กสทช.มองอย่างเซียน คิดค่าโทร.เป็นวินาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818721


แนวทาง “คิดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามจริงเป็นวินาที” หรือ “การเลิกปัดเศษค่าโทร.” เป็นสิ่งที่สังคมเรียกหา ท่ามกลางแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของ กสทช.ที่แข็งขัน มานานแล้วสื่อออกมาเป็นระยะๆกลายๆจะยืนยันว่า “ในยุค 4G”…

ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้สมหวัง มีเฮอย่างแน่นอน

คำถามสำคัญวันนี้มีว่า…การคิดค่าโทร.เป็นวินาที? เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการแน่หรือ?

นี่ยังคงเป็นประเด็นร้อนเนื่องด้วยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ใน กสทช. กำลังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งจะบังคับให้ผู้รับใบอนุญาต 4G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ต้องคิดค่าบริการตามจริงเป็น “วินาที”…ไม่มีการปัดเศษในทุกรายการส่งเสริมการขาย

เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต และข้อเรียกร้อง ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กับเครือข่ายมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่เคยกระทุ้งมายัง กสทช.ก่อนหน้านี้

ล่าสุด…ที่ประชุมคณะกรรมการ กทค. เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 59 ที่ผ่านมา…ยังไม่มีข้อยุติว่าจะเดินหน้าลุยออกคำสั่งทางปกครองบังคับให้ผู้ให้บริการทั้ง 3 ค่ายปฏิบัติตามประกาศ กสทช. และมติ กทค.ไปเลย หรือควรจะทบทวนเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตดังกล่าวดี

ย้อนไปก่อนหน้านี้ กสทช.ได้จัดประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องต่อมาตรการการกำกับดูแลอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต นัยว่า…ผลที่ได้ก็ยืนยันชัดเจนว่า

“การคุมเข้มอัตราค่าบริการมือถือโดยคิดค่าบริการตามจริงเป็น…วินาทีนั้นหาได้ยังประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ…ตรงกันข้ามรังแต่จะทำให้ผู้บริโภคผู้ใช้บริการถูกมัดมือชกจำกัดทางเลือก”

เหลียวไปมองโครงสร้างอัตราค่าบริการในปัจจุบันเองก็ถูกจำกัดอยู่แล้ว และเมื่ออัตราค่าบริการถูกกำหนดให้ต้องคิดตามจริงเป็นวินาที ผู้ประกอบการมือถือย่อมขาดแรงจูงใจในการออกโปรโมชั่นและไม่มีความจำเป็นต้องออกแพ็กเกจใหม่ๆออกมา…

กลายเป็นการ “ปิดกั้น” ทางเลือกของ “ผู้บริโภค” ไปโดยปริยาย

กลับมามองในมุมกดดัน ข้อเรียกร้องของเครือข่ายเพื่อผู้บริโภค สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ยังคงกดดันจะให้ กทค. และ กสทช. เดินหน้าลุยมาตรการ…คิดค่าโทร.ตามจริงเป็นวินาทีออกมาก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหม่

อย่างที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นก่อนหน้านี้ เมื่อราวๆต้นปี 2558 กสทช.ก็เคยขอร้องให้ค่ายมือถือต่างๆออกแพ็กเกจคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาทีให้ได้ในยุค 4G

ฉายภาพตัวอย่าง โปรฯจากค่ายดีแทค Second of Love voice 399 บาท คิด 1.5 สตางค์ต่อวินาที…ค่าย AIS ก็จัดโปร iSecond 345 บาท โทร.ได้ทุกเครือข่าย 4,800 วินาที…หรือ 567 บาท โทร.ฟรี 10,800 วินาที…

ค่ายทรูก็มี iTalk 299 บาท…คิดค่าโทร.ตามจริงเป็นวินาที คุ้มทุกวินาที สำหรับคนชอบคุยสั้นๆ โทร.บ่อยๆ เม้าท์ไม่นาน

ปัญหามีว่า…ในทางปฏิบัติเมื่อเอาไปใช้จริงๆก็กลับไม่ได้รับความนิยม เพราะเหมาะกับคนที่โทร.ระยะสั้นไม่ถึง 30 วินาที หรือไม่ถึงนาทีเท่านั้น

หาก “โทร.” มากกว่าจะกลายเป็นต้อง “จ่าย” ค่าบริการ “แพง” กว่าโปรฯปกติ…ที่แต่ละค่ายมีอยู่เสียอีก

ความจริงเป็นเช่นนี้ หากทุกฝ่ายจะย้อนกลับไปพิจารณาโครงสร้างอัตราค่าบริการมือถือในบ้านเรา แล้วเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะเห็นว่า “อัตราค่าบริการมือถือ” ในไทย ไม่ว่าจะ 3G หรือ 4G ทุกวันนี้น่าจะ “ต่ำ” ที่สุดในโลกอยู่แล้ว

แถมแต่ละค่ายยังเข็นแพ็กเกจโปรโมชั่นออกมาห้ำหั่นกันชนิดที่เรียกได้ว่า…ทำเอาผู้บริโภคแทบจะสำลัก เพราะมีโปรโมชั่นกันนับสิบ…นับร้อย จนอาจจะกล่าวได้ว่ามากที่สุดในสามโลกก็ว่าได้

หลายคนที่ติดตามโปรฯแรง โปรฯดี โปรฯสุดคุ้มมาอย่างต่อเนื่อง อาจจะเคยได้ยินถึงขนาดที่ว่า บางค่ายนั้นจัดโปรโมชั่นถึงขั้นโทร.ฟรีในเครือข่าย 24 ชม. ก็เคยมีมาแล้ว

