แบบนี้ได้เหรอ..? ประกันแสบโทรไม่รับแต่แอบตัดเงิน แนะกลเม็ดสู้ดำเนินคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806797

 

มีปัญหาไม่จบไม่สิ้น!! กับกรณีการขายประกันทางโทรศัพท์…. ที่ผ่านมา ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เคยเขียนรายงานพิเศษเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้ว 2 ครั้ง 2 หน ประกอบด้วย คุ้ยเบื้องลึก Call ขายประกัน ข้อมูลคนไทยซื้อง่าย ช่างด้อยราคา!? (ฟังคลิป ) และ รำคาญไหม? ฮัลโหลโทรขายประกัน เสาะหาเบอร์จากไหน รับมืออย่างไร ต้องรู้! ซึ่งมาถึงคราวนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แบบนี้ก็มี ไม่รับสาย ตัดเงินผ่านบัตรเครดิตเฉย สุดทนจนต้องขอร้องเรียน!

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อเร็วๆ นี้ อาสาม ไทม์แมชชีน หนึ่งใน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเรื่องร้องเรียนมาจาก ผู้เสียหายจากเหตุการขายประกันแบบไม่ชอบมาพากล ซึ่งหลังเกิดเรื่องได้ทำการร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงร้องเรียนไปยังต้นสังกัดประกันภัย และได้เงินที่ถูกตัดจากบัตรเครดิตคืนมาแล้ว แต่ที่มาเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะไม่อยากเห็นคนตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป

บุคคลต้นเรื่องของรายงานพิเศษชิ้นนี้ คือ นายยุทธพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ถึงแม้เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว แต่เขาขอบอกเล่าประสบการณ์ และอยากจะเตือนไปยังบุคคลที่คิดจะขายประกันแบบไร้จริยธรรมให้หยุดเถอะ ไม่งั้นคุณอาจติดคุก..!

นายยุทธพงษ์ หรือ คุณโอ้ เริ่มต้นเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ถึงเรื่องที่ประสบพบเจอมาว่า เหตุการณ์นี้เริ่มจากมีโทรศัพท์เบอร์ 063-213-XXXX พยายามโทรหาตน 3-4 ครั้ง ตอนนั้นตนกำลังทำงานและเห็นว่าเป็นเบอร์ไม่คุ้นเคยจึงไม่รับสาย แต่ปรากฏว่าจากนั้นไม่นาน ได้มีข้อความส่งมาถึงเขียนว่า… “ขอบคุณสำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตร XXX จำนวนเงิน 5,400 บาท @บริษัทประกันแห่งหนึ่ง หากข้อมูลไม่ถูกต้องให้ติดต่อหมายเลข 02-XXX-XXXX” เมื่อได้รับข้อความตนรู้สึกมึนงงเป็นอย่างมาก เพราะยังไม่ได้คุยกับใคร ไม่ได้รับสายใคร ไม่ได้ทำประกันกับใคร แล้วทำไมจู่ๆ จึงมีการหักเงิน..!



เบอร์ที่ตั้งใจไม่รับสาย แต่กลับมีการหักเงินจากบัตรเครดิต

“ตอนนั้นรู้สึกโกรธมาก… มันคืออะไร จู่ๆ มาหักเงินกันแบบนี้ได้ยังไง ขายประกันแบบนี้ก็ได้หรือ…? จึงได้พยายามโทรไปสอบถามที่เบอร์คอลล์เซ็นเตอร์ที่ให้ไว้ ปรากฏว่า ปลายสายตอบกลับมาว่า ได้มีการทำกรมธรรม์ดังกล่าวจริง และไม่ทราบว่า กรณีถูกหักเงินทั้งที่ยังไม่มีการตอบตกลงซื้อกรมธรรม์ได้อย่างไร กระทั่งต่อมา ได้มีบุคคลรายหนึ่งอ้างเป็นโบรกเกอร์ที่ตกลงทำประกันให้ พร้อมกับกล่าวขอโทษ…พร้อมบอกว่าจะคืนเงินให้ แต่ต้องส่งเอกสารคือ บุ๊กแบงก์ โดยให้ส่งแฟกซ์ไปที่บริษัทประกันดังกล่าว ระหว่างนั้น….ผมคิดอยู่ตลอด “เราเป็นคนผิดหรือ..? ทำไมต้องแก้ปัญหาสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ” อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้เงินคืนจึงโทรกลับไปและขอส่งเอกสารไปทางอีเมลแทน เนื่องจากไม่สะดวกส่งแฟกซ์ จากนั้น บุคคลดังกล่าวก็เงียบ เมื่อเขาโทรเข้ามาอีกครั้ง…ก็บอกว่าต้องส่งกรมธรรม์คืนให้ก่อนถึงจะได้เงินคืน กระทั่งอีกไม่กี่วันต่อมา ได้มีกรมธรรม์เลขที่ C5203XXXX ส่งมาให้ถึงที่บ้านพัก

