ค่าจ้างขยับแค่จิ๊บๆ สวนทางคนเบี้ยวหนี้รูดปื๊ด เกิน 3 เดือน พุ่ง 16.9%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 18:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800321

 

สภาพัฒน์ เผยไตรมาส 3 คนว่างงานทรงตัว 3.6 แสนคน เงินเดือนเอกชนขยับแค่ 0.2% พบเบี้ยวหนี้บัตรเครดิตเกิน 3 เดือน พุ่ง 16.9% ส่วนผู้มีรายได้น้อยรับสวัสดิการรัฐ ส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกระบบวงเงิน 1 แสน อึ้ง! พันกว่าคน หนี้เกินตัว 3 ล้าน…

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยในไตรมาส 3/59 การว่างงานยังคงทรงตัว โดยมีผู้ว่างงาน 362,513 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.94% เทียบกับ 0.92% ในไตรมาส 3/58 โดยทั้งผู้ที่เคยและที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% และ 3.4% ตามลำดับ สอดคล้องกับจำนวนผู้ที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานที่เพิ่มขึ้น 21.2% ส่วนจำนวนผู้ว่างงานแฝงลดลงถึง 20.3% จากจำนวนผู้รอฤดูกาลลดลงมาก 28.4% และผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์ และต้องการทำงานเพิ่มลดลง 6% โดยผู้ที่ทำงานต่ำระดับก็ลดลงเช่นกันโดยลดลงถึง 13.4%

ส่วนด้านรายได้พบว่า ค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นของภาคเอกชน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 0.4% เมื่อหักเงินเฟ้อ 0.3% ทำให้ค่าจ้างเงินเดือนแท้จริงที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.2%

ในส่วนหนี้สินครัวเรือน พบว่ามีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวชะลอลงเหลือ 5.2% ส่วนความสามารถในการชำระหนี้มีแนวโน้มลดลง จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ต่อสินเชื่อรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2.60% ในไตรมาส 2/59 เป็น 2.73% ในไตรมาสนี้ รวมทั้งลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 1 เดือน แต่ไม่ถึง 3 เดือน เพิ่มขึ้นจาก 3.20% ในไตรมาส 2/59 มาอยู่ที่ 3.26% ในไตรมาสนี้

ขณะที่การผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับมีมูลค่า 11,538 ล้านบาท ลดลง 31.1% และคิดเป็นสัดส่วน 3.5% ของยอดสินเชื่อคงค้าง สำหรับการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตมีมูลค่า 11,859 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% และคิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากช่วงก่อนหน้ามีธนาคารบางแห่งไม่จัดชั้นให้ลูกหนี้ด้อยคุณภาพเป็นเอ็นพีแอล แต่หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการอย่างเข้มงวดทำให้เอ็นพีแอลในกลุ่มดังกล่าวสูงขึ้น

เมื่อพิจารณาการก่อหนี้ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยอาศัยข้อมูลเบื้องต้นของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค. 2559 พบว่า มีผู้ที่รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และมีอายุเกิน 18 ปี มาลงทะเบียนทั้งสิ้น 8,321,775 คน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ผู้รับจ้างทั่วไป และผู้ว่างงาน

ทั้งนี้ ผู้ที่มาลงทะเบียนทุกคนล้วนเป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบส่วนใหญ่เป็นหนี้ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท แต่หากเป็น การกู้ในวงเงินตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป จะมีสัดส่วนของการกู้นอกระบบสูงกว่าในระบบมาก สะท้อนถึงการไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินปกติได้เนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอนหรือไม่มีเอกสารรายได้ประกอบการขอสินเชื่อ มีผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบวงเงินเกิน 100,000 บาท จำนวน 903,619 คน หรือคิดเป็น 10.9% ของผู้ที่มาลงทะเบียนทั้งหมด

นอกจากนี้มี 14,484 คน ที่กู้เงินนอกระบบ วงเงินเกิน 1 ล้านบาท มี 1,009 คน ที่กู้เงินนอกระบบวงเงินเกิน 3 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการสร้างหนี้ที่เกินตัวและต้องแบกรับภาระการผ่อนชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก ทำให้มีความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตและอาจส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ ตามมา ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ จึงต้องมีการบริหารจัดการทั้งด้านเจ้าหนี้และลูกหนี้ควบคู่กันไป.

