลย”

สำหรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ ในการพิจารณาการตัดสิทธิจีเอสพีญี่ปุ่น ประกอบด้วย 1. เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ตามที่ธนาคารโลกกำหนดติดต่อกัน เป็นเวลา 3 ปี โดยเกณฑ์ในปี 59 กำหนดให้มีมูลค่ารายได้ประชาชาติ ระหว่าง 4,036–12,475 เหรียญสหรัฐ และ 2. ประเทศนั้น มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 1% ของปริมาณการส่งออกไปทั่วโลกเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 ปี ซึ่งจากเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้ไทยไม่ได้สิทธิจีเอสพี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.62 เพราะไทยมีรายได้ประชาชาติ 5,620 เหรียญฯ และสัดส่วนการส่งออกไปทั่วโลก ตั้งแต่ปี 56-58 อยู่ที่ 1.21%, 1.20% และ 1.29% ตามลำดับ

 

บีโอไอ เผยปี 59 อีสานยังเนื้อหอม เงินลงทุน 14,138 ล. กาฬสินธุ์ มากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 16:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819717


ภาพจาก ธนดล ศรีบุระ ทีมไทยรัฐทีวี ขอนแก่นบีโอไอขอนแก่น เผย เงินลงทุนภาคอีสานปี 59 มูลค่าสูงกว่า 14,138 ล้าน ใน 43 โครงการ จ.กาฬสินธุ์ ขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากสุด 11 โครงการ พร้อมระบุในปี 60 หวังต่อยอดการค้าเชื่อมระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศ…

วันที่ 23 ธ.ค.2559 นายอิสระ อมรกิจบำรุง ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 หรือบีโอไอ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงเป็นภูมิภาคที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ในรอบปี 2559 บีโอไอได้รับการเสนอแผน เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 43 โครงการ ยอดเงินลงทุนรวม 14,138 ล้านบาท มีการจ้างงานที่เป็นคนไทย รวม 4,395 คน โดยแยกเป็น กลุ่มธุรกิจเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 29 โครงการ เงินลงทุน 10,996 ล้านบาท มีการจ้างงานที่เป็นคนไทย 3,888 คน กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ เซรามิก และโลหะขั้นมูลฐาน 1 โครงการ เงินลงทุน 297 ล้านบาท มีการจ้างงาน 99 คน กลุ่มอุตสาหกรรมเบา 2 โครงการ เงินลงทุน 41 ล้านบาท จ้างงาน 177 คน กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 1 โครงการ วงเงินลงทุน 121 ล้านบาท จ้างงาน 54 คน

นอกจากนี้ ยังคงมีกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 3 โครงการ เงินลงทุน 8 ล้านบาท มีการจ้างงาน 43 คน กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก 3 โครงการ เงินลงทุน 318 ล้านบาท จ้างงาน 87 คน และสุดท้ายคือกลุ่มธุรกิจบริการและสาธารณูปโภค 4 โครงการ เงินลงทุน 2,357 ล้านบาท มีการจ้างงาน 47 คน

นายอิสระ กล่าวเพิ่มเติมว่า จะเห็นว่ามูลค่าการลงทุนที่บีโอไอให้การสนับสนุนและส่งเสริมนั้น กลุ่มธุรกิจภาคการเกษตรเป็นหลัก เนื่องจากภูมิภาคภาคอีสานนั้นยังเป็นฐานการผลิต ผลิตผลทางการเกษตรในประเภทต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม และเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ จากมูลค่าของการส่งเสริมการลงทุนนั้น ยอมรับว่าในปีนี้มีอัตราการลงทุนที่ติดลบเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 18.41 ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นภาพรวมทั่วทั้งประเทศ

นายอิสระ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จ.กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมากที่สุดในปีนี้ คือ 11 โครงการ รองลงมา คือ มุกดาหารและอุดรธานี ซึ่งชี้ให้เห็นว่า นักธุรกิจยังคงกระจายการลงทุนไปในทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม บีโอไอก็ยังคงให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของรับคำปรึกษาจนไปถึงการให้บริการจนสามารถดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ

ส่วนในปี 2560 ยังคงมีการกำหนดแผนการนำนักธุรกิจในพื้นที่เดินทางเข้าเจรจาและหารือ รวมทั้งการศึกษากระบวนการการบริหารจัดการของกลุ่มธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ  เพื่อให้เกิดการต่อยอดและสามารถที่จะเป็นคู่ค้า โดยเริ่มจากกลุ่มจังหวัดตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ที่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคและระหว่างประเทศที่จะเป็นโอกาสให้กับนักธุรกิจอีสานที่จะสามารถต่อยอดการเป็นคู่ค้าได้ในอนาคต.

