“โออิชิกรุ๊ป” ทวงบัลลังก์แชมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797477

 

นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในเครือไทยเบฟเวอเรจ เปิดเผยว่า แผนการทำธุรกิจของโออิชิกรุ๊ป ยังคงเน้นเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์ “โออิชิ” ทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มต่อเนื่อง โดยชู 3 กลยุทธ์หลัก 1.Product Innovation ชู “นวัตกรรม” ขยายตลาดแมสพรีเมี่ยม 2.Brand Engagement เสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์ต่อเนื่อง 3.Distribution Excel-lence ใช้การ Synergy และ Collaboration กับเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ขยายช่องทางจำหน่าย และตลาดต่างประเทศควบคู่กับการจัดทัพใหม่สร้างทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง จนพลิกฟื้นให้ “โออิชิ” กลับมาเป็นแชมป์อย่างองอาจอีกครั้ง ทั้งในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นในประเทศไทย หลังปี 2557 เจอสารพัดปัญหารุมเร้า โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

“ผลประกอบการของโออิชิ กรุ๊ป ประจำปีงบประมาณ 2559 ที่เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 ก.ย.2559 ถือว่าเกินความคาดหมาย มีรายได้จากการขายรวม 10,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เป็นรายได้จากธุรกิจอาหาร 4,906 ล้านบาท เติบโต-0.4% ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มทำรายได้ 5,493 ล้านบาท เติบโต 17% เป็นผลจากการเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ต่อเนื่องตลอดทั้งปี อัดแคมเปญการตลาดโดนใจผู้บริโภค และมีกำไรสุทธิรวม 887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90% เป็นกำไรจากธุรกิจอาหาร 88 ล้านบาท เติบ โต 183% ธุรกิจเครื่องดื่ม 799 ล้านบาท เติบ โต 83%”

นายมารุต กล่าวว่า ยอดขายและผลกำไรที่เพิ่มขึ้นของทั้งธุรกิจอาหารและธุรกิจเครื่องดื่ม เป็นเพราะมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิ-ภาพ ปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก บริหารกำลังการผลิต และงบการตลาด ที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นด้วย เป้าหมายอันท้าทายสู่วิสัยทัศน์ 2020 หรือปี 2563 ของบริษัทแม่ ทำให้โออิชิกรุ๊ปต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการในทุกๆด้าน ที่ยึดหลักการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง โดดเด่น และมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน ภายใต้แนวคิดนำตลาดด้วยนวัตกรรม เพื่อครองผู้นำตลาดแมส พรีเมี่ยม, มอบคุณภาพของสินค้าและบริการด้วยมาตรฐานระดับญี่ปุ่น และเป็นแบรนด์ที่ช่างคิด สร้างสรรค์ สนุกสนาน.

 

ตีกรอบขายประกันออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797471

 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เมื่อวันที่ 26 พ.ย.59 ได้เห็นชอบหลักการการออกกติกากำกับดูแลวิธีการออกกรมธรรม์ประกันภัย การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย การชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในส่วนของการประกันชีวิตและการประกันวินาศภัย ผ่านอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ แอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ โปรแกรมแชทออนไลน์

“ที่ผ่านมา คปภ.ยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลการซื้อขายประกันผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้รับสิทธิความคุ้มครอง”

สำหรับร่างประกาศที่ คปภ.นำเสนอ มีสาระสำคัญ อาทิ การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากบริษัทเท่านั้น ที่จะสามารถเสนอขายผ่านช่องทางนี้ได้ และแบบกรมธรรม์ประกันภัยต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน คปภ. ส่วนการชำระเบี้ยประกันภัย หากทำด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเข้าบัญชีบริษัทประกันภัยเท่านั้น และบริษัทต้องขอคำยืนยันการทำประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยภายใน 7 วันหลังจากออกกรมธรรม์ประกันภัย รวมทั้งบริษัทต้องให้สิทธิขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยภายใน 15 วัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ได้อานิสงส์ข้อมูลศก.มะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797577

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันอังคาร โดยได้อานิสงส์จากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ชดเชยความผิดหวังจากการลดลงของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทกลุ่มปิโตรเลียม…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 29 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 23.70 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 19121.60 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 2.94 จุด หรือ 0.13% ปิดที่ 2204.66 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 11.11 จุด หรือ 0.21% ปิดที่ 5379.92 จุด

การเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เกิดขึ้นแม้ว่าหุ้นของบริษัทพลังงานจะลดลงตามราคาน้ำมันที่ดิ่งเกือบ 4% ก่อนจะมีการปิดประชุมโอเปกในวันพุธ โดยตลาดได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจ เช่นการเติบโตในไตรมาส 3 ของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด, ราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นในเดือนก.ย. และการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพ.ย.

 

“บิ๊กซี” ลดขายเหล้า-บุหรี่ดันกำไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797466

 

นายรามี ปีไรเนน ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (BJC) เปิดเผยว่า หลังจากเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ฯได้เข้าซื้อและเข้าบริหารกลยุทธ์บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (BIGC) พบว่า มีสินค้าบางประเภทที่มีต้นทุนการเก็บ การขนส่ง และการบริหารจัดการสูง แต่มีอัตรากำไรต่ำจนทำให้บริษัทแทบไม่มีกำไร เช่น บุหรี่ เหล้า ซึ่งคิดเป็น 15% ของยอดขายทั้งหมด บิ๊กซีจึงได้ปรับกลยุทธ์ โดยลดการขายสินค้าที่ไม่ทำกำไรและหันมาเน้นขายอาหารสดแทน เพื่อเพิ่มกำไรจากการขายมากขึ้น แต่จะทำให้ยอดขายรวมปีนี้ลดลง โดยยอดขายไตรมาส 3 ลดลง 20% แต่กำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17.8% จากกำไรไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ 12.93% โดยบิ๊กซียังคงเป้าหมายเป็นผู้นำด้านสินค้าราคาถูกต่อไป

