หวั่นค่าแรง 5 บาทตัวเร่งเงินเฟ้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799582

 

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือน พ.ย.59 เท่ากับ 106.79 สูงขึ้น 0.60% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 23 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 57 ที่สูงขึ้น 0.60% และเป็นการสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แต่เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.59 ลดลง 0.06% ขณะที่เฉลี่ย 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 59 สูงขึ้น 0.10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

เหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 23 เดือน เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.49% สินค้าสำคัญที่ราคาแพงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ เป็ดไก่และสัตว์น้ำเพิ่ม 1.33% ไข่และผลิตภัณฑ์นมเพิ่ม 1.21% ผักและผลไม้เพิ่ม 6.09% เครื่องประกอบอาหารเพิ่ม 1.43% อาหารบริโภคนอกบ้านเพิ่ม 1.03% ส่วนหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่ม 0.11% สินค้าสำคัญราคาแพงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง 1.52% หมวดยาสูบ และเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์เพิ่ม 12.94% หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคลเพิ่ม 0.58%

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกรายการสินค้า 450 รายการที่คำนวณเงินเฟ้อ พบว่ามีสินค้าราคาสูงขึ้น 123 รายการ เช่น หมูยอ แตงกวา มะเขือเทศ นมสด นมข้นหวาน ครีมเทียม กะทิสำเร็จรูป มะพร้าวผลแห้ง/ขูด อาหารโทร.สั่ง อาหารสำเร็จรูป/แพ็กพร้อมปรุง น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ สำหรับเงินเฟ้อทั้งปี 59 สนค.คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 59 จะขยายตัวเล็กน้อยจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แต่ยังคงอยู่ในเป้าที่กระทรวงพาณิชย์คาดไว้ที่ขยายตัว 0.0-1.0% ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.3% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 35-45 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 35-37 บาท/ดอลลาร์ กระนั้นก็ยังหวั่นว่าการขึ้นค่าแรง 5-10 บาทอาจเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้นได้.

 

ช็อกวงการ! ขนาดช่องเรตติ้งดียังขาย “กลุ่มหมอเสริฐ” ฮุบช่อง one

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799577

 

“กลุ่มปราสาททองโอสถ” เจียดเงินกว่า 1,905 ล้านบาท ฮุบช่อง ONE เข้าถือหุ้นใหญ่ 50% พร้อมส่งลูกสาว “ประนันท์ภรณ์” เข้าบริหาร ด้าน กสทช.ขอตรวจอย่างละเอียดว่ามีผลกระทบใดๆหรือไม่

นางกานต์สุดา แสนสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMYแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (กิจการร่วมค้าที่จีเอ็มเอ็มฯถือหุ้น 51% และกลุ่มนายถกลเกียรติ วีรวรรณ ถือหุ้น 49%) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 100% ในบริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี จำกัด ผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล “ช่อง ONE” จะเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 1,905 ล้านบาท โดยออกหุ้นเพิ่มทุน 19.05 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมและบริษัทประนันท์ภรณ์ จำกัด ซึ่งจะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ก่อนที่วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จะเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยบริษัทประนันท์ภรณ์ จำกัด ผู้ซื้อ เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีนางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.98%

ทั้งนี้ ภายหลังการเพิ่มทุน วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จะมีทุนจดทะเบียนรวม 3,810 ล้านบาท โดย GRAMMY จะเหลือหุ้นในวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ 25.50% ส่วนกลุ่มนายถกลเกียรติถือหุ้น 24.50% ขณะที่ประนันท์ภรณ์จะเป็นผู้ถือหุ้นในวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ 50% และผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายจะเข้าร่วมรับภาระคํ้าประกันและภาระหนี้ที่กลุ่มวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ มีต่อสถาบันการเงินตามสัดส่วนการถือหุ้นในวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประกอบด้วยวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ และบริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี จำกัด (ช่อง ONE))

