ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809641

 

ราคาทองวันที่ 13 ธ.ค. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,550 ขายออกบาทละ 19,650 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,192.56 ขายออกบาทละ 20,150 บาท …

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,550.00 บาท ขายออกบาทละ 19,650.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,192.56 บาท ขายออกบาทละ 20,150.00 บาท

 

“เศรษฐกิจดิจิทัล” อนาคตไทย “ปานปรีย์” แนะรัฐบาลดันเป็นวาระเร่งด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809426

 

“ปานปรีย์” อดีตผู้แทนการค้าไทย ฟันธงปี 2560 นานาประเทศปรับทิศสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” แนะรัฐบาลหยิบยกเป็นวาระเร่งด่วน กำหนดทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อน หากทำกันจริงจัง จะถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบให้ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ต้องส่งเสริมให้คนในพื้นที่ห่างไกลใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็น ค่าบริการต้องถูกลง หรือใช้ฟรี

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย (TTR) เปิดเผยว่า ในปี 2560 สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงมีหลายปัจจัยเสี่ยง และต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในหลายเรื่อง จึงเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยหลายๆประเทศดำเนินนโยบายสู่เส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่ง World Economic Forum (WEF) ได้จัดอันดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละประเทศ 10 อันดับแรกของโลกในปี 2557 แต่สำหรับในเอเชีย สิงคโปร์ มาเป็นอันดับที่ 1 และญี่ปุ่น อันดับที่ 10 ส่วนมาเลเซียและไทย อยู่ในอันดับที่ 31 และ 62 โดยลำดับ สำหรับไทย แม้จะยังห่างจากประเทศอื่นอยู่มาก แต่ถ้ารัฐบาล และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่นานไทยอาจขยับขึ้นมาในลำดับต้นๆได้

สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทย แม้จะประเมินถึงการขยายตัวว่าจะเป็นไปตามเป้า แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ ซึ่งการดำเนินนโยบายและบริหารเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ที่เน้นการส่งออก การลงทุน หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาครัฐ แม้ยังคงต้องทำต่อไป แต่ภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ จะไม่ช่วยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่รายได้สูงในระยะเวลาสั้นกว่าที่คาดการณ์กันไว้ว่า จะใช้เวลามากถึง 20 ปี

“ผมมองภายใต้อุปสรรคและข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ หากนำนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลขึ้นมาพิจารณา เลือกเฉพาะที่โดดเด่นทางเศรษฐกิจ และสามารถทำได้ทันที และเป็นอนาคตของประเทศ ก็เห็นจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์ 4.0 เท่านั้น ที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมกับจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ขึ้นมารองรับ”

นายปานปรีย์กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับแนวทางปฏิบัติใน 3 เรื่อง โดยลำดับดังนี้ 1.ควรโฟกัสไปที่การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมก่อน เพราะนอกจากจะสร้างโอกาสและความเป็นธรรมในสังคมแล้ว ยังช่วยขยายฐานทางเศรษฐกิจให้กว้างขึ้น เพิ่มรายได้ประชาชนไปในตัว แต่ที่ต้องระมัดระวังคือ ป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลขึ้นมาอีก มิฉะนั้นแล้วนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลอาจไม่เป็นคุณ แต่อาจกลับเป็นโทษ

2.ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ และรับรู้ความสำคัญของอินเตอร์เน็ตก่อน เพราะจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องจำนวนผู้ไม่ใช้อินเตอร์เน็ตในปี 2557 ทั่วประเทศ มี 40.6 ล้านคน ปรากฏว่า 67.3% หรือ 27.3 ล้านคน ระบุว่า ใช้ไม่เป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก โดยเฉพาะหากภาครัฐมีการอนุมัติเงินลงทุนสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปตามหมู่บ้านหรือทั่วทุกภาค แต่ประชาชนผู้รับบริการกลับใช้ไม่เป็น ซึ่งจะทำให้การลงทุนไม่เกิดประโยชน์และสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน

“เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ต้องพิจารณาด้วยว่า จะส่งเสริมให้มีเครื่องมือ เครื่องใช้ในราคาถูกได้อย่างไร และควรมีค่าบริการอินเตอร์เน็ตหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันในเมืองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 600 บาทต่อเดือน ซึ่งผู้มีรายได้สูงและปานกลางสามารถจ่ายได้ แต่ผู้มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้คงจ่ายไม่ไหว ดังนั้น ภาครัฐควรจัดบริการอินเตอร์เน็ตให้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แต่ควรเป็นระบบแบบไร้สาย เพราะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าแบบเคเบิลใยแก้วนำแสง ที่มีความเร็วและค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ขณะที่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตควรสำรวจว่า ในแต่ละพื้นที่มีภาครัฐหรือเอกชนที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตแบบไร้สายหรือแบบสายเคเบิลอยู่แล้วหรือไม่ เพราะจะช่วยลดงบประมาณการลงทุนไปได้มาก โดยไม่สร้างเครือข่ายที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างรัฐและเอกชนอีก

3.ควรเพิ่มบริการในส่วนของแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้มากขึ้น ทั้งจากภาครัฐที่เป็นบริการแบบไม่มีค่าใช้จ่ายและจากภาคเอกชน เพื่อให้อินเตอร์เน็ตถูกนำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง อย่างเช่น ในภาคการเกษตร แอพพลิเคชั่นจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้ ใช้ดูราคาสินค้าเกษตรทั่วไป ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพดิน และประเภทของปุ๋ยในพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลสมควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วนพิเศษ โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม กระทรวง DE จะเป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่มีบทบาท และภารกิจสำคัญที่สุดในปี 2560 เพราะนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าทำกันจริงจัง จะถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบาย เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยมีเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเหมือนต่างประเทศ หรือมีระบบราชการ บริษัท ห้างร้าน หรือระบบการเรียนการสอนที่ไฮเทคขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนและองค์กรต่างๆจะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด รวมทั้งความสามารถของผู้กำกับและบริหารนโยบายที่สามารถแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดลง การขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือ บรรลุเป้าหมายการหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในระยะเวลาที่สั้นลงมาก.

 

“บิ๊กตู่” ฟิตสั่งทำแผนปั๊มแรงงานสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809417

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2559 ให้กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำแผนแม่บทพัฒนาแรงงานไทยระยะ 5 ปี (2560-2564) โดยศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ การลงทุนและแรงงานในปัจจุบัน ความต้องการแรงงานทุกภาคส่วนต่างๆทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยให้มุ่งเน้นการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยให้มีศักยภาพ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต รวมทั้งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรม 4.0 และการก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ซึ่งแนวโน้มการเปลี่ยนเทคโนโลยีจะทำให้คนทำงานคนเดิมทำงานไม่ได้ และปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งทุกประเทศต้องหาทางรองรับ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้แนวทางว่าแผนแม่บทดังกล่าวต้องครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว แรงงานภาคประมง การพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน การกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงาน และให้นำแผนแม่บทดังกล่าวเสนอต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับกระทรวงแรงงานพิจารณาก่อนเสนอ ครม.ให้เร็วที่สุด.

 

“สมคิด” ชูไทยแลนด์ดิจิทัลบิ๊กแบง ดึงเอกชนทั่วโลกหอบเงินลงทุน รุกขับเคลื่อนเทคโนโลยีเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809416