 

รถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น คืบ 10.86% มั่นใจเสร็จตามแผนปี 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819753


ร.ฟ.ท. เผยสร้างรถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น ก้าวหน้าไปแล้ว 10.86% ช้ากว่าแผนเล็กน้อย เร่งหารือผู้รับจ้าง ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการก่อสร้างให้สามารถเดินหน้าได้ตามแผน มั่นใจ เปิดให้บริการช่วงแรก 50 กม. จากสถานีบ้านเกาะไปยังสถานีเมืองคง ภายในปี 60 แล้วเสร็จทั้งโครงการตามแผนกำหนด ภายในปี 62 …วันที่ 23 ธ.ค.59 สืบเนื่องจากการที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม มีนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่ง ทั้งทางรางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเร่งรัดโครงการก่อสร้าง รถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น เพื่อให้ทยอยเปิดให้บริการช่วงแรกได้ก่อน ภายในปี 2560 และดำเนินโครงการเสร็จทั้งหมดภายในปี 2562

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงชุมทาง ถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด แผนการก่อสร้างโครงการมีความก้าวหน้าไปแล้ว 10.86% ช้ากว่าแผนเล็กน้อย 1.97% เนื่องจากการสร้างสถานีรถไฟชั่วคราวต้องตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่การรถไฟฯ ได้มีการเร่งรัดผู้รับจ้างให้ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการก่อสร้าง ทำให้มั่นใจว่าลำดับ การก่อสร้างจะเดินทันตามแผนงานเดิมภายในเดือนธันวาคมนี้ ดังนั้น จะไม่กระทบต่อภาพรวมในการก่อสร้าง และมีกำหนดแล้วเสร็จทั้งโครงการทันตามแผนปี 2562 อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการตาม นโยบายกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งหารือกับที่ปรึกษาโครงการและผู้รับจ้าง ถึงการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ให้มีการก่อสร้างได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างช่วงแรกระยะทาง 50 กิโลเมตร จากสถานีบ้านเกาะไปยังสถานีเมืองคง ให้สามารถเปิดใช้งาน ได้ก่อนภายในเดือนตุลาคม 2560 เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสใช้รถไฟทางคู่ได้เร็วขึ้น

สำหรับรายละเอียดการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร มีผู้รับจ้างกิจการร่วมค้า ซีเคซีเอช ประกอบด้วย บมจ. ช.การช่าง และ บริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดก่อสร้าง 36 เดือน กำหนดก่อสร้างเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยรายละเอียดของการก่อสร้างเป็นการก่อสร้างทางรถไฟใหม่เพิ่มอีก 1 ทาง ขนานไปกับเส้นทางรถไฟเดิม มีสถานีรับ-ส่ง ผู้โดยสาร รวม 19 แห่ง สถานีย่านเก็บกองและขนถ่ายสินค้าตู้สินค้า รวม 3 แห่ง

ที่ผ่านมา การรถไฟฯ ได้มีการพิจารณาถึงการปรับแก้ไขโครงสร้างการก่อสร้าง ใหม่บางจุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และช่วยประหยัดงบ ประมาณการลงทุนของรัฐบาล อาทิ สถานีรถไฟเมืองคงที่จะปรับ ให้เป็นทางคู่ขนานกับรางรถไฟ และสร้างสะพานลอยข้ามทางรถไฟเพิ่ม ซึ่งการปรับโครงสร้างงานครั้งนี้จะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณได้ถึง 80-100 ล้านบาท

 

ยอดใช้เบนซิน-ดีเซลพุ่ง! พลังงาน สั่งปั๊มสำรองเชื้อเพลิงช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819690


กรมธุรกิจพลังงาน กำชับผู้ค้าน้ำมัน-ผู้ขนส่ง สำรองเชื้อเพลิงให้เพียงพอความต้องการใช้ช่วงปีใหม่ ป้องกันปัญหาขาดแคลน ขณะที่ 11 เดือนแรกปี 59 ยอดใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน-ดีเซลเพิ่มขึ้น ส่วน LPG-NGV หดตัวต่อเนื่อง เหตุราคาน้ำมันปรับตัวลดลง…วันที่ 23 ธ.ค.59 นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กรมฯ ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือถึงผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ให้เตรียมความพร้อมช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ประชาชนใช้รถใช้ถนนเพื่อเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยวในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือ ให้จัดเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีปริมาณเพียงพอในช่วงเวลาดังกล่าว

พร้อมทั้งให้เฝ้าระวัง สอดส่องและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ  จัดให้มีการจราจรสะดวกและปลอดภัย มีที่จอดรถยนต์เพียงพอ จัดห้องน้ำให้สะอาด จัดให้มีแสงสว่างให้เพียงพอ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ดูแล และตรวจตราสถานีบริการ รวมทั้งให้เตรียมความพร้อมของทีมระงับอุบัติภัยด้านน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย ด้านผู้ประกอบการขนส่งน้ำมัน ได้ขอให้กำชับพนักงานรับรถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเดินรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยทางถนนและตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ได้กำชับให้สถานีบริการงดจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ส่วนภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในช่วง 11 เดือนของปี 2559 พบว่าการใช้กลุ่มน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 10.18% และดีเซล เพิ่มขึ้น 3.59% ส่วนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลง 8.96% และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ลดลง 8.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.18% เฉลี่ยอยู่ที่ 28.82 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันกลุ่มเบนซินเกือบทุกชนิดยกเว้นน้ำมันเบนซิน เนื่องจากปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น เป็นผลจากราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับตัวลดลงเฉลี่ย 3-4 บาท/ลิตร ตามราคาตลาดโลก จึงส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น

การใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วในช่วง 11 เดือนของปี 2559 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.59% เฉลี่ยอยู่ที่ 60.16 ล้านลิตร/วัน เนื่องจากปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเป็นผลจากราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปรับตัวลดลง 1.80 บาท/ลิตร ประกอบกับปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงมีปริมาณเพิ่มขึ้น 4.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

การใช้ LPG ในช่วง 11 เดือนของปี 2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.96% เฉลี่ยอยู่ที่ 16.35 ล้านกิโลกรัม (กก.)/วัน โดยเป็นการลดลงของการใช้ภาคขนส่งและภาคปิโตรเคมี โดยภาคปิโตรเคมี ลดลง 15.62% เฉลี่ยอยู่ที่ 4.92 ล้าน กก./วัน ภาคขนส่ง ลดลง 15.41% เฉลี่ยอยู่ที่ 4.03 ล้าน กก./วัน ส่วนภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.35% เฉลี่ยอยู่ที่ 5.74 ล้าน กก./วัน และภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 1.00% เฉลี่ยอยู่ที่ 1.65 ล้าน กก./วัน สำหรับการนำเข้า LPG ในช่วง 11 เดือนของปี 2559 ลดลง 61.75% เฉลี่ยอยู่ที่ 39 ล้าน กก./เดือน

การใช้ LPG ลดลงเนื่องจากความต้องการใช้ในภาคปิโตรเคมีที่ลดลงจากการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นแทน และเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจึงทำให้ประชาชนหันไปใช้น้ำมันแทน LPG ในภาคขนส่ง ขณะที่การนำเข้า LPG ลดลงเนื่องจากการผลิต LPG ในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการใช้จึงไม่จำเป็นต้องนำเข้าในปริมาณสูงเช่นเดียวกับปีก่อน

การใช้ NGV ในช่วง 11 เดือนของปี 2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.95% เฉลี่ยอยู่ที่ 7.72 ล้าน กก./วัน โดยการใช้ NGV ลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงส่งผลให้ประชาชนและรถบรรทุกสินค้าหันไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน

นอกจากนี้ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2559 มีโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงประจำปี มากกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบลดลง และต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น และการส่งออกลดลง.

 

สรรพากร แจงไม่บังคับทำพร้อมเพย์คืนเงินภาษี ยังจ่ายเป็นเช็คตามปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 14:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819673


กรมสรรพากร ยัน ไม่บังคับประชาชนให้สมัครพร้อมเพย์ เผย เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความสะดวกเท่านั้น แจง จะคืนภาษีให้ด้วยการโอนผ่านพร้อมเพย์ก่อน จากนั้นจึงจ่ายเป็นเช็คคืนภาษีตามปกติ …วันที่ 23 ธ.ค. 59 จากกรณี กรมสรรพากร แนะนำให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร http://www.rd.go.th หรือจะยื่นผ่าน Rd smart tax application ทางโทรศัพท์มือถือ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. 2560 เพื่อให้ได้รับความสะดวก และสำหรับผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกิน กรมสรรพากร จะคืนภาษีให้ด้วยการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ซึ่งจะช่วยให้ได้รับเงินภาษีคืนรวดเร็วกว่าเดิม (อ่านเพิ่มเติม : สรรพากร แนะยื่นภาษีผ่านเว็บสะดวกสุด ชี้ สมัครพร้อมเพย์ คืนเงินภาษีเร็ว) นั้น ทั้งนี้ มีประชาชนจำนวนมากเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการบังคับให้สมัครพร้อมเพย์ ซึ่งใครที่ไม่ได้สมัครก็จะไม่ได้รับเงินคืน

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ว่า ความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ผิด เป็นไปไม่ได้ที่จะบังคับให้สมัคร ซึ่งระบบพร้อมเพย์เป็นเพียงตัวช่วยที่ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วเท่านั้น ซึ่งทางกรมสรรพากรจะทำการโอนเงินคืนผ่านระบบพร้อมเพย์ก่อน หลังจากนั้นจะจ่ายเป็นเช็คคืนภาษีตามปกติใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

นายประสงค์ กล่าวยืนยันด้วยว่า ระบบพร้อมเพย์มีความปลอดภัย เป็นมาตรฐาน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้.

 

ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 09:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819486


ทองเปิดตลาดวันที่ 23 ธ.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250 ขายออกบาทละ 19,350 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 ขายออกบาทละ 19,850 บาท…เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,250.00 บาท ขายออกบาทละ 19,350.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,904.52 บาท ขายออกบาทละ 19,850.00 บาท