‘ไปรษณีย์ไทย’ ขยายเวลาบริการถึง 2 ทุ่ม เริ่ม กทม.-ปริมณฑล-ศูนย์การค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798006

 

บริษัท ไปรษณีย์ไทย ขยายเวลาให้บริการลูกค้าถึง 20.00 น. เริ่มพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล และศูนย์การค้าต่างๆ ทั่วประเทศ…

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 59 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายเวลาในการให้บริการไปรษณีย์ถึงเวลา 20.00 น. ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมไปถึงเคาน์เตอร์ให้บริการภายในศูนย์การค้าต่างๆ ทั่วประเทศ โดยผู้ใช้บริการสามารถฝากส่งสิ่งของได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่ท่าอากาศยาน และเคาน์เตอร์ให้บริการไปรษณีย์ในศูนย์การค้า อาทิ หลักสี่ สามเสนใน จตุจักร ลาดพร้าว คลองจั่น หัวหมาก ยานนาวา บางนา อ่อนนุช พระโขนง ภาษีเจริญ ซีคอนสแควร์ เซ็นทรัลซิตี้บางนา เซ็นทรัลพระราม 2 เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า ซีคอนสแควร์ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เมกะ บางนา เดอะมอลล์นครราชสีมา Asawann Shopping Complex 1 กาดสวนแก้ว และจีซีเอสเชียงใหม่ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบรายชื่อ และช่วงเวลาการให้บริการของที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศได้ ที่เว็บไซต์ ไปรษณีย์ไทย หรือสอบถามข้อมูลการใช้บริการเพิ่มเติมที่ THP Contact Center 1545

 

เลื่อนจ่ายเงินผู้มีรายได้น้อย เริ่ม 3 ธ.ค. เช็กชื่อทางเว็บสรรพากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798022

 

ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตรวจชื่อได้ที่เว็บสรรพากร-แบงก์รัฐที่ยื่นลงทะเบียน ด้าน ปลัดคลัง เผย มาตรการลดภาระค่าน้ำ-ไฟ อยู่ระหว่างพิจารณา ส่วน ช็อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 15,000 จ่อเข้า ครม.เร็วๆนี้…

วันที่ 30 พ.ย.59 นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ว่า ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ต้องการตรวจสอบผลการลงทะเบียน สามารถเข้าไปที่ เว็บไซต์กรมสรรพากร แล้วกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของตน โดยระบบจะแจ้งผลการลงทะเบียนให้ทราบ

ส่วนใครที่ไม่สะดวกเข้าตรวจสอบทางเว็บไซต์ สามารถสอบถามได้จากทางธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือธนาคารกรุงไทย ที่ได้ยื่นลงทะเบียนเอาไว้

สำหรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว จ่ายเพียงครั้งเดียว ระหว่างวันที่ 1-30 ธ.ค. 2559 โดยผู้มีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท จะได้รับโอนเงินเข้าบัญชี 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,001–100,000 บาท จะได้รับโอนเงินเข้าบัญชี 1,500 บาท

ทั้งนี้ ผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ในปี 2559 เพื่อรับสวัสดิการจากภาครัฐนี้ สามารถลงทะเบียนได้ในปีหน้า โดยรัฐบาลกำหนดวันลงทะเบียนไว้คือ สามารถลงทะเบียนในวันที่ 1-30 กันยายนของทุกปี

ด้าน นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยการโอนเงินให้ประชาชนที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 8.3 ล้านคน ตามมาตรการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. ว่า จะดำเนินการเป็นรอบๆ เริ่มวันที่ 1-30 ธ.ค.59 แต่กระทรวงคลังขอเลื่อนไปเริ่มจ่ายเป็นวันที่ 3 ธ.ค. เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนทั้งภาคเกษตร และนอกภาคเกษตร 8.3 ล้านรายอีกครั้ง เพื่อยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดและป้องกันความผิดพลาด โดยหลังจากตรวจสอบเรียบร้อยจะดำเนินการตามขั้นตอนจ่ายเงินทันที