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่ประเทศไทยได้วางรากฐานและสร้างการตื่นตัวในเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเตอร์เน็ตปี 2559 แล้ว ในปี 2560 จะเป็นปีแห่งการระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบง โดยในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2560 จะจัดงานไทยแลนด์ดิจิทัลบิ๊กแบง จะเชิญผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งของไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ซึ่งจะมีบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป จำกัด และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด เข้ามาร่วมพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี งานวิจัย และพัฒนาบุคลากร เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นกำลังสำคัญสำหรับบิ๊กแบงในปีหน้า แต่ก็ไม่ได้มีแค่ 2 บริษัทนี้แค่นั้น เพราะรัฐจะเปิดกว้างสำหรับบริษัทที่เชี่ยวชาญรายใหญ่ของโลกเข้ามาร่วมพัฒนาด้วย

“ปีนี้ได้จัดงานสตาร์ตอัพไทยแลนด์และงานดิจิทัลไทยแลนด์ เพื่อสร้างการตื่นตัวให้คนไทยรู้จักคำว่าดิจิทัลไปแล้ว จึงได้มอบให้นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ และนายอุตตม สาวนายน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมจัดงานไทยแลนด์ดิจิทัลบิ๊กแบงขึ้น โดยงานนี้จะเชิญผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมงาน เพื่อให้เห็นความพร้อมของประเทศ”

นายสมคิดกล่าวต่อว่า จากการเดินทางไปโรดโชว์การลงทุนที่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 7-11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้บริหารบริษัท อาลีบาบา และหัวเว่ย ซึ่งอาลีบาบาจะมาช่วยด้านอี-คอมเมิร์ซ โดยเฉพาะการค้าขายสินค้าเกษตรในระดับชุมชนเชื่อมไปสู่โลกได้ ขณะที่หัวเว่ย จะสนับสนุนโครงการด้านดิจิทัลของประเทศ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะสนับสนุนให้ปีหน้าเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนเทคโนโลยี เช่นเดียวกับรัฐเองจะมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ต และลงทุนระบบเคเบิ้ลใต้น้ำ และจะมีการสร้างเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) ที่ จ.เชียงใหม่และภูเก็ตด้วย

ด้านนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอกำหนดจัดงานโอกาสในการลงทุนของประเทศไทย วันที่ 15 ก.พ.2560 ที่อิมแพค เมืองทองธานี เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในไทย และจะเปิดตัวนโยบายการลงทุนใหม่ของไทยให้ทั่วโลกได้รับทราบด้วย.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม เทคโนฯ ฉุดแนสแด็กร่วง แต่น้ำมันหนุนดาวโจนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ธ.ค. 2559 06:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809486

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันจันทร์ โดยแนสแด็กกับเอสแอนด์พีร่วงจากแรงฉุดกลุ่มเทคโนโลยีและ บ.อาวุธ แต่ดาวโจนส์บวกจากแรงหนุนกลุ่มพลังงาน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 ธ.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 39.58 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 19796.43 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.57 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 2256.96 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 31.96 จุด หรือ 0.59% ปิดที่ 5412.54 จุด

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้หุ้นของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น หนุนดาวโจนส์ให้ทำลายสถิติเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน แต่การลดลงของหุ้นบริษัทผู้ผลิตอาวุธลดลง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ออกมาโจมตีราคาของเครื่องบินขับไล่ระบบสเตลธ์สมรรถนะสูงอย่าง เอฟ-35

ส่วนหุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยียังคงร่วงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนก่อน.

 

คลังเซ็ง! เอกชนเมิน “พิโก ไฟแนนซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809397

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า การแก้ไขหนี้นอกระบบ ด้วยการเสนอให้ผู้ที่ทำธุรกิจเงินกู้นอกระบบ ทำธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด หรือสินเชื่อพิโก ไฟแนนซ์ โดยสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ ได้ไม่เกิน 36% ต่อปีนั้น ตั้งแต่วันที่ 1-9 ธ.ค.59 มีผู้สนใจยื่นสมัครเพียง 3 รายเท่านั้น เพราะผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบเกรงว่า ขั้นตอนการขออนุญาตยุ่งยาก การทำธุรกิจนอกระบบไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน และไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐบาล อัตราดอกเบี้ยนอกระบบที่จัดเก็บ 20-30% ต่อเดือน หรือ 40-50% ต่อปี ยังจูงใจให้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงได้ลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดสัมมนาเรื่องการจัดตั้งธุรกิจพิโก ไฟแนนซ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบสมัครทำสินเชื่อพิโก ไฟแนนซ์ ให้มากขึ้น