โดยได้กำหนดการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 1 ของวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ วันที่ 28 ก.พ.60 โดย GRAMMY และกลุ่มนายถกลเกียรติจะสละสิทธิ์ การจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน และบริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด จะเข้าจองซื้อหุ้น จำนวน 5 ล้านหุ้น คิดเป็น 20.79% ของหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงิน 500 ล้านบาท และการจองซื้อหุ้นครั้งที่ 2 กำหนดวันที่ 31 พ.ค.60 จำนวน 14.05 ล้านหุ้น คิดเป็น 36.88% ขายให้ประนันท์ภรณ์ในราคาหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 1,405 ล้านบาท

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บล.เอเซียพลัส ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ในธุรกิจทีวีดิจิทัลว่า ด้วยการแข่งขันที่รุนแรงและมีผู้เล่นจำนวนมาก จากการเปิดประมูลให้ใบอนุญาต ทำธุรกิจในคราวเดียวกันมากกว่า 20 ช่อง ทำให้การแข่งขันสูง ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าสื่ออื่นๆ โดยเฉพาะค่าใบอนุญาต ขณะที่รายได้ค่าโฆษณาต่ำมาก ดังนั้นผู้ประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัลทุกช่องขณะนี้จึงต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดในทุกวิถีทางรายไหนอยู่ไม่ได้ก็ต้องปิดตัวไป คาดว่ายังมีโอกาสได้เห็นกรณีเช่นนี้มากขึ้น จะเห็นชัดเจนว่านโยบายผิดพลาดตั้งแต่แรก ในการเปิดประมูลแข่งขันเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด

ด้านนายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้า หน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กล่าวว่า โครงสร้างการบริหารงานของช่องวัน 31 ยังคงเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ทาง กสทช.ต้องดูรายละเอียดการเข้าซื้อหุ้นก่อน แต่ความเห็นส่วนตัวแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาใดในการเข้าซื้อหุ้น เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ ดังนั้นเชื่อว่ากฎหมายของกลุ่มปราสาททองโอสถและช่องวัน คงพิจารณาอย่างละเอียดแล้วว่าไม่ขัดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด หรือพีพีทีวี ช่อง 36 ผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจาก กสทช. มีผู้ถือหุ้นหลักคือบริษัท สินสหกล จำกัด 40% นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ 40% นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ 15% และ น.ส. ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ถือหุ้น 15% ซึ่งนางสาวปรมาภรณ์ได้เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้บริหารช่องทีวีดิจิทัลให้กับบริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ช่อง 31 จาก กสทช. เพื่อพิจารณาเช่นนี้ ถือว่าไม่ติดปัญหาประกาศ ควบรวม เพราะบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ไม่ใช่ผู้รับใบอนุญาต ทั้งนี้ ปัจจุบันช่องวันได้รับความนิยมเรตติ้งติดอันดับ 1 ใน 5.

 

ซูโม่ ยักษ์ใหญ่ โออิชิ กรุ๊ป สร้างปรากฏการณ์โตสวนทางตลาด หลังปิดปีงบประมาณ 2559 (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799401

 

ซูโม่ ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น โออิชิ กรุ๊ป ปรับกลยุทธ์ สร้างปรากฏการณ์โตสวนทางตลาดหลังปิดปีงบประมาณ 2559