ไม่ไว้ใจ แจ้งความ ร้อง คปภ. บุกบริษัทประกัน เพื่อทวงถามความเป็นธรรม

ผู้เสียหายจากเหตุการณ์ขายประกันครั้งนี้ ได้ตัดสินใจนำเรื่องทั้งหมดเข้าแจ้งความ ที่ สน.ตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 9 พ.ค.59 หลังจากได้รับกรมธรรม์แล้ว และได้ส่งกรมธรรม์กลับทางไปรษณีย์ วันที่ 19 พ.ค. และได้ตรวจสอบการส่งทางออนไลน์ พบว่าถึงบริษัทดังกล่าว ในวันที่ 20 พ.ค. มีผู้รับเป็นเจ้าหน้าที่ รปภ. เมื่อได้โทรสอบถามว่าเอกสารถึงที่หมายหรือยัง กลับได้คำตอบว่ายังไม่ถึง ด้วยความร้อนใจ ได้เดินทางไปสอบถามที่บริษัทประกันที่หักเงินตนถึงที่ ระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่มารับเรื่อง แต่ก็เหมือนจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ตนจึงพูดเสียงดังขึ้น กระทั่งมีเจ้าหน้าที่อีกคนเข้ามาสอบถามและเมื่อได้พูดคุยกัน จึงยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมกับรับปากว่าจะคืนเงินให้เต็มจำนวน นอกจากนี้ ตนยังขอทราบชื่อตัวแทนที่เดินเรื่องซื้อประกันในครั้งนี้ แต่ทางบริษัทประกันดังกล่าว อ้างว่า โบรกเกอร์รายดังกล่าว ได้ทำการฉ้อโกงบริษัทเช่นกัน พร้อมให้ชื่อนามสกุลโบรกเกอร์รายนี้มา

อย่างไรก็ดี หลังจากเข้าร้องเรียนยังบริษัทประกันได้ 3-4 วัน จึงได้เงินคืนมาเต็มจำนวน 5,400 บาท หลังจากนั้น จึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องเรียนกับทาง สำนักงาน คปภ. และ คปภ. ก็ให้คำตอบที่น่าตกใจว่า “จากการตรวจสอบของ คปภ. พบว่า นายรัศมิธศิลป์ (สงวนนามสกุล) ตัวแทนบริษัทแห่งหนึ่ง (คนขายประกันให้ผู้เสียหาย) ใบอนุญาตขายประกันหมดอายุ และไม่ได้มีการมาต่ออายุใบอนุญาตแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังเห็นว่ามีผู้มาร้องเรียนกับ คปภ. กรณีการขายประกันทางโทรศัพท์หลายราย ซึ่งทราบว่าบางรายได้เงินคืนไม่เต็มจำนวนด้วย”


ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน

นายยุทธพงษ์ ยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตนไม่ไว้วางใจต่อการทำงานของตัวแทนขายประกัน โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ทุกวันนี้ยังรู้สึกผวา…ไม่รู้ว่าจะเจอกับเหตุการณ์แบบไหนอีก ในชีวิตตนทำบัตรเครดิตแค่ 2 ใบ กับ ธนาคารแห่งหนึ่ง และ นอนแบงก์ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า ข้อมูลที่หลุดออกไปจากการทำบัตรเครดิต อยากให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลกฎหรือระเบียบการทำประกันทางโทรศัพท์ว่า อย่างน้อย ให้มีเอกสารมาให้เซ็นยืนยันก่อนแล้วส่งกลับไป ถึงจะหักเงินได้ดีกว่า ไม่ใช่ว่า เอาแค่คลิปเสียง (จริงๆ แล้ว สามารถมีการดัดแปลง ตัดต่อ เพื่อเอามาเป็นหลักฐานได้ ก็มี) แล้วพอโดนหักแล้ว ผู้เสียหายก็จะต้องเสียเวลา เงินทอง เพื่อเดินเรื่อง บางรายก็ปล่อยไป เพราะไม่มีเวลา ต้องทำมาหากิน… เพราะการตกลงทำประกัน ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนี่ ใช่ไหม? เรื่องนี้ร้องเรียนกันมามาก แต่ก็ไม่มีใครจัดการได้สักทีนะ… แม้แต่ คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานโดยตรง

คปภ.พร้อมช่วยเหลือ ชี้ ขายประกัน โดยไม่มีใบอนุญาต เจอคุก 6 เดือน ปรับ 5 พัน พร้อมสอบสวนบริษัทต้นสังกัด

หลังจากฟังเรื่องราวจาก นายุทธพงษ์ แล้ว อาสามฯ จึงต้องขอฟังจากปาก สำนักงาน คปภ. บ้าง ว่าเคสลักษณะนี้จะมีการดำเนินการลงโทษ หรือสอบสวนผู้กระทำผิดอย่างไร ซึ่ง นายตนุภัทร รัตนพูลชัย รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ คปภ. กล่าวว่า การตัดเงินทั้งที่ไม่มีการตอบรับดังกล่าวนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าใบอนุญาตขายประกันของโบรกเกอร์รายดังกล่าว น่าจะถูกเพิกถอนแล้ว… เนื่องจากเรามีระเบียบเงื่อนไขว่า ต้องบันทึกเทปไว้ด้วย และขอเทปฟัง หากบุคคลนั้นไม่มีใบอนุญาต บุคคลนั้นจะถูกดำเนินคดี จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับเงินไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องไปตามดูรายละเอียดอีกครั้งว่าบริษัทขายประกันรู้เห็นหรือไม่

