‘แกมโบล’โดดแจมรองเท้าผ้าใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819390


นายสุรชัย กิจกำจาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายรองเท้าแบรนด์ “แกมโบล” (GAMBOL) แบรนด์รองเท้าสัญชาติไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรองเท้าแบรนด์ไทย การแข่งขันยังรุนแรงต่อเนื่อง เพราะส่วนใหญ่แข่งขันกันที่ราคามากกว่าคุณภาพสินค้า และดีไซน์ ซึ่งในส่วนของแกมโบล ยังมีส่วนแบ่งตลาดอยู่อันดับต้นๆ และเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 มีส่วนแบ่งมากกว่า 50% ในตลาดรองเท้าแบรนด์ไทยที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมรองเท้าแบรนด์ไทยอยู่ที่กว่า 10,000 ล้านบาท เพราะวัยรุ่นมีพฤติกรรมเปลี่ยนรองเท้าบ่อย เฉลี่ยซื้อใหม่ปีละ 3 คู่ และราคาไม่มีผลต่อการตัดสินค้าซื้อของลูกค้ากลุ่มนี้“การเน้นทำตลาดเจาะกลุ่มวัยรุ่นของแกมโบล ทำให้ปี 59 มียอดขาย เติบโต 20-22% ต้นปี 60 บริษัทมีแผนขยายตลาดไปในกลุ่มรองเท้าผ้าใบแนวสปอร์ตแฟชั่น ทั้งผู้หญิงผู้ชายราคาประมาณ 300-1,000 บาทด้วย จากเดิมที่ทำตลาดรองเท้าแฟชั่นลำลองอย่างเดียว ภายใต้แบรนด์แกมโบล และคาเนีย (Cania) เพราะมองว่ายังมีช่องว่างในการทำตลาดได้อีก มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของแบรนด์ ช่องทางจำหน่ายที่มีอยู่จำนวนมาก จะทำให้ประสบความสำเร็จทั้งยอดขายและผลกำไรแน่นอน”.

 

ปตท.-บางจากส่งความสุขปีใหม่ ตรึงราคาน้ำมันตรวจเช็กรถฟรี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819389


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ปตท.ได้เพิ่มสำรองน้ำมัน พร้อมขนส่งไปยังสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้เพียงพอต่อปริมาณความต้องการใช้ของประชาชน และตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของรถขนส่งผลิตภัณฑ์และพนักงานขับรถบรรทุกขนส่งผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเตรียมความพร้อมของสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศให้มีความปลอดภัย พร้อมเป็นจุดพักรถตลอดเส้นทางทั่วประเทศ ซึ่งก่อนออกเดินทางประชาชนสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ ฟรี 24 รายการ และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นฟรี

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เทศกาลปีใหม่นี้ บางจากฯ ได้จัดโครงการพิเศษเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนไทยที่เดินทางเยี่ยมครอบครัวและท่องเที่ยว ได้แก่ 1.ตรึงราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.59-3 ม.ค.60 แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับเพิ่มขึ้น 2. โครงการสัญจรปลอดภัย สุขใจทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 59-4 ม.ค.60 โดยสมาชิกบัตรแก๊สโซฮอล์คลับและดีเซลคลับ รับสิทธิประกันอุบัติเหตุทุนประกัน 100,000 บาท ฟรี พร้อมบริการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง และ 3. โครงการ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง”

ซึ่งร่วมกับกรมการขนส่งทางบก รณรงค์เรื่องความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมของสภาพรถก่อนเดินทาง โดยให้บริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 11 รายการ อาทิ น้ำมันเบรกและคลัตช์ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย ก้านปัดน้ำฝน และน้ำฉีดกระจก ฯลฯ.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง จากแรงฉุดกลุ่มค้าปลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 06:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819409


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพฤหัสบดี จากแรงฉุดของบริษัทกลุ่มผู้ค้าปลีก จากความผิดหวังในผลประกอบการของบริษัท เบด, บาธ แอนด์ บียอนด์…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 22 ธ.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 23.08 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 19918.88 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 4.22 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 2260.96 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 24.01 จุด หรือ 0.44% ปิดที่ 5447.42 จุด

