“เคทีซี” เปิดกลยุทธ์รับศึกหนักปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809361

 

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” เปิดเผยถึงทิศทางการทำธุรกิจในปีหน้าว่า จะเป็นปีที่ท้าทายมาก เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เคทีซีนับว่าเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เตรียมพร้อมต่อสู้โดยเฉพาะกระแสของฟินเทคและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และเป้าหมายที่เป็นแบรนด์ในใจของสมาชิกผู้ใช้บัตรชื่นชอบและเลือกใช้ในระยะยาว บริษัทจะดำเนินธุรกิจภายใต้ 2 องค์ประกอบทางความคิดใหม่คือ 1. ความกล้า กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง 2. ทำในสิ่งที่ฉลาดและเรียบง่าย

สำหรับที่ผ่านมา เคทีซีมีผลการดำเนินการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะพบกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอกต่างๆ แต่ด้วยการทำงานที่ใกล้ชิดและการประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆทำให้เคทีซีผ่านพ้นมาได้ด้วยดี ตัวเลขสำคัญเติบโตกว่าอุตสาหกรรม โดย 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,854 ล้านบาท ด้วยฐานสมาชิกรวมมากกว่า 2.8 ล้านบัญชี พอร์ตลูกค้าการค้ารวมสุทธิเท่ากับ 57,015 ล้านบาท และมีประมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตที่ 14% ในขณะที่ลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดเหลือ 1.86% เอ็นพีแอลบัตรเครดิตลดเหลือ 1.37% และเอ็นพีแอล สินเชื่อบุคคลอยู่ในระดับเดิมที่ 1.01%

ด้านนายชุติเดช ชยุติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ด้านคอร์ปอเรท ไฟแนนซ์ เคทีซี กล่าวว่า ในปีหน้าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น เคทีซีจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารต้นทุนเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเพิ่มสัดส่วนของเงินกู้ระยะยาวมากขึ้น เพื่อชะลอผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อต้นทุนเงินให้น้อยที่สุด ในปีหน้าเคทีซีมีแผนจะออกหุ้นกู้ในระยะยาวขึ้นกว่าเดิม มูลค่าของหุ้นกู้ที่จะออกในปีหน้าประมาณ 16,000-17,000 ล้านบาท และคาดว่าจะรักษาระดับต้นทุนการเงินที่ประมาณ 3.5% และคาดว่าจะเพิ่มวงเงินกู้ระยะยาวอีก 30,000 ล้านบาท.

 

‘หนองโพ’ ธุรกิจนมรูปแบบสหกรณ์ จากพระมหากรุณาธิคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805382

 

จากพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้ โดยได้พระราชทานความช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกลุ่มหนึ่ง ทำให้วันนี้ มี “สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์)” เกษตรกรสามารถยึดอาชีพเลี้ยงโคนมได้อย่างมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

วันนี้ “โกวิท ไกรศรินท์” ผู้จัดการ สหกรณ์โคนมหนองโพฯ เป็นตัวแทนของชาวสหกรณ์โคนมหนองโพฯ มาถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์จากน้ำพระราชหฤทัย ตลอดจนความสำเร็จ และการบริหารจัดการกิจการผ่าน “ไทยรัฐออนไลน์” เชิญทุกท่านติดตาม


ที่นี่…สหกรณ์โคนมหนองโพฯ

ประวัติของสหกรณ์โคนมหนองโพฯ? 

เมื่อสักประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา ทางราชการได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ ต.หนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เลี้ยงโคนมขึ้น แต่หลังจากนั้นก็มีจำนวนมากจนเกิดปัญหากับเกษตรกรคือ เกิดปัญหาส่งนม และสถานที่รับซื้อนมดิบที่รีดได้จากแม่โคนม กระทั่งเมื่อเกษตรกรมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน จึงขอพระราชทานความช่วยเหลือจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ต่อมา เมื่อความได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ ประกอบกับพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องกิจการโคนมอยู่แล้ว ทรงนำโคนมจากประเทศเดนมาร์กเข้ามาในประเทศไทย และมีโครงการทดลองอยู่ในพระตำหนักจิตรลดาฯ จึงได้พระราชทานความช่วยเหลือเป็นทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ สมทบกับที่มีผู้บริจาคจัดสร้างโรงผลิตนมผงรับซื้อนมดิบล้นตลาด จากนั้นยังมีการก่อตั้งสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ขึ้นมา


“โกวิท ไกรศรินท์” ผจก.