“กระบวนการทางกฎหมายกับกระบวนการทางความรู้สึกนั้นมีความแตกต่างกัน ตามกฎหมายนั้น เราจะดำเนินคดีกับใครได้เราจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน แตกต่างจากความรู้สึก ทราบว่าผู้เสียหายนั้นเสียความรู้สึกไปแล้ว ทั้งนี้ การขายทางโทรศัพท์ใช่ว่ามีแต่ประกันภัย ยังมีการขายบัตรเครดิตด้วย แต่สำคัญที่สุดคือ เราต้องถามว่า “คุณเอาข้อมูลมาจากไหน” อย่างไรก็ตาม กรณีการขายข้อมูลนั้น มีนักกฎหมายได้ตีความหลายสำนัก เช่น บางสำนักบอกว่า ตอนเราทำบัตรเครดิต เราไม่ได้บอกเขาว่า “ห้ามเปิดเผย” เขาก็เลยเอาไปเปิดเผย แต่นักกฎหมายบางคนก็บอกว่า ข้อมูลส่วนบุคคลจะเปิดเผยก็ต่อเมื่อได้แจ้งกับเจ้าตัวแล้ว


เข้าร้องเรียนกับ คปภ. ให้ตรวจสอบบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ขายประกัน

กรณีลักษณะนี้ เข้าข่ายฉ้อโกงหรือไม่ อาสามฯ ถามนาย นายตนุภัทร ตอบว่า การฉ้อโกงเป็นคดีอาญา และมีองค์ประกอบหลายอย่าง หากมีบันทึกเทปเสียง ก็ถือเป็นประจักษ์พยาน ถ้าหากไม่มีการบันทึกเทป แต่มีเงินตัดเข้าบัญชีบริษัทประกัน มีกรมธรรม์ และมีการทำประกันจริง ความเห็นตนว่าไม่ฉ้อโกง ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับมุมมองนักกฎหมาย ถามว่าผิดหรือไม่ คนขายผิดแน่ ผิดจรรยาบรรณ ใบอนุญาตของโบรกเกอร์ ติดแบล็กลิสต์ ซึ่งจะกลับมาทำใบอนุญาตอีกไม่ได้ภายใน 5 ปี ซึ่งกรณีแบบนี้ ถ้าโดนแล้วส่วนใหญ่จะกลับมาทำอาชีพเดิมไม่ได้อีก…

เอาให้เข็ดหลาบ…แบบนี้ ต้องแจ้งความในคดีฉ้อโกง และ ยักยอกทรัพย์

เกี่ยวกับกรณีนี้ อาสามฯ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านข้อกฎหมาย เพื่อหาทางแก้ไข และเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความชื่อดัง และ ท่านชาลี ทัพภวิมล ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ซึ่งกรณีนี้ ท่านชาลี กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เหตุการณ์ในลักษณะนี้น่าจะเข้าข่ายการฉ้อโกง หลอกลวงโดยใช้กลอุบาย ทำให้เราต้องเสียทรัพย์ อยากจะแนะนำให้กับผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องไว้ก่อน หากรู้ชื่อนามสกุลผู้ที่ติดต่อเข้ามาก็จะยิ่งดี

แม้จะได้รับการคืนเงินแล้ว…แต่ไม่มีผลต่อคดี เพราะความผิดสำเร็จไปแล้ว หากมีหลักฐานว่า เขาพูดโทรศัพท์จากที่ไหน เครื่องไหน ก็จะยิ่งดี ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นหน้าที่ตำรวจสืบสวน แต่ถ้ามั่นใจว่าเป็นคนนี้ ชื่อนี้ เรานำชื่อมอบให้กับตำรวจ ส่วนตำรวจจะดำเนินคดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่มีอีกครั้ง ทั้งนี้ ตามกฎหมายฉ้อโกง หรือ ยักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ซึ่งสามารถยอมความกันได้ยกเว้นมีเหตุฉกรรจ์ จนกลายเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน เช่น คดีดังในสมัยก่อน แชร์แม่ชม้อย เป็นต้น”


สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์

สอดคล้องกับ นายสงกานต์ ที่ให้คำแนะนำอย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า…“ความผิดเขาสำเร็จตั้งแต่เขาหักเงินไปแล้ว เราสามารถดำเนินคดีฐานฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ได้ แต่เราต้องรู้ว่าใครเป็นคนดำเนินการหักเงินของเรา ต้องมีชื่อเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่ที่ว่า เราไปเซ็นยินยอมไม่ติดใจดำเนินคดีหรือไม่ ตอนที่เขาคืนเงินให้เรา แต่เราสามารถสอนบทเรียนให้บริษัทเหล่านี้ได้ ด้วยการนำหลักฐานที่เขาคืนเงินให้ มาร้องเรียนกับทาง คปภ. หรือแม้แต่เขาอยากจะเจอผม เพื่อตีแผ่ให้เป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคม ผมก็ยินดี”

วิธีการรับมือเมื่อเจอเรื่องแบบนี้ นายสงกานต์ แนะนำว่า…

1. แจ้งความหรือลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อน
2. ร้องไปยัง เลขาธิการ คปภ. และ สคบ.
3. ร้องไปยังสื่อมวลชน (เพื่อให้สื่อตีแผ่ข้อเท็จจริง)
4. เดินหน้าดำเนินคดีให้เพื่อให้เป็นตัวอย่าง และจะได้ไม่กล้าทำอีก

ช่วงท้าย นายสงกานต์ กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ผู้ใดเบียดบังเอาทรัพย์ผู้อื่นมาครอบครองเป็นของตนเอง ถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทางแพ่ง เราสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ เนื่องจากเราต้องเสียเวลาในการตามทวงถามคืน เสียเวลาไปแจ้งความ เสียค่ารถ รวมไปถึงค่าขาดโอกาสจากงาน เช่น เราขายของมีรายได้วันละ 1,000 บาท ต้องเสียเวลาติดตามกี่วัน ก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ โดยเราสามารถฟ้องเจ้าหน้าที่กับตัวบริษัทต้นสังกัด ในลักษณะลูกจ้างและนายจ้างต้องรับผิดร่วมกัน ตนเห็นว่าควรดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ซื้อขายข้อมูลมีจริง สะพัด 5,000 ล้าน วงการประกัน ธนาคาร ปล่อยเงินกู้รู้ดี..?