ส่วนการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ที่มีข่าวว่าจะเลื่อนมาเร็วขึ้นนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับมอบนโยบายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่หากฝ่ายนโยบายสั่งการมาก็พร้อมดำเนินการได้ทันที เพราะไม่ยุ่งยาก และรัฐบาลต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยเข้ามาใช้สิทธิให้มากที่สุดพร้อมยืนยันการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ไม่เหมือนการใช้งบช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเหมือนที่ผ่านมา และหลังจากนี้การช่วยเหลือจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับมาตรการลดภาระค่าน้ำ-ค่าไฟ ให้กับผู้มีรายได้น้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งอาจจะทำคู่กับการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยอีกรอบ

นอกจากนี้ ได้เสนอมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณา คาดว่าจะมีการพิจารณาในเร็วๆ นี้ สำหรับระยะเวลาดำเนินโครงการได้เสนอไปมากกว่า 1 สัปดาห์ที่เคยดำเนินการในปีก่อน ส่วนวงเงินที่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 15,000 บาทเช่นเดิม สำหรับรายละเอียดคงต้องขึ้นกับ ครม.จะเป็นผู้พิจารณา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แจงขั้นตอน โอนเงินผู้มีรายได้น้อย 5.4 ล้านคน ผ่านบัญชีแบงก์รัฐ ธ.ค.นี้

 

11เดือน ไทยส่งออกข้าว 9.18 ล้านตัน มั่นใจ ทั้งปีตามเป้า 9.5 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797936

 

พาณิชย์ เผย 11 เดือน ไทยส่งออกข้าวได้แล้ว 9.18 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.7% มั่นใจทั้งปี ได้ตามเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน ปลื้ม ข้าวหอมมะลิไทย ชนะเลิศรางวัลประกวดข้าวดีเด่นของโลกปี 59 …

วันที่ 30 พ.ย. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการส่งออกข้าวไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-28 พ.ย. 59 ว่า มีการขออนุญาตส่งออกรวมทั้งสิ้น 9.18 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.70% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58 คิดเป็นมูลค่า 4,159 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.55% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 145,000 ล้านบาท มั่นใจว่าการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 59 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 9.5 ล้านตัน

ทั้งนี้ นอกจากปริมาณข้าวส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ในด้านราคาส่งออกข้าวไทยปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว โดยข้าวทั้ง 3 ชนิดคิดเป็นสัดส่วน 77% ของการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด โดยประเทศผู้นำเข้าสำคัญ 10 อันดับแรกอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย ได้แก่ เบนิน, ไอวอรีโคสต์, ญี่ปุ่น, จีน, แองโกลา, แคเมอรูน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, คองโก และโมซัมบิก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 59 ผลผลิตข้าวของไทยออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อรองรับ และรักษาเสถียรภาพราคาข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ที่ออกสู่ตลาด ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งกรมฯ ได้เร่งจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีตลาดรองรับผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยขณะนี้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ข้าวไทยสามารถแข่งขันด้านราคากับข้าวจากประเทศคู่แข่ง เพราะราคาไม่ได้ห่างกันมากแล้วในปัจจุบัน และมีความได้เปรียบด้านคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ซึ่งปริมาณการส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะเป็นการสำรองข้าวไว้จำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนที่กำลังใกล้เข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์”

นอกจากนี้ ในเดือน พ.ย. 59 ข้าวหอมมะลิไทยได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดข้าวดีเด่นของโลกประจำปี 2559 (The World’s Best Rice Award) ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในงานประชุมข้าวโลก ครั้งที่ 8 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดโดย นิตยสารต่างประเทศ The Rice Trader รางวัลดังกล่าว ช่วยตอกย้ำให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า ข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐาน และมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

นางดวงพร กล่าวว่า ส่วนปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันที่ผ่านมา ทำให้เกิดมิติใหม่ในวงการค้าข้าวของไทย โดยเกษตรกรไทยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ให้นำข้าวที่ผลิตออกมาจำหน่ายโดยตรง ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค ทำให้เกิดสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และเป็นบรรยากาศที่สร้างสรรค์ สะท้อนถึงความเกื้อกูลของสังคมไทยที่อาจพัฒนาไปสู่ช่องทางการค้าที่พัฒนามากขึ้นในอนาคต

 

เนสท์เล่อัดแคมเปญ-ราคากระตุ้นกำลังซื้อปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797977

 