เหตุ…ปัจจัยในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงเป็นเช่นนี้ หาก กสทช.ยังคงดั้นเมฆ…หมายมั่นที่จะฝ่าไปในเมฆให้จงได้ จะไปปลุกผีเอาค่าโทร.เป็นวินาทีมาใช้จนทำให้ผู้ให้บริการมือถือไม่มีทางเลือก ต้องคิดค่าบริการตามจริงเป็นรายวินาที…บรรดาแพ็กเกจโปรโมชั่นที่มีให้เลือกหลากหลายก็คงจะหายไปในที่สุด

ปุจฉาสำคัญ? ประเด็นคิดค่าโทร.เป็นวินาที “ดี”…“ไม่ดี” อย่างไร ใครจะ…“ได้” หรือ “เสีย” กันแน่ ยังชวนให้ติดตามค้นหาคำตอบ

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม อดีตคณะกรรมการ กทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ปัจจุบันคณบดีคณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานสถาบันวิชาการนโยบายสาธารณะกับธุรกิจและการกำกับดูแล (ApaR) สะท้อนมุมมองส่วนตัว ยืนยันว่า…

“ไม่เห็นด้วย” กับแนวคิด การคิด…“ค่าโทร.เป็นวินาที”

“สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นแนวคิดที่ผิด และไม่มีประเทศใดใช้รูปแบบดังกล่าวอีกแล้ว”

รศ.สุธรรม ย้ำว่า ปัจจุบัน voice call…สายสนทนามันเป็น ของแถมไปแล้ว หรือให้โทร.ฟรีไปแล้ว อย่างเช่น ไลน์ อย่างไรก็ตาม เวลานี้โอปะเรเตอร์แต่ละค่ายต่างทำแพ็กเกจควบคู่ Data…ข้อมูล และ Voice Package กันหมดแล้ว และยังใช้ Data เป็นหลัก…แถม Voice Call ฟรีกันอยู่แล้ว

สถานการณ์วันนี้และในวันหน้า…สะท้อนความจริงของพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้ใช้บริการมือถือ ทำให้ไม่มีค่ายมือถือค่ายไหนจะมานั่งคิดค่าโทร.กันแล้ว

หวนให้คิดถึงบทเรียนในอดีตจากการที่ กสทช.เข้มงวดเอากับการบังคับให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องปฏิบัติตามประกาศ กสทช.ตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตอย่างเคร่งครัดนั้น ได้ทำให้ผู้ประกอบการ “ทีวีดิจิทัล” หืดจับจนแทบจะ “ล้มทั้งยืน” กันมาแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นตัวอย่างอันดีไม่ใช่หรือ? กรรมการ กสทช. อย่าง นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงษา และ เครือข่ายผู้บริโภค ที่เดินหน้าผลักดันให้คิดค่าโทร.เป็นวินาที ลองเหลียวหลังกลับมารับฟังข้อมูลด้านอื่นๆดูบ้าง ในแนวทาง “คิดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามจริงเป็นวินาที”

บทเรียนจากกลุ่มธุรกิจ “ทีวีดิจิทัล” เป็นเช่นใด…ก็อาจจะทำให้วงการสื่อสารเจอบทเรียนไม่ต่างกัน จะเร็วหรือช้า…แต่ที่กำลังเผชิญอยู่ก็ส่งสัญญาณในทางเดียวกัน สาละวันเตี้ยลงอยู่แล้ว

ฉันใดก็ฉันนั้น…บทเรียนราคาแพงที่ไม่ดี คงไม่มีใครอยากให้ซ้ำรอยเดิม.

 

ธุรกิจความงามแชมป์ 6 สมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819362


ม.หอการค้าชี้อี-บุ๊กทำ “นิตยสาร” ครองดาวร่วงม.หอการค้าไทย เผย 10 อันดับธุรกิจเด่น-ร่วงปี 60 ธุรกิจบริการทางการแพทย์ และความงาม ครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ส่วนเคาน์เตอร์เซอร์วิส ฟินเทค ออนไลน์แบงก์กิ้ง ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ออแกไนซ์ ซ่อมอิเล็กทรอนิกส์มาแรง ตามกระแสเมกะเทรนด์ของโลก และนโยบายรัฐ ส่วนธุรกิจดาวร่วง ฟอกย้อม รองเท้า นิตยสาร หนังสือ หลังคนอ่านอี-บุ๊กมากขึ้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทย เปิดเผยถึง 10 อันดับธุรกิจเด่น-ร่วงปี 60 ว่า จากการพิจารณาเกณฑ์การให้คะแนนด้านยอดขาย ต้นทุน ส่วนต่างของยอดขายต่อต้นทุน (กำไรสุทธิ) ความสามารถในการรับผลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และความสอดคล้องกับกระแสนิยมพบว่าธุรกิจเด่นปี 60 อันดับ 1 ยังคงเป็นธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามที่ติดอันดับนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว และคาดว่าจะยังคงอยู่ในอันดับนี้ต่อไปอีก 3-5 ปี

ส่วนอันดับ 2 คือ ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว อันดับ 3 คือ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ อันดับ 4 ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) อันดับ 5 ธุรกิจ วัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง อันดับ 6 ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ อันดับ 7 ธุรกิจบริการทางการเงิน (เคาน์เตอร์เซอร์วิส ฟินเทค และออนไลน์แบงก์–กิ้ง) อันดับ 8 ธุรกิจห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์น–เทรด), ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจออแกไนซ์ อันดับ 9 ธุรกิจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ) ธุรกิจการศึกษา (สถาบันภาษี โรงเรียนติว สถาบันด้านไอที) และอันดับ 10 ธุรกิจให้คำปรึกษาทางกฎหมายและบัญชี