หลายคนสงสัยกันว่า…เขาเหล่านั้นเอาเบอร์โทรศัพท์เราท่านมาจากที่ใด นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บอกกับเราถึงการซื้อขายข้อมูลส่วนตัวที่มีวงเงินสะพัดกว่า 5 พันล้านบาทว่า.. การซื้อขายข้อมูลส่วนตัวนั้นทำกันเป็นขบวนการมานานแล้ว โดยเฉพาะชื่อและเบอร์โทรศัพท์ ราคาอยู่ใน 50 ชื่อละ 50 สตางค์ จนถึง ราคา 50 บาท ตามชื่อของบุคคล หากเป็นคนมีเงินหรือบบุคคลที่มีชื่อเสียง ราคาก็จะยิ่งแพง แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ การซื้อขาย Statement บุคคล โดยเฉพาะคนที่มีเงินจำนวนมากในบัญชีธนาคาร จะขายราคาชื่อละ 500 บาทขึ้นไป ที่หนักกว่านั้นคือ ยังมีการรับจ้างในการตกแต่งบัญชีด้วย!


“ปัจจุบันมีการทุจริตภายในธนาคารหลากหลายรูปแบบ ซึ่งปัจจุบัน ชื่อกับเบอร์โทร เขาจะไม่ค่อยเอากันแล้ว จึงมีการนำมาขายกันโลกออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ขบวนการดังกล่าว ส่วนตัวเชื่อว่า ทำคนเดียวทำไม่ได้ จะต้องทำเป็นขบวนการ ธนาคารแห่งเดียวก็ไม่สามารถทำได้ การกระทำดังกล่าว ผมเชื่อว่ามีการจัดตั้งในรูปแบบองค์กร และอาจจะเกี่ยวข้องกับระดับผู้บริหารในหลายๆ ธนาคาร” นายอัจฉริยะ เชื่ออย่างนั้น

คนที่ขายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนในธนาคารนั่นแหละ…ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวพร้อมเน้นย้ำว่า เขาเอาข้อมูลของธนาคารที่มีอยู่แล้ว มาขายกับพนักงานด้วยกันเองต่อ เสร็จแล้วก็นำไปขายให้กับบริษัทประกันภัย ที่ร้ายกว่านั้นคือ ไปขายให้กับบริษัทรับจ้างทวงหนี้…หากบริษัททวงหนี้เหล่านี้รู้ว่าคุณมีเงินเท่าไร เขาก็จะได้ตามทวงหนี้ได้ถูก

“จากข้อมูลที่ได้จากคนที่เคยทำงานด้านนี้มา เชื่อว่ามีข้อมูลส่วนตัวของประชาชนทั้งหมด ที่อยู่ในวงจรการซื้อขายกว่า 30 ล้านบัญชี เม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ วนเวียนซื้อขายระหว่างธนาคาร ประกัน รวมไปถึงกลุ่มแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ หากตกอยู่ในมือมิจฉาชีพ ก็จะเป็นอันตรายต่อบุคคลๆ นั้น…ขอยืนยันว่าการเปิดโปงครั้งนี้มีหลักฐานชัดเจน และพร้อมจะนำหลักฐานไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนเขาจะดำเนินการอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา ทั้งนี้ การซื้อขายข้อมูลดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายมีโทษทั้งจำทั้งปรับ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เชื่อว่าหากร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ในสภา หากมีการประกาศใช้ก็เชื่อว่าจะทำให้แก้ปัญหาเหล่านี้ได้มากขึ้น เนื่องจากมีบทลงโทษที่หนักมากขึ้น” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าว

หากใครเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ สามารถร่วมกันแชร์ประสบการณ์หรือส่งข้อมูลมาให้กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้ เพื่อมิให้คนกระทำผิดลอยนวลต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เชือดขายประกันผ่านมือถือ “ลุงตู่”สั่งออกกฎหมายช่วยลูกค้าสกัดบังคับขาย


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ธุรกิจร้านอาหารซึมข้ามเดือนข้ามปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808471

 

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมปี 2559 การประกอบธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร มีลูกค้าลดลง 20-30% หลังจากเศรษฐกิจไม่ดี ค่าแรงสูง ข้าวของแพง ส่งผลให้มีกำไรลดลงมากหรือบางร้านไม่มีเลย สังเกตได้จากช่วงนี้จะไม่มีการลด แลก แจก แถม แตกต่างจากช่วงปกติ ที่จะมีการแจกคูปองลด 20-25% เพื่อกระตุ้นการบริโภค เพราะร้านอาหารจำเป็นต้องปรับลดค่าใช้จ่ายและประกอบธุรกิจให้มีรายได้เพียงพอ เพื่อพยุงธุรกิจไว้เท่านั้น “ตลอดปี 2559 รายได้โดยรวมของภัตตาคารและร้านอาหาร มีประมาณ 400,000 ล้านบาท เป็นรายได้ที่ทรงตัวและคงที่มาประมาณ 3-5 ปีแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารบางร้านมียอดขายประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน มีจำนวนคนเข้าร้าน 3,400 คน แต่ปีนี้รายได้ยังคงที่ 1 ล้านบาท จำนวนคนเข้าใช้บริการลดลงเหลือเพียง 2,900 ราย ราคาต่อหน่วยอาจสูงขึ้น เพราะราคาของแพงขึ้น ทั้งผัก เครื่องปรุงต่างๆ ค่าแรงก็ยังสูงอยู่ ส่งผลให้กำไรต่อหน่วยน้อยลง ซึ่งร้านเล็กๆ อาจปิดตัวไปบ้าง รานค้าใหญ่ๆบางร้านขาดทุนติดต่อกัน 3-5 เดือน ก็ต้องปิดตัวลง แต่บางรายก็พยุงฐานะ ปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ”

ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะออกมาตรการช็อปช่วยชาติแบบปีที่ผ่านมา ซึ่งให้นำค่าใช้จ่ายจากการช็อป กิน เที่ยว มาลดหย่อนภาษีได้นั้น หากให้ประเมินกลุ่มที่ได้ประโยชน์มีเพียงนามสกุลใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าร้านอาหารใหญ่ๆไม่กี่รายที่ได้ประโยชน์ จึงมองว่าหากรัฐบาลต้องการให้เกิดการช่วยเหลือคนไทย เศรษฐกิจไทย ควรเลือกการช่วยเหลือที่ลงถึงฐานราก เกษตรกร อาจใช้วิธีซื้อของผ่านสหกรณ์ ได้ลดหย่อนภาษี ไม่ใช่ให้ซื้อของผ่านร้านค้าขนาดใหญ่แบบที่ทำกันอยู่ ซึ่งสร้างกำไรให้เศรษฐีบางกลุ่มเท่านั้น.

 

หุ้นเอี่ยวช็อปช่วยชาติเถิดเทิง! ห้าง-ไอที-โรงแรม-เที่ยวดี๊ด๊า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808466

 

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับเงินที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท หรือมาตรการช็อปช่วยชาติที่กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์นี้ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปลายปี ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้า, ห้างค้าปลีก, บริษัทกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าไอที เป็นต้น โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องในหลายๆตัวมีการเก็งกำไรกันไปก่อนแล้ว

ส่วนมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดช่วงเดือน ธ.ค. เป็นเวลา 1 เดือน โดยให้หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท แต่หากรวมกับมาตรการเดิมที่มีอยู่แล้ว จะทำให้มีวงเงินหักลดหย่อนได้ถึง 30,000 บาทนั้น หุ้นที่ได้รับประโยชน์ก็จะเป็นกลุ่มโรงแรมและกลุ่มบริการท่องเที่ยว เป็นต้น.

 

ขนส่งทางบก จับมือ สอศ.ซ่อม-ตรวจสภาพรถรับปีใหม่ 2560 ฟรี 189 จุดทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ธ.ค. 2559 14:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808047

 

กรมการขนส่งทางบก จับมือ สอศ.จัดนักศึกษาให้บริการซ่อมรถ และตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในช่วง 7 วันของการเดินทางเทศกาลปีใหม่ 2560 ทั่วประเทศ รวม 189 จุด เพื่อร่วมลดอุบัติเหตุช่วงปีใหม่…

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2559 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของประชาชน โดยมีเป้าหมายในการลดอุบัติเหตุจากการเดินทางในช่วงเทศกาลสำคัญ และรณรงค์ให้ผู้ขับรถตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทาง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 7 วันของการเดินทางเทศกาลปีใหม่ 2560 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559-4 มกราคม 2560 กรมการขนส่งทางบก ได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ให้กับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อดำเนินการจัดนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยการอาชีพและวิทยาลัยสารพัดช่างในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้บริการซ่อมรถเบื้องต้นบนถนนสายหลักและสายรอง ทั่วประเทศรวม 189 จุด เพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมถึงดูแลรถของประชาชนผู้ที่เดินทางออกต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ให้มีความพร้อมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อว่า สำหรับบริการประกอบด้วย บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง บริการซ่อมรถเบื้องต้น รวมถึงบริการรถยกกรณีรถเสียระหว่างทาง บริการที่พักผ่อนก่อนเดินทางต่อ บริการน้ำดื่ม บริการนวดคลายความเมื่อยล้าระหว่างเดินทาง นอกจากจุดให้บริการที่กรมการขนส่งทางบกได้สนับสนุน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาแล้ว ยังได้จัดเต็นท์อำนวยความสะดวกและบริการประชาชนควบคู่กันด้วย โดยสามารถสังเกตได้จาก เต็นท์อำนวยความสะดวกและตรวจความพร้อมของกรมการขนส่งทางบก ที่มีสัญลักษณ์ “กรมการขนส่งทางบก Everyday for Everyone” ทุกๆ วัน เพื่อทุกคน


นายสนิท กล่าวอีกว่า นอกจากการสนับสนุนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาดังกล่าวแล้ว ก่อนหน้านี้ กรมการขนส่งทางบกยังได้ร่วมกับภาคเอกชนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการตรวจเช็กสภาพความพร้อมของรถฟรี 20 รายการ ณ ศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ อู่ซ่อมกลาง สถานตรวจสภาพรถเอกชนที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถ ‘ฟรี’ ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง” ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559-31 มกราคม 2560 พร้อมทั้งจะมีการตั้งจุดตรวจสอบความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถ บนถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ พนักงานขับรถทุกคนไร้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ (0%) ต้องไม่ใช้ความเร็ว หรือมีชั่วโมงการทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวด้วยว่า ด้านผู้ประกอบการต้องมีมาตรการควบคุมพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่สามารถควบคุมดูแลพนักงานขับรถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น และอาจถูกพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หากประชาชน “พบเห็นรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัย เอาเปรียบผู้โดยสาร แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