จนถึงวันนี้ ดำเนินกิจการมากี่ปีแล้ว?

เกษตรกรได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือเมื่อ พ.ศ. 2513 แต่เร่ิมนับอายุจริงของสหกรณ์โคนมหนองโพฯ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2515 จนถึงทุกวันนี้ ก็มีอายุ 44 ปี

รูปแบบกิจการตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน?

ช่วงแรกก่อตั้งรูปแบบของบริษัทคือ บริษัท นมหนองโพ จำกัด เนื่องจากสมัยก่อนการก่อตั้งสหกรณ์มีความยากลำบาก ประชาชนยังไม่มีความเข้าใจรูปแบบสหกรณ์ โดยเปิดเป็นบริษัทนำกำไรที่ได้มาบำรุงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม


บริเวณภายในสหกรณ์โคนมหนองโพฯ

จนเมื่อเวลาผ่านไปถึงประมาณ พ.ศ. 2515-2517 เกษตรกรเร่ิมมีความเข้าใจระบบสหกรณ์มากขึ้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีพระราชดำริให้รวม บริษัท นมหนองโพ จำกัด และโรงผลิตนมผงเข้ากับสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด โดยมีพัฒนาการเป็นลำดับมาจนถึงปัจจุบัน

หลักบริหารจนประสบความสำเร็จ?

หลังจากก่อตั้งสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด มีการดำเนินกิจการในรูปแบบนี้ตลอด ซึ่งรูปแบบของสหกรณ์คือ มีเกษตรกรเป็นเจ้าของ ตรงนี้ เป็นข้อดีของสหกรณ์ เกษตรเลี้ยงโคนมเอง นำนมที่ได้มาขายให้สหกรณ์ ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของเกษตรกรเอง


นมหนองโพ…นมโคแท้ๆ

พัฒนาการของผลิตภัณฑ์หนองโพ?

แรกๆ ของกิจการได้ผลิตนมผง แต่ไม่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ต่อมา จึงพัฒนาไปทำนมพาสเจอร์ไรส์ หรือ นมถุง ทำนมถุงออกมาขาย จากนั้นธุรกิจและกิจการดำเนินต่อมาเรื่อยๆ เติบโตก้าวหน้ามาตลอด

เวลาต่อมามีการพัฒนาและเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่คือ นมกล่อง UHT และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตอบสนองผู้บริโภคจนครบ ทั้งกลุ่มโยเกิร์ต นมเปรี้ยว ไอศกรีม และเนย


นมกล่อง UHT เลือกรสชาติได้ตามชอบ

ทั้งนี้ 80% ของเกษตรกรเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ซึ่งขายนมดิบให้สหกรณ์ฯ โดยเป็นเกษตรกรในพื้นที่ราชบุรี รวมถึงบางส่วนของนครปฐมและกาญจนบุรี

น้อมนำพระราชดำริเป็นหลักทำงาน?

สหกรณ์ฯ น้อมนำแนวทางพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานไว้ให้คือ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก เพราะเมื่อเกิดอะไร หรือทำอะไร ก็เพื่อเกษตรกร กิจการยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง


การบริหารกิจการน้อมนำพระราชดำริมาปฏิบัติ

นอกจากนั้น ยังไม่ลงทุนเกินตัว ลงทุนแบบพอเพียง อะไรสามารถใช้คนได้ก็ใช้คนไม่ต้องใช้เครื่องจักร เพื่อให้เกิดการสร้างงานด้วย โดย 70-80% ของพนักงานที่นี่ เป็นลูกหลานของสมาชิกสหกรณ์ฯ ในขณะเดียวกัน จึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมาก เพราะทุกคนมีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ

สำหรับกำไรดอกผลจากกิจการนั้น จะเป็นผลตอบแทนกลับคืนไปยังสมาชิกสหกรณ์ฯ ไม่ลงทุนเกินตัว ไม่มีปัญหาต่างๆ ตามมา


ผลตอบแทนจากสินค้ากลับคืนสู่ผู้เลี้ยงโคนม

สภาพการแข่งขันในธุรกิจด้านนม?