“ปัจจัยสนับสนุนธุรกิจเด่นปี 60 เป็นไปตามเมกะเทรนด์ของโลกที่มี 4 ตัวหลัก คือ ดิจิทัลที่ทำให้กลุ่มอี-คอมเมิร์ซ และบริการทางการเงินแบบฟินเทคมาแรง การเป็นสังคมเมืองทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการซื้อสินค้าในห้างค้าปลีกสมัยใหม่มากขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ การออมเงิน และการประกันเติบโต สุดท้ายคือกระแสกรีน ที่ทำให้การรักษาสุขภาพเด่นชัดขึ้น”

นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากนโยบายของรัฐ ทั้งนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และไทยแลนด์ 4.0 ที่ช่วยส่งเสริมและเติมเต็มในหลายๆธุรกิจ เช่น อี-คอมเมิร์ซ การท่องเที่ยว บริการการเงิน ขณะที่นโยบายส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และการอัดฉีดงบกลางลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัด จะมีผลต่อการลงทุน การค้าชายแดน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจออแกไนซ์ และธุรกิจให้คำปรึกษาทางกฎหมายและบัญชีในการทำการค้ากับต่างประเทศ

นายธนวรรธน์กล่าวว่า การสำรวจปีนี้ธุรกิจ เด่นที่เคยติดอันดับ 1 ใน 10 ของปี 59 กลับไม่ติด 1 ใน 10 ของธุรกิจเด่นในปี 60 เลย คือ ธุรกิจจัดการตลาด ทั้งตลาดนัด ตลาดสด ตลาดนัดกลางคืน, ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ, ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์และสมุนไพรธรรมชาติ, ธุรกิจออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนส สนามกีฬา และธุรกิจพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน ส่วนธุรกิจเด่นปี 60 ที่ไม่ติด 1 ใน 10 ของธุรกิจเด่นในปี 59 คือธุรกิจบริการทางการเงิน, ธุรกิจห้างค้าปลีกสมัยใหม่, ธุรกิจออแกไนซ์, ธุรกิจซ่อมและจำหน่ายอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจให้คำปรึกษาทางกฎหมายและบัญชี

สำหรับ 10 อันดับธุรกิจดาวร่วงปี 60 อันดับหนึ่งคือ ธุรกิจฟอกย้อม รองลงมาคือ หัตถกรรม ธุรกิจนิตยสาร ธุรกิจร้านเช่าหนังสือ ธุรกิจร้านเช่าวีดิโอและซีดี สิ่งทอผ้าผืน ธุรกิจจัดทำโปสเตอร์ (โปสเตอร์ภาพยนตร์) ธุรกิจโรงไม้ ธุรกิจตัดและซ่อมรองเท้า ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักรทางการเกษตร

“ธุรกิจดาวร่วงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่มีการพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มฟอกย้อม หัตถกรรม รองเท้าและสิ่งทอที่ตัดเย็บทั่วไป ซึ่งจะถูกสินค้าจากจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่าเข้ามาตีตลาด ส่วนธุรกิจนิตยสารและหนังสือ 2 ปีนับจากนี้จะเป็นช่วงที่เหนื่อยมาก โดยเฉพาะนิตยสารที่มีความเฉพาะอาจต้องปรับตัวหนัก เพราะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันไปอ่านผ่านอี-บุ๊ก และอี-แมกกาซีนมากขึ้น ซึ่งต้องเป็นกลุ่มที่เข้าถึงตลาดทั่วไป (แมส) หรือมีฐานใหญ่ในต่างจังหวัดที่ยังเข้าถึงเทคโนโลยีไม่มากนัก จึงจะอยู่ได้”

นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า ปี 60 จะเป็นปีแห่งการปรับตัว เริ่มจากการปรับโครงสร้าง ซึ่งทุกประเทศหันกลับมาใช้และสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศมากขึ้น ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป จีน รวมทั้งไทย เป็นการปรับสมดุล เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกซึมทำให้เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายสูง แต่ปีหน้าโลกจะเริ่มปรับสมดุล ภาวะโอเวอร์ซัพพลายในตลาดจะลดลง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ น้ำมันที่เริ่มปรับลดปริมาณลง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปี 60 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 3.5-4% โดยจะค่อยๆฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส 2 หลังรัฐอัดฉีดงบกลางลงไปขับเคลื่อน รวมทั้งเร่งรัดการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท ทั้งรถไฟรางคู่ มอเตอร์เวย์ เป็นต้น.

 

คปภ.เยียวยาเหยื่อ 6 ล้อชนสนั่นกรุง เผยหาก 41 คันทำประกันต้องได้ชดเชย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819173


คปภ.สั่ง ‘สินมั่นคง’ ที่รับประกันรถบรรทุก 6 ล้อซิ่งแหกด่านชนสนั่นกรุง ต้องเยียวยาผู้เสียหายโดยเร็ว พร้อมส่งทีมงานเร่งสำรวจรถเหยื่อ 41 คันที่ถูกชน หากรถเหยื่อมีประกันต้องให้บริษัทชดเชยอย่างเร่งด่วนเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.59 ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า จากกรณีพนักงานขับรถบรรทุก 6 ล้อ ขับรถชนรถจักรยานยนต์และรถยนต์ได้รับความเสียหายจำนวนมากนั้น จากการตรวจสอบพบว่า รถบรรทุกคันดังกล่าวเป็นของบริษัท ชัยภิวัฒน์ จำกัด ทำประกันภัยรถภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. และทำประกันภัยรถภาคสมัครใจ (ประเภท 3) ไว้กับบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้ความคุ้มครองผู้ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ดังนี้

กรณีที่มีผู้บาดเจ็บจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. โดยจะรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลรายละไม่เกิน 80,000 บาทต่อราย หากความเสียหายสูงกว่านั้นก็จะไปใช้สิทธิประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3 ซึ่งมีวงเงินความคุ้มครองชีวิต ร่างกาย อนามัยบุคคลภายนอก จำนวน 300,000 บาทต่อคน แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อครั้ง ในส่วนของความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกมีทุนประกันภัย จำนวน 600,000 บาทต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง หากมีความเสียหายเกินกว่าทุนประกันภัยดังกล่าวก็ให้เฉลี่ยจ่ายในแต่ละรายที่เรียกร้องค่าเสียหาย