 

กรุงไทย โอนเงินผู้มีรายได้น้อยแล้วกว่า 7 แสนราย วงเงินกว่า 1,600 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ธ.ค. 2559 19:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807547

 

กรุงไทยทยอยโอนเงินผู้มีรายได้น้อยแล้วเกือบ 7 แสนราย วงเงินกว่า 1,600 ล้าน แจงผู้ลงทะเบียนที่ยังไม่มีพร้อมเพย์ หรือสมุดบัญชี สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีเงินฝาก ภายใน 27 ธ.ค.นี้…

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. น.ส.อาริศรา ธรมธัช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจภาครัฐ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยได้โอนเงินให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยที่เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ระหว่างวันที่ 9-10 ธ.ค. 2559 ผ่านบริการกรุงไทยพร้อมเพย์ ผู้ที่มีบัญชีธนาคาร และบัตรอีมันนี่แล้วเกือบ 700,000 ราย วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท โดยโอนให้รายละ 1,500 บาท จำนวน 307,000 ราย และโอนให้รายละ 3,000 บาท จำนวน 386,000 ราย จากจำนวนผู้ลงทะเบียนกับธนาคารทั้งสิ้นประมาณ 1 ล้านราย

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐกับธนาคารกรุงไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนกรุงไทยพร้อมเพย์ สามารถลงทะเบียนกรุงไทยพร้อมเพย์หรือเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารได้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการรับเงินสวัสดิการจากรัฐ โดยธนาคารช่วยแบ่งเบาภาระผู้มีรายได้น้อยในการลงทะเบียนกรุงไทยพร้อมเพย์ หรือเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารได้โดยไม่ต้องมีเงินฝากภายในวันที่ 27 ธ.ค. นี้ และธนาคารจะโอนเงินสวัสดิการดังกล่าวให้ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2559.

เตือน!!! รถติดสติกเกอร์สยองขวัญคล้ายผีโผล่ มีความผิด ปรับไม่เกิน 2 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ธ.ค. 2559 19:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807532

 

กรมการขนส่งทางบก เตือน!!! รถติดภาพสติกเกอร์สยองขวัญคล้ายผีโผล่ เสี่ยงอันตรายขับขี่ สร้างความสับสนเสียสมาธิผู้ใช้รถใช้ถนน มีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ ปรับไม่เกิน 2 พัน…

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึง กรณีสังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพสติกเกอร์ติดรถชวนสยองขวัญ โดยนำไปติดที่กระจกหลังหรือกันชน เมื่อกระทบแสงไฟจะเห็นเป็นภาพน่ากลัวคล้ายผีโผล่ขึ้นมาหลอกหลอนตอนขับรถ ว่า อาจก่อให้เกิดความสับสนแก่ผู้ใช้ทางรายอื่นขณะขับรถทำให้เสียสมาธิ สร้างและบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ การตกแต่งในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 12 ฐานเพิ่มเติมสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจของผู้ใช้รถใช้ถนนอื่น มีโทษเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 2,000 บาท

พร้อมย้ำจึงไม่ควรติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งตามแฟชั่นที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ หรือตกใจ ขณะขับรถส่งผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมพวงมาลัยรถทำให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน หรือขั้นร้ายแรงได้ โดยเฉพาะการติดอุปกรณ์ส่วนควบขนาดใหญ่ที่บดบังทัศวิสัยในการขับขี่ หรือการตกแต่งอุปกรณ์ยื่นออกมานอกตัวรถและมีความเสี่ยงที่อุปกรณ์ตกแต่งดังกล่าวจะหลุดหล่นออกจากตัวรถในขณะขับขี่บนท้องถนน อาจสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นและอาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้

นอกจากนั้นยังเตือนผู้ที่นิยมการแก้ไขดัดแปลงตัวรถอื่นที่ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ เช่น การติดตั้งโครงหลังคาหรือโครงเหล็กด้านข้างรถ ฝาปิดด้านท้ายติดตั้งอุปกรณ์ทุ่นแรงยกสิ่งของ (Tail Lift) การเปลี่ยนเครื่องยนต์ หรือการเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง รวมถึงการแก้ไขดัดแปลงตัวถังรถ ระบบรองรับน้ำหนัก เสริมแหนบ ระบบกันสะเทือน ระบบบังคับเลี้ยว หรือระบบขับเคลื่อน เจ้าของรถต้องนำรถเข้ารับการตรวจสภาพพร้อมกับดำเนินการแจ้งแก้ไขลักษณะรถในเอกสารคู่มือจดทะเบียนรถ เพื่อขออนุญาตจากนายทะเบียนก่อนนำรถไปใช้งาน


ทั้งนี้เพื่อการตรวจสอบความปลอดภัย หากพบการแก้ไขดัดแปลงโดยไม่มีหลักฐานการได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก เจ้าของรถจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยกรณีเป็นรถยนต์จะผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 14 ฐานแก้ไขดัดแปลงสภาพรถ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนกรณีเป็นรถตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มีความผิดตามมาตรา 78 ฐานแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพเครื่องอุปกรณ์หรือส่วนควบของรถให้ผิดแผกแตกต่างในสาระสำคัญที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท จึงขอความร่วมมือเจ้าของรถปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยและไม่เกิดปัญหาในการใช้งานบนท้องถนนอีกต่อไป.