แน่นอนหลีกเลี่ยงไม่พ้น สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด อยู่ในโลกการค้าขายก็ต้องมีการแข่งขัน แต่ยึดหลักที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานไว้เป็นแนวทาง เน้นการเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน ไม่เน้นเติบโตจนมากมายเกินไป หนองโพอาจจะค่อยๆ เติบโตขึ้นไป แต่จะยั่งยืนมั่นคง อยากจะเป็นสถาบันของเกษตรกรต่อไป

ปัจจุบัน เรามีรายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยประมาณ 90% เป็นรายได้จากธุรกิจนม ขณะที่ มีสมาชิกสหกรณ์ฯ เกือบ 5,000 ราย


ธุรกิจนมเป็นรายได้หลักของหนองโพ

พูดถึงหนองโพอยากให้นึกถึงอะไร?

สหกรณ์ของเกษตรกรที่ผลิตนมและสินค้าที่มีคุณภาพ โดยอยู่คู่กับคนไทย ขณะที่ในส่วนของผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น ต้องมีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้

ฝากอะไรถึงผู้อ่านและผู้บริโภคบ้าง?

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้คนไทยอุดหนุนนมหนองโพและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะความสงสาร หรือว่าเพราะ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานความช่วยเหลือเท่านั้น แต่หนองโพต้องอยู่ได้ เพราะความสามารถและคุณภาพ ซึ่งเชื่อว่าพระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ให้เป็นแบบนี้.


คุณภาพเต็มกล่องจากนมหนองโพ

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

สนพ.ดึงเอสเอ็มอีลดใช้พลังงาน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809357

 

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตคิดเป็น 37% ของการใช้พลังงานรวมทุกชนิดของประเทศไทย ซึ่งเชื้อเพลิงที่ใช้ส่วนมากถูกนำไปใช้ในรูปของพลังงานความร้อนในกระบวนการผลิต โดยการนำความร้อนไปใช้จึงต้องทำให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ส่วน คือ การเผาไหม้ และการนำความร้อนไปใช้งาน ที่ในปัจจุบันเอสเอ็มอีที่เป็นโรงงานขนาดเล็ก ส่วนใหญ่พบว่าบุคลากรไม่มีความรู้เพียงพอในเรื่องของการเผาไหม้ ทำให้มีเชื้อเพลิงบางส่วนถูกทิ้งไปโดยไม่เกิดการเผาไหม้ สนพ.จึงร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความร้อน โดยการปรับแต่งการเผาไหม้ในภาคอุตสาหกรรม ด้วยการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความร้อน การปรับแต่งการเผาไหม้ของหัวเผาตามแนวทางที่เหมาะสมของเชื้อเพลิงแต่ละชนิด

ทั้งนี้ ได้มีกลุ่มเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร, สกัดน้ำมันปาล์ม, ฟอกย้อม, เซรามิก และขณะนี้มีเอสเอ็มอีเข้าร่วม 58 โรงงาน แบ่งเป็นจำนวนระบบเผาไหม้ 162 เครื่อง อาทิ เชื้อเพลิงก๊าซหุงต้ม 50 เครื่อง เชื้อเพลิงเหลว 33 เครื่อง และ กรอ.ได้ลงไปให้ความรู้ในการปรับแต่ง เพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์เพียงเท่านั้น ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ 40% และประหยัดเชื้อเพลิงได้ 40 ล้านบาท.