เมื่อวันพฤหัสบดี หุ้นของบริษัท เบด, บาธ แอนด์ บียอนด์ ผู้ค้าปลีกของใช้ภายในบ้านดิ่งลงถึง 9.2% หลังเปิดเผยว่ารายได้สุทธิในไตรมาสที่ 3 ของพวกเขาลดลง 29% เหลือเพียง 126.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อีกปัจจัยที่กระทบต่อตลาดคือ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชี้ว่าตัวเลขรายจ่ายในการบริโภคส่วนบุคคล (personal consumption expenditures) ประจำเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ทั้งที่มีช่วงวันช็อปปิ้งสำคัญอย่างแบล็กฟรายเดย์

 

“เมเจอร์” ร้อง กสทช.คุมลิขสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819382


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด ได้หารือถึงเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ที่นำมาฉายในโรง ภาพยนตร์ โดยจะขอให้ กสทช.เร่งรัดการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่าง เข้มงวด โดยจะยื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ธ.ค.59 นี้ พร้อมนำดารา นักแสดง และผู้ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ละคร เพลง และภาพยนตร์มาร่วมยื่นหนังสือครั้งนี้ด้วยทั้งนี้ ปัจจุบันมีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เพลง ละคร จำนวนมาก และขณะนี้ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ซึ่งในวันที่จะมายื่นร้องเรียนอย่างเป็นทางการจะรวบรวมเอกสารหลักฐานที่ไปแจ้งความดำเนินคดีมาให้ กสทช. เพื่อเร่งรัดดำเนินการให้ด้วย โดยจากนี้ไป กสทช.จะทำงานร่วมกับสมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศไทย เพื่อปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ละคร เพลง

“ถ้าไม่ฟ้องร้อง กสทช.ก็ไม่รู้จะไปเอาผิดกับใคร เพราะไม่มีผู้เสียหาย แต่เมื่อมีผู้เสียหายชัดเจน กสทช.ก็จะเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญมากในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์”.

 

เตะสกัดแผนคิดค่าโทร.เป็นวินาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819378


นายสุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เตรียมบังคับใช้มาตรการคิดค่าโทร.เป็นวินาทีว่า ถือเป็นความไม่เข้าใจและหลงยุค เพราะปัจจุบันตลาด 3 จีและ 4 จี เป็นเรื่องของบริการอินเตอร์เน็ตหรือดาต้า ไม่ใช่บริการเสียง (Voice) เหมือนในอดีต ดังนั้นการที่ยังคงมีความพยายามคิดค่าบริการเป็นวินาทีนั้น ชี้ให้เห็นว่าผู้กำกับดูแลหรือ “เรคกูเลเตอร์” ไม่มีความเข้าใจ“ที่สำคัญบริการที่เป็นเสียงนั้นเป็นบริการฟรีไปแล้วในยุคปัจจุบัน สิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลควรต้องพิจารณาคือ การลงไปดูว่าต้นทุนที่แท้จริงของบริการข้อมูลที่เป็นดาต้าว่าควรอยู่ที่เท่าไหร่”

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. กล่าวว่า การกำหนดค่าโทร.เป็นวินาทีนั้น กำหนดอยู่ในหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่ง กทค.ได้มีมติเมื่อเดือน พ.ค.59 ที่ผ่านมา ว่าจะเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด แต่เนื่องจากมีการคัดค้านจากภาคเอกชน ทำให้ กสทช. ยังไม่ประกาศใช้ โดยสำหรับการคิดค่าบริการเป็นวินาทีนั้น กลุ่มประเทศสมาชิกอียูก็ยังใช้โครงสร้างแบบเดียวกัน เนื่องจากผู้บริโภคได้รับประโยชน์”

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในเร็วๆนี้ จะเสนอให้คณะทำงานคิดค่าบริการมือถือแจ้งให้ผู้ให้บริการมือถือออกแพ็กเกจค่าโทร.เป็นวินาที หรือคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง เพื่อให้เป็นทางเลือกผู้บริโภค ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช.ไปศึกษาอัตราค่าบริการระหว่างการโทร.ปกติ หรือการโทร.ผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต แบบใดที่ราคาถูกสุด กสทช.ก็จะเลือกแนวทางนั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภคต่อไป.