“เนสท์เล่ (ไทย)” เปิดตัวแคมเปญ “เนสท์เล่ โอ้โห” กระตุ้นกำลังซื้อช่วงปลายปีและเทศกาล โดยนำขบวนสินค้าในพอร์ตยอดนิยมขายในราคาสุดคุ้ม พร้อมมอบของพรีเมียม…

น.ส.สมฤดี บุญให้เจริญ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารและบริการทางการตลาด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ กล่าวว่า เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่เหนียวแน่น ล่าสุด ได้จัดแคมเปญ “เนสท์เล่ โอ้โห” ขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย ช่วงสุดท้ายของปี 2559 โดยมั่นใจว่า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในราคาคุ้มค่า พร้อมทั้งของพรีเมียมถูกใจ จะสร้างปรากฏการณ์โอ้โหให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายของปีได้แน่นอน

ทั้งนี้ เนสท์เล่ คัดสรรผลิตภัณฑ์ยอดนิยมหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับแคมเปญนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกจับจ่ายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง รสชาติอร่อย มีคุณค่าโภชนาการในราคาประหยัดและถูกใจทุกคนในครอบครัว เช่น ไมโล เครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ และเนสวิต้า ผลิตภัณฑ์สำหรับคุณแม่และสาวๆ ที่มีคุณค่าจากใยอาหารและธัญพืชโฮลเกรน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เนสกาแฟเบลนด์ แอนด์ บรู ผสมกาแฟคั่วบดละเอียด ที่ผลิตจากเทคโนโลยีพิเศษเอกสิทธิ์เฉพาะ ที่ช่วยกักเก็บความหอมอร่อยกลมกล่อมของกาแฟแท้ๆ คั่วบดละเอียด โดยสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เนสท์เล่กับแคมเปญดังกล่าวได้แล้ว ที่ร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ร่วมรายการทั่วประเทศ วันนี้ ถึง 4 ม.ค. 2560 พร้อมรับของพรีเมียมฟรี ณ จุดขายตามเงื่อนไข ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nestle.co.th หรือ สอบถามที่ Call Center 02-657-8601.

 

สรท. คาด ส่งออกไทยปีนี้ยังหดตัว -0.8% ลุ้นปีหน้าโต 0-1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797856

 

สภาผู้ส่งออก คาด ส่งออกไทยปี 59 ยังหดตัวที่ -0.8% ถูกกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ยังมีทิศทางทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่ ในปี 60 ลุ้นส่งออกเติบโต 0-1% …

วันที่ 30 พ.ย. 59 นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือ สภาผู้ส่งออก คาดว่า การส่งออกของไทยในปี 59 จะยังหดตัวที่ -0.8% หรือดีที่สุดคือทรงตัวที่ 0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพราะแม้ข้อมูลผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และจีน จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ผลจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดต่ำลง เพราะประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังไม่สามารถตกลงร่วมกันเกี่ยวกับปริมาณการผลิต จึงเชื่อว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกยังมีทิศทางทรงตัวในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกของไทย

ขณะที่ ในปี 60 คาดว่า การส่งออกของไทยจะเติบโตระหว่าง 0-1% โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ 1. สถานการณ์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศ 2. ผลกระทบจากนโยบายทางการเงินและการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) 3. ความผันผวนของราคาน้ำมันและทองคำ 4. มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมและแรงงานในประเทศ 5. ความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการและรัฐบาลไทยต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น 6. ต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับการค้าระหว่างประเทศ และ 7. ภัยธรรมชาติที่รุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้น

นายนพพร กล่าวว่า แม้สถานการณ์การส่งออกของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ดี เมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ แต่เมื่อพิจารณาถึงทิศทางของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่ยังทรงตัวและอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งสำคัญ เช่น เวียดนาม จึงเป็นแรงผลักดันให้ไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันและให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าเสรีภายใต้กรอบ FTAAP และ RCEP เพื่อให้เกิดโอกาสทางการค้าและการตลาดเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาภายในประเทศด้านอื่นๆ ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และรวมถึงการพัฒนากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางของการกำหนดมาตรฐาน และความตกลงด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งมีชาติสมาชิกให้สัตยาบันแล้ว 100 ประเทศ ยังเหลืออีกเพียง 10 ประเทศ ความตกลงดังกล่าวก็จะมีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ สภาผู้ส่งออก มีข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามความตกลงดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีข้อบทที่ต้องปรับปรุง และจำเป็นต้องพัฒนาระบบและมาตรฐานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในกิจกรรมการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกระบวนการทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่มีข้อบทของความตกลง ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิ์ระงับการนำเข้าสินค้าจากชาติสมาชิกอื่นที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวกับความตกลงได้