 

ยุทธศาสตร์มันสำปะหลัง 20 ปี “พาณิชย์” ลุยไฟตอบโจทย์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809352

 

น.ส.วิบูลลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญหน่วยงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังทั้งระบบ มาหารือเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์มันสำปะหลังระยะ 20 ปี หรือปี 2560-2579 ซึ่งเป็นการนำยุทธศาสตร์มันสำปะหลังระยะเวลา 10 ปี หรือปี 2560-2569 มาจัดทำรายละเอียดใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องใช้นวัตกรรมมาแก้ไขปัญหามันสำปะหลัง โดยจะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และสร้างมูลค่าด้วยการนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆให้มากขึ้น

สำหรับแผนยุทธศาสตร์มันสำปะหลังระยะ 20 ปี แบ่งเป็นระยะที่ 1 คือปีที่ 1 และปีที่ 2-4 หรือปี 2560-2561 และปี 2561-2564 จากนั้น จะดำเนินการเป็นช่วง ช่วงละ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2569, ปี 2569-2574 และปี 2574-2579 โดยระยะแรกเน้นเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต มีเป้าหมายว่าปี 2562 ต้องเพิ่มผลผลิตให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันไร่ละ 3 ตัน เป็น 5 ตัน และเป็น 7 ตัน ในปี 2569 และการมีเชื้อแป้งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 25-27% เป็น 25-30% ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก 8.5 ล้านไร่ ให้มีการพัฒนาพันธุ์ที่ดี ใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูก เช่น ระบบน้ำหยด เพื่อช่วยลดต้นทุน

“ในด้านการแปรรูปจะมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง คือ ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต เช่น ทำไบโอพลาสติก อุตสาหกรรมอาหาร สารโซลเวนท์ที่เป็นสารละลาย ไม่ให้มีความหนึบเกินไป กาว กระดาษ สิ่งทอ ฯลฯ ที่ผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยในปี 2562 จะต้องมีมูลค่าการส่งออก 120,000 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 150,000 ล้านบาทในปี 2569”.

 

SPCG จับมือ KYOCERA โชว์ระบบไฮเทค SCADA ประมวลผลควบคุม แผงโซลาร์ฟาร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 21:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809237

 

SPCG จับมือ KYOCERA โชว์ไฮเทคระบบ SCADA ประมวลผล-ควบคุมแผงโซลาร์ฟาร์ม 36 โครงการใน 10 จังหวัดแบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงข้อมูลเต็มประสิทธิภาพครบรอบด้าน เสริมความแข็งแกร่งผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์แห่งอาเซียน…

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารเคียวเซรา นายทาสึมิ มาเอะดะ รองประธานกรรมการ นายโชจิ นิชิซาวา ผู้จัดการทั่วไป KYOCERA Corporation และ นายฮิเดอากิ โยชิดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเคียวเซรา คอร์ปอเรชั่น (KYOCERA) ร่วมพิธีเปิดห้อง Monitoring Room ที่เป็นห้องประมวลผลและควบคุมโครงการโซลาร์ฟาร์มแบบเรียลไทม์ ด้วยระบบ SCADA ที่เชื่อมโยงข้อมูลการปฏิบัติการ และแสดงสภาวะอากาศตามเวลาจริงของโครงการโซลาร์ฟาร์มทั้ง 36 โครงการใน 10 จังหวัด ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) แห่งใหม่ซอยทองหล่อ 20 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารสถาบันการเงินธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยาร่วมแสดงความยินดี

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SPCG เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มแห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบทั้ง 36 โครงการ เมื่อปี 2557 โดยมีกำลังการผลิตรวม 260 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 10 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง บนพื้นที่รวมกว่า 5,000 ไร่ โดย SPCG มีระบบพัฒนา ติดตาม และประมวลผลการทำงานของโซลาร์ฟาร์มทั้ง 36 แห่ง ด้วยระบบ SCADA ที่ห้อง Monitoring Room โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำการตลอดระยะเวลาที่โครงการทั้งหมด ทำการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้แสดงผลข้อมูลสถานะการผลิตไฟฟ้า สภาวะอากาศ ระบบรักษาความปลอดภัย แบบ Real Time