 

บินไทย แจง สุนัขผู้โดยสารหลุดจากกรง ถูกจนท.สนามบินอินชอนใช้ปืนยิงตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819401


การบินไทย แจงยิบ กรณีผู้โดยสาร ทีจี 657 ขนส่งสุนัขผ่านท่าอากาศยานอินชอน เกาหลีใต้ ยัน ทำตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน พร้อมให้ความช่วยเหลือเจ้าของ ที่สุนัขหลุดจากกรงจนถูกจนท.สนามบินตัดสินใจยิงจนตายเต็มที่จากกรณีที่มีผู้โดยสารเดินทางในเที่ยวบินที่ทีจี 657 เส้นทาง โซล-กรุงเทพฯ วันที่ 19 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา แล้วเกิดเหตุสุนัขหลุดจากกรงในลานจอดเครื่องบิน และถูกเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานอินชอน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ยิงตายนั้น ฝ่ายภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า จากกรณีมีผู้โดยสาร 2 ท่าน ได้เดินทางในเที่ยวบินที่ ทีจี 657 เส้นทาง โซล-กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา พร้อมกระเป๋าสัมภาระ และกรงสุนัข ซึ่งบรรจุสุนัขขนาดเล็ก จำนวน 3 ตัว โดยแยกบรรจุสุนัขกรงละ 1 ตัว

การบินไทยขอเรียนให้ทราบเบื้องต้นว่า การนำสัตว์เลี้ยงใส่กรงมาเช็กอินเพื่อโหลดไว้ใต้ท้องเครื่องบินนั้น การบินไทยมีมาตรฐานในการดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างดีทุกขั้นตอน กรงที่ใส่สัตว์เลี้ยงจะถูกลำเลียงจากจุดรับมอบผ่านช่องทางพิเศษ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่เฉพาะ ก่อนนำไปใหลดไว้ที่ใต้ท้องเครื่องบิน เพื่อให้มั่นใจว่า สัตว์เลี้ยงที่อยู่ในกรงจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เมื่อผู้โดยสารมาเช็กอิน เจ้าหน้าที่เช็กอินของสายการบิน เอเชียน่า แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านผู้โดยสารของการบินไทยที่ท่าอากาศยานอินชอน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้ทำการตรวจสอบสภาพของสุนัขและกรงสุนัขทั้งหมดว่า อยู่ในสภาพสมบูรณ์และปิดล็อกอย่างเรียบร้อย จึงเริ่มทำการเช็กอินและบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีเจ้าหน้าที่การบินไทยที่สนามบินอินชอน เป็นผู้ควบคุมอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้น จึงแจ้งให้ผู้โดยสารนำกรงสุนัขทั้ง 3 กรง ไปส่งมอบให้กับพนักงานที่เคาน์เตอร์พิเศษ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสัมภาระของท่าอากาศยานอินชอน เป็นผู้ตรวจสอบสุนัขและสภาพกรงสุนัข ก่อนทำการติดสติกเกอร์ปลอดภัยที่บริเวณรอยต่อของกรงและบริเวณที่ล็อกกรง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของสายการบินเอเชียน่า แอร์ไลน์ส ที่เคาน์เตอร์พิเศษจะทำการติดเทปปลอดภัยบริเวณรอบกรงสุนัข เพื่อให้มั่นใจว่า กรงสุนัขจะไม่สามารถถูกเปิดจากภายนอกได้ จากนั้นจึงทำการลำเลียงกรงสุนัขผ่านช่องทางพิเศษ ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ของ Korean Airport Service ของสายการบินโคเรียน แอร์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการลานจอดของการบินไทยที่สนามบินอินชอน โดยเจ้าหน้าที่ของ Korean Airport Service ได้ทำการตรวจรับกรงสุนัขและตรวจสอบสภาพสุนัขอีกครั้ง ก่อนลำเลียงกรงสุนัขทั้งสามไปยังเครื่องบิน ซึ่งแต่ละขั้นตอนเจ้าหน้าที่จะต้องลงนามตรวจรับทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้าหน้าที่นำกรงสุนัขดังกล่าว วางที่พื้นบริเวณลานจอดข้างเครื่องบินเพื่อรอนำกรงสุนัขขึ้นวางบนพื้นที่ที่ใช้สำหรับขนส่งสิ่งมีชีวิต (BULK) ซึ่งอยู่บริเวณท้ายเครื่องบิน ปรากฏว่า สุนัขตัวหนึ่งได้หลุดออกไปจากกรงและวิ่งหนีเข้าไปในลานจอด เจ้าหน้าที่ลานจอดของ Korean Airport Service ได้พยายามจับสุนัขดังกล่าว แต่ไม่สามารถจับได้ จึงได้แจ้งไปยังศูนย์ประสานงานของท่าอากาศยานอินชอน ในขณะที่การบินไทยได้แจ้งให้ผู้โดยสารรับทราบเหตุดังกล่าวด้วยทันที