ทั้งนี้ ได้สั่งให้สินมั่นคงประกันภัย เร่งติดตามและดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรม เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมาก เบื้องต้นมีผู้เสียหายแจ้งเคลมกับสินมั่นคงประกันภัยแล้ว จำนวน 34 ราย ซึ่งในกรณีนี้บริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบไม่เกินทุนประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก หากความเสียหายที่เกิดขึ้นมีจำนวนเกินกว่าทุนประกันภัย บริษัทประกันภัยอาจใช้วิธีการเฉลี่ยจ่ายให้กับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็มีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมกับผู้ก่อเหตุ หรือบริษัทที่เป็นเจ้าของรถบรรทุก 6 ล้อคันดังกล่าวได้ด้วย

นอกจากนี้ ตนได้สั่งการให้สำนักงานคปภ.เร่งสำรวจรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากรถบรรทุก 6 ล้อคันดังกล่าวว่ามีการทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจหรือไม่ หากพบว่ามีการทำประกันภัยก็จะประสานงานช่วยเร่งรัดกับทางบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้น

โดยเจ้าของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายก็สามารถแจ้งบริษัทประกันภัยที่รับประกันรถยนต์ของตนให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ได้เช่นกัน และหากไม่ได้รับความสะดวก ขอให้แจ้งมายังสำนักงานคปภ.หรือที่สายด่วน 1186 ทางคปภ.จะเร่งดำเนินการให้โดยเร็ว

“เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกิดความเสียหายกับประชาชนเป็นจำนวนมาก หากใช้ระบบประกันภัยเข้าไปช่วยเยียวยาความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนจากความเสียหายที่เกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำนวนเงินที่ประกันที่บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จะจ่ายให้กับผู้เสียหายได้เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาทตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยมีผู้เสียหายทั้งสิน 41 คัน เฉลี่ยแล้วผู้เสียหายจะได้รับเงินรายละ 14,634 บาท

สำหรับยอดความเสียหายของรถยนต์ที่ถูกรถบรรทุก 6 ล้อชนพบว่ามีทั้งหมด 41 คัน อยู่ในพื้นที่ สน.ทองหล่อ 31 คัน มูลค่า ความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท ส่วนอีก 10 คัน อยู่ในพื้นที่ สน.มักกะสัน มูลค่าความเสียหาย 5 แสนบาท รวมค่าเสียหายประมาณ 2.5 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘สินมั่นคง’ พร้อมจ่ายเหยื่อ 6 ล้อแหกด่าน เฉลี่ยตามสัดส่วน วงเงิน 6 แสน

6 ล้อแหกด่าน! ชนดะรถชาวบ้าน ตร.ไล่ยิงสกัด จนมุมย่านเอกมัย (ชมคลิป)

 

บขส. เพิ่มเที่ยวรถวันละกว่า 9,000 เที่ยว รองรับประชาชนเดินทางปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 17:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819121


บขส. พร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางช่วงปีใหม่ เพิ่มเที่ยวรถวันละกว่า 9,000 เที่ยว รองรับผู้โดยสารสูงสุดกว่า 1.8 แสนคน พร้อมจัดกิจกรรม “เดินทางปลอดภัย มั่นใจตลอดการเดินทาง” ให้ทุกเที่ยววิ่งปลอดสารเสพติด-แอลกอฮอล์ 100% …วันที่ 22 ธ.ค. 59 พลตำรวจเอกอำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวภายหลังการประชุมแผนเตรียมความพร้อมรองรับผู้โดยสารช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ว่า ในเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่จะถึงนี้ บขส. คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารทยอยเดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร ไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 29-31 ธันวาคม 2559 โดย บขส.ได้เพิ่มเที่ยววิ่งรถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม, รถตู้) รองรับประชาชนในเที่ยวไป จากปกติวันละประมาณ 7,200 เที่ยว เพิ่มขึ้นอีกวันละประมาณ 2,500 เที่ยว รวมกว่า 9,000 เที่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงถึงวันละ 183,000 คนส่วนเที่ยวกลับ ตั้งแต่วันที่ 2–4 มกราคม 2560 บขส. ได้จัดเที่ยววิ่งจากปกติ วันละ 7,200 เที่ยว เพิ่มเที่ยวเสริมอีกวันละประมาณ 2,800 เที่ยว รองรับผู้โดยสารได้สูงถึงวันละประมาณ 164,000 คน โดยเที่ยวขากลับ ผู้โดยสารจะเดินทางด้วยรถตู้เป็นจำนวนมาก ทำให้จำนวนเที่ยววิ่งของรถตู้เพิ่มมากขึ้น แต่จำนวนผู้โดยสารน้อยลง ตามอัตราการบรรทุกของรถตู้ที่รับผู้โดยสารได้ไม่เกิน 14 ที่นั่ง/เที่ยววิ่ง

ทั้งนี้ เพื่อลดความแออัดของสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 และเพื่อแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัด บขส.ได้จัดแผนการเดินรถเฉพาะรถโดยสาร บขส. ดังนี้

1. ผู้โดยสารที่จองตั๋วโดยสารล่วงหน้า รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 และรถวีไอพีของ บขส. เส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่วันที่ 28-30 ธันวาคม 2559 เวลา 17.00–22.00 น. ให้ไปขึ้นรถที่กรมการขนส่งทางบก โดย บขส. ได้จัดรถตู้ไว้ให้บริการรับ–ส่งฟรี บริเวณด้านหน้าอาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)