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ รร.ฮิลตัน โอดาวาระ รีสอร์ท แอนด์สปา ประเทศญี่ปุ่น นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) พร้อมด้วย นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร และ นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจเครื่องดื่ม ร่วมกันแถลงผลประกอบการของ โออิชิ กรุ๊ป ประจำปีงบประมาณ 2559 (1 ม.ค.-30 ก.ย. 59) โดยนายมารุต ระบุว่า ผลประกอบการของ โออิชิ กรุ๊ป ประจำปีงบประมาณ 2559 ถือว่าประสบผลสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้น 10,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอาหาร 4,906 ล้านบาท และจากธุรกิจเครื่องดื่ม 5,493 ล้านบาท ขณะที่ผลกำไรสุทธิรวม 887 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 90% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นกำไรสุทธิจากธุรกิจอาหาร 88 ล้านบาท เติบโต 183% และกำไรสุทธิจากธุรกิจเครื่องดื่ม 799 ล้านบาท เติบโต 83% โดยในปีหน้านั้น โออิชิ ตั้งงบลงทุนรวมทั้งหมด 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นเครืองดื่ม 600 ล้านบาท อาหาร 300 ล้านบาท และงบพัฒนาเกี่ยวกับงานด้านระบบไอทีอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่เรื่องการทำโปรโมชั่นในปีหน้า จะยังคงมีเหมือนเดิม แต่ไม่มากมายเช่นที่ผ่านมา โดยเครื่องดื่มยังคงมีแคมเปญใหญ่อยู่ 3 ช่วง ส่วนธุรกิจอาหารอาจจะไม่มุ่งเน้นที่แคมเปญเท่าเครื่องดื่ม


มารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)

โดย นายมารุต กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ถือว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย ประสบปัญหามาอย่างต่อเนื่อง บริษัทหลายต่อหลายแห่งได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปตามๆ กัน รวมถึง โออิชิ กรุ๊ปเองก็ได้รับผลกระทบนั้นด้วยเช่นกัน ทำให้ถึงเวลาที่เราต้องมองหาไอเดีย และความคิดใหม่ๆ ที่จะนำพาให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิดที่ให้ทั้งสองธุรกิจ คือ อาหาร และเครื่องดิ่ม มารวมพลังกันเป็นทีมเวิร์กที่แข็งแรงกว่าเดิม ภายใต้กลยุทธ์หลัก 3 อย่าง คือ 1. Product Innovation สร้างนวัตกรรมใหม่ โดยนำทุกภาคส่วนทั้งการผลิต ผลิตภัณฑ์ การตลาดเข้ามารวมทีมกัน ช่วยกันคิดและสร้างสรรค์ 2. Brand Engagement สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กร และผู้บริโภค และ 3. Distribution Excellent โดยการใช้การทำงานร่วมกัน (Synergy) และความร่วมมือ (Collaboration) กับเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและตลาดต่างประเทศ รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค ที่จะเป็นข้อมูลสำคัญในการทำงานต่อไปในอนาคต ซึ่งทั้ง 3 กลยุทธ์นี้เองที่เป็นตัวนำพาให้ โออิชิ กรุ๊ป สามารถผ่านพายุทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้ และยังประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดหวังไว้อีกด้วย


ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร

ด้าน นายไพศาล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร กล่าวถึงแผนการดำเนินงานธุรกิจอาหารในปี 2560 ที่เชื่อว่าจะมีการแข่งขันที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคที่จะหลากหลายและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ธุรกิจอาหารของ โออิชิ กรุ๊ป จึงจะปรับยุทธศาสตร์ใหม่มุ่งที่การดำเนินธุรกิจเชิงรุก สิ่งแรกที่ผู้บริโภคจะได้เห็นคือการปรับเปลี่ยนของแบรนด์ ชาบูชิ ในภาพลักษณ์ใหม่ “Shabushi and so much more” ชาบู ซูชิ และอีกมากมาย ล้นสายพาน ซึ่งจะมีการพัฒนาเมนูใหม่ออกมาอีกมากมาย นอกจากนี้ โออิชิ บุฟเฟต์ นิกุยะ คาคาชิ ก็จะมีการปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้นด้วย รวมถึงการเจาะพื้นที่ใหม่ๆ ที่จะใช้แนวทางการเปิดธุรกิจในห้างสรรพสินค้าต่างๆ อยู่ ซึ่งล่าสุดนั้น โออิชิ เตรียมนำเสนอประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค “โออิชิ อีทเทอเรียม” สัมผัสรสชาติที่พาคุณเดินทางสู่ญี่ปุ่น ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ โดยจะเปิดให้บริการเป็นที่แรก ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพระราม 9 ส่วนรายละเอียดนั้นยังไม่ขอเปิดเผย แต่มั่นใจว่าจะเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ผู้บริโภคจะต้องประทับใจ


เจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจเครื่องดื่ม ร่วมแถลงผลประกอบการประจำปีงบประมาณ 2559

ทางด้านธุรกิจเครื่องดื่มนั้น นางเจษฎาพร รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจเครื่องดื่ม กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจเครื่องดื่ม เราเตรียมที่จะขยายไปหากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ “โออิชิ องุ่นเคียวโฮ” ที่สามารถเพิ่มยอดขายให้โออิชิ 380 มล.ได้ถึง 32.6% ขึ้นแท่นผลิตภัณฑ์ขายดีที่สุดแห่งปี จากการสำรวจของ Neilson อย่างไรก็ตาม อาจมีการตัดแบรนด์ที่ไม่ประสบความสำเร็จบางแบรนด์ออกไปบ้าง เพื่อการทำตลาดที่ง่ายขึ้นและประหยัดงบประมาณด้วย นอกจากนั้น ยังมีอีกหนึ่งความภูมิใจของ โออิชิ กรีนที คือความสำเร็จในการบุกตลาดต่างประเทศ โออิชิ ครองแชมป์ตลาดอันดับ 1 ที่ลาว และกัมพูชา รวมทั้งขึ้นแท่นแบรนด์อันดับ 1 ของตลาดชาเขียวในประเทศมาเลเซียด้วยเช่นกัน.

 

สมาคมอุตฯ เครื่องนุ่งห่ม จี้สกัดเสื้อดำคุณภาพต่ำ วางขายเกลื่อนตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 19:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799346

 

สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ร้องกรมการค้าภายใน สกัดเสื้อดำคุณภาพต่ำ จำหน่ายเต็มท้องตลาด หวั่นเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค กระทบสิ่งแวดล้อมไทย …

วันที่ 1 ธ.ค.59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ได้ร้องเรียนมายังกรมฯ ว่าขอให้กรมฯ ช่วยตรวจสอบคุณภาพของเสื้อดำที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่พบมีคุณภาพต่ำ และวางขายอย่างมากในท้องตลาดในขณะนี้ ซึ่งมีทั้งปัญหาสีตก เนื้อผ้าเปื่อยยุ่ย ไม่ได้คุณภาพ โดยกรมฯ รับปากจะช่วยแก้ปัญหาให้ ในเบื้องต้น ได้ทำหนังสือไปถึงกรมศุลกากร เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบใบรับรองคุณภาพสินค้าจากประเทศผู้ผลิต เพื่อสกัดไม่ให้สินค้าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานการผลิตของไทย เข้ามาจำหน่ายในประเทศ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไทยด้วย

“หลังจากที่กรมฯ ได้ร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและสมาชิก นำเสื้อผ้าขาวดำ ไปจำหน่ายให้ประชาชนในราคาพิเศษ ในงานรวมใจ แสดงความอาลัย เมื่อวันที่ 21-24 ต.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ขณะนี้ สมาคมฯ ได้นำเสื้อขาว เสื้อดำมาร่วมบริจาคให้กรมฯ อีก 4,000 ตัว เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนเป็นสาธารณกุศล ในการแสดงความอาลัยถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกรมฯ จะนำเสื้อเหล่านั้น ไปแจกจ่ายให้ประชาชนในต่างจังหวัดต่อไป”