“ยอดขายของ BIGC รวมทั้งปีนี้ จะลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 129,407.19 ล้านบาท แต่มั่นใจว่ากำไรสุทธิยังเพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีหรือไตรมาส 4 คาดว่าจะยังซบเซาต่อเนื่อง เพราะประชาชนยังอยู่ในภาวะโศกเศร้า ขณะที่ยอดขายเสื้อผ้า ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เสื้อผ้าที่จะขายในช่วงนี้ได้จะต้องเป็นเสื้อสีขาวและสีดำเท่านั้น ซึ่งปริมาณสินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

สำหรับเป้าหมายรายได้ปี 60 หลังควบรวมกับ BIGC นั้น อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงาน ซึ่งจะเสร็จเดือน ธ.ค.นี้ โดยประเมินว่ายอดขายสาขาเดิมจะเติบโตอยู่ที่ 2-3% นอกจากนี้ ในปีหน้าเบอร์ลี่ยุคเกอร์ฯและบิ๊กซี ได้ตั้งงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นของบิ๊กซี 8,000 ล้านบาท เพื่อขยายบิ๊กซีไฮเปอร์มาร์เก็ต 9 สาขา บิ๊กซีมาร์เก็ต 4 สาขา มินิบิ๊กซี 200 สาขา และปรับปรุงสาขาเดิม 42 สาขา ส่วนอีก 2,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุนของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ฯ.

 

กสิกรไทยประกาศทุ่ม 5 พันล้านพัฒนาไอที ครองผู้นำดิจิทัลแบงกิ้ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797462

 

กสิกรไทยประกาศแผนธุรกิจปีหน้าทุ่ม 5,000 ล้านบาท พัฒนาไอทีหวังครองอันดับ 1 ผู้นำดิจิทัลแบงกิ้ง หลังคนใช้แอพพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งโตก้าวกระโดด แบไต๋จ่อคิวควบสาขาที่ธุรกรรมน้อย แต่ไม่มีแผนปรับลดพนักงานขณะที่มองเศรษฐกิจอาเซียนสดใส โอกาสการธุรกิจของธนาคารยังมีอยู่

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของธนาคารในปีหน้า 60 ว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อจะสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 4-6% โดยประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.3% ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนภาครัฐ พร้อมทั้งเตรียมงบ 5,000 ล้านบาท ใช้ในการพัฒนาไอที และร่วมสร้างพันธมิตรใหม่ทั้งสตาร์ทอัพ และฟินเทค เพื่อนำบริการทางการเงินใหม่ๆมาให้บริการลูกค้า เพื่อครองความเป็นผู้นำดิจิทัลแบงกิ้ง โดยตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าแอพพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งเป็น 7.1 ล้านราย จากปัจจุบันมีอยู่ 5 ล้านราย

“การใช้บริการโมบายแบงกิ้งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วง 9 เดือนแรก มีจำนวนธุรกรรมสูงถึง 1,000 ล้านรายการ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 48.9% จากปี 58 ทั้งปีมีจำนวนธุรกรรม 700 ล้านรายการ และในปี 60 เชื่อว่ายอดการทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงก์กิ้งจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ดังนั้นปีหน้าจะมีการพิจารณาควบรวมสาขา โดยสาขาที่มีปริมาณธุรกรรมน้อย ก็จะควบรวมสาขา แต่จะไม่มีนโยบายการปรับลดพนักงาน”

ทั้งนี้ปริมาณการทำธุกรรมการเงินผ่านสาขาในปี 58 ที่ผ่านมา มีการใช้บริการสาขาคิดเป็นสัดส่วน 60% และอีก 40% ใช้บริการช่องทางอิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้ง แต่ในช่วงปี 59 มีการใช้บริการสาขาสัดส่วนลดลงเหลือ 35% และใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้งเพิ่มขึ้นเป็น 65% และลูกค้าที่ใช้โมบายแบงกิ้งที่มีอยู่ 5 ล้านราย มียอดการใช้บริการธุรกรรมการเงินสูงถึง 80%

“อย่างไรก็ตาม เรื่องของการปรับลดพนักงานถือเป็นเรื่องอนาคต ยังไม่เกิดขึ้นในปีหน้า แต่หากพนักงานของธนาคารสามารถปรับตัวรองรับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ก็ไม่มีปัญหาและสามารถอยู่ในธุรกิจธนาคารต่อไปได้ เนื่องจากในปัจจุบันเศรษฐกิจอาเซียนกำลังเติบโต มีจำนวนประชากรสูงถึง 530 ล้านคน ดังนั้นโอกาสของการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ยังมีอยู่”

นางสาวขัตติยากล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางธุรกิจข้ามประเทศ กสิกรไทยมุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อการรับชำระเงินและการลงทุนแห่งภูมิภาค ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับการโอนเงินและชำระเงินข้ามประเทศด้วยสกุลเงินท้องถิ่นในภูมิภาคอาเซียน สนับสนุนการระดมทุนเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงไฟฟ้า ถนน และท่าเรือในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) รวมทั้งการควบรวมกิจการ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทไทยและญี่ปุ่น

นางสาวขัตติยายังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า คาดว่าธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ในปี 2560 คือ ธุรกิจก่อสร้าง จากบรรยากาศการลงทุนที่ค่อยๆฟื้นตัว และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ธุรกิจยานยนต์ จากการที่โครงการรถคันแรกทยอยสิ้นสุดลง น่าจะเป็นผลดีต่อยอดขายรถยนต์ในประเทศ ขณะที่การส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนมีโอกาสฟื้นตัวโดยเฉพาะตลาดอาเซียนและออสเตรเลีย ธุรกิจบริการสุขภาพ ได้รับอานิสงส์จากกลุ่มลูกค้า Medical Tourism ซึ่งไทยมีความได้เปรียบมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และธุรกิจท่องเที่ยวที่บางตลาดมีแนวโน้มดีขึ้น อาทิ รัสเซีย และสแกนดิเนเวีย.