กก.ผจก.ใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี กล่าวต่อว่า SPCG ได้รับเกียรติจากองค์กรสหประชาชาติ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เป็นตัวแทนภาคธุรกิจจากประเทศไทย ร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (Conference of Parties: COP 21) โดยมีกว่า 195 ประเทศ ร่วมให้คำมั่นสัญญาในการที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลก มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่ง SPCG ตระหนักถึงปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ไม่มีมลภาวะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 200,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ภายหลัง SPCG ได้เดินหน้าพัฒนาโครงการจนครบ 36 โครงการ พร้อมทั้งจัดตั้งบริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด หรือ (SPC) เป็นบริษัทพัฒนาและควบคุมทั้ง 36 โครงการ ยังมีบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ แอสเซ็ท จำกัด หรือ (SPA) พัฒนาและควบคุมโซลาร์ฟาร์มรวม 2 โครงการ ในจังหวัดลพบุรี พร้อมทั้งได้จัดตั้ง บริษัท โซล่า เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ (SPE) เป็นผู้นำการให้บริการออกแบบทางวิศวกรรมและก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร พร้อมด้วยทีมงานคุณภาพ มากประสบการณ์ และได้จัดตั้ง บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ (SPR) ประกอบธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟ (Solar Roof)

ดร.วันดี กล่าวด้วยว่า สำหรับ SPR เป็นโมเดลใหม่ ที่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ในประเทศไทยและในอาเซียน คาดว่าธุรกิจนี้จะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 เพราะขณะนี้ โซลาร์ รูฟ ของบริษัทได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากประชาชนที่เป็นเจ้าของบ้าน โรงงานอุตสาหกรรม สถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างหันมาติดโซลาร์รูฟกันมากขึ้น เพื่อต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และหลังจากติดโซลาร์รูฟของ SPR พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจสูง และได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง.

 

ขนส่ง ตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารเฉพาะกิจ รับเรื่องร้องเรียนช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 17:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809121

 

ขนส่ง จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารเฉพาะกิจ 1584 ตามสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวก รับเรื่องร้องเรียนการถูกเอาเปรียบจากรถสาธารณะ ช่วงปีใหม่ทั้งเที่ยวไป-กลับ เตือน รถโดยสารสาธารณะทุกประเภท อย่าฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสาร พบ คิดค่าโดยสารแพง บรรทุกผู้โดยสารเกิน โดนปรับหนัก!

วันที่ 12 ธ.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี จะมีประชาชนใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก กรมการขนส่งทางบก ได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะช่วง ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559 – 4 มกราคม 2560 ได้จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 เฉพาะกิจ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ ทั้ง 3 แห่ง และสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและรับเรื่องร้องเรียนกรณีประชาชนถูกเอาเปรียบ จากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ

หากพบการเก็บค่าโดยสารเกินกว่าอัตราที่กำหนดในรถที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. ขนส่ง มีความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก มาตรา 159 ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท รถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท หากพบการบรรทุกผู้โดยสารเกิน มีความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก มาตรา 107 ประกอบมาตรา 127 ฐานบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งนอกจากถูกปรับแล้ว ยังต้องถูกบันทึกในศูนย์ประวัติผู้ขับรถสาธารณะ หากผิดซ้ำจะถูกพิจารณาพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป ส่วนผู้ประกอบการ จะถูกพิจารณาการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ฐานละเลยไม่ควบคุมพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถด้วย

กรมการขนส่งทางบก ได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง จัดเจ้าหน้าที่ตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะควบคู่กับการตรวจความพร้อม ตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถก่อนออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสาร รวมถึงที่จุดจอด/จุดพักรถ และจุดตรวจบนถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ เพื่อตรวจเข้มสภาพรถและคนขับ พร้อมจัดหน่วยเคลื่อนที่ออกตรวจจับความเร็วรถด้วยกล้องเลเซอร์