พร้อมมองว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องดำเนินการเป็นอย่างแรก คือ การเร่งจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยความสะดวกทางการค้าแห่งชาติ เพื่อให้รับผิดชอบดำเนินการให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อบท และมาตรฐานทั้งหมด โดยต้องมีองค์ประกอบของกรรมการจากภาคเอกชนในสัดส่วนที่เท่ากับกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ จับมือ แสนสิริ จัดแคมเปญ “Countdown” ดอกเบี้ยพิเศษส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 30 พ.ย. 2559 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797751

 

นางสาวกนกวรรณ ใจศรี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์ (ที่ 2 จากซ้าย) และนายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากขวา)

ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวแคมเปญ “Countdown” มอบอัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุดแห่งปี ด้วยข้อเสนอพิเศษ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี เพียง 1.99% ต่อปี เท่านั้น พร้อมเริ่มต้นผ่อนชำระเพียงล้านละ 2,500 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี สิทธิพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมคุณภาพในโครงการพร้อมอยู่ของแสนสิริทุกแห่งทั่วประเทศ โดยได้รับอนุมัติและเบิกจ่ายเงินกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2559 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด)

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 09:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797656

 

ราคาทองวันที่ 30 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดลบ 3 ดอลลาร์ หรือ 0.25% ปิดที่ 1,190.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เหตุนักลงทุนชะลอแรงซื้อ หลังข้อมูล ศก.สหรัฐ แข็งแกร่ง …

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050.00 บาท ขายออกบาทละ 20,150.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 บาท ขายออกบาทละ 20,650.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (29 พ.ย.) 3 ดอลลาร์ หรือ 0.25% ปิดที่ 1,190.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ท่ามกลางภาวะการซื้อขายที่ซบเซา เนื่องจากนักลงทุนลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากมีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับการขยายตัวของจีดีพีประจำไตรมาส 3 อยู่ที่ระดับ 3.2% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 2.9% โดยได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของยอดส่งออกและการใช้จ่ายผู้บริโภค

ขณะที่ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ เปิดเผยผลสำรวจ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.5% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.2006 ทางด้าน Conference Board รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 107.1 ในเดือน พ.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 101.2

ทั้งนี้ นักลงทุน มองว่า การขยายตัวที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ อาจเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. และเป็นปัจจัยลบต่อราคาทอง

 

ทีโอทีขอแก้สัญญาเน็ต กศน.รับติดตั้งไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797492

 

ปีหน้ายังมีจ๊อบอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านทั่วไทย

นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีโอที ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อขอแก้ไขสัญญาการติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จำนวน 10,000 แห่ง เนื่องจาก ทีโอทีไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้แล้วเสร็จตามสัญญาที่กำหนดภายในเดือน มี.ค.60 เนื่องจากทีโอที ไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์เพื่อติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ตามข้อตกลงที่เสนอไปยังกระทรวงดีอีก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับ กศน.นั้น กระทรวงดีอีได้ลงนามในสัญญากับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท โดยทีโอทีและแคท ได้ร่วมกันดำเนินการติดตั้ง ซึ่งทีโอทีจะดำเนินการติดตั้ง 7,500 จุด และแคทติดตั้ง 2,500 จุด โดยได้ลงนามในสัญญาตั้งแต่เดือน มี.ค.59 มีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี หรือแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.60

นายมรกตกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน มูลค่า 15,000 ล้านบาท ว่า ทีโอทีได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงดีอี เพื่อให้การดำเนินการติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านแล้วเสร็จตามนโยบายรัฐบาลในปี 2560 ขณะนี้รอกระทรวงดีอีเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติเรื่องการเบิกจ่ายแทนกัน ตามมติคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (บอร์ดดีอี) ทั้งนี้ ทีโอทีจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยในเดือน ธ.ค.59 นี้ จะนำร่องติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน 50 หมู่บ้าน จากทีโอที ต้องติดตั้งราว 24,700 หมู่บ้าน

นางวิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องโครงการอินเตอร์เน็ต กศน.ว่าติดขัดปัญหาเรื่องใด เนื่องจากเพิ่งมารับตำแหน่งปลัดดีอีได้เพียง 22 วันเท่านั้น ดังนั้นจึงขอเวลาศึกษารายละเอียดโครงการก่อน อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีจะพิจารณาทุกโครงการอย่างรอบคอบและเป็นธรรม และให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด.