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 10.72 จุด ดัชนียังอยู่ที่ 1,501.66 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800292

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 10.72 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,501.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,834.65 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 2 ธ.ค. 59 พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลง 10.72 จุด เปลี่ยนแปลง 0.71% ดัชนีอยู่ที่ 1,501.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,834.65 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,518.29 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,498.57 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขาย 5 อันดับแรก 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

‘พาณิชย์’ สั่งติดตาม 3 กลุ่มสินค้า หวั่นโฉยขึ้นราคา รับค่าแรงเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 13:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800076

 

พาณิชย์ แบ่ง 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ นมผง นมสด อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท อาหารกึ่งสำเร็จรูป ปุ๋ยเคมี ยาป้องกัน-กำจัดศัตรูพืช หวั่นถูกฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหลังค่าแรงเพิ่ม พร้อมขอความร่วมมือให้สินค้า 205 รายการต้องแจ้งราคา…

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้แบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อติดตามดูแลความเคลื่อนไหวของสินค้า หลังจากที่ประชาชนมีความกังวลว่าการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-10 บาทต่อวัน ที่จะเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 60 จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม แบ่งเป็น กลุ่มสินค้าควบคุมที่ต้องขออนุญาตเปลี่ยนแปลงราคา ได้แก่ นมผง นมสด อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก เหล็กแผ่นเคลือบดีบุกและเคลือบโครเมี่ยม ปุ๋ยเคมี ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช

ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องแจ้งต้นทุนให้ทราบก่อนเปลี่ยนแปลงราคา ได้แก่ นมข้นหวาน ผงซักฟอก กระดาษชำระ ปูนซีเมนต์ สายไฟฟ้า แบตเตอรี่รถยนต์ ยางรถยนต์ เป็นต้น และกลุ่มสินค้ากำกับดูแล 205 รายการ นอกเหนือจากสินค้าควบคุมที่มีมาตรการกำกับไว้ ซึ่งจะติดตามดูแลต้นทุนและราคาอย่างใกล้ชิด ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน และขอความร่วมมือผู้ประกอบการแจ้งราคาจำหน่ายก่อนเปลี่ยนราคา ได้แก่ ข้าวสารบรรจุถุง น้ำมันพืช น้ำปลา สบู่ ยาสีฟัน แชมพู สังกะสี ไม้อัด เป็นต้น

นางนันทวัลย์ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อต้นทุนและราคาสินค้าน้อยมาก จึงไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะปรับราคาสินค้า รวมทั้งการจะขอปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมีขั้นตอนที่กรมฯ จะพิจารณา ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ทันที ซึ่งจะดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรม มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ปริมาณสินค้ามีเพียงพอไม่ขาดแคลน มีปริมาณครบถ้วนถูกต้อง และไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าหรือกักตุนสินค้า

“กรมฯ จะเข้มงวดดูแลทั้งต้นทางและปลายทาง โดยใช้มาตรการทางกฎหมาย มาตรการบริหาร และมาตรการเสริม รวมทั้งกำหนดสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งในปี 59 ได้กำหนดสินค้าและบริการควบคุม 45 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 42 รายการ และบริการ 3 รายการ รวมถึงสินค้าติดตามดูแล 205 รายการ ได้ติดตามดูแลต้นทุนและราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุน”

อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตสินค้ามีเหตุผลที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา กรมฯ พร้อมจะพิจารณาให้ โดยยึดหลักพิจารณาปรับขึ้นราคาจะต้องสมเหตุสมผล ราคาเป็นธรรม ไม่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินควร และแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อบรรเทาภาระของผู้บริโภค หากประชาชนพบว่ามีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบพฤติกรรมทันที เพื่อดำเนินการทางด้านกฎหมายกับผู้ที่ฉวยโอกาสต่อไป

 

30 พ.ย. เปิดยื่นเดินรถโดยสาร เส้นปราจีนบุรี-ตลาดบ้านบางขนาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 12:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799917

 

กรมการขนส่งทางบก เชิญชวนผู้ประกอบการ ยื่นคำขออนุญาต เดินรถโดยสารประจำทาง หมวด 3 สายที่ 380 เส้นทางปราจีนบุรี-ตลาดบ้านบางขนาก เปิดรับคำขอตั้งแต่ 30 พ.ย.59-13 ม.ค.60…