 

รบ.สั่งผู้ว่าฯ เพิ่มศักยภาพพื้นที่ ชูจุดขาย สร้างเข้มแข็งศก.ในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ธ.ค. 2559 17:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807486

 

ไก่อู ย้ำรัฐบาลเร่งขับเคลื่อนศก.ในพื้นที่ สั่งผู้ว่าฯ พัฒนาตามแนวทางประชารัฐ เพิ่มศักยภาพหาจุดแข็งสร้างจุดขาย ยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่พึ่งพาส่งออกเพียงอย่างเดียว…

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ หรือ Area based เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำการพัฒนาตามแนวทางประชารัฐ สร้างศักยภาพในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ต้องค้นหาจุดแข็งสร้างจุดขายที่แตกต่าง รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัดและประชาชนในพื้นที่ เช่น โครงสร้างทางดิจิทัล ระบบอินเทอร์เน็ต โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ เตรียมความพร้อมให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

ทั้งนี้ ทุกจังหวัดในประเทศไทยมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ถ้าเราสามารถสร้างความเข้มแข็งจากภายในและยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่พึ่งพาแต่การส่งออกอย่างเดียว ประเทศไทยก็จะรอดพ้นจากความผันผวนของเศรษฐกิจภายนอก.

 

คนกรุงฯ จับจ่ายช่วงปีใหม่ไม่ต่ำกว่า 28,500 ล.-โอทอป ของขวัญมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ธ.ค. 2559 14:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807406

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด คนกรุงฯ จับจ่ายใช้สอยช่วงปีใหม่ไม่ต่ำกว่า 28,500 ล้าน รับปัจจัยหนุนจากมาตรการช็อปช่วยชาติ-แจกเงินคนจน ขณะที่ สินค้าโครงการหลวง-OTOP เป็นของขวัญมาแรง พร้อมระบุ คนกรุงฯ มีการปรับพฤติกรรม ลดกิจกรรมรื่นเริง หันทำความดี มีประโยชน์กับสังคมมากขึ้น …

วันที่ 10 ธ.ค.59 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 คนกรุงเทพฯ จับจ่ายเม็ดเงินใช้สอยไม่ต่ำกว่า 28,500 ล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่เติบโตร้อยละ 8.0 ซึ่งในปีนี้ ภาคธุรกิจยังคงใช้เทศกาลปีใหม่เป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่เข้ามากระตุ้นยอดขาย แต่ลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้นจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของกิจกรรมรื่นเริงเหมือนเดิม อาจปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบรรยากาศในช่วงไว้อาลัย ดังนั้น ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ที่เกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายหรือการทำกิจกรรมของคนกรุงฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ให้ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

สำหรับเม็ดเงินค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ แยกเป็น ค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม 9,200 ล้านบาท รองลงมาคือ ท่องเที่ยว (เฉพาะค่าที่พักและค่าเดินทาง) 8,000 ล้านบาท ซื้อของขวัญ/ของฝาก 4,400 ล้านบาท การให้เงินพ่อแม่/พี่น้องเป็นของขวัญปีใหม่ 4,100 ล้านบาท และทำบุญ/ไหว้พระ 2,800 ล้านบาท

ขณะที่ งบประมาณใช้จ่ายต่อคนเฉลี่ยอยู่ที่ 5,400 บาท โดยการประกาศให้มีวันหยุดราชการในช่วงเทศกาลปีใหม่ยาวติดต่อกันถึง 4 วัน ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่ออกมากระตุ้นการจับจ่ายในช่วงปลายปี อย่างมาตรการช็อปช่วยชาติ และการให้เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยน่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้การจับจ่ายใช้สอยของคนกรุงฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ไม่ซบเซามากนัก

ส่วนสินค้าเกี่ยวกับ รัชกาลที่ 9 และสินค้าที่เน้นช่วยเหลือสังคมจะกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากคนกรุงฯ เพื่อมอบให้เป็นของขวัญสำหรับปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือที่ระลึกที่จัดทำพิเศษเพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ ธนบัตรหรือเหรียญที่ระลึก เป็นต้น รวมไปถึงข้าวชาวนาที่คนกรุงฯ หันมาเลือกเป็นของขวัญ/ของฝาก โดยถือเป็นการช่วยเหลือชาวนาจากปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุว่า ปัจจัยในการเลือกซื้อของขวัญของฝากในปีนี้ นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยและคุณภาพของสินค้าแล้ว ยังคำนึงถึงคุณค่าหรือความหมายทางจิตใจเข้ามาร่วมด้วย ทั้งนี้ห้างสรรพสินค้ายังคงเป็นแหล่งจับจ่ายซื้อของขวัญที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากคนกรุงฯ เนื่องจากมีสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายประเภท

ขณะที่ มูลค่าตลาดกระเช้าปีใหม่ปี 2560 จะมีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินค้าที่ยังคงตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะลูกค้าองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ มองว่า การให้ของขวัญในนามขององค์กรค่อนข้างมีอิทธิพลอย่างมากต่อการสานต่อและเชื่อมความสัมพันธ์ให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์องค์กรด้วย แต่การเลือกซื้อกระเช้าของขวัญในปีนี้น่าจะได้เห็นภาพการปรับเปลี่ยนมากกว่าทุกๆ ปี เพราะนอกเหนือจากสินค้าเดิมที่ได้รับความนิยมทุกปี คือ สินค้ากลุ่มสุขภาพ (รังนก ซุปไก่สกัด น้ำผักผลไม้) แล้ว ยังมีสินค้าที่มาแรงและคาดว่า จะถูกเลือกนำมาจัดเป็นกระเช้าในปีนี้ ได้แก่ สินค้าโครงการหลวง สินค้า OTOP สินค้าออร์แกนิก/ปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายให้กับผู้บริโภคได้ตัดสินใจเลือกซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการกระเช้าปีใหม่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาด เช่น การติดต่อซัพพลายเออร์ (สำนักพิมพ์ ผู้ผลิตข้าวชุมชน/ข้าวชาวนา ผู้ผลิตสินค้าโครงการหลวง สินค้าออร์แกนิก หรือสินค้า OTOP) เพื่อบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ คนกรุงฯ มีการปรับพฤติกรรมรับเทศกาลปีใหม่ 2560 โดยเฉพาะปรับลดการทำกิจกรรมรื่นเริงสังสรรค์ อาทิ การออกไปปาร์ตี้ หรือเลี้ยงฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่ และปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมความดีและมีประโยชน์กับสังคมมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับภาคเอกชนที่หันมาปรับกิจกรรมรื่นเริง หรือเคาต์ดาวน์ (การจุดพลุฉลอง การแสดงดนตรีแสงสีเสียง) ไปสู่รูปแบบของการทำบุญตักบาตร ร่วมสวดมนต์ข้ามปีหรือกิจกรรมที่แสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9.

 

ม.กรุงเทพ ประดับปีก นศ.หลักสูตรการบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 ธ.ค. 2559 13:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807321

 

คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดพิธีประดับปีกและปัจฉิมนิเทศแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการจัดการธุรกิจสายการบิน ที่จบหลักสูตร รุ่นที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 


อาจารย์แสงเดือน รตินธร รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า สาขาวิชาการจัดการธุรกิจสายการบิน มุ่งเน้นให้นักศึกษามีความรู้และความเชี่ยวชาญสนองตอบต่อความต้องการของธุรกิจสายการบินและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยได้นำวิทยาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษามีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานได้จริงภายหลังที่จบหลักสูตร เช่น การบริการผู้โดยสาร การจัดการการตลาด การขนส่งสินค้า การจัดการท่าอากาศยาน เทคโนโลยีและทักษะภาษาต่างประเทศเพื่อเตรียมความพร้อม AEC และที่สำคัญภาควิชาฯ จัดให้มีห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และห้องปฏิบัติการจำลองเครื่องบิน เพื่อฝึกทักษะการปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ ของการบริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน การบริการผู้โดยสารภาคพื้น การสำรองที่นั่ง การคิดราคา เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักศึกษาได้นำความรู้จากการเรียนไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริงระหว่างการฝึกงาน และเตรียมพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมืออาชีพต่อไปในอนาคต โดยได้มีพิธีประดับปีกและปัจฉิมนิเทศแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการจัดการธุรกิจสายการบิน ที่จบหลักสูตร รุ่นที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 “Winging Ceremony” จำนวน 340 คน ในงานมีวิทยากรพิเศษเล่าประสบการณ์การทำงานจากพี่สู่น้อง และคณาจารย์ภาควิชาการจัดการธุรกิจสายการบินประดับปีกให้แก่นักศึกษา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักศึกษา ณ ห้องปฏิบัติการภาคพื้นดิน อาคาร Tourism Tower มหาวิทยาลัยกรุงเทพ



ออมสิน โอนเงินเข้าบัญชีผู้มีรายได้น้อยแล้ว คาด แล้วเสร็จภายใน 3 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ธ.ค. 2559 12:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807322

 

ธนาคารออมสิน โอนเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จำนวน 1,500 บาท และ 3,000 บาท คาด แล้วเสร็จภายใน 3 วัน …

วันที่ 10 ธ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานใหญ่ ธนาคารออมสิน บรรยากาศการรับเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนเดินทางมาเบิกเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งธนาคารได้เริ่มโอนเงินให้กับประชาชนที่เข้ามาลงทะเบียนรับสวัสดิการของรัฐ รายละ 1,500 บาท และ 3,000 บาท ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ทางธนาคารจะมีการตรวจสอบรายชื่อของประชาชนที่กระทรวงการคลังส่งมาให้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่า “จ่ายเงินถูกคน” โดยคาดว่า จะสามารถจ่ายเงินให้กับผู้ที่มีบัญชีกับธนาคารกว่า 800,000 ราย ได้หมดภายใน 2–3 วัน

นอกจากนี้ ยังพบว่า มีผู้มาลงทะเบียนและเสียชีวิตไปแล้วอีก 9,600 คน และเป็นบุคคลต่างด้าวอีก 400-500 คน โดยคุณสมบัติการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกำหนดไว้ว่า ต้องเป็นคนสัญชาติไทยอายุ 18 ปี ขึ้นไป ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ธ.ก.ส. พร้อมโอนเงินให้ผู้มีรายได้น้อย 3 ล้านราย ภายในวันที่ 12 ธ.ค.นี้

– กรุงไทยพร้อมโอนเงินแจกคนจน 3 แสนราย ผ่านพร้อมเพย์วันนี้!