 

ปลูก “ข้าวโพด” รุกป่า-พื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797461

 

เกษตรกรร้องพาณิชย์ผู้ส่งออกไม่กล้าซื้อ

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯจะทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หลังจากที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จ.นครราชสีมา เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนให้ช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีโรงงานอาหารสัตว์รับซื้อ เพราะเกรงว่าเมื่อนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาจทำให้ประเทศผู้นำเข้ากีดกัน เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อม และบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน

สำหรับการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นกำหนดไว้ 2 แนวทาง คือ ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดนอกพื้นที่เอกสารสิทธิ แต่มีรายชื่อได้รับการช่วยเหลือจากโครงการประกันรายได้เมื่อปี 49 ซึ่งจะขอความร่วมมือให้จังหวัดเป็นผู้รับรองเกษตรกรกลุ่มนี้ และอีกกลุ่มที่ไม่มีรายชื่อในฐานการช่วยเหลือประกันรายได้เมื่อปี 49 จะให้กลุ่มสหกรณ์รวบรวมรายชื่อ จากนั้นกระทรวงจะประสานโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้ามารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่มนี้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ อาจขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าซึ่งเกษตรกรต้องเข้าใจด้วย หากได้ราคาเท่ากันอาจจูงใจให้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน โดยราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีเอกสารสิทธิล่าสุดราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัม กก.ละ 7.30-7.60 บาท ถ้าพื้นที่นอกเอกสารสิทธิจะรับซื้อที่ กก.ละ 6.30-6.60 บาท ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันเกษตรกรเกือบ 90% ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ในจำนวนนี้ 40% บุกรุกป่าสงวน.

 

“วีระศักดิ์” กดดันทิ้งเก้าอี้อธิบดี ชธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797456

 

(อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ปรากฏว่า นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) ได้ยื่นใบลาออกจากราชการต่อนายอารีพงศ์ แต่นายอารีพงศ์ได้ระงับใบลาออกไว้ชั่วคราว คาดว่าเหตุผลส่วนตัวที่นายวีระศักดิ์ขอลาออก อาจมาจากแรงกดดันเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และความล่าช้าในการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชในอ่าวไทย ที่จะหมดอายุสัมปทานให้ผู้ผลิตรายเดิมในปี 2565-2566 รวมทั้งการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่ล่าช้า

ซึ่งการที่นายอารีพงศ์ยับยั้งใบลาออกของนายวีระศักดิ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวงพลังงาน สามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อครบกำหนดตามระเบียบราชการ 30 วัน นายวีระศักดิ์อาจยื่นใบลาออกอีกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์เดิมได้ แม้นายวีระศักดิ์จะมีกำหนดเกษียณอายุราชการในเดือน ต.ค.2561 ก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ได้พยายามติดต่อนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง นายวีระศักดิ์ได้กล่าวชี้แจงสั้นๆว่า ยังทำงานอยู่ ไม่ได้มีการลาออกแต่อย่างใด และจะทำงานในทุกๆด้านอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันว่านายวีระศักดิ์อาจมีความเครียดและเผชิญกับแรงกดดันจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เพราะเรื่องที่รับผิดชอบทั้งหมดมีความล่าช้าในการดำเนินงานมาก จึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ท่ามกลางข่าวลือว่าจะมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานอีกรอบหนึ่ง

ขณะเดียวกันในส่วนของการคัดเลือกผู้บริหารระดับรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่ว่างลง 2 ตำแหน่งนั้น ก็มีกระแสข่าวว่าสร้างความอึดอัดใจให้กับนายวีระศักดิ์ด้วยเช่นกัน โดยผู้ที่ถูกคาดหมายว่า จะมานั่งในตำแหน่งรองอธิบดีทั้ง 2 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายหร่อหยา จันทรัตนา หัวหน้าสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน ที่ก้าวขึ้นมาจากสำนักงานพลังงาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เชี่ยวชาญด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมในภาคใต้ และนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน.

 

ธปท.ผุดไอเดียจัดการหนี้เน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797451

 

จับมือแบงก์ตั้งองค์กรแก้สินเชื่อไม่มีหลักประกัน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการจัดตั้งกลไกในการเจรจาหนี้สำหรับสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured loan) เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ร่วมกับทางสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการจัดการหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ของสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันของทั้งระบบสถาบันการเงินทั้งหมด ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับหลายประเทศเช่น มาเลเซีย ต่อจากนั้นเมื่อมีกลไกการบริหารจัดการหนี้ ซึ่งทำให้หนี้เสียลดลงได้แล้ว หลังจากนั้นต้องมีกลไกที่ดูแลไม่ให้คนที่แก้หนี้ไปแล้วหรือประนอมหนี้ได้แล้วไปก่อหนี้เพิ่มขึ้นควบคู่กันไปด้วย เป็นการแก้จิ๊กซอว์ควบคู่กันไปด้วย

“หน่วยงานที่กำลังศึกษานี้ยังไม่สรุปรูปแบบที่ชัดเจน อาจจะเป็นองค์กร หรือหน่วยงานเฉพาะแยกออก ทำให้จากปกติที่การจัดการหนี้ลูกค้าแต่ละคนต้องวิ่งไปทีละธนาคาร ธนาคารเจ้าหนี้เองก็มีหลายราย ใครตามได้เร็วก็ได้หนี้คืนเร็ว หรือถ้าธนาคารไม่ตามเองก็ต้องจ้างคนนอกตามต้นทุนก็อาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนต่างหนี้ที่ได้คืนก็นิดเดียว แต่ต่อไปการปรับโครงสร้างหนี้อยู่ในศูนย์เดียวกัน เพราะถึงมีหนี้หลายแห่ง แต่มีเงินหมุนเวียนก้อนเดียว ซึ่งเมื่อเจ้าหนี้ทำงานร่วมกันก็จะสามารถหาวิธีการกระบวนการประนอมหนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งคณะทำงานเสร็จไปแล้ว”

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมฯได้หารือกับ ธปท.ถึงแนวทางดูแลบริหารจัดการลูกหนี้สินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยบริหารหนี้ได้มีประสิทธิภาพ และทำให้หนี้เสียลูกค้ากลุ่มนี้ลดลง โดยเบื้องต้นจะเป็นความร่วมมือของสมาชิกสมาคมธนาคาร 15 รายก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปได้ต้นปีหน้า และหากประสบความสำเร็จจะขยายผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์)

“จากนี้จะต้องมีการศึกษารายละเอียดด้านต่างๆ ทั้งเกณฑ์การติดตามลูกหนี้ ซึ่งต้องดูเป็นรายๆไปว่าลูกหนี้แต่ละคนธนาคารไหนจะเป็นเจ้าหนี้หลัก เป็นเจ้าหนี้รอง หรือการเรียกเก็บหนี้จะมาแบ่งกันหรือไม่ รวมถึงผลกระทบต่อรายได้ ค่าธรรมเนียมของธนาคาร ซึ่งต้องมีการหารือรายละเอียดอย่างรอบด้าน”.