สำหรับพิโก ไฟแนนซ์ กระทรวงคาดว่าจะมีผู้สนใจทำธุรกิจจำนวนมาก เพราะเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยได้สูงสุดถึง 36% ต่อปี โดยไม่ผิดกฎหมาย ทุนจดทะเบียนต่ำเพียง 5 ล้านบาท ที่สำคัญมีวัตถุประสงค์ที่ผ่อนปรน โดยสามารถปล่อยกู้ในกรณีฉุกเฉินได้ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเทอมบุตร เป็นต้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขดีกว่าสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ที่เปิดให้เอกชนดำเนินการเมื่อปี 58 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ปล่อยกู้เพื่อการลงทุนและขยายกิจการ อัตราดอกเบี้ยเก็บสูงสุดไม่เกิน 36% ซึ่งล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อนุมัติเอกชนดำเนินธุรกิจนาโน ไฟแนนซ์ ไม่ถึง 30 ราย วงเงินสินเชื่อ 100-200 ล้านบาทเท่านั้น

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงกำลังรอการบังคับใช้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2559 ซึ่งผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวจะเพิ่มโทษสำหรับเจ้าหนี้นอกระบบที่เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด จากเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี เพิ่มเป็นปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ “ขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการจัดตั้งพิโก ไฟแนนซ์ แม้จะมีผู้ยื่นสมัครไม่กี่ราย แต่หากบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดแล้ว เชื่อว่าผู้ประกอบการเงินกู้นอกระบบจะเข้าสู่ระบบพิโก ไฟแนนซ์มากขึ้น เพราะมีกฎหมายรองรับชัดเจน และช่วยให้ผู้กู้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงเกินจริงด้วย”.

 

“อรรชกา” ร่ายมนต์กล่อมเศรษฐีเมืองจีน เทียบเชิญแจงสิทธิประโยชน์บีโอไออื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809391

 

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9-11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมเดินทางไปประสานความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม ณ นิคมไฮเทคจงกวนชุน กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และได้ประชุมกลุ่มย่อยกับนักธุรกิจจีนที่สนใจขยายการลงทุนในประเทศไทย จำนวน 7 ราย โดยทั้งหมดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมไบโอเคมิคอล อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัจฉริยะ อุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นต้น โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ใช้โอกาสนี้เชิญชวนนักธุรกิจจีนให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จ.ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมถึงลงทุนใน จ.เชียงใหม่ และภูเก็ตด้วย

“นโยบายรัฐบาลจีนส่งเสริมให้เอสเอ็มอีจีนขยายการลงทุนออกไปต่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นจุดหมายอันดับต้นๆ และหลายๆปีที่ผ่านมาการลงทุนจีนเข้ามาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมีมูลค่าการลงทุนอยู่ในอันดับ 4-5 ของนักลงทุนทั้งหมด และปีนี้คาดว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ซึ่งในสิ้นปีนี้สิทธิประโยชน์พิเศษสูงสุดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะสิ้นสุดลง จึงได้ขอให้ผู้ประกอบการจีนรีบตัดสินใจเข้ามาลงทุน และถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่ได้แนะนำให้ลงทุนในอีอีซีที่จะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าปกติ และมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆที่พร้อมกว่าการลงทุนในพื้นที่อื่น โดย 9 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) มีการลงทุนจากจีน 69 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 24,288 ล้านบาท”.