ด้าน นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ขณะนี้ สถานการณ์จำหน่ายเสื้อดำเริ่มล้นตลาดแล้ว หลังจากที่มีปริมาณสินค้ามากกว่าความต้องการ เนื่องจากในช่วงที่เกิดภาวะเสื้อดำขาดตลาดนั้น มีผู้ประกอบการบางส่วนได้สั่งนำเข้าเสื้อดำคุณภาพต่ำ มาจากจีนมากกว่า 1 ล้านตัว ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยได้เร่งกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขณะนี้ แม้ว่าตลาดจะยังมีความต้องการเสื้อดำอยู่ แต่ผู้บริโภคซื้อน้อยลง และบางส่วนหันมาซื้อเสื้อผ้าโทนสีอื่นๆ ทดแทนมากขึ้น ทั้งสีน้ำเงินเข้ม สีเทา และสีขาว ทำให้ผู้ผลิตทยอยลดการผลิตเสื้อดำลงมาอยู่ในระดับปกติแล้ว คาดว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะสมดุลในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากเสื้อผ้าคุณภาพต่ำที่นำเข้าจากจีนแล้ว ในหลายพื้นที่ ยังพบว่า มีพ่อค้า แม่ค้า นำเสื้อมือสอง หรือเสื้อผ้าสีอื่นๆ จำนวนมากไปว่าจ้างโรงงานย้อมผ้าเป็นดำ แล้วนำมาขาย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกตรวจตลาด เพื่อคุมเข้มไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินจริง

 

คาดปีนี้ ไทยส่งออกข้าวทะลุ 10 ล้านตัน หลังตลาดต้องการข้าวหอมมะลิเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799362

 

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คาดปีนี้ ไทยส่งออกข้าวได้มากถึง 10 ล้านตัน หลังออเดอร์ทะลักช่วงปลายปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่หลายประเทศซื้อรับตรุษจีน ดันราคาส่งออก-ในประเทศพุ่งพรวด แต่ยังแพ้อินเดียที่ได้แชมป์โลก ส่วนปีหน้า คาดส่งออกไม่ต่ำกว่าปีนี้ …

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.59 ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวในปีนี้ มีความเป็นไปได้ที่ไทยจะส่งออกได้มากถึง 10 ล้านตัน เพราะในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ส่งออกได้แล้ว 9.2 ล้านตัน เหลืออีก 1 เดือนน่าจะส่งออกได้อีกประมาณ 800,000 ตัน เพราะขณะนี้หลายประเทศเร่งซื้อข้าว เพื่อไปใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีหน้าประมาณเดือน ม.ค.ที่จะมาเร็วกว่าทุกปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นจากปกติเดือนละ 90,000 ตัน เป็น 120,000 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 20%

ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ตันละกว่า 600 เหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าตันละ 60-70 เหรียญฯ ส่วนราคาข้าวสารหอมมะลิในประเทศ ปรับเพิ่มจากกิโลกรัม (กก.) ละ 15.80 บาท เป็น 19-20 บาทแล้ว ขณะที่ราคาข้าวสารขาว 5% เพิ่มจาก กก.ละ 10.80 บาท เป็น กก.ละ 12 บาท และข้าวสารเหนียว จาก กก.ละ 17.50 บาท เป็น กก.ละ 21.50 บาท อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลสามารถเร่งระบายข้าวในสต็อกที่ขณะนี้ยังคงเหลืออยู่กว่า 8 ล้านตันได้หมด จะส่งผลดีต่อราคาข้าวในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แม้ปีนี้มีแนวโน้มว่าไทยจะส่งออกข้าวได้สูงถึง 10 ล้านตัน แต่ไม่น่าจะได้เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกในแง่ปริมาณ เพราะตัวเลขล่าสุด เดือน พ.ย.59 อินเดียส่งออกมากกว่าไทย 500,000-700,000 ตัน ส่วนในปี 60 คาดว่า ไทยน่าจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน เพราะข้าวไทยแข่งขันได้ดีกับข้าวของประเทศคู่แข่ง ทั้งเวียดนาม อินเดีย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ไทยเพิ่งได้รางวัลชนะเลิศระดับโลก ซึ่งจะช่วยดึงความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา และทำให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น