 

ไฉนชาวนาไทยถึงจน? เปิดเบื้องหลังราคาข้าวตกต่ำ สู่ทางออกที่ควรจะเป็น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795822

 

เมื่อย้อนกลับไป 5-30 ปีก่อน ประเทศไทยเคยครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ก่อนจะมาเสียตำแหน่งให้กับอินเดียเมื่อปี 2554 ตอนที่เราเริ่มโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ด และในช่วงปี 2551 ราคาข้าวในตลาดโลกถีบตัวขึ้นสูงติดเพดาน โดยข้าวเปลือกพุ่งขึ้นไปสูงกว่า 14,000 บาท แต่แล้วในวันนี้ดูเหมือนจะตรงกันข้าม ราคาซื้อขายข้าวล่วงหน้า เดือนธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ส่งออกข้าวซื้อข้าวสารหอมมะลิกับโรงสีในราคาตันละ 15,800 บาท หรือกิโลกรัมละ 15.80 บาท เมื่อทอนเป็นราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ จะอยู่ที่ตันละ 8,000 บาทเศษ ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี

คำถามคือ…เกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ข้าวในปัจจุบัน?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เชิญแหล่งข่าวนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้เกียรติมาพูดคุยถึงเรื่องข้าว อาหารหลักของคนไทย โดยนักวิชาการท่านนั้น คือ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร


ราคาข้าวตกต่ำมาจาก 2 สาเหตุ คือ ผลผลิตเยอะ และการบริโภคลดลง
เกิดอะไรขึ้นกับราคาข้าวในปัจจุบัน?

ดร.วิโรจน์ ระบุว่า มาจาก 2 ปัจจัยหลักๆ คือ 1. ผลผลิตเยอะ และสต๊อกข้าวมีมากที่สุดในรอบ 15 ปี โดยในช่วง 2-3 ปีก่อน เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดภัยแล้งในหลายประเทศ พอมาปีนี้ลานีญากำลังเข้ามาแทนที่ ประเทศอินเดียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์หนึ่งของโลกในช่วงหลังได้ข้าวดีที่สุดในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนข้าวในประเทศไทยก็เริ่มดีขึ้นด้วย ทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และด้วยความที่ตลาดข้าวเป็นตลาดที่เล็กมาก โดยขณะที่ผลผลิตทั่วโลกอยู่ที่ 480 ล้านตัน แต่ที่ส่งออกขายกันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30-40 ล้านตัน เพราะฉะนั้น หากผลผลิตข้าวของโลกเพิ่มขึ้น 10-20 ล้านตันก็กระทบราคาข้าวแล้ว

2. การบริโภคลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าข้าวสาลีมีราคาถูกด้วย และในประเทศไทย รวมทั้งประเทศจีน มีการนำเข้าข้าวสาลีมาใช้เป็นอาหารสัตว์แทนปลายข้าวมากขึ้นด้วย

“ส่วนที่หลายคนเชื่อว่า การไม่ได้กำหนดพื้นที่ในการเพาะปลูกข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวออกมาเยอะนั้น แทบจะไม่เกี่ยว เพราะว่าผลผลิตข้าวในประเทศไทยถือว่าน้อยมาก ประมาณ 4-5% ของผลผลิตโลก เพราะฉะนั้น ถ้ายกตัวอย่างประเทศที่มีผลผลิตข้าวมากที่สุดอย่างประเทศจีน หากผลผลิตเขาเปลี่ยนไปสัก 10% ก็มากกว่าข้าวที่ประเทศไทยส่งออกทั้งปีแล้ว”


ผลผลิตข้าวในประเทศไทยถือว่าน้อยมาก ประมาณ 4-5% ของผลผลิตโลก
กระบวนการกำหนดราคาข้าวมาจากไหน?

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า ราคาข้าวส่วนใหญ่จะกำหนดกันในตลาดโลก ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มผู้ขายและนายหน้าระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า International Trader และ International Brokers โดยพวกเขาจะทำหน้าที่แทนประเทศผู้ซื้อ ไปติดต่อผู้ส่งออกในประเทศต่างๆ ว่าต้องการขายข้าวในราคาเท่าไร

จากนั้นก็เสนอราคามาโดยคำนวณจากปัจจัยหลักในการกำหนดราคาข้าว คือ ผลผลิต การบริโภค และสต๊อกข้าว และปัจจัยอื่นๆ เช่น ในแต่ละประเทศชอบกินข้าวอะไร ซึ่งราคาเสนอนี้จะไปกำหนดราคาข้าวให้กับผู้ส่งออกของแต่ละประเทศ และถ้าผู้ส่งออกไปรับราคาจากผู้ซื้อมา พวกเขาจะต้องไปรับซื้อผลผลิตในประเทศในราคาที่ต่ำกว่าที่รับมาเพื่อให้ได้กำไร ถ้าราคาสะท้อนความเป็นจริง ราคาก็จะต่ำลงเป็นทอดๆ แต่หากผู้ส่งออกไปรับออเดอร์ในราคาที่ต่ำเกินไป ขณะที่ผลผลิตในประเทศมีน้อย ราคาข้าวก็อาจจะสูงกว่าออเดอร์ที่พวกเขารับมา และพวกเขาก็จะขาดทุน