2. ผู้โดยสารที่จองตั๋วโดยสารรถปรับอากาศชั้น 2 เส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้มาขึ้นรถที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ตั้งแต่วันที่ 28-30 ธันวาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. จนหมดการเดินรถ

3. ผู้โดยสารที่ไม่ได้จองตั๋วโดยสารล่วงหน้า เส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ติดต่อซื้อตั๋วโดยสาร และขึ้นรถเสริมที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 เท่านั้น

รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทาง บขส. ได้จัดกิจกรรม “เดินทางปลอดภัย มั่นใจตลอดการเดินทาง” ขึ้น เพื่อให้พนักงานขับรถบริษัทฯ และรถร่วม ได้ลงนามปฏิญาณตนว่า จะมอบบริการที่ดีให้แก่ประชาชน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ขณะเดียวกัน บขส. ได้ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร จัดอบรมให้ความรู้ในเรื่องการขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัยบนท้องถนน กับพนักงานขับรถกว่า 200 คน โดย บขส.ตั้งเป้าหมายว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ จะเป็นช่วงแห่งความปลอดภัยบนท้องถนน โดยอุบัติเหตุจะเป็นศูนย์

นอกจากนี้ บขส. ได้เตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง โดยตรวจเช็กรถโดยสารให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ติดตั้งระบบ GPS ควบคุมความเร็วบนรถโดยสาร จัดพนักงานขับรถ และพนักงานบริการให้ครบตามจำนวนรถโดยสารที่ให้บริการ และได้ประสานงานร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร ตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ และสารเสพติดของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งตั้งจุดตรวจรถโดยสารบนทางหลวงสายหลัก เพื่อสร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสารในการเดินทาง

สำหรับในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชนเผื่อเวลาเดินทางมาขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ก่อนเวลารถออกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และขอให้ซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องจำหน่ายตั๋วเท่านั้น เพื่อป้องกันการหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ

อย่างไรก็ดี บขส. ได้ประสานขอความร่วมมือจราจรกลาง สถานีตำรวจบางซื่อ ตลิ่งชัน และทองหล่อ ให้ระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยจัดการจราจรในบริเวณรอบนอกสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร, สายใต้, เอกมัย) ทั้ง 3 แห่ง รวมทั้งได้ตั้งจุดรับเรื่องร้องเรียนบริเวณประชาสัมพันธ์ ชั้น 1 และ ชั้น 3 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เพื่อรับเรื่องร้องเรียน แก้ไขปัญหาการเดินทาง และให้คำแนะนำประชาสัมพันธ์เรื่องการเดินทางแก่ผู้โดยสาร ตั้งแต่วันที่ 29-31 ธันวาคม 2559 เวลา 17.00-24.00 น. สอบถามข้อมูลการเดินทาง โทร Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

บางจาก มอบของขวัญปีใหม่ ตรึงราคาน้ำมัน-จัดประกันอุบัติเหตุฟรี 1 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819086


บมจ.บางจากปิโตรเลียม มอบของขวัญปีใหม่คนไทย ตรึงราคาน้ำมัน ช่วงวันที่ 29 ธ.ค.59-3 ม.ค.60 พร้อมจัดประกันอุบัติเหตุฟรี 1 แสนบาท …เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า บริษัทตรึงราคาน้ำมันขายปลีกในช่วงวันที่ 29 ธ.ค.59-3 ม.ค.60 แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจจะปรับเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง บริษัทจะปรับลดราคาน้ำมันลงด้วย เพื่อมอบเป็นของขวัญและแทนคำขอบคุณให้กับคนไทยที่เดินทางเยี่ยมครอบครัวญาติมิตรและท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังได้จัดโครงการสัญจรปลอดภัย สุขใจทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.59–4 ม.ค.60 โดยสมาชิกบัตรแก๊สโซฮอล์คลับและดีเซลคลับ รับสิทธิประกันอุบัติเหตุทุนประกัน 100,000 บาท ฟรี พร้อมบริการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เพียงลงทะเบียนผ่าน http://www.bangchak.co.th/bangchak-cards/ ตั้งแต่วันนี้-28 ธ.ค.59.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 4.45 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,504.12 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819113


หุ้นไทยวันที่ 22 ธ.ค. ปิดตลาดลดลง 4.45 จุด เปลี่ยนแปลง -0.29% ดัชนีอยู่ที่ 1,504.12 จุด มูลค่าซื้อขาย 27,004.24 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 22 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 4.45 จุด เปลี่ยนแปลง -0.29% ดัชนีอยู่ที่ 1,504.12 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 27,004.24 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน).

 

ขอนแก่นได้เฮ! ‘บิ๊กตู่’ อัดงบ 1,500 ล้าน สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819085


ภาพจาก ทีมข่าวไทยรัฐทีวี ขอนแก่นรองประธานหอการค้า ขอนแก่น เผย จังหวัดได้รับการอนุมัติงบอยู่ที่ 1,500 ล้าน สานต่อนโยบายสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รัฐผนึกเอกชน เร่งเสนอแผน เน้นหนักการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยง-อุตสาหกรรมการเกษตรปศุสัตว์ …

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.59 นายเข็มชาติ สมใจวงษ์ รองประธานหอการค้า จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ภาคเอกชนได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ในการสานต่อนโยบายของรัฐบาลตามกรอบแนวทางการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำแผนงบประมาณเพิ่มเติมกลางปี ประจำปีงบประมาณ 2560 โดยแบ่งการบริหารจัดการเป็นไปในรูปแบบของกลุ่มจังหวัด ซึ่งขอนแก่น จัดอยู่ในกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ ซึ่งประกอบด้วย ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ซึ่งขณะนี้ มีการหารือและพูดคุยร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง จนได้ข้อสรุป และมีการนำเสนอแผนการดำเนินงาน เพื่อให้ทันต่อกรอบระยะเวลาที่รัฐบาลกำหนด คือ ตั้งแต่เดือน พ.ย.2560 และให้สามารถดำเนินโครงการแล้วเสร็จให้ได้ภายในเดือน ธ.ค. ปีหน้า ตามกรอบระยะเวลา