การตามจับสุนัขที่หลุดออกจากกรงนั้น ท่าอากาศยานอินชอนได้ดำเนินการตามมาตรการของสนามบินถึง 3 ขั้นตอน เพื่อจับสุนัขตัวดังกล่าว เริ่มจากการพยายามจับสุนัขด้วยตาข่าย การพยายามยิงด้วยปืนลม แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานอินชอน ได้ตัดสินใจใช้กระสุนจริง เนื่องจากสุนัขตัวดังกล่าวได้วิ่งเข้าไปในเขตพื้นที่ทางวิ่ง (Runway) ซึ่งเป็นช่วงที่มีเครื่องบินขึ้นลงเป็นจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยานและผู้โดยสาร

หลังจากนั้น การบินไทยได้แจ้งไปยังเจ้าของสุนัข ซึ่งพำนักอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเมื่อเจ้าของสุนัขมาถึงท่าอากาศยานอินชอน เจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานฯ ได้ชี้แจงรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความจำเป็นที่ต้องใช้กระสุนจริง พร้อมขอโทษเจ้าของสุนัขดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม การบินไทย ได้ช่วยเจ้าของสุนัขร้องเรียนไปยังท่าอากาศยานอินชอนว่า เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ หรือไม่ ซึ่งท่าอากาศยานอินชอน ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้การบินไทยพร้อมรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาตรฐานสากลที่สายการบินต่างๆ ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ

อนึ่ง จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เที่ยวบินที่ ทีจี 657 ในวันเกิดเหตุต้องออกเดินทางล่าช้ากว่ากำหนดตามตารางการบินปกติ เป็นเวลาประมาณ 30 นาที

 

“สแตนชาร์ด”ยอมศิโรราบธุรกิจรายย่อย โละลูกค้า4แสนรายให้ทิสโก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819374


“สแตนชาร์ด”ยกธงขาวสู้แบงก์พาณิชย์ใหญ่ไม่ไหวหลังตลาดแข่งขันดุเดือด ตัดใจโละพอร์ตสินเชื่อรายย่อย 400,000 รายให้กับทิสโก้ ภายในปี 2560 แบ่งเป็นพอร์ตสินเชื่อรายย่อย 41,600 ล้านบาท เงินฝาก 33,600 ล้านบาท ซีไอเอ็มบี ไทยชี้ไตรมาส 2 ปีหน้าธุรกิจเอสเอสอีรายเล็ก-กลาง รอดตาย รับอานิสงส์ราคาพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น ปลุกกำลังซื้อฟื้นคืนชีพนางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ได้บรรลุข้อตกลงในการถ่ายโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อย ประกอบด้วยธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อธุรกิจรายย่อย บริการธนบดีธนกิจ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ และเงินฝากรายย่อย ให้แก่ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และบริษัทออล-เวย์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2560 ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และเงินที่ใช้ในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท ซึ่งมาจากกระแสเงินสดของธนาคาร

“ธุรกิจรายย่อยที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดโอนย้ายมาทิสโก้ มีจำนวนลูกค้าประมาณ 400,000 ราย แบ่งเป็นลูกค้าเงินฝาก 100,000 ราย คิดเป็นมูลค่า 36,100 ล้านบาท และลูกค้าสินเชื่อ 300,000 ราย มูลค่า 41,600 ล้านบาท แบ่งเป็นบัตรเครดิต 4,000 ล้านบาท สินเชื่อบุคคล 7,000 ล้านบาท สินเชื่อบ้าน 25,000 ล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจรายย่อย 5,000 ล้านบาท”