ถ้าถามว่า ราคาทำไมไปกำหนดจากตรงนั้น ประเทศเรากำหนดเองไม่ได้เหรอ คำตอบก็คือ โบรกเกอร์พวกนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศผู้ซื้อ โดยจะไปหาดูว่าในประเทศที่ผลิตข้าวต่างๆ ประเทศใดให้ดีลที่ดีที่สุดให้เขา ซึ่งขึ้นกับสถานการณ์แต่ละประเทศเป็นอย่างไรด้วย เช่น ในช่วงที่ไทยมีโครงการจำนำข้าว ข้าวไทยแพงหรือหาซื้อได้ยาก เขาก็หันไปซื้อจากประเทศอื่นแทน ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสให้ข้าวหอมประเทศอื่นเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น ถึงแม้ว่าข้าวหอมของเขาอาจจะไม่โดดเด่นเท่าข้าวหอมมะลิเรา แต่สำหรับคนกินข้าวในบางประเทศอาจจะถือว่าไม่ได้แตกต่างกันมาก”


โบรกเกอร์ จะเสนอราคามาให้กับประเทศผู้ส่งออกข้าว โดยคำนวณจากปัจจัยหลักในการกำหนดราคาข้าว คือ ผลผลิต การบริโภค และสต๊อกข้าว
ในอนาคตประเทศไทยสามารถเป็นผู้กำหนดราคาข้าวได้เองหรือไม่?

การกำหนดราคาเองจะทำได้ก็ต่อเมื่อเราไม่ต้องสนใจจะขายข้าวที่เหลือกินเหลือใช้ได้หมดหรือไม่ เพราะถ้าราคาที่เรากำหนดสูงกว่าข้าวประเทศอื่นอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น ข้าวขาวราคาสูงกว่าคู่แข่งเกิน 40-60 เหรียญต่อตัน (ซึ่งส่วนนี้สะท้อนคุณภาพการสีข้าวที่ดีกว่าของเรา) ผู้ซื้อก็จะหันไปซื้อจากประเทศอื่นมากขึ้น ในที่สุด เมื่อมีข้าวเหลือจากการที่ส่งออกไม่ได้ ราคาในประเทศก็จะตกลงอยู่ดี

ที่ผ่านมามีการสมคบคิดของโรงสี ที่มีผลทำให้ราคาข้าวดิ่งหรือไม่?

ดร.วิโรจน์ ตอบอย่างชัดเจนว่า ยาก! … เพราะโรงสีในประเทศไทยมีเยอะมากเป็นหมื่นโรง และการที่จะมานั่งสมคบคิดแบบนี้มันยาก และยิ่งหากไปกดราคาต่ำๆ ขณะที่ผลผลิตมีน้อย เมื่อถึงเวลาก็ต้องแย่งกันซื้อ ส่วนในอนาคตราคาข้าวจะตกต่ำกว่านี้ไหมก็ไม่แน่ แต่ปกติการกำหนดราคาข้าวจะมองเผื่ออนาคตเอาไว้ด้วยแล้ว สมมติว่า โรงสีที่สีข้าวเดือนนี้เพื่อจะขายเดือนหน้า ถ้าเขาคิดว่าราคาข้าวเดือนหน้าจะต่ำกว่าเดือนนี้เขาจะหยุดซื้อ ยกเว้นว่าเขาจะมีออเดอร์อยู่ในมือที่จะต้องรีบส่ง ซึ่งหมายความว่าเขาจะมีกำไรเมื่อคิดจากราคาข้าวเปลือกในขณะนี้ ดังนั้น ถ้าคนเชื่อว่าราคาข้าวในอนาคตจะต่ำลง ก็ย่อมจะดึงราคาข้าวในปัจจุบันให้ต่ำลงด้วยเช่นกัน


เรื่องการสมคบคิดของโรงสีนั้น ดร.วิโรจน์ ตอบว่า ยาก! … เพราะโรงสีในประเทศไทยมีเยอะมากเป็นหมื่นโรง
เกษตรกรขายข้าวเอง จะช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวได้หรือไม่?

นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ เผยว่า ระบบเดิมของเราจะมีข้าวที่สำหรับขายออกสู่ตลาดกับข้าวที่เก็บไว้กินเอง สำหรับข้าวที่เก็บไว้กินเอง เกษตรกรมักจะเอาไปสีกับโรงสีเล็กในพื้นที่ ซึ่งโรงสีจะได้ค่าสีเป็นรำ ปลายข้าว และแกลบ ส่วนต้นข้าว (เมล็ดข้าว) ก็คืนเกษตรกรมา แต่ว่าโรงสีเหล่านั้นมักเป็นโรงสีที่มีคุณภาพต่ำ ส่วนข้าวที่ขายกันในตลาดที่เป็นข้าวถุง จะมาจากโรงสีที่มีคุณภาพสูง มีเครื่องยิงสีราคาเป็นสิบล้านบาท ซึ่งปกติเครื่องสีขนาดเล็กหรือโรงสีขนาดเล็กจะทำคุณภาพระดับนี้ไม่ได้

วิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหาคุณภาพข้าวของชาวนาอาจทำได้โดยชาวนาต้องรวบรวมข้าวจำนวนมากพอสมควรไปจ้างโรงสีที่มีคุณภาพสูงสีให้ แต่ในกรณีที่ชาวนาสีข้าวเองหรือใช้โรงสีเล็กที่มีคุณภาพต่ำ แล้วมีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งที่ยอมรับข้าวที่มีคุณภาพการสีต่ำลง ก็อาจจะพอขายได้ แต่ถ้าคิดจะขายตลาดส่งออกก็คงจะยาก และต้องไม่ลืมว่า ต่อให้ขายเองในประเทศได้หมด ก็จะขายได้เพียงครึ่งเดียวของผลผลิตข้าวทั้งหมดที่ประเทศไทยผลิตได้ ที่เหลือจะต้องส่งออกอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพึ่งระบบคนกลาง โรงสี และผู้ส่งออกอยู่แล้ว


ช่วงจำนำข้าวที่ไทยเริ่มสะสมสต๊อกก็อาจจะมีส่วนช่วยดึงราคาข้าวขึ้นบ้างในช่วงแรก เพียงแต่ว่าราคาเริ่มตกตั้งแต่หลังจำนำข้าวผ่านไป 6 เดือน
พิษจำนำข้าวฉุดราคาตกต่ำหรือไม่?