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดเส้นทางในการเดินรถโดยสารประจำทางหมวด 3 สายที่ 380 ปราจีนบุรี-ตลาดบ้านบางขนาก เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางได้รับความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางยิ่งขึ้น และยังเป็นการพัฒนาระบบการขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารสาธารณะให้สามารถแข่งขันกับบริการขนส่งสาธารณะอื่นที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างทัดเทียม และสอดคล้องกับความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเปิดรับคำขออนุญาตประกอบการขนส่งในเส้นทางสายดังกล่าว ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งที่สนใจสามารถยื่นคำขออนุญาตประกอบการขนส่ง ตั้งแต่ 30 พ.ย. 2559 – 13 ม.ค. 2560

ทั้งนี้ การเปิดรับคำขอในเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทางดังกล่าว ได้กำหนดเงื่อนไข เกี่ยวกับการเดินรถ โดยใช้รถโดยสารธรรมดาและหรือรถสองแถว (รถลักษณะมาตรฐาน 3) จำนวน 3 – 8 คัน เดินรถขั้นต่ำวันละ 6 เที่ยว (ไป 3 เที่ยว กลับ 3 เที่ยว) อัตราค่าโดยสารตลอดสาย 22 บาท สำหรับเส้นทางเดินรถเริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดปราจีนบุรี ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3071 (ถนนเทศบาลดำริ) แยกซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 319 แยกขวาไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3481 ผ่านโรงเรียนวัดโบสถ์ บ้านบางพลวง วัดหัวไผ่ อำเภอบ้านสร้าง บ้านบางกระเบา บ้านคลองหอทอง บ้านบางเตย บ้านหัวสะแก บ้านบางแตน ถึงบ้านหอกหาย แยกขวาไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3124 ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง แยกขวาไปตามถนนเทศบาล 2 ไปสุดเส้นทาง ณ สถานที่จอดรถโดยสารประจำทางตลาดบ้านบางขนาก (จังหวัดฉะเชิงเทรา) ระยะทางตลอดสาย 46 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการขนส่งที่สนใจ สามารถยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน ได้แก่ สภาพของรถ การเป็นเจ้าของรถ แผนด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม สถานที่เก็บซ่อมและบำรุงรักษารถ จุดพักรถต้นทางและปลายทาง แผนการให้บริการ แผนการจัดการเดินรถ แผนด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวรถและผู้โดยสาร ฐานะความมั่นคงของผู้ขอ หรือประวัติการประกอบการขนส่งในอดีต เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบการขนส่ง.

 

ทองไทยเปิดตลาดปรับขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 10:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799756

 

ทองไทยเปิดตลาดขึ้น 100 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายบาทละ 19,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายบาทละ 20,400 ขณะที่ทองนิวยอร์ก ปิดร่วงวันที่ 3 ปรับลด 4.5 ดอลลาร์ จากราคาน้ำมันโลกพุ่ง…

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,800 ขายออกบาทละ 19,900 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,450.28 ขายออกบาทละ 20,400

ทั้งนี้ราคาทองไทยปรับขึ้นเช้านี้ สวนกับตลาดทองคำนิวยอร์กที่ปิดร่วงเมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.) ติดต่อกัน 3 วันทำการ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นและตลาดน้ำมัน หลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นขานรับมติการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)

นอกจากนี้ นักลงทุนยังชะลอการซื้อขายก่อนที่ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือน พ.ย.ในวันนี้ โดยสัญญาทองคำตลาด โคแมกซ์ ส่งมอบเดือน ก.พ.ร่วงลง 4.5 ดอลลาร์ หรือ 0.38% ปิดที่ 1,169.40 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 กษัตริย์นักบินผู้ทรงพระปรีชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799692

 

อันเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางถึงพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ว่าทรงเปี่ยมล้นไปด้วยพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน

โดยเฉพาะทางด้านการบินที่ทรงมีความชำนาญในการบังคับอากาศยานชนิดต่างๆ ทั้งอากาศยานทหาร และอากาศยานพาณิชย์ ยากที่จะมีผู้ใดเสมอเหมือน จนทรงได้รับการขนานนามเป็น “กษัตริย์นักบินพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี”

ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสนพระราชหฤทัยในวิทยาการด้านการบินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงทุ่มเทพระวรกายด้านการบินอย่างจริงจังมาตลอดหลายสิบปี เริ่มตั้งแต่ครั้งเมื่อเสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงศึกษาระดับอุดมศึกษา ณ ประเทศออสเตรเลีย ได้ทรงศึกษาหลักสูตรด้านการทหารเป็นระยะเวลา 4 ปี ที่โรงเรียนคิงส์สกูล นครซิดนีย์ และวิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา

ระหว่างทรงศึกษา ทรงสนพระราชหฤทัยในด้านเครื่องยนต์ โปรดการต่อโมเดลรถถัง เรือรบ และเครื่องบินทหารเป็นพิเศษเฉกเช่นพระราชบิดา หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารดันทรูนในปี พ.ศ.2518 พระองค์ทรงฝึกฝนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสบการณ์ด้านวิทยาการการบินอย่างต่อเนื่อง


ในปี พ.ศ.2519 ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรด้านการบินเพิ่มเติมอย่างหลากหลาย อาทิ หลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป หลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี และแบบโจมตีติดอาวุธ จนสามารถขับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ประเภทต่างๆได้จนทรงพระชำนาญ ทำให้ทรงต่อยอดพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการบินเพิ่มพูนยิ่งขึ้น โดยทรงฝึกฝนเครื่องบินปีกตรึงแบบต่างๆ ไปจนถึงเครื่องบินขับไล่ด้วย

ปี พ.ศ.2523 ขณะที่พระองค์ทรงติดตาม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทรงเข้ารับการฝึกฝนบนเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอช ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา และต่อมาระหว่างปี พ.ศ.2525-2526 ได้ทรงศึกษาหลักสูตรการบินเปลี่ยนแบบเป็นเครื่องบินขับไล่แบบ บ.ข.18ข (F-5E) และหลักสูตรเครื่องบินขับไล่ชั้นสูงที่ฐานทัพอากาศวิลเลียมส์ รัฐอริโซนา ในเวลานั้นพระองค์ทรงสะสมชั่วโมงบินได้มากกว่า 2,000 ชั่วโมง นับเป็นสิ่งที่ยากนักสำหรับนักบินทั่วโลกจะกระทำได้


ด้วยมีพระอุปนิสัยโปรดความมีระเบียบวินัยความละเอียดถี่ถ้วน และแม่นยำในขั้นตอนที่ซับซ้อน ทำให้พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก และเรียนรู้วิทยาการการบินต่างๆได้อย่างรวดเร็วกว่านักบินทั่วไป อีกทั้งยังทรงรอบรู้เทคนิคการบินใหม่ๆ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมกับทรงตั้งพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ และความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการบินสมัยใหม่แก่กองทัพอากาศไทย…

กระทั่งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 พระองค์ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นครูการบินเครื่องบินขับไล่แบบ บ.ข.18ข (F-5E) และ บ.ข.18ค (F-5E) ของกองทัพอากาศ โดยทรงสอนทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ ตลอดจนทรงเข้าร่วมการฝึกซ้อมและการแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศต่างๆอีกด้วย

ด้วยพระปรีชาสามารถนี้พระองค์มีพระราชวินิจฉัยต่อว่า วิทยาการทางการบินของเครื่องบินพาณิชย์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ จึงมีพระราชประสงค์ทรงฝึกบินในฐานะนักบินพาณิชย์เพิ่มเติม โดยในปี 2547 ทรงเริ่มฝึกการบินเครื่องบินลำเลียง เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์นำไปสู่การบินเครื่องพาณิชย์อย่างจริงจัง และด้วยพระปรีชาสามารถในความรู้ทางการบินเป็นอย่างดีนี่เอง ทำให้พระองค์สามารถฝึกฝนการบินตามหลักสูตรการบินพาณิชย์จนได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี และใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก จากกรมการขนส่งทางอากาศ รวมถึงทรงได้รับใบอนุญาตครูฝึกภาคอากาศ และผู้ตรวจสอบนักบินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ในเวลาต่อมา

ในปี 2548 พระองค์ได้ทรงเข้ารับการฝึกฝนตามหลักสูตรกัปตันของสายการบินแห่งชาติ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และทรงเริ่มปฏิบัติการการบินจนได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตำแหน่ง “นักบินที่ 1” ในปี 2549 แม้ขณะนั้นพระองค์จะมีพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ก็ยังทรงปฏิบัติพระราชภารกิจการบินของบริษัทการบินไทยอย่างสม่ำเสมอ จนมีความเข้าพระราชหฤทัยในเรื่องการบินพาณิชย์เป็นอย่างดี