“ขอนแก่น ได้รับการอนุมัติงบประมาณอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ซึ่งมีการเสนอรูปแบบการดำเนินงานแล้วในหลายประเด็น ซึ่งภาคเอกชน ได้นำเสนอแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงและครอบคลุมในภาพรวม ที่สำคัญ คือ การตอบโจทย์การเป็นเมืองแห่งการประชุมสัมมนาและแสดงนิทรรศการหรือ ไมค์ซิตี้ ในรูปแบบของการพัฒนาเส้นทางและแหล่งท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและให้ได้มาตรฐานและเป็นที่พึงพอใจของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เดินทางมาที่ขอนแก่นในรูปแบบเชื่อมโยงวงแหวนตะวันออก-ตะวันตก”

ขณะที่ โครงการที่นำเสนอเพิ่มเติมในแผนงานดังกล่าว คือ การพัฒนาภาคการเกษตรทั้งในเรื่องของปศุสัตว์ โค-กระบือ ตามกำลังการผลิตให้ครบวงจรและสามารถจัดทำเป็นผลิตภัณฑ์ของจังหวัดได้ ขณะเดียวกัน ยังคงมีการบรรจุแผนงานปรับปรุงเรื่องข้าว เพื่อให้ผลิตผลของจังหวัดนั้น สามารถแข่งขันกับตลาดการค้าและกลุ่มจังหวัดได้อย่างเท่าเทียม มีประสิทธิภาพ เกษตรกรได้รับการพัฒนาอย่างถูกจุดและตามหลักวิชาการ

นายเข็มชาติ กล่าวต่ออีกว่า ในงบประมาณดังกล่าว ยังคงมีการเสนอแผนงานเพิ่มเติม คือเรื่องของการจัดทำโครงการผักปลอดสารพิษ ที่เป็นการบริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่ปลูกจนถึงกระบวนการขั้นตอนของการขาย ที่มากกว่าไปกว่านั้นงบประมาณดังกล่าว ยังคงมีการจัดสร้างส่วนแยกวัตถุดิบ การจัดทำแพ็กเกจ และส่วนผสมให้ผลิตภัณฑ์ขอนแก่นนั้น เป็นแหล่งผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุงอย่างที่เราเห็นขายในห้างสรรพสินค้า ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่ผลิตจากขอนแก่นและต้องส่งไปบรรจุภัณฑ์และจัดทำใหม่และส่งกลับมาจำหน่ายที่ขอนแก่น

ดังนั้น งบประมาณดังกล่าวนี้ จะจัดสร้างโรงเรือนและเพิ่มเติมอุปกรณ์ในกระบวนการผลิตทั้งระบบให้แล้วเสร็จ และสามารถส่งจำหน่ายได้โดยทันที ซึ่งจะเป็นการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนขอนแก่นได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังคงสนับสนุนนโยบายแนวทางการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยใช้กลไกกลุ่มจังหวัดเป็นตัวขับเคลื่อนโดยใช้แนวทางประชารัฐ ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนด แต่สิ่งที่ต้องแก้ไขร่วมกันคือ เอกชนคิด ภาครัฐทำ ยังคงมีหลายประเด็นที่ติดขัด ซึ่งเชื่อว่า จะสามารถแก้ไขในรายละเอียดและดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ผู้ประกันตนเฮ! สปส.ให้ของขวัญปีใหม่ ‘ตรวจสุขภาพฟรี’ เริ่ม 1 ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 16:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819073


ผู้ประกันตนเฮ ประกันสังคมให้ของขวัญปีใหม่ ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี ตามสิทธิ์ตามอายุ 30-39 ปี ทุก 3 ปี อายุ 40-54 ปี ตรวจได้ทุกปี เตรียมประกาศใช้ 1 ม.ค.60 คาดปีแรกใช้งบ 1,800 ล้าน …เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 59 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า สปส.เล็งเห็นความสำคัญในการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตน เนื่องจากเป็นสิทธิที่ควรได้รับ โดยในมาตรา 63(2) เรื่องการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตนของ พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับแก้ไข ล่าสุด สปส.ได้จัดทำข้อกำหนดในการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคนเสร็จแล้ว และคณะกรรมการแพทย์ได้ลงนามแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งกำหนดไว้ว่า ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป โดยสิทธิประโยชน์การให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้กำหนดให้ผู้ประกันตนทุกคนเข้ารับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ตรวจสุขภาพได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องรับบริการในโรงพยาบาลตามสิทธิที่ผู้ประกันตนเลือกเอาไว้ เบื้องต้นในปีแรก คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,500-1,800 ล้านบาท

นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการตรวจสุขภาพนั้น จะสามารถตรวจสุขภาพพื้นฐานได้ อาทิ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจการทำงานของไต เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ภาวะผิดปกติ หรือโรค ซึ่งนำไปสู่การป้องกันการส่งเสริมสุขภาพของผู้ประกันตนหรือหากพบความผิดปกติจะได้รับการบำบัดรักษาตั้งแต่ระยะแรกตามรายการ และหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการแพทย์กำหนด ซึ่งจะดูตามอายุและความจำเป็น อาทิ การตรวจเต้านมโดยแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุข ผู้ประกันตนอายุ 30-39 ปี ตรวจได้ทุก 3 ปี แต่ถ้าอายุ 40-54 ปี ตรวจได้ทุกปี หรือการตรวจน้ำตาลในเลือด อายุ 35-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี แต่ถ้าอายุ 55 ปีขึ้นไปตรวจได้ 1 ครั้งต่อปี หรือการเอกซเรย์ทรวงอก Chest x–ray ได้ปีละ 1 ครั้งอายุ 15 ปีขึ้นไป