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า โลกเคยเกิดวิกฤตการณ์อาหาร หรือ Food Crisis ในปี 2551-2552 ในช่วงนั้นราคาข้าวเปลือก (ข้าวขาว) พุ่งขึ้นไปถึง 14,000 บาท จากนั้นราคาก็เริ่มลง ต่อมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาทำโครงการจำนำข้าว ก็ส่งผลให้ชาวนาในประเทศไทยปลูกข้าวเพิ่ม แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ไม่ได้ส่งออกข้าว ทำให้ประเทศอินเดียถือโอกาสที่มีสต๊อกเหลืออยู่ค่อนข้างเยอะก็ปล่อยสต๊อกออกมา หลังจากนั้นสต๊อกข้าวของประเทศไทย 19 ล้านตัน ซึ่งเท่ากับปริมาณส่งออกในยามปกติถึงสองปี ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาตลาดโลกมากขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ว่าอย่างไรก็ผลิตข้าวได้เกินพอ ต่างกับอินเดียที่แม้ว่าจะผลิตข้าวเยอะกว่า แต่ก็มีประชากรเยอะมาก บางปีก็ข้าวเหลือ แต่บางปีข้าวก็ขาด ฉะนั้น สต๊อกข้าว 19 ล้านตันในอินเดียจะไม่กระทบตลาดมากเท่าสต๊อกข้าว 19 ล้านตันในประเทศไทย

ช่วงจำนำข้าวที่ไทยเริ่มสะสมสต๊อกก็อาจจะมีส่วนช่วยดึงราคาข้าวขึ้นบ้างในช่วงแรก เพียงแต่ว่าราคาเริ่มตกตั้งแต่หลังจำนำข้าวผ่านไป 6 เดือน หลังจากที่ประเทศอื่นเร่งระบายข้าวออกมาเยอะมาก และวงการข้าวก็ทราบดีว่าประเทศไทยมีสต๊อกข้าวจำนวนมาก ที่ถ้าปล่อยออกมามากๆ เมื่อไหร่ ราคาข้าวก็จะตกลงได้ทันที ซึ่งนี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวอยู่ในระดับที่ต่ำและไม่เคยโงหัวขึ้นมามากตั้งแต่หลังจากที่เราทำโครงการจำนำข้าวได้ประมาณครึ่งปี

แต่อาจจะเป็นโชคดีที่ 2 ปีหลังจากนั้น ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ก็เจอภัยแล้งทั้ง 2 ปี ดังนั้น ผลกระทบจากสต๊อกข้าวของเราจึงมีไม่มากเท่าในปีนี้ ที่ผลผลิตข้าวดีทั้งประเทศไทย อินเดีย และเวียดนามด้วย!


ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร
ทำไมข้าวกล้องที่ไม่ผ่านการขัดสี ถึงมีราคาสูงกว่าข้าวขาวที่ขัดสีแล้ว?

ดร.วิโรจน์ อธิบายว่า ตลาดข้าวกล้องเล็กกว่าและการเก็บรักษาลำบากกว่าข้าวขาว ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษามีต้นทุนสูงกว่าข้าวขาว นอกจากนี้ คนทำก็พยายามทำขายตลาดบน คือตลาดของคนที่มีรายได้สูงด้วย รวมทั้งความเชื่อว่าข้าวกล้องเป็นของดีกว่า กินแล้วสุขภาพดี จึงสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าข้าวขาว

สรุปแล้วเกษตรกรจะได้เงินเท่าไร?

ดร.วิโรจน์ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก โดยประเภทของข้าวหลักๆ มีอยู่ 2 ประเภท คือ ข้าวนาปี ที่ปลูกแถวภาคอีสานกับภาคเหนือ ถ้าเป็นหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 350-400 กิโลกรัม และปลูกได้ปีละครั้ง ข้าวหอมมะลิราคาจะดีกว่าข้าวขาว กับข้าวนาปรัง ซึ่งในภาคกลางจะปลูกได้ 2-2.5 ครั้งต่อปี (5 ครั้งใน 2 ปี) และผลผลิตต่อไร่ประมาณ 700-800 กิโลกรัม หรือในแต่ละรอบมีรายได้เกือบ 2 เท่าของข้าวหอมมะลิ ฉะนั้น โดยทั่วไปแล้ว ชาวนาในภาคกลางจะมีรายได้มากกว่าชาวนาในภาคอีสานมากกว่า 1-2 เท่าตัว

“ผมเคยคุยกับชาวนาแถวรังสิต เขาบอกว่า ในปีแรกซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ได้ช่วยอะไรชาวนาในภาคกลาง เขาได้กำไรเฉลี่ยไร่ละ 2,500 บาท เขามีนาทั้งหมด 40 ไร่ ก็จะได้กำไรรอบละ 100,000 บาท 1 ปีก็ได้ 200,000 บาท แล้วเรื่องอะไรที่ผมจะเลิกปลูกข้าว จริงๆ 200,000 บาทต่อปีก็ไม่ถึงกับเยอะมาก และน่าจะรวมค่าเช่าที่ดินอยู่ในนั้นด้วย แต่ชาวนาที่เขามีที่ดินอยู่เขาก็รู้สึกว่าทำนาดีกว่าอยู่เปล่าๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่ที่ได้แบบนั้น ภาคอีสานรายได้อาจจะน้อยกว่านี้”


โดยทั่วไปแล้ว ชาวนาในภาคกลางจะมีรายได้มากกว่าชาวนาในภาคอีสานมากกว่า 1-2 เท่าตัว
ทั้งๆ ที่คนไทยกินข้าวทุกคน แต่ทำไมเกษตรกรไทยถึงจน?