 

“บี.กริม” ระดมทุนลุยโรงไฟฟ้า ขึ้นชั้นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก!รายใหญ่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809386

 

“บี.กริม เพาเวอร์” เตรียมระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์นำเงินลุยสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ผงาดขึ้นผู้นำผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมสยายปีกโรงไฟฟ้าในภูมิภาคหลังสร้างที่มั่นในเวียดนามสำเร็จ ก่อนมุ่งสู่เป้าหมายผู้ผลิตพลังงานชั้นนำของโลก

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนของประเทศไทยมากว่า 20 ปี เปิดเผยว่า มีแผนจะนำบริษัทระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำเงินที่ได้มาขยายการลงทุนหรือใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง รวมทั้งใช้หนี้สถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนยื่นขออนุญาตระดมทุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ปัจจุบัน บริษัทมีกิจการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจำนวน 13 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก 15 แห่ง มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 1,626.2 เมกะวัตต์ โดยจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจำนวน 960 เมกะวัตต์ ให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ภายใต้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และการไฟฟ้าแห่งประเทศเวียดนาม (The Electricity of Vietnam: EVN) สำหรับกระแสไฟฟ้าส่วนที่เหลือจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมกว่า 300 ราย ครอบคลุมนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ทั้งในไทยและเวียดนาม

ขณะที่บริษัทมีแผนว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตให้เป็น 2,300 เมกะวัตต์ภายในปี พ.ศ.2564 หากสามารถก่อสร้างและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าตามแผนได้สำเร็จ ซึ่งจะส่งผลให้ บี.กริม กลายเป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่มีกำลังการผลิตสูงสุดในประเทศไทย และยังมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตภายใต้สัญญารับซื้อไฟฟ้าที่ 5,000 เมกะวัตต์ทั่วภูมิภาคนี้!!

นางปรียนาถกล่าวว่า ปัจจุบัน บี.กริม ผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงดีเซล พลังงานแสงอาทิตย์และมีแผนที่จะขยายไปสู่การใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ทั้งการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม และพลังงานน้ำอีกด้วย

“บี.กริม เพาเวอร์ เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเมื่อนับตามกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง (Installed Capacity) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องการความมั่นคงของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการผลิตสูง เช่น อุตสาห-กรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น”

นางปรียนาถกล่าวต่อว่า หากโฟกัสธุรกิจในประเทศไทย ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีสัญญาขายไฟฟ้าและไอน้ำในประเทศไทยหลักๆดังนี้ สัญญาขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP, สัญญาขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมผ่านโครงข่ายไฟฟ้าและไอน้ำของบริษัทที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 100 ราย ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศคือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร, นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้, สวนอุตสาหกรรมบางกะดี, นิคมอุตสาหกรรมเหมราช และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจาก VSPP จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยบี.กริม เพาเวอร์เริ่มลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ปี 2558 และมีแผนจะขยายกำลังการผลิตสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มขึ้นเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล

“ด้วยประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำให้บริษัทเป็นผู้ผลิตพลังงานของประเทศไทยที่ครอบคลุมทั้งด้านการออกแบบและก่อสร้างพัฒนาโครงการ การจัดการด้านการเงิน และการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างใหม่ รวมทั้งการจัดหาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การบริหารจัดการการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้าและท่อไอน้ำ”

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศนั้น บี.กริม เพาเวอร์เริ่มลงทุนในเวียดนามตั้งแต่ปี 42 โดยขาย ไฟฟ้าที่รับซื้อจากบริษัทย่อยของ EVN ให้แก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (เบียนหัว) จำนวน 200ราย

นอกจากนี้ ยังขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาวตั้งแต่ปี 58 โดยกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างหรือพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 8 โครงการ และยังมีแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้ศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าในอินโดนีเซีย เมียนมา มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจและมีผลตอบแทนที่เหมาะสม ส่วนการออกไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสง อาทิตย์ในญี่ปุ่นที่บริษัทไทยแห่กันไปร่วมทุนกับกลุ่มทุนญี่ปุ่นนั้นบริษัทไม่สนใจ เพราะเคยออกไปศึกษาแล้วพบว่าลงทุนสูงและผลตอบแทนจากการ ลงทุนหรือราคารับซื้อไฟฟ้าของทางการญี่ปุ่นในโครง การหลังๆมานี้ไม่ได้มีราคาที่ดีเหมือนในช่วงแรกๆ

“เรามุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทผู้ผลิตพลังงานชั้นนำของโลก เพื่อตอบสนองความต้องการของคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมโดยรวม โดยยึดหลักการทำงานคือ ผลิตและขายไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูงโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง การเพิ่มความมั่นคงในการจัดส่งไฟฟ้าจากการที่ บี.กริมมีหน่วยผลิตไฟฟ้าหลายหน่วยในนิคมอุตสาหกรรมเดียวกัน และการลดการสูญเสียกระแสไฟฟ้าในระบบสายส่งจากการที่ที่ตั้งของโรงไฟฟ้าอยู่ใกล้ผู้ใช้ไฟ และการให้บริการที่ดี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ บี.กริม เพาเวอร์ สู่ความสำเร็จของธุรกิจที่พิสูจน์มากว่า 20 ปี”

นอกจากลูกค้าแล้ว บี.กริมยังให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งผู้ถือหุ้น บุคลากรของบริษัท ชุมชน และสังคม ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม นางปรียนาถกล่าวทิ้งท้าย.

 

ใช้โมเดล “อโกด้า” หนุนธุรกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809371

 

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมมีแผนจะใช้โมเดลการทำธุรกิจของ Agoda.com ที่รวบรวมโรงแรมทั่วโลกมาเปิดให้ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศจองผ่านเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น โดยจะผลักดันให้ธุรกิจรายใหม่ (สตาร์ตอัพ) นำโมเดลนี้ไปใช้ทำธุรกิจ เพราะสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วมากกว่าที่จะทำตามลำพัง ซึ่งในเร็วๆนี้ กรมจะเชื่อมโยงสตาร์ตอัพกับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) หรือเชื่อมโยงเครือข่ายเอสเอ็มอีกับเอสเอ็มอี เพื่อสร้างเครือข่ายการทำธุรกิจระหว่างกัน

ทั้งนี้ การทำธุรกิจในปัจจุบันสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีรายใหม่ อาจเติบโตได้ยาก หรือเติบโตได้ช้า เพราะไม่มีเครือข่ายทำธุรกิจ ถือเป็นจุดอ่อนอีกจุดหนึ่ง แต่กรมจะช่วยเหลือโดยการเชื่อมโยง และจัดให้มีการเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ (แมชชิ่ง) ระหว่างธุรกิจแบบเดียวกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการทำธุรกิจ “ปัจจุบันปัญหาของเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ ยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร เช่น สตาร์ตอัพรายหนึ่งมีแอพพลิเคชั่นให้คนที่ต้องการขนส่งสินค้าเข้ามาจองรถขนส่งทางแอพพลิเคชั่น แต่ปัญหาคือ สตาร์ตอัพรายนี้ขาดแคลนรถขนส่งสินค้า ซึ่งกรมได้เชื่อมโยงให้สตาร์ตอัพได้พบปะกับผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์ที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรม ทำให้สตาร์ตอัพรายนี้มีเครือข่ายขนส่งสินค้าทั่วประเทศ และเติบโตได้เร็ว”

สำหรับแนวทางการเชื่อมโยง กรมจะนำสตาร์ตอัพที่ได้รับการฝึกอบรม หรือพัฒนาขึ้นโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เท่าที่ตรวจสอบมีประมาณ 300 ราย มาจับคู่เจรจาธุรกิจกับเอสเอ็มอี โดยแบ่งเป็นรายธุรกิจ เพื่อให้ร่วมมือทำธุรกิจได้ตรงความต้องการของกันและกันมากที่สุด

นอกจากนี้จะเชื่อมโยงนักธุรกิจที่ได้รับการฝึกอบรมจากโครงการต่างๆ เช่น โครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (YEN D) ของกรมการค้าต่างประเทศ ให้เข้ามาร่วมมือสร้างเครือข่ายด้วย ซึ่งมีทั้งการสร้างเครือข่ายการทำธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ โดยเน้น CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) พร้อมกันนั้น จะผลักดันให้สตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ โดยนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในกิจการมาเป็นหลักประกันกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อขยายกิจการด้วย.