ทั้งนี้ เฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 9-13 เม.ย.59 พบ รถสาธารณะใช้ความเร็วเกินกำหนดที่ตรวจพบจากกล้องตรวจจับความเร็ว 463 คัน เป็นรถรถตู้โดยสารประจำทาง 210 คัน รถตู้โดยสารไม่ประจำทาง 113 คัน รถบัสโดยสารประจำทาง 79 คัน และรถบัสโดยสารไม่ประจำทาง 61 คัน ได้เปรียบเทียบปรับสถานหนักทุกราย พร้อมบันทึกในศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ หากช่วงปีใหม่นี้ พบผิดซ้ำ จะถูกพิจารณาโทษหนักขึ้น ถึงพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถโดยสาธารณะด้วยเทคโนโลยี GPS ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้ากับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกแบบเรียลไทม์ เช่น ข้อมูลการใช้ความเร็ว ชั่วโมงการขับขี่ และตำแหน่งพิกัดของรถ โดยทันทีที่เกิดการกระทำผิดเงื่อนไขการเดินรถและข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ศูนย์ฯ GPS จะบันทึกประวัติเพื่อติดตามพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อพร้อมประสานผู้ประกอบการขนส่งให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถทุกคนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการละเลยจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง จะถูกพิจารณาการต่ออายุประกอบการด้วย พบรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัย แจ้งผ่านช่องทางรับเรื่องร้องเรียน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง และช่องทางร้องเรียนอื่นๆ อาทิ ผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com facebook ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก

 

ทองร่วง! ปรับลดทั้งวัน 3 ครั้งรวม 150 รูปพรรณขายบาทละ 20,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809097

 

ทองปิดตลาดครั้งที่ 3 ตลอดทั้งวันราคาปรับลดลงรวม 150 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,450 ขายออกบาทละ 19,550 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,101.60 ขายออกบาทละ 20,050

วันที่ 12 ธ.ค. 59 รายงานสถานการณ์ราคาทองคำในประเทศ พบว่า ราคายังคงลดลงต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ช่วงเช้าสมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาทองลดลง 50 บาท จากนั้น ครั้งที่ 2 เวลา 14.43 น. ลดลง 50 บาท

ความเคลื่อนไหวครั้งที่ 3 เวลา 15.25 น. ปรับลดลงอีก 50 บาท ทำให้ตลอดทั้งวัน ราคาทองลดลงรวม 150 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,450.00 ขายออกบาทละ 19,550.00 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,101.60 ขายออกบาทละ 20,050.00

 

ศูนย์วิเคราะห์ ศก.TMB ชี้ อ้อย-กุ้ง-ยางพารา ดาวรุ่งสินค้าเกษตรปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 16:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809041

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ชี้แนวโน้มดาวรุ่งสินค้าเกษตรปี 60 ราศีจับที่อ้อย หลังราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับขึ้นต่อเนื่อง กุ้ง เป็นดาวเด่นจะรีเทิร์นกลับมาสดใส ส่วน ยางพารา มีแนวโน้มคัมแบ็ก ขณะที่ มันสำปะหลัง อาการน่าเป็นห่วง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ยก “อ้อย” เป็น “ดาวรุ่ง” สินค้าเกษตรไทยปีหน้า ผลผลิต “กุ้งขาว” รีเทิร์นเพิ่มต่อเนื่อง ด้านมันสำปะหลัง ยังน่าห่วง ชี้รัฐเร่งดูแลหลังจีนลดนำเข้า แนะเกษตรกรลดพึ่งพาการเกษตรเชิงเดี่ยวตามรอยพระราชดำรัส ช่วยรัฐปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรจากระดับจุลภาค

ภาคการเกษตรแม้มีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 10 ของ GDP ไทย แต่ 1 ใน 3 ของคนทำงานในประเทศ หรือ 12.4 ล้านคนเป็นเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาค ดังนั้นสินค้าเกษตรจึงเป็นแหล่ง “สร้าง” และ “กระจาย” รายได้สู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลัก 5 ชนิด คือ ข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง กุ้ง มีมูลค่ากว่า 700,000 ล้านบาท กระจายไปสู่เศรษฐกิจภูมิภาคในแต่ละปี หากเปรียบเทียบแล้วพบว่า มีมูลค่าสูงกว่างบประมาณลงทุนโครงการรถไฟฟ้าหลากสี 11 สาย ระหว่างปี 2558-2564 ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 600,000 ล้านบาท ดังนั้น หากราคาและปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรอยู่ในแนวโน้มที่ดี ก็เสมือนกับการกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคได้โดยไม่ต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น