นักวิชาการผู้ทำวิจัยเรื่องข้าวมากว่า 30 ปี เผยว่า ประเทศไทยผลิตข้าวเพิ่มขึ้นมาก และหากดูราคาสินค้าเกษตรแทบทุกตัวช่วง 100 ปีที่ผ่านมาปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ จะพบว่าราคาสินค้าเกษตรเกือบทุกตัวตกลง เหตุผลหลักคือ ประสิทธิภาพในการผลิตสูงขึ้นทั่วโลก ต้นทุนต่อหน่วยลดลง เกษตรกรจำนวนมากพร้อมที่จะรับราคาที่ต่ำลง

“ประเทศไทยผลิตข้าวเพิ่มขึ้นมาก สมัยก่อนที่ผมเริ่มทำวิจัยเมื่อ 30 ปีก่อน ประเทศไทยก็เป็นเบอร์หนึ่งของโลกในการส่งออกข้าวแล้ว ซึ่งเราส่งออกปีละ 2-4 ล้านตัน แต่ว่าช่วงก่อนจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เราส่งออกมากเป็นประวัติการณ์เกือบ 11 ล้านตัน ตอนรัฐบาลยิ่งลักษณ์เราส่งออกน้อย แต่ค่าเช่านาของเราเพิ่มเท่าตัว แสดงว่าคนเข้าคิวกันเพื่อทำนามากขึ้น และในความเป็นจริงพื้นที่ปลูกข้าวของเราเพิ่มถึงร้อยละ 10”

นอกจากเราผลิตข้าวได้เพิ่มขึ้นแล้ว เหตุผลอีกข้อหนึ่งคือ คนไทยกินข้าวน้อยลงด้วย ประเทศไทยก็คล้ายกับญี่ปุ่นที่ชอบบอกว่าข้าวเป็นวิถีชีวิต เป็นวัฒนธรรม 20-30 ปีก่อนเขากินเท่าเราประมาณ 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือ 60 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ของไทยเมื่อ 30 ปีก่อนเรากินข้าวเฉลี่ย 166 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือ 104 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งอีก 20 ปี ข้างหน้าอาจจะเหลือ 60 กิโลกรัมต่อคนต่อปีเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นก็เป็นไปได้


ประสิทธิภาพในการผลิตสูงขึ้นทั่วโลก ต้นทุนต่อหน่วยลดลง เกษตรกรจำนวนมากพร้อมที่จะรับราคาที่ต่ำลง

ผลผลิตการเกษตรในญี่ปุ่นมีราคาสูง เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ไม่ผูกกับตลาดโลก ซึ่งหมายความว่า ญี่ปุ่นจะผลิตข้าวน้อยกว่าที่เขากินและใช้ เขาจึงนำเข้าข้าวเข้ามาในประเทศ เมื่อข้าวขาดเขาก็สามารถตั้งราคาสูงๆ ได้ ขณะเดียวกัน วิธีการที่ทำให้ข้าวขาดก็คือ กำหนดโควตานำเข้าข้าวไม่ให้สูงมาก และเอาเงินที่เก็บภาษีนำเข้ามาอุดหนุนเกษตรกรได้อีก

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจำกัดการนำเข้าน้อยเพื่อรักษาราคาให้แพงในตลาด แต่ถ้าปล่อยให้นำเข้าเต็มที่ราคาข้าวที่ญี่ปุ่นก็ไม่แตกต่างจากราคาข้างนอก ส่วนผลผลิตอื่นๆ ขึ้นกับว่านำเข้าหรือไม่ ญี่ปุ่นอยู่ในสถานการณ์ที่คนจำนวนมากสามารถหารายได้จากทางอื่นได้ดีกว่าเป็นเกษตรกร ขณะที่ ประเทศไทยพอมีโครงการจำนำข้าวคนก็แห่กันไปปลูกข้าวกัน ญี่ปุ่นสามารถตั้งราคาสูงได้เพราะคนทำเกษตรกรน้อย ผลผลิตไม่มาก คนกินมีรายได้สูง คนทำก็มีจำนวนน้อย ก็สามารถตั้งราคาสูงได้ ต่างจากประเทศไทยที่มีคนกินรายได้น้อย คนทำมีจำนวนมาก ผลผลิตเยอะ ส่งออกด้วย


ดร.วิโรจน์ นักวิชาการผู้ทำวิจัยเรื่องข้าวมากว่า 30 ปี
ตอนนี้ราคาข้าวเริ่มต่ำลงแล้ว ควรจะแก้ไขปัญหาเรื่องราคาข้าวอย่างไร?

ดร.วิโรจน์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ใครที่คิดว่าปลูกข้าวแล้วไม่คุ้มอย่าไปส่งเสริมให้เขาปลูก คนเมืองหรือชาวนาวันหยุดไม่ควรไปแย่งชาวนาปลูกข้าว เพราะในเมื่อรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรไม่ถึง 1 ใน 10 ก็ไม่ควรจะเก็บคนไว้เกิน 10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีเยอะอยู่แล้ว แล้วยังพยายามดันคนเข้าไปอีก เช่น โครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ก็จะยิ่งทำให้ต้องแบ่งรายได้ที่มีจำกัดกับคนจำนวนมาก ส่งผลให้รายได้ต่อคนลดน้อยลงไป

ส่วนเรื่องการจำกัดพื้นที่การเพาะปลูก สมัยก่อนในภาคกลางจะหาคนที่ทำเกิน 50 ไร่ได้น้อย แต่ปัจจุบันนี้ชาวนาที่ทำเกิน 100 ไร่มีอยู่เยอะมาก และไม่ใช่ที่ดินของตัวเอง โดยส่วนใหญ่จะไปเช่าที่ดินทำกินต่อจากชาวนาที่ทำแล้วไม่กำไรหรือที่ดินที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งคนกลุ่มนี้ที่ทำเกษตรขนาดใหญ่ก็คือชาวนาที่ประสบความสำเร็จ

“เราไม่ต้องไปเรียกให้คนหยุดทำนา แต่อย่าไปโปรโมตให้ทำ คนที่ทำแล้วไม่ได้กำไรเขาก็หยุดเอง อย่าไปโฆษณาชวนเชื่อว่าทำเกษตรดีอย่างนั้นอย่างนี้ เกษตรไม่สามารถเป็นคำตอบสำหรับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้กำไร คนที่จะอยู่ได้คือเกษตรกรที่มีประสิทธิภาพสูงที่พร้อมรับราคาสินค้าเกษตรที่ต่ำได้ ฉะนั้น ใครทำได้ดีก็ทำไป แต่อย่าพยายามบอกว่า ใครๆ ก็ทำเกษตรได้ หรือควรทำเกษตร เพราะมันไม่ใช่!