 

ยกทัพถล่มร้าน “เอาต์เล็ต” ธุรกิจทัวร์ “เอาต์บาวด์” ปรับตัวหนีพิษเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809366

 

นายชาตรี ตั้งเธียรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ แพลนเน็ต อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยสถานการณ์การท่องเที่ยวของกลุ่มคนไทยเที่ยวต่างประเทศ (เอาต์บาวด์) ว่า ยอดการขายแพ็กเกจท่องเที่ยวต่างประเทศลดลงไป 40% เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวทำให้คนไทยประหยัดการใช้จ่าย และภาครัฐได้ออก มาตรการทางภาษีการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศทำให้แม้เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของการท่องเที่ยวต่างประเทศ คนไทยก็หันมาท่องเที่ยวในประเทศแทน

ทั้งนี้ บริษัทได้หันมาเน้นการขายแพ็กเกจท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) เพิ่มมากขึ้น เช่น ทัวร์กีฬา ทัวร์ชมคอนเสิร์ต หรือมิวสิคัลทัวริสซึม โดยปีหน้าจะเน้นขายแพ็กเกจทัวร์ชมคอนเสิร์ตเป็นหลัก เพราะปี 2560 ไม่ได้มีกิจกรรมการแข่งขันกีฬาระดับโลกเกิดขึ้น โดยกลุ่มทัวร์ชมคอนเสิร์ตจะเน้นการจัดการขายในแถบยุโรป อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส รวมถึงในฝั่งเอเชียคือ ญี่ปุ่น ขณะที่ในด้านของทัวร์ชมกีฬาก็ยังเดินหน้าขายแพ็กเกจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังถือเป็นกลุ่มท่องเที่ยวตลาดเฉพาะที่เติบโตได้ดี โดยช่วงปีใหม่ยังมีกลุ่มครอบครัวจองแพ็กเกจเดินทางไปท่องเที่ยวพร้อมชมฟุตบอลคู่บิ๊กแมตช์ระหว่างลิเวอร์พูล-แมนฯซิตี้ โดยในปัจจุบันสัดส่วนลูกค้ากลุ่มท่องเที่ยวเฉพาะยังเป็นกลุ่มทัวร์กีฬา 60% และทัวร์ชมคอนเสิร์ต 40%

“การขายแพ็กเกจทัวร์ในรูปแบบปกติก็ได้หันมาเน้นขายแพ็กเกจทัวร์ในฝั่งเอเชียที่มีราคาต่ำลงอีก 10% พร้อมกับออกแบบโปรแกรมทัวร์ให้มีวันว่างในการเดินทางท่องเที่ยว ช็อปปิ้ง และรับประทานอาหารด้วยตนเอง โดยแพ็กเกจทัวร์ฝั่งเอเชียที่เป็นแพ็กเกจยอดฮิต คือ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน แต่พบว่าแพ็กเกจไปเกาหลีใต้เริ่มมีการจองลดลง และต้องยอมรับว่าปีนี้ไปจนถึงปีหน้า เป็นช่วงที่ประชาชนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเพราะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศยังผันผวน ดังนั้นแม้ว่าคนไทยบางกลุ่มที่มีกำลังซื้อยังสามารถท่องเที่ยวได้ แต่ก็ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เห็นได้จากการซื้อของแบรนด์เนมในช็อปในโซนประเทศยุโรปน้อยลงไปช็อปปิ้งที่เอาต์เล็ตแทน”.