ส่วน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันที่ 8 ธ.ค. นี้ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย จัดงานแสดงความยินดีที่ข้าวหอมมะลิไทยได้รับรางวัลชนะเลิศข้าวที่ดีที่สุดในโลก จากงาน “The World Rice Conference” ที่ จ.เชียงใหม่ จัดโดย The Rice Trader ถือเป็นการเรียกศักดิ์ศรีกลับคืน ในฐานะที่ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก อร่อยที่สุดในโลก โดยจะเชิญสมาคมที่เกี่ยวข้องกับข้าว สมาคมชาวนาไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย รวมถึงสถานทูตจากประเทศที่ซื้อข้าวไทยมาร่วมงาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับข้าวไทย และตอกย้ำถึงความเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งจะส่งผลให้มีการส่งออกได้เพิ่มขึ้นในอนาคต.

 

เตือนคนหางาน! อย่าหลงเชื่อนายหน้าเถื่อน หลอกไปทำงานยูเออี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799277

 

กรมการจัดหางาน เตือนคนหางานผ่านอินเทอร์เน็ต อย่าหลงเชื่อการชักชวนจากนายหน้าเถื่อน ให้ไปทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว เผย ไปทำงานต้องไปอย่างถูกกฎหมาย ต้องแจ้งการเดินทางที่ด่านตรวจคนหางาน …

วันที่ 1 ธ.ค. 59 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้รับแจ้งจากสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศว่า ฝ่ายแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า ได้ให้การช่วยเหลือคนงานไทยให้เดินทางกลับประเทศในฐานะผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งได้เดินทางไปทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างผิดกฎหมาย โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยวผ่านการให้บริการจากนายหน้าจัดหางานในประเทศไทย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนใหญ่ทำงานในร้านนวด แต่เมื่อทำงานแล้วนายจ้างไม่ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานให้ และจะยึดหนังสือเดินทางของคนงานไว้ ทำให้เป็นคนทำงานโดยผิดกฎหมาย ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงานกับนายจ้าง คนงานจะไม่กล้าแจ้งความกับหน่วยงานราชการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพราะเกรงจะถูกจับกุมดำเนินคดี ซึ่งจะถูกจำคุก ถูกปรับ และถูกเนรเทศ

กรมการจัดหางาน จึงขอแจ้งเตือนคนหางานว่า อย่าหลงเชื่อการชักชวนจากสาย หรือนายหน้าเถื่อน ให้ไปทำงานประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ ผ่านทางช่องทางต่างๆ ซึ่งเข้าถึงได้ง่าย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เป็นต้น โดยอ้างว่าสามารถจัดส่งไปทำงานได้โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยว เพราะการไปทำงานต่างประเทศจะต้องไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และใช้วีซ่าทำงาน ไม่ใช่วีซ่าท่องเที่ยว ทั้งยังต้องแจ้งการเดินทางที่ด่านตรวจคนหางานของกรมการจัดหางาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ท่าอากาศยาน ก่อนที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

ทั้งนี้ หากผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงิน หรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 6 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ

 

จัดเสวนา “การจัดทำแผนบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารให้มีประสิทธิภาพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 1 ธ.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799262

 

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ร่วมกับศูนย์ศึกษาการบริหารทรัพยากรกายภาพ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา “การจัดทำแผนบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารให้มีประสิทธิภาพ” พร้อมเยี่ยมชมอาคารและวิธีการบริหารจัดการอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นอาคารที่บริหารจัดการโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ โดยนางพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา (กลางขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการ – หัวหน้าสายงานบริหาร ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยวิทยากรผู้ร่วมเสวนา โดย รศ. ดร. เสริชย์ โชติพานิช (กลางซ้าย) หัวหน้าภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ และนายชาญ ศิริรัตน์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด โดยงานนี้ยังมีตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยและตัวแทนจากองค์กรชั้นนำเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก จัดขึ้นที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเร็วๆ นี้

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 2.14 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,512.38 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799326

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 2.14 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,512.38 จุด มูลค่าการซื้อขาย 62,216.27 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 1 ธ.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 2.14 จุด เปลี่ยนแปลง 0.14% ดัชนีอยู่ที่ 1,512.38 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 62,216.27 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน).