 

“ลอฟท์” ทำยอดขายโต 20% เพิ่มสัดส่วนสินค้านำเข้าญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797486

 

นายกฤษดา รินทรานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม สเปเชียลลิตี้ จำกัด ผู้บริหารร้าน “ลอฟท์” จากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในปีนี้ ลอฟท์ยังสามารถทำธุรกิจเติบโตได้ 20% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีปัญหาด้านกำลังซื้อ โดยปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตสวนกระแส คือ การขยายสาขาใหม่ที่เมกา บางนา และการปรับภาพลักษณ์ร้านที่อยู่ภายในศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่มาเป็นคอนเซปต์ “Loft Life Fun Life” ซึ่งมีผลตอบรับดีเกินคาด มียอดการใช้จ่ายสูงขึ้นเป็น 700-1,000 บาทต่อบิล จากปี 58 อยู่ที่ 500-600 บาทต่อบิล ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวก็เป็นอีกส่วนที่ช่วยส่งเสริมยอดขายด้วย เพราะจำนวนซื้อสูงกว่าคนไทยมากถึง 2 เท่า

“เมื่อก่อนเราขายสินค้าภายในประเทศมากกว่า แต่ตอนนี้ได้เพิ่มสัดส่วนสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาแล้ว บวกกับแรงซื้อในกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดจีน ทำให้บริษัทมียอดขายเติบโตมากสุดในรอบ 19 ปี โดยสำหรับแผนในการดำเนินธุรกิจระยะ 3-5 ปีนับจากนี้ ต้องการขยายสาขาให้เพิ่มขึ้นเท่าตัว”.

 

โรงแรมเซ็นทรัลหั่นเป้ารายได้ เหตุระเบิดกลางปี-ทัวร์จีนหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797481

 

นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโส ฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ยอมรับว่ารายได้ปีนี้จะขยายตัวเพียง 4-5% จากปี 58 ที่มีรายได้ 19,291 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าเดิมที่วางไว้ 6-7% เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวในประเทศที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่มีเหตุระเบิด 7 จังหวัด ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้มีการยกเลิกการจองที่พักพอสมควร และในช่วงไว้อาลัยเดือน ต.ค.มีการยกเลิกงานสัมมนาคิดเป็นมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงกว่า 10% จากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ขณะนี้การท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังรัฐบาลออกมาตรการยกเว้นค่าวีซ่า 3 เดือน และคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวช่วงปลายปี ทำให้ปีนี้อัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ 82-83% มากกว่าปี 58 ซึ่งอยู่ที่ 80% ส่วนอัตราค่าห้องเพิ่มขึ้นไม่สูงกว่าปี 58 เพราะนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซียมีการต่อรองราคาค่อนข้างมาก ส่วนการลงทุนธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศ กำลังเจรจาร่วมทุนโรงแรมในดูไบ ขนาด 500 ห้อง มูลค่าโครงการ 6,300 ล้านบาท บริษัทถือหุ้น 40% คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 2,000 ล้านบาท คาดได้ข้อสรุป ธ.ค.นี้

นายรณชิตกล่าวว่า ส่วนปี 60 คาดว่ารายได้จะโตได้ 4% จากปี 59 โดยธุรกิจโรงแรมจะเติบโตได้ 3-4% และมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 81-82% ส่วนธุรกิจอาหารคาดว่าจะโต 5-6% โดยภาพรวมการท่องเที่ยวน่าจะดีขึ้น โดยภาครัฐประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวปี 60 จะอยู่ที่ 34 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยว 2.7 ล้านล้านบาท โต 8% จากปี 59 ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3-3.5% ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทขยายตัวสอดคล้องไปกับเศรษฐกิจ โดยปี 60 ตั้งงบลงทุน 1,200 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจโรงแรม 600 ล้านบาท และธุรกิจอาหารอีก 600 ล้านบาท.