อีกทั้งยังมีพระวิสัยทัศน์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการบินต่างๆอีกมากมาย จนกระทั่งในปี 2552 บริษัทการบินไทยได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตำแหน่ง “ที่ ปรึกษาพิเศษ” ทั้งยังทรงเป็นองค์ประธานศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติการของบริษัท
การบินไทย โดยพระราชทานคำแนะนำ อันก่อให้เกิดความก้าวหน้าในการกิจการของสายการบินแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรมนานัปการ

ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงมีความห่วงใยในความทุกข์ร้อนของราษฎรไทย ประกอบกับมีพระประสบการณ์ในด้านการบินสูง พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยเครื่องพระราชพาหนะไปทรงเยี่ยม และพระราชทานขวัญกำลังใจแก่ราษฎรในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยพระเมตตาที่มีต่อราษฎรไทยที่ประสบอุทกภัยและประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระองค์มีพระราชดำริให้บริษัทการบินไทย จัด “เที่ยวบินพิเศษมหากุศล” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์สำหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินที่ 1 นำผู้โดยสารเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และกลับจากท่าอากาศยานเชียงใหม่สู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ในโอกาสที่บริษัทการบินไทยครบรอบการดำเนินธุรกิจ 50 ปี พระองค์ยังมีพระมหากรุณาธิคุณปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นนักบินที่ 1 ใน “เที่ยวบินพิเศษมหากุศล” อีกครั้ง ในการนำคณะพุทธศาสนิกชนชาวไทยเดินทางไปกราบสังเวชนียสถาน ณ สาธารณรัฐอินเดีย และนำรายได้จากเที่ยวบินพิเศษขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสมทบทุนมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานในพระองค์ (ม.ท.ศ.) และสมทบกองทุนพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้วย

ด้วยพระราชหฤทัยที่ทุ่มเทอุตสาหะฝึกฝนด้านวิทยาการการบินอย่างจริงจังตลอดหลายสิบปีนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงใช้ความเชี่ยวชาญด้านการบินในการประกอบพระราชกรณียกิจในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านการทหารแก่กองทัพไทย และยังถ่ายทอดวิทยาการความรู้ นำมาใช้พัฒนากิจการการบินเชิงพาณิชย์ และสายการบินแห่งชาติอย่างอเนกอนันต์ อันเป็นคุณูปการใหญ่ยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทยที่ได้รับรู้ถึงพระปรีชาสามารถพระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณของ “กษัตริย์นักบินพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี”.

 

หุ้นสหรัฐปิดผสม ดาวโจนส์ทำนิวไฮ-แนสแด็กดิ่งเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 06:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799686

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพฤหัสบดี แต่ดาวโจนส์ทำนิวไฮ จากแรงหนุนกลุ่มธนาคารและอุตสาหกรรม แต่การเทขายต่อเนื่องในบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีฉุดแนสแด็ก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 1 ธ.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 68.35 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 19191.93 จุดส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 7.73 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ 2191.08 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 72.57 จุด หรือ 1.36% ปิดที่ 5251.11 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ดาวโจนส์ได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่เช่น เจพีมอร์แกน เชส และโกลด์แมน แซกส์ ที่ปรับขึ้น 2.0% กับ 3.4% ตามลำกับ ขณะที่หุ้นบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง เจเนอรัล อิเล็กทริก และโบอิ้ง ก็เพิ่มขึ้น 2.1% กับ 1.2% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม แนสแด็กยังคงได้รับผลกระทบจากการเทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเฟซบุ๊ก (-2.8%), อินเทล (-2.7%) และเทสลา มอเตอร์ (-4.0%)

 

สกัดเสื้อดำคุณภาพต่ำเต็มตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799601

 

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ได้ร้องเรียนมายังกรมการค้าภายใน โดยขอให้กรมช่วยตรวจสอบคุณภาพของเสื้อดำ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะ พบมีคุณภาพต่ำ และมีวางขายเต็มท้องตลาด มีทั้งปัญหาสีตก เนื้อผ้าเปื่อยยุ่ยไม่ได้คุณภาพ เบื้องต้นได้ทำหนังสือถึงกรมศุลกากร เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบใบรับรองคุณภาพสินค้าจากประเทศผู้ผลิต เพื่อสกัดไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานการผลิตของไทย เข้ามาจำหน่ายในประเทศ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้