นายพลากร หวั่งหลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) และสำนักงานตัวแทน กล่าวว่า ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของธนาคารที่มีขนาดของธุรกิจที่เล็ก จึงยากที่จะแข่งขันกับธนาคารรายใหญ่ภายในประเทศ ภายหลังจากการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงบรรลุข้อตกลงในการโอนธุรกิจธนาคารบุคคลธนกิจให้แก่ทิสโก้

อย่างไรก็ตาม สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ธุรกิจสถาบันธนกิจ และพาณิชย์ธนกิจ ที่มีเครือข่ายแข็งแกร่งและจุดเด่นด้านประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศที่จะสามารถสนับสนุนลูกค้าในการทำธุรกิจในประเทศไทยและระหว่างประเทศ ซึ่งการตัดสินในครั้งนี้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจทั่วโลกของกลุ่มธนาคารสแตน-ดาร์ดชาร์เตอร์ดที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือน พ.ย.2558 ที่จะทบทวนแนวทางการดำเนินธุรกิจและปรับโครง- สร้าง เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเพิ่มผลตอบแทน ซึ่งรวมถึงการถ่ายโอนธุรกิจที่มีขนาดและขีดความสามารถทางการแข่งขันไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ

ด้านนายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่มีขนาดเล็กและกลาง จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า (2560) เป็นต้นไป หลังจากราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวดีขึ้น ทำให้กำลังซื้อของภาคการเกษตรเริ่มดีขึ้น ประกอบกับโครงการลงทุนของรัฐเริ่มมีการก่อสร้างมากขึ้น เป็นตัวขยับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยังเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุน

“เอสเอ็มอีขนาดเล็กและกลาง ในปีหน้าเริ่มฟื้นตัว ธุรกิจที่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวกับปัจจัยทางการเกษตร เช่าซื้อจักรยานยนต์ และค้าปลีก ขณะที่โครงลงทุนของภาครัฐ ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า และมอเตอร์เวย์ จะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ จะช่วยให้เกิดการจ้างงาน และยังส่งผล ดีต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมไปกลุ่มผู้ค้าวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศ”.

 

“ดอกมะลิ” ฝันตี “หอมมะลิ” ผู้ส่งออกใช้มาตรฐานข้าวจัดเกรดเข้าสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819370


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา มีความเป็นห่วงผู้ส่งออกข้าวคุณภาพดีของไทย เพราะปัจจุบันกัมพูชาได้ส่งออกข้าวหอมที่ใช้พันธุ์เดียวกับข้าวหอมมะลิไทยไปประเทศเวียดนามในปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเวียดนามนำข้าวคุณภาพดีของกัมพูชาไปผสมกับข้าวขาวของเวียดนาม ทำให้มีกลิ่นหอมเช่นเดียวกัน แล้วนำไปติดตราเป็นข้าวหอมจากเวียดนาม เพื่อนำไปขายตัดราคาข้าวหอมมะลิไทยในตลาดโลก ซึ่งสำนักงานฯจะติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดต่อไป

นอกจากนี้ ยังพบว่าข้าวคุณภาพดีเกรดเดียวกับข้าวหอมมะลิไทยของกัมพูชาเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และกัมพูชาส่งออกข้าวชนิดนี้เพิ่มขึ้น ทั้งขยายพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพดีทุกปี และตั้งเป้าที่จะชนะเลิศในการประกวดข้าวคุณภาพดีที่สุดของโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้าวไทยในอนาคต สำหรับการส่งออกข้าวของกัมพูชาในช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 59 มีปริมาณ 479,000 ตัน เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวียดนามนำข้าวเปลือกจากกัมพูชา ซึ่งเป็นข้าวหอมที่ใช้พันธุ์เดียวกับข้าวหอมมะลิไทยไปสีเป็นข้าวสารและจำหน่ายในชื่อว่า “ข้าวดอกมะลิ” หรือข้าว KDM ซึ่งราคาขายต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทยตันละ 200 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้ผู้ซื้อหลายประเทศเลือกซื้อข้าว KDM เพราะมีราคาถูกกว่า แม้คุณภาพข้าวหอมมะลิไทยจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศมาตรฐานสินค้าข้าวฉบับใหม่ โดยกำหนดเกรดข้าวไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยหวังช่วยให้ข้าวไทยแข่งขันทางด้านราคากับเวียดนามได้มากขึ้น.