“เรื่องตรวจสุขภาพฟรี ถือเป็นหนึ่งในของขวัญปีใหม่ที่ สปส.เตรียมไว้มอบให้ผู้ประกันตน รวมทั้งเรื่องสิทธิทำฟัน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะมีการแถลงในรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้งในวันที่ 29 ธ.ค.” นพ.สุรเดช กล่าว

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จัดโครงการ “100 ปี มิตซูบิชิ ออโตโมบิลส์ ร้อยฝัน 100 จักรยาน ปั่นไปเรียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 22 ธ.ค. 2559 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819065


มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จัดโครงการ “100 ปี มิตซูบิชิ ออโตโมบิลส์ ร้อยฝัน 100 จักรยาน ปั่นไปเรียน” ประเดิมมอบจักรยานให้นักเรียนชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เรียนดีแต่อยู่ห่างไกลในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดพังงาเป็นแห่งแรก มุ่งสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าถึงการศึกษา และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นมิตซูบิชิ มอเตอร์ส สานต่อปณิธานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของการผลิตรถยนต์คันแรกของมิตซูบิชิในประเทศญี่ปุ่น ด้วยการจัดโครงการ “100 ปี มิตซูบิชิ ออโตโมบิลส์ ร้อยฝัน 100 จักรยาน ปั่นไปเรียน” (100 Years of Mitsubishi Automobiles : Riding 100 Bicycles to Schools) โดยมีเป้าหมายหลักในการให้โอกาสแก่เยาวชนไทยที่เรียนดี แต่มีที่อยู่ห่างไกล และมีความยากลำบากในการเดินทางไปเรียน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษามากขึ้น พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นการส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยให้แก่เด็กไทยทั่วประเทศอีกด้วยนางสาวอนงค์ ศุภราวงศ์ และน้องๆ ที่ได้รับจักรยานนางสาวอนงค์ ศุภราวงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักสื่อสารการตลาด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในฐานะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยมานานกว่า 55 ปี ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ ในโอกาสที่ปี พ.ศ. 2560 นี้จะครบรอบ 100 ปี นับจากการผลิตรถยนต์คันแรกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ประเทศญี่ปุ่น บริษัทฯ จึงได้จัดโครงการ “100 ปี มิตซูบิชิ ออโตโมบิลส์ ร้อยฝัน 100 จักรยาน ปั่นไปเรียน” เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมพร้อมๆ ไปกับการเติบโตทางด้านเทคโนโลยีของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยครั้งแรกนี้ได้ประเดิมมอบจักรยานที่ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟท้าย พร้อมที่สูบลมยางรถจักรยาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ในการเดินทางไปเรียนให้แก่เด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดพังงาเป็นแห่งแรก โดยมี นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ให้เกียรติเป็นประธานในการรับมอบมิตซูบิชิ มอเตอร์สจับมือกับจังหวัดพังงามอบจักรยาน 100 คันนางสาวอนงค์ กล่าวต่อไปว่า “บริษัทฯ ตั้งใจส่งมอบความสุขให้กับสังคมไทยในช่วงส่งท้ายปี 2559 นี้ โดยคาดหวังว่าจักรยานจำนวน 100 คัน และที่สูบลมจักรยาน ที่มอบให้กับนักเรียนในครั้งนี้ จะช่วยให้นักเรียนสามารถเดินทางมาโรงเรียนได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น และช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างบ้านและโรงเรียนได้ เป็นการสร้างกำลังใจให้เด็กๆ ได้มุ่งมั่นในการศึกษาได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งมุ่งหวังให้มีการปลูกฝังเรื่องการใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และผู้ใช้ถนนร่วมกัน“ในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทฯ นั้น ดำเนินการภายใต้ปรัชญา 4 ประการ ได้แก่ 1. การสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนเพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น 2. การปลูกฝังและสร้างการสัญจรที่ปลอดภัย 3. การรักษาสิ่งแวดล้อม และ 4. การมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม เพื่อทำให้สังคมไทยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ที่เรามุ่งให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการศึกษาถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เยาวชนไทยเติบโตไปในทางที่ดี มีความรู้ และสามารถนำความรู้ไปหาเลี้ยงชีพและครอบครัวต่อไปในอนาคตได้ รวมถึงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป”

มร.โคจิ นาคาฮาร่า กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายตลาดในประเทศ

นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า “จังหวัดพังงา อยู่ทางภาคใต้ในฝั่งอันดามัน มีทั้งสิ้น 8 อำเภอด้วยกัน มีเนื้อที่ 2 ล้าน 5 แสนไร่ หรือประมาณ 4,500 กว่าตารางกิโลเมตร การไปมาหาสู่ระหว่างกันค่อนข้างลำบาก เพราะมีชายฝั่งทอดยาวถึง 240 กม. มีประชากร 260,000 คน เป็นชาวมุสลิมอยู่ 30% มีอาชีพสวนทำยางพารา และทำปาล์มน้ำมัน เป็นจังหวัดที่สวยงามมาก ขณะนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดเติบโตขึ้นอย่างมาก ซึ่งได้ช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของจังหวัดพังงามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในจังหวัดยังมีเด็กนักเรียนและพี่น้องประชาชนที่ค่อนข้างลำบาก โดยมีนักเรียนที่ยังขาดแคลนอยู่จำนวนมาก โดยจังหวัดนี้มีสถานศึกษาทั้งสิ้น 157 แห่ง มีนักเรียนอยู่ 24,000 กว่าคน แต่นักเรียนบางคนยังขาดโอกาสอย่างมาก การที่บริษัทฯ ได้จัดโครงการ “100 ปี มิตซูบิชิ ออโตโมบิลส์ ร้อยฝัน 100 จักรยาน ปั่นไปเรียน” จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็กๆ ในจังหวัดพังงา โดยได้มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัด และกาชาดจังหวัด ทำการคัดกรองเด็กที่ขาดแคลนจริงๆ เพื่อมารับรถจักรยาน และขอให้มีการดูแลรักษาจักรยานเป็นอย่างดีอีกด้วย”