 

สินค้าราคาแพง ดันเงินเฟ้อ พ.ย. เพิ่ม 0.60% สูงสุดในรอบ 23 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799317

 

พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อเดือน พ.ย. สูงขึ้น 0.60% เป็นอัตราสูงสุดในรอบ 23 เดือน ทำ 11 เดือนเพิ่ม 0.10% คาด ทั้งปี 0.0-1.0% ส่วนปี 60 โต 1.5-2.0% ห่วงค่าแรงกระทบเงินเฟ้อ 0.2-0.35% แนะคุมราคาสินค้าให้ดี …

วันที่ 1 ธ.ค.59 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน พ.ย.59 เท่ากับ 106.79 สูงขึ้น 0.60% เทียบกับเดือน พ.ย.58 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 23 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.57 ที่สูงขึ้น 0.60% และเป็นการสูงขึ้นต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 8 ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.59 ลดลง 0.06% ขณะที่ เฉลี่ย 11 เดือน (เดือน ม.ค.-พ.ย.) ปี 59 สูงขึ้น 0.10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 23 เดือน เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 1.49% สินค้าสำคัญที่ราคาแพงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ เพิ่ม 1.33% ไข่และผลิตภัณฑ์นม เพิ่ม 1.21% ผักและผลไม้เพิ่ม 6.09% เครื่องประกอบอาหารเพิ่ม 1.43% อาหารบริโภคนอกบ้านเพิ่ม 1.03% ส่วนหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.11% สินค้าสำคัญราคาแพงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง 1.52% หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 12.94% หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล เพิ่ม 0.58%

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกรายการสินค้า 450 รายการที่คำนวณเงินเฟ้อ พบว่า มีสินค้าราคาสูงขึ้น 123 รายการ เช่น หมูยอ แตงกวา มะเขือเทศ นมสด นมข้นหวาน ครีมเทียม กะทิสำเร็จรูป มะพร้าวผลแห้ง/ขูด อาหารโทรสั่ง อาหารสำเร็จรูป/แพ็กพร้อมปรุง น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างห้องน้ำ

สำหรับเงินเฟ้อทั้งปี 59 สนค. คาดการณ์ว่า ในช่วงที่เหลือของปี 59 อัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวเล็กน้อย จากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี แต่ยังคงอยู่ในประมาณการที่กระทรวงพาณิชย์คาดไว้ ที่ขยายตัว 0.0-1.0% ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจไทย ขยายตัว 3.3% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 35-45 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 35-37 บาท/เหรียญสหรัฐฯ

ส่วนปี 60 สนค. คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวระดับ 1.5-2.0% ภายใต้สมมติฐาน คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 3.0-3.5% ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 45-55 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าอยู่ที่ 35.5-37.5 บาท/เหรียญสหรัฐฯ

ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-10 บาท/วัน ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค.60 นั้น คาดว่า จะส่งผลให้เงินเฟ้อปี 60 ให้สูงขึ้น 0.2-0.35% โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาจสูงขึ้น 0.08% และหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.12% ซึ่งภาครัฐจะต้องดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา เพราะค่าแรงที่ปรับขึ้นเป็นเฉพาะบางจังหวัดเท่านั้น

ขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (เงินเฟ้อพื้นฐาน) หักสินค้าอาหารสดและพลังงาน เดือน พ.ย. 59 เท่ากับ 106.89 สูงขึ้น 0.72% เทียบกับเดือน พ.ย.58 และสูงขึ้น 0.03% เทียบกับเดือน ต.ค.59 ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐาน 11 เดือนสูงขึ้น 0.74%

 

ขนส่ง มอบ 6 โครงการความปลอดภัย เป็นของขวัญปีใหม่ ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798962