ด้านนายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ขณะนี้เสื้อดำเริ่มล้นตลาด หลังผู้ประกอบการบางส่วนสั่งนำเข้าเสื้อดำคุณภาพต่ำจากประเทศจีนกว่า 1 ล้านตัว เข้ามาทำตลาด และบางรายเร่งกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัจจุบันแม้ความต้องการเสื้อดำยังมีอยู่ แต่ผู้บริโภคก็ซื้อน้อยลง คาดว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะสมดุลในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า.

 

“อภิศักดิ์” ชง ครม.ทำงบกลางปี คลังฝันจีดีพีปี 2560โตสูงสุด5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799596

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีความพร้อมที่จะออกพันธบัตรมูลค่า 100,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินดังกล่าวไปมอบ ให้กับกลุ่มจังหวัด เพื่อนำไปลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอจัดทำงบประมาณกลางปี 2560 เนื่องจากงบประมาณปี 2560 มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559 จึงไม่สามารถเพิ่มเติมรายจ่ายนอกเหนือจากที่ระบุเอาไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2560 ได้

“พันธบัตร 100,000 ล้านบาท จะออกได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มจังหวัดกำหนดโครงการที่จะลงทุนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะกู้เงินภายในประเทศ ด้วยการออกพันธบัตรในต้นปีหน้า เป็นพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชน ส่วนอัตราดอกเบี้ยยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้ ส่วนหากมีวงเงินเหลือหลังนำไปใช้ทำโครงการกลุ่มจังหวัดจะนำเงินไปลงในกองทุนหมู่บ้านต่อ ซึ่งการทำโครงการของกลุ่มจังหวัด ในหลักการจะมียุทธศาสตร์ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอยู่แล้ว ให้ทำโครงการเป็นไปตามยุทธศาสตร์ จากเดิมอาจเป็นแผน 5-10 ปี แต่เมื่อมีงบประมาณมาให้แบบนี้ ก็สามารถขยับแผนเข้ามาทำโครงการได้เลย โดยโครงการจะให้ประชารัฐ ทั้งภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมกันทำ จุดประสงค์หลัก คือ การอยู่ดีกินดีของคนในพื้นที่”

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้า นอกจากเงินจากโครงการประชารัฐสร้างไทยวงเงิน 100,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะจัดสรรให้กลุ่มจังหวัดไปทำโครงการแล้ว ยังมีวงเงินลงทุนในส่วนของรัฐวิสาหกิจประมาณ 300,000-400,000 ล้านบาท คาดว่าปีหน้าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ตามศักยภาพที่ 4% และสูงสุดที่ 5%.

 

กลุ่มเซ็นทรัลวิ่งสู้ฟัด! ลุ้นมาตรการรัฐปลุกกำลังซื้อเดือนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799586

 

นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พลาซา และเซ็นทรัล เฟสติวัล เปิดเผยว่า ที่ภาครัฐพยายามหาแนวทางต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยววันที่ 1-31 ธ.ค.59 มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 15,000 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจากที่เคยมีมติอนุมัติให้นำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.59 มาหักลดหย่อนภาษีจำนวน 15,000 บาท หากรวม 2 รายการ ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 30,000 บาท “มาตรการดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่ดี ส่วนที่รัฐเตรียมออกพันธบัตร 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดงบให้กลุ่มจังหวัดทำโครงการประชารัฐสร้างไทยกลุ่มละ 5,000-6,000 ล้านบาทนั้น โดยส่วนตัวมองว่าจะช่วยกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว”

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัทการดำเนินธุรกิจช่วง 1 เดือนสุดท้ายของปี ได้เตรียมงบกว่า 300 ล้านบาท จัด “ไลเทิิน อัพ ทูเกตเตอร์” (Lighten Up Together) นำดวงไฟกว่า 10 ล้านดวง ตกแต่งศูนย์การค้าทุกแห่ง ควบคู่กับการจัดงานเทศกาลของขวัญที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.59-15 ม.ค.60 ตั้งเป้าว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้า ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ ที่มีจำนวนสาขาเปิดให้บริการกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากถึง 30 สาขา เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30%.