ข้าวยังคงเป็น 1 ใน 5 สินค้าเกษตรหลักของไทยในปี 2560

สินค้าเกษตร “ดาวรุ่ง” ที่มีแนวโน้มดีต่อเนื่องถึงปีหน้า คือ “อ้อย” เนื่องจากราคาน้ำตาลตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ปลายเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 19.8 เซนต์ต่อปอนด์ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 จากราคาเมื่อเดือนมกราคม 2559 โดยราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากราคาทำจุดต่ำสุดในเดือนสิงหาคม 2558 และคาดหมายว่าราคายังอยู่ในแนวโน้มที่ดีในปีหน้าหลังอุปทานตลาดโลกตึงตัว ส่งผลให้ปีนี้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยยิ้มได้จากราคาอ้อยฤดูกาลผลิต 2559/60 สูงกว่าปีที่ผ่านมา

ด้าน การเพาะเลี้ยงกุ้ง กำลังเป็น “ดาวเด่น” สินค้าเกษตรไทย เข้าสู่ภาวะผลผลิตฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังจากโรคตายด่วนระบาดเมื่อ 4 ปีก่อนทำให้ผลผลิต “กุ้งขาว” ลดลงกว่าร้อยละ 60 กระทบอุตสาหกรรมอาหารส่งออกของไทยขาดแคลนวัตถุดิบ คาดว่าผลผลิตยังมีแนวโน้มสูงขึ้นร้อยละ 15 ในปีหน้า ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงกระบวนการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร ส่วนราคากุ้งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีจากความต้องการของตลาดโลก กุ้งขาวจึงถูกคาดว่าจะ “รีเทิร์น” กลับมาสดใสอีกครั้ง

สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้ม “คัมแบ็ก” หลังครองตำแหน่งดาวร่วงมาหลายปีอย่าง “ยางพารา” ราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังราคาเฉลี่ยผ่านจุดสูงสุด 174.4 บาท/กก.เมื่อต้นปี 2554 แล้วราคาลดลงเกือบร้อยละ 80 ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทำเม็ดเงินหายไปจากกระเป๋าชาวสวนยางเฉลี่ยเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกยางสำคัญ ล่าสุด ราคาเฉลี่ยยางแผ่นดิบ ชั้น 3 อยู่ที่ 59.4 บาท/กก.เพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่าร้อยละ 60 จากต้นปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นจากมาตรการเข้าเสริมของรัฐบาล ที่พยายามปรับโครงสร้างการผลิตและใช้ยางของไทย เช่น สนับสนุนให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้น และการลดพื้นที่ปลูกยางเพื่อลดผลผลิต เป็นต้น ทำให้ราคายางเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เรียกว่า เป็นดาวที่เริ่มฉายแสงอีกครั้ง

ส่วน ‘ข้าว’ แม้ว่าราคาเริ่มปรับเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบปี โดยเฉพาะราคาเฉลี่ยข้าวหอมมะลิ ทำสถิติราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาทต่อตัน ถือว่าต่ำสุดในปีนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาปีหน้าอาจจะยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำต่อเนื่อง จากผลผลิตข้าวนาปี ฤดูกาลผลิต 2559/60 ที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกอย่าง เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน


มันสำปะหลัง อนาคตไม่สดใสเท่าที่ควรในปี 2560

ด้านสินค้าเกษตรที่ยังค่อนข้างน่ากังวลในปีหน้าคงหนีไม่พ้น “มันสำปะหลัง” ซึ่งราคาลดลงต่อเนื่อง ผลจากจีนอนุญาตให้ใช้ข้าวโพดในประเทศเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ทดแทนมันสำปะหลังที่นำเข้าจากไทย (กว่าร้อยละ 45 ของผลผลิตมันสดทั้งปีของไทย ส่งออกไปจีน) ทำให้ราคาเฉลี่ยมันฯ สดคละลดลงจาก 2.2 บาท/กก. ในปีก่อน ล่าสุดราคาเดือนพฤศจิกายนลดลงเหลือ 1.3 บาท/กก. หรือลดลงกว่าร้อยละ 40 สวนทางกับปริมาณผลผลิตที่คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 2.1 หรือคิดเป็นปริมาณ 31.2 ล้านตัน ผลกระทบหนักสุดจึงหนีไม่พ้นเกษตรกรที่ลงทุนปลูกในช่วงราคาสูงก่อนหน้านี้กว่า 5 แสนครัวเรือน โดยกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งภาครัฐได้มีมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกร ธุรกิจที่เกี่ยวข้องและเศรษฐกิจในพื้นที่