 

ขนส่งทางบก เตรียมส่งมอบ 6 โครงการ ความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่ 2560 ให้ประชาชน มุ่งสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัยในการเดินทาง พร้อมเร่งสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก เตรียมมอบของขวัญปีใหม่ 2560 ให้ประชาชน ด้วยการอำนวยความสะดวก สร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยในการเดินทาง ด้วย 6 โครงการสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่มีการเดินทางของประชาชนเป็นจำนวนมาก

กรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จัดกิจกรรม ตรวจรถ “ฟรี” ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง ซึ่งในปีนี้ได้ขยายระยะเวลาดำเนินการรวม 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559–31 มกราคม 2560 เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ประชาชน โดยจะให้บริการตรวจความพร้อมของรถเบื้องต้นฟรี 20 รายการ ณ จุดบริการที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถ “ฟรี” ขับขี่ปลอดภัย ถวายพ่อหลวง”

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่ก่อนการเดินทาง จัดกิจกรรมตามโครงการรวมพลัง สร้างสำนึกดี ผู้ขับขี่ไร้แอลกอฮอล์ ส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ร่วมกับผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารสาธารณะ ควบคุม กำกับ ดูแลพนักงานขับรถในสังกัด ตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ (0%) ตลอดการเดินทาง โดยจะดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ทั้งที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดจอดจุดพักรถในเส้นทางสายหลักและสายรองทั่วประเทศ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนที่ใช้บริการได้รับความสุข และเดินทางกลับภูมิลำเนาไปหาครอบครัวอย่างปลอดภัย

พร้อมทั้งเดินหน้าจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ย้ายจุดจอดจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต สายใต้ (ปิ่นเกล้า) และเอกมัย ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้โครงการรถตู้เข้าสถานี ร่วมทำความดี ดูแลประชาชน โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นมาตรการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย รวมถึงสร้างการยอมรับของประชาชนและผู้ประกอบการ ผ่านการติดตามผลการปฏิบัติงานและประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ติดตามและให้ความสำคัญทุกประเด็นปัญหา ไม่มองข้ามแม้ปัญหาเล็กน้อย เพื่อพัฒนาแก้ปัญหาจราจรรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ภายใต้การกำกับดูแลการให้บริการจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล และช่วยลดปัญหาโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ การจราจรติดขัดในพื้นที่เขตเมืองให้เป็นรูปธรรม ยกระดับการให้บริการให้มีมาตรฐานอย่างยั่งยืน

ในส่วนของการยกระดับมาตรฐานรถแท็กซี่ ได้จัดทำโครงการ TAXI OK / TAXI VIP ยกระดับแท็กซี่ทั่วไทย มั่นใจบริการคุณภาพ ออกแบบระบบการให้บริการทั้งพนักงานขับรถ เจ้าของรถ และผู้ประกอบการ ให้มีคุณภาพมาตรฐานการให้บริการ มีความปลอดภัย ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการควบคุมและส่งเสริมระบบการให้บริการ เช่น GPS Tracking และแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการใช้บริการ และเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของรถยนต์รับจ้างให้สูงขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานการขับขี่ ความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด ส่งผลให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะที่มีความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางในทุกๆ วัน

ด้านกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก ยังคงเดินหน้านำเงินรายได้จากการประมูลทะเบียนรถเลขสวยส่วนหนึ่งมาจัดสรรเป็นค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่อการยังชีพแก่ผู้พิการที่ประสบภัยทางถนน อาทิ ขาเทียม แขนเทียม รถนั่งสำหรับผู้พิการ เตียงนอน รถสามล้อโยก ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 ภายใต้โครงการ Happiness for All: ความสุขทั่วไทย ส่งความปลอดภัยให้ทุกคน โดยจะเริ่มมอบอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการตั้งแต่ เดือนมกราคม 2560 เป็นต้นไป.