 

ชาวนา-ชาวไร่ไทยยังจนกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819366


มึน!ดัชนีสินค้าเกษตรฉุดไม่อยู่ ยาง-ปาล์มพุ่งรับราคาน้ำมันดิบน.ส.จริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือน พ.ย.59 เพิ่มขึ้น 3.04% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (พ.ย.58) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและผู้ประกอบการในประเทศแย่งกันรับซื้อยางพาราเพื่อส่งมอบประเทศผู้ผลิตยางล้อ และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ความต้องการน้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เนื่องจากความต้องการข้าวในตลาดโลกชะลอตัวส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เดือน ธ.ค.59 คาดว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา โดยสินค้าที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาพรวมรายได้ วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือน พ.ย.59 ลดลงจากเดือน พ.ย.58 ประมาณ 0.41% แม้ว่าดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.04% ขณะที่การลดลงของดัชนีผลผลิต 3.35% ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทำให้ดัชนีรายได้เกษตรกรลดลงเล็กน้อย

ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือน พ.ย.59 ลดลง 3.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น 110.04% โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา สับปะรดโรงงาน และกุ้งขาวแวนนาไม ทั้งนี้ในเดือน ธ.ค.59 คาดว่าดัชนีผลผลิตจะเพิ่มขึ้น และสินค้าสำคัญที่ออกสู่ตลาดมาก ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ปาล์มน้ำมัน และยางพารา.

 

“คลัง”ยันไม่ขยายสิทธิลดหย่อนภาษี เร่งรัฐวิสาหกิจเลื่อนลงทุนเร็วขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819365


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการขยายเวลา การให้สิทธิประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายจากการลงทุนได้ 2 เท่า ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 ธ.ค.59 นี้ แต่ภาคเอกชนเรียกร้องให้ขยายระยะเวลาจนถึงกลางปี 60 ว่า กระทรวงการคลังยังไม่มีนโยบายต่ออายุการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาได้ให้แรงจูงใจอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เชื่อว่าแม้ไม่มีมาตรการทางภาษีมาช่วยปี 60 เอกชนก็ต้องลงทุนกันอยู่แล้ว เนื่องจากรัฐบาลมีงบลงทุนในโครงการต่างๆเต็มที่ ซึ่งเอกชนจะได้รับประโยชน์มากมาย“ปีหน้าจะมีการลงทุนอย่างมาก เพราะรัฐบาลมีงบลงทุนสำหรับปีงบประมาณ 60 มากถึง 400,000 ล้านบาท มีงบกลางปีเพิ่มเติมอีก 160,000 ล้านบาท และยังมีงบลงทุนในรัฐวิสาหกิจอีก 300,000 ล้านบาท โดยพยายามเร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และขอให้เลื่อนแผนการลงทุนในโครงการต่างๆให้เร็วขึ้น เพื่อให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้เต็มที่ตามศักยภาพที่แท้จริง คือมากกว่า 4% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ)”

ทั้งนี้ การเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบ 2 เพื่อขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล กระทรวงการคลังจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ในเดือน มี.ค.60 ลักษณะการให้ความช่วยเหลือจะอยู่ในรูปของการลดภาระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ ค่ารถไฟ และการประกันอุบัติเหตุ สำหรับข้อมูลของการลงทะเบียนรอบนี้กระทรวงการคลังจะให้กรอกข้อมูลหนี้นอกระบบด้วย เนื่องจากปี 60 ถือเป็นปีแห่งการจัดการหนี้นอกระบบให้เหลือศูนย์ราย โดยจะเริ่มดำเนินการทั้งประเทศได้กลางเดือน ม.ค.60 นี้

“ใช้มาตรการสร้างฐานข้อมูล เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละจังหวัดมีเจ้าหนี้รายใหญ่กี่ราย เช่น ขอนแก่นและพื้นที่โดยรอบ มีเจ้าหนี้นอกระบบรายใหญ่ๆ อยู่กว่า 100 ราย และมีลูกหนี้ประมาณกว่า 1,000 ราย ตอนนี้จะเริ่มดำเนินการกับรายใหญ่ที่ปล่อยกู้นอกระบบให้มาเปิดพิโก้ไฟแนนซ์ คาดว่าเดือน ม.ค.ปีหน้ากระทรวงการคลังจะแจกใบอนุญาตได้ 5-6 ราย”.