จะเห็นว่าสินค้าทั้ง 5 มีส่วนที่คล้ายคลึงกัน คือ ส่วนใหญ่ของผลผลิตจะส่งออกในลักษณะของวัตถุดิบ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรมีมูลค่าเพิ่มไม่มากนัก นอกจากนี้ราคาก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นหลักด้วย ดังนั้น หากต้องการให้ราคามีแนวโน้มดีคงหนีไม่พ้นความพยายามในการลดต้นทุนการผลิต การลดพื้นที่ผลิต การเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศและส่งออกที่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้น ภาครัฐจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรไทยอย่างจริงจังต่อเนื่อง ผลักดันให้พัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตมากขึ้น นอกจากนี้เกษตรกรควรน้อมนำพระราชดำรัสเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชแบบผสมผสาน ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงทางรายได้มากกว่าการพึ่งพาการเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคาสูงกว่า และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน และถือเป็นการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรระดับหน่วยย่อยไปพร้อมกันอีกด้วย

 

ทองเปิดตลาดลดลง 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 09:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808696

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 12 ธ.ค. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,550 ขายออกบาทละ 19,650 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,192.56 ขายออกบาทละ 20,150 บาท…

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,550.00 บาท ขายออกบาทละ 19,650.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,192.56 บาท ขายออกบาทละ 20,150.00 บาท.

 

กรมธนารักษ์เอาใจคนชรา ผุดที่พักอาศัยสุดหรูครบวงจรใกล้โรงพยาบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808472

 

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ภายในปีนี้จะมีข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดหาที่ราชพัสดุ เพื่อก่อสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ใช้สอยที่เหมาะสมและอยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาล ล่าสุด มีพื้นที่เตรียมไว้ 8 แปลง แต่ในจำนวนนี้มี 1 แปลงที่มีศักยภาพสูงและเป็นไปได้ที่จะเป็นโครงการนำร่อง

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้สำรวจที่ราชพัสดุขนาด 60 ไร่ ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดี ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของโรงพยาบาลรามาธิบดี หากสามารถจับมือกับโรงพยาบาลรามาฯได้ ก็จะนำที่ราชพัสดุดังกล่าวมาก่อสร้างเป็น Senior Complex เพื่อเป็นโครงการตัวอย่าง ซึ่งการจับมือกับโรงพยาบาลจะทำให้ผู้สูงอายุมีความอุ่นใจมากขึ้นเมื่อได้อยู่ใกล้คุณหมอ

“การก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงอายุนั้น ต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าการก่อสร้างบ้านทั่วไป ตั้งแต่การออกแบบอาคาร การตกแต่งห้องนอนและห้องน้ำให้มีความเหมาะสมกับผู้สูงอายุ รวมถึงการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้ผู้สูงอายุมีจิตใจที่ร่าเริงแจ่มใสและอยู่อย่างสบาย เช่น การจัดกิจกรรมและสันทนาการต่างๆ ซึ่งการลงทุนในลักษณะเช่นนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก โดยกรมธนารักษ์คาดว่าห้องพัก สำหรับผู้สูงอายุที่เข้าร่วมในโครงการนี้ จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1-1.5 ล้านบาทต่อห้อง ซึ่งในหลักการเบื้องต้นของกรมธนารักษ์จะเน้นดูแลผู้สูงอายุที่มีรายได้ระดับหนึ่ง มีอายุเกิน 55 ปี และสามารถดูแลตัวเองได้”

ขณะที่ให้การบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรามาฯ นั้น เพื่อให้ผู้สูงอายุได้สบายใจและยังการันตีว่าผู้สูงอายุจะไม่ถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอน เนื่องจากสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดีนั้น นอกจะมีการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นศูนย์ฝึกอบรมดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุของโรงพยาบาลรามาฯอีกด้วย ทำให้โครงการการก่อสร้างที่พักสำหรับผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องของที่พักและการรักษาพยาบาล ส่วนกรณีผู้สูงอายุที่ยากจน กรมธนารักษ์จะหารือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางดำเนินการต่อไป.