ใครที่คิดว่าปลูกข้าวแล้วไม่คุ้มอย่าไปส่งเสริมให้เขาปลูก คนเมืองหรือชาวนาวันหยุดไม่ควรไปแย่งชาวนาปลูกข้าว
คู่แข่งตลาดค้าข้าวที่สำคัญคือใคร หากพม่ามีผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้เทียบเท่ากับไทย จะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร จะแย่งตลาดส่งออกหรือไม่?

ดร.วิโรจน์ อธิบายว่า ในยุคโลกาภิวัตน์นี้ สินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าธัญพืช (ข้าว ข้าวโพด) พืชหัว (อย่างมันสำปะหลัง) พืชพลังงาน (รวมทั้งอ้อย) หรือแม้แต่น้ำมัน ต่างก็แข่งกันหรือมีผลกระทบซึ่งกันและกัน

นอกจากฝนดีแล้ว สาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ร่วงมากในช่วงนี้ เกิดจากประเทศไทยและจีนนำเข้าข้าวสาลีเข้ามาจำนวนมากใช้ผสมอาหารสัตว์แทนปลายข้าว ข้าวโพด หรือมัน เนื่องจากราคาข้าวสาลีลดลงมาก ซึ่งการนำเข้าก็มีผลกระทบทั้งราคาปลายข้าว (ซึ่งส่งผลต่อไปถึงราคาข้าว) ข้าวโพด และมันสำปะหลัง


สาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ร่วงมากในช่วงนี้ เกิดจากประเทศไทยและจีนนำเข้าข้าวสาลีเข้ามาจำนวนมาก

การมองเรื่องคู่แข่งจึงไม่ใช่แค่ว่าประเทศไหนจะหันมาส่งออกข้าวแข่งกับเราได้มากขึ้นในอนาคตเช่น พม่า กัมพูชา เท่านั้น แม้กระทั่งการปรับตัวของประเทศที่ปกตินำเข้าข้าวอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา ที่พยายามพึ่งตัวเองมากขึ้นก็ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวไทยเช่นกัน

และคู่แข่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันสำหรับข้าวก็คือพืชอื่น ดังนั้น การวางนโยบายเกษตรสำหรับอนาคตต้องคิดถึงระบบที่เกษตรกรที่จะยังประกอบอาชีพนี้ต่อไปจะต้องเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงที่สามารถอยู่ได้กับราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มต่ำลงในระยะยาว

“ไม่ใช่ชอบมาคิดกันแบบง่ายๆ แบบ ‘พายเรือในอ่าง’ ว่า ปีไหนข้าวหรือยางราคาไม่ดีก็เรียกไปปลูกข้าวโพด อ้อย หญ้า พืชไถกลบเป็นปุ๋ย หรือปาล์มน้ำมัน หรือมัวติดกับดักอุดมการณ์เกษตร ต้องการเพิ่มจำนวนเกษตรกรโดยการโฆษณาให้คนเมืองหันไปทำเกษตร เป็น ‘คนกล้าคืนถิ่น’ ที่ไปซ้ำเติมโดยการไปแย่งอาชีพ ที่ดิน และรายได้ที่น้อยนิดอยู่แล้วจากเกษตรกรตัวจริงซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรก็มีจำนวนมากเกินไปแล้วในชนบท” ดร.วิโรจน์ ฝากทิ้งท้าย.


  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ชาวเลอยากเปลี่ยนอาชีพขอกู้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797447

 

“ฉัตรชัย” แสดงจุดยืนแก้ “ไอยูยู” ครม.เปิดทางขยายสินเชื่อประมง

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายโดยให้ปรับหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้ชาวประมงที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นสามารถขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ด้วย จากเดิมกำหนดให้ช่วยเหลือเฉพาะชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่ต้องการเงินไปปรับปรุงเรือประมง หรือเปลี่ยนเครื่องมือการทำประมงและอุปกรณ์ส่วนควบให้ถูกกฎหมาย โดยมีกรอบสินเชื่อตามที่ ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 8 มี.ค.2559 วงเงิน 500 ล้านบาท ปัจจุบันมีคนมาเข้าร่วมโครงการแล้ว 129 ราย คิดเป็นวงเงินกู้ 148 ล้านบาท เหลือวงเงินอีก 352 ล้านบาท

“มีชาวประมงจำนวนมากที่ต้องการเข้าร่วมโครงการเพื่อขอสินเชื่อ แต่ไม่ต้องการทำประมงต่อไป โดยต้องการเปลี่ยนอาชีพ เช่น ชาวประมงในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา และชาวประมงในพื้นที่ จ.จันทบุรี จะขอเปลี่ยนอาชีพไปทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง หรือทำปศุสัตว์ รวมทั้งแปรรูปสัตว์น้ำ ครม.จึงอนุมัติหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมชาวประมงที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพได้ด้วย ขณะเดียวกัน ครม.ให้ขยายเวลาโครงการไปสิ้นสุดวันที่ 30 เม.ย.2560 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2559”

ขณะที่การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายนั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเข้าร่วมประชุมระดับผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคเอเชียเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน และการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ระดับภูมิภาค ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภูมิภาคเอเชียรวม 7 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา ศรีลังกา สาธารณรัฐเกาหลี องค์การระหว่างประเทศ และภาคเอกชน เพื่อหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว

“ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากเวทีนี้ในการแสดงถึงจุดยืนและความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นหนึ่งในประเทศที่กำหนดนโยบายการจัดการความยั่งยืนของทะเลและทรัพยากรประมง โดยเราได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายและปัญหาแรงงานในภาคการประมงเป็นวาระแห่งชาติที่ได้เร่งรัดดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานทั้งระบบและในภาคการประมงอย่างต่อเนื่อง”.