เสียงจากใจน้องผู้ได้รับจักรยาน

เด็กหญิงอาทิตยา อินทร์แก้ว โรงเรียนบ้านควน ชั้น ป.5

เด็กหญิงอาทิตยา อินทร์แก้ว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อายุ 11 ปี โรงเรียนบ้านควน อำเภอตะกั่วทุ่ง ได้กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากที่ได้รับจักรยานในครั้งนี้ เพราะระยะทางจากบ้านมาโรงเรียนประมาณ 8 กม. ซึ่งค่อนข้างลำบากมาก ทุกวันนี้แม่มาส่งตนและน้องๆ อีก 3 คนที่โรงเรียน โดยการขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อน 4 ซึ่งเสี่ยงอันตรายมาก อีกทั้ง ตอนนี้แต่ละคนได้เติบโตขึ้น ทำให้การซ้อนมอเตอร์ไซค์เป็นไปอย่างยากลำบากมาก การได้รับจักรยานครั้งนี้จะทำให้การเดินทางของพวกเราสะดวกสบายขึ้น โดยหนูจะให้น้องมานั่งซ้อนที่จักรยานคันนี้ สุดท้ายนี้ หนูขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นอย่างมาก และสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนให้ดียิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่หนูได้เกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5”

 

วิทยุการบินฯ พร้อมรับมือเที่ยวบินช่วงปีใหม่ เฉลี่ย 2,534 เที่ยวบิน/วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2559 15:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819001


วิทยุการบินฯ ประมาณการปริมาณเที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศ ที่เข้า-ออกประเทศไทย ช่วงวันที่ 25 ธ.ค.59-7 ม.ค.60 เฉลี่ย 2,534 เที่ยวบิน/วัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3% พร้อมเตรียมมาตรการรับมือเที่ยวบิน สร้างเชื่อมั่นผู้โดยสาร…วันที่ 22 ธ.ค.59 นางสาริณี อังศุสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่องกัน ซึ่งจะมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวและประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินในช่วงดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปกติ ซึ่งจากการประมาณการปริมาณเที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศที่เข้า-ออกประเทศไทย ในช่วงวันที่ 25 ธันวาคม 2559 – 7 มกราคม 2560 จะมีเที่ยวบินรวมในช่วง 14 วัน เป็นจำนวน 35,473 เที่ยวบิน เฉลี่ย 2,534 เที่ยวบิน/วัน โดยท่าอากาศยานที่มีปริมาณเที่ยวบินที่ทำการบินขึ้น/ลง มากที่สุด ในช่วงปีใหม่นี้ คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ย 966 เที่ยวบิน/วัน ในขณะที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง มีปริมาณเที่ยวบินขึ้น/ลง เฉลี่ย 733 เที่ยวบิน/วัน

ส่วนท่าอากาศยานภูมิภาคหลักอีก 2 แห่ง คือ ท่าอากาศยานภูเก็ต มีปริมาณเที่ยวบินขึ้น/ลง เฉลี่ยอยู่ที่ 295 เที่ยวบิน/วัน และท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีปริมาณเที่ยวบินขึ้น/ลง เฉลี่ย 206 เที่ยวบิน/วัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ตัวเลขรวมของปริมาณเที่ยวบินที่เข้า-ออก ในทุกท่าอากาศยานทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันจำนวน 1,151 เที่ยวบิน คิดเป็น 3% ของปีที่ผ่านมา โดยปริมาณเที่ยวบินรวมมากที่สุดของช่วงนี้ คือ วันที่ 6 มกราคม 2560 อยู่ที่ 2,690 เที่ยวบิน และปริมาณเที่ยวบินรวมน้อยที่สุด คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ปริมาณเที่ยวบินรวมอยู่ที่ 2,242 เที่ยวบิน

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารและอากาศยาน วิทยุการบินฯ ได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มมากขึ้น โดยได้จัดทำวิธีปฏิบัติการบริหารจราจรทางอากาศ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ได้เพิ่มอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศให้มีความพร้อมต่อการให้บริการในช่วงเวลาดังกล่าว และจัดระบบการบริหารจัดการในการขึ้น–ลงของอากาศยาน เพื่อรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งได้เตรียมความพร้อมการใช้งานของระบบอุปกรณ์ สนับสนุนการให้บริการจราจรทางอากาศให้คงประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามอากาศยาน ระบบสื่อสาร และระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ

นอกจากนั้นได้จัดเตรียมข้อมูลล่วงหน้า และประสานงานแจ้งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศไม่ว่าจะเป็น ทอท. สายการบินต่างๆ กพท. ทย. กองทัพอากาศ รวมถึงประเทศรอบข้าง ทราบถึงสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลง เพื่อนำมาใช้บริหารจัดการจราจรทางอากาศล่วงหน้า อีกทั้งได้นำข้อมูลดังกล่าวไปบริหารจัดการเที่ยวบินในสนามบินภูมิภาคทั้งหมดด้วย และได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมอุตุนิยมวิทยาในเรื่องข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อให้การบริการจราจรทางอากาศเป็นไปอย่างคล่องตัว

อย่างไรก็ตาม วิทยุการบินฯ ขอความร่วมมือจากประชาชนในการหลีกเลี่ยงการปล่อยโคมลอย โคมควัน จุดพลุ ดอกไม้ไฟ บริเวณโดยรอบสนามบิน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางการบิน.