กองทุนเงินทดแทน ฟื้นชีวิตไม่สิ้นหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796626

 

คนทำงานโดยทั่วไปทุกคนทราบดีว่าเราถูกหักเงินทุกเดือนเพื่อสมทบ “กองทุนประกันสังคม” ไว้เบิกสิทธิต่างๆ แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้ นั่นคือ “นายจ้าง” ต้องจ่ายเงินสมทบทุน “กองทุนเงินทดแทน” ทุกๆปี เพื่อคุ้มครอง “ลูกจ้าง”…

กรณีได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยที่เกิดมาจากการทำงาน และเป็นการจัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ได้ถูกหักเงินจ่ายสมทบเข้ากองทุนนี้ ทำให้ลูกจ้างโดยส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงความสำคัญหรือสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับจากกองทุนนี้
แสงอุทิตย์ ดวงดอก ชาวกาฬสินธุ์วัย 44 ปี หัวหน้าครอบครัวที่มีความขยันขันแข็ง มีภรรยาและลูก 2 คน คนโตอายุ 25 ปี มีหน้าที่การงานแล้ว ส่วนคนเล็กยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา เขาทำงานเป็นพนักงานบริษัทผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวส่งออกต่างประเทศแห่งหนึ่ง ย่าน อ.บางพลี จ. สมุทรปราการ เช่นเดียวกับภรรยา

นับเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ที่ทำหน้าที่ผสมแป้งบะหมี่และแป้งเกี๊ยว หน้าที่การงานกำลังเติบโตกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าคนงาน นั่นหมายถึงความมั่นคงทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ความหวังที่อยากจะให้ลูกได้เรียนสูงๆ เริ่มสดใส แต่แล้วก็ต้องดับวูบลงไป เมื่อต้องประสบเหตุที่ไม่คาดฝัน

วันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2558 เวลา 16.20 น. เป็นช่วงเวลาใกล้เลิกงานแล้ว แสงอุทิตย์กำลังเทแป้งผสมน้ำ เปิดมอเตอร์เพื่อคลุกเคล้าส่วนผสมในรอบสุดท้าย มือขวาก็ถูกเครื่องโม่ดูดเข้าไปติดอย่างไม่คาดคิด

เสี้ยววินาทีที่ยังพอมีสติก่อนที่ร่างจะถูกเครื่องดูดเข้าไปด้วย จึงตัดสินใจใช้แขนซ้ายกระชากแขนขวาของตัวเองอย่างสุดแรง ปล่อยให้มือขวาถูกเครื่องโม่บดอัดจนกระดูกแตกเป็นท่อนๆ เลือดเจิ่งนองไปทั่วพื้นโรงงานและเครื่องโม่ เสียงหวีดร้องดังไปทั่วบริเวณโรงงาน ภรรยาวิ่งมาดูเหตุการณ์ถึงกับเป็นลมล้มพับไป

หน่วยกู้ภัยนำร่างที่เต็มไปด้วยเลือดไปส่งที่ รพ.ศิครินทร์ เจ้าของโรงงานมีประกันอุบัติเหตุเครื่องโม่และรับว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อแขน รวมกว่า 2 ล้านบาทให้…หลังจากนอนพักรักษาตัวอยู่ 1 เดือน จึงย้ายไปพักรักษาตัวที่ รพ.สมุทรปราการต่ออีก 4 เดือน เถ้าแก่หมดค่าใช้จ่ายไปอีก 4 แสนบาท

แต่…แขนขวาที่ต่อมาแล้วก็ยังไม่สามารถใช้การได้ เนื่องจากเส้นเอ็นยังมีปัญหา

“พอเกิดเหตุแล้ว ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเหมือนจบสิ้นแล้ว อนาคตที่หวังไว้ก็คงหมดไปด้วย คงทำงานนี้ต่อไม่ได้ เลยตัดสินใจลาออก…แล้วก็ได้รับการติดต่อจากฝ่ายบุคคลของบริษัทให้มาเข้ารับการฟื้นฟูกับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 1 (จังหวัดปทุมธานี)…มาเดือนแรกยังทำใจไม่ได้ครับ อายไม่กล้าสู้หน้าคนอื่น แต่พอมาเจอเพื่อนบางคนแขนขาดทั้งสองข้างยังช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งอาบน้ำ ซักผ้า ทำให้มีกำลังใจสู้ชีวิตมากขึ้น”

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นฝันร้ายของแสงอุทิตย์ แต่ไม่ถึงกับร้ายที่สุด เพราะเขายังโชคดีเหลือแขนอีกข้างหนึ่งพร้อมทั้งกำลังใจจากครอบครัวที่ทำให้เขาพร้อมก้าวเดินต่อไป

แสงอุทิตย์ บอกว่า ถ้าไม่มีกองทุนเงินทดแทนที่เถ้าแก่จ่ายสมทบไว้ เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่มาถึงวันนี้ได้มั้ย แขนที่ขาดก็คงต่อไม่ได้ ตอนนี้ผมยังได้รับเงินทดแทนกรณีหยุดงาน ได้เบี้ยเลี้ยงในการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ วันนี้ก็มาพักรักษาตัวเพื่อรอให้จบสิ้นขั้นตอนการรักษา

“โชคดี…ที่ยังได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนเงินทดแทน อยากบอกว่าขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่าประมาท เพียงแค่เสี้ยววินาทีอาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้…อนาคตก็คงจะกลับไปทำเกษตรที่บ้านใน จ.กาฬสินธุ์”

หลายหน่วยงานและหลายองค์กรเห็นถึงความสำคัญสิทธิประโยชน์ของ “กองทุนเงินทดแทน” ที่ลูกจ้างพึงได้รับเมื่อต้องประสบเหตุ วิภาวรรณ บุญอรัญ ฝ่ายบุคคล บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด คุยให้ฟังว่า เป็นนโยบายของบริษัท เมื่อรับพนักงานใหม่เข้ามาทุกคน ฝ่ายบุคคลจะทำการอบรมพร้อมกับแจ้งให้ทราบถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆจากกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนที่ทุกคนพึงได้รับหากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน…โดยเฉพาะในส่วนของ “กองทุนเงินทดแทน”

“กองทุนทดแทนที่มีไว้ดูแลผู้ประกันตนกรณีเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยการหยุดงานตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป…สิ่งเหล่านี้สามารถเบิกได้หมด บริษัทได้จ่ายสมทบให้กองทุนเงินทดแทนเป็นรายปีอยู่แล้ว เราจะย้ำเป็นพิเศษ เพราะบริษัทมีศูนย์กระจายสินค้าให้กับห้างเทสโก้ โลตัส อยู่ถึง 6 สาขา มีพนักงานประจำกว่า 500 คน และทุกครั้งที่มีน้องๆเข้ามาใหม่ ฝ่ายบุคคลจะมีหลักสูตรบรรจุเรื่องนี้ไว้เพื่ออบรมพนักงานใหม่และเป็นหลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ”

บริษัทไม่ค่อยได้เจอกรณีบาดเจ็บจากการทำงานมากนัก เนื่องจากมีความเข้มงวดและระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล คอยเช็กสถิติ มีมาตรการป้องกัน มีการอบรมให้ความรู้ มีเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยมาตรวจเช็กทุก 3 เดือน เพื่อให้พนักงานมั่นใจว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย…แม้ว่าจะระวังอย่างมากแล้วก็ตามแต่อุบัติเหตุก็เกิดได้ทุกเวลา

“แต่ถ้าเรามีมาตรการรองรับที่ดี เมื่อเกิดแล้วสามารถดูแลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที จากหนักก็จะกลายเป็นเบา ดูแลจัดการให้พนักงานได้รับสวัสดิการเต็มที่…เห็นด้วยอย่างมากที่รัฐบาลมีกองทุนเงินทดแทนเข้ามาดูแลในส่วนนี้ อยากให้ทุกบริษัทได้ทำความเข้าใจกับพนักงานถึงความสำคัญของกองทุนตรงนี้”

ในประเทศไทย “กองทุนเงินทดแทน” นับเป็นก้าวแรกของการประกันสังคมไทย ที่ให้หลักประกันแก่ลูกจ้างกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากการทำงาน แต่ในเบื้องแรกนั้นยังเป็นประกาศคณะปฏิวัติ กระทั่งมีการตราเป็นพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาบังคับใช้

โดยกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้าง ต้องส่งเงินสมทบเข้า “กองทุนเงินทดแทน” เพื่อคุ้มครองลูกจ้างกรณีประสบอันตราย เจ็บป่วย ทำให้ต้องหยุดงาน สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหาย อันเนื่องจากการทำงาน หรือทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง หรือเพื่อรักษาประโยชน์ให้กับนายจ้าง

โดยเป็นการคุ้มครองตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน ซึ่งมีค่ารักษาพยาบาลวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท

นอกจากเงินของกองทุนเงินทดแทนที่นำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนแล้ว ในแต่ละปีคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้จัดสรรเงินกองทุน 22% มาใช้เพื่อการฟื้นฟูลูกจ้าง และมอบให้สำนักงานประกันสังคมประสานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) ให้ความรู้และรณรงค์ในเรื่องความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงของลูกจ้างในการเกิดอันตรายหรือโรคจากการทำงานให้น้อยลง

เพราะแม้ว่า “กองทุนเงินทดแทน” จะให้สิทธิกับ “ลูกจ้าง” แต่ความจริงสำนักงานประกันสังคมไม่อยากให้ลูกจ้างคนใดมาใช้สิทธินี้เลย

ฝากย้ำประชาสัมพันธ์ให้รู้กันเอาไว้กรณีลูกจ้างประสบอันตรายที่ต้องเข้ารับการฟื้นฟูสามารถส่งเรื่องเพื่อเข้ารับการฟื้นฟู ณ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน 5 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย…ภาค 1 (ปทุมธานี) ภาค 2 (ระยอง) ภาค 3 (เชียงใหม่) ภาค 4 (ขอนแก่น) และ ภาค 5 (สงขลา) ขณะเดียวกันยังมีคลินิกโรคจากการทำงานที่คอยดูแลตรวจวินิจฉัยโรคจากการทำงาน ซึ่งลูกจ้างคนใดที่สงสัยว่าเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน สามารถเข้ารับบริการตรวจวินิจฉัยได้ที่คลินิกโรคจากการทำงานได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ตรวจสอบรายชื่อคลินิกโรคจากการทำงานได้ที่ www.sso.go.th  เมนูดาวน์โหลดหัวข้ออื่นๆ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม โทร. 1506.

 

เบิ้ล!ยอดหักภาษีเที่ยวปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797446

 

ครม.อนุมัติหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 30,000 บาท

ครม.อนุมัติมาตรการภาษีให้คนเที่ยวช่วง 1–31 ธ.ค.นี้นำค่าใช้จ่ายไปหักภาษีได้ 15,000 บาท ทำให้ยอดรวมทั้งปีหักภาษีได้ 30,000 บาท ด้านเอกชนปรบมือรัวๆ ช่วยท่องเที่ยวในประเทศที่กำลังซบได้พอดี “บิ๊กตู่” สั่งเข้มตรวจโรงแรมไม่จดทะเบียนตามกฎหมาย หวังมาตรการนี้ช่วยจัดระเบียบ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2559 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยกำหนดให้ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและค่าที่พักในโรงแรม สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศระหว่างวันที่ 1-31 ธ.ค.2559 สามารถนำมาหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท

“รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางท่องเที่ยวในประเทศด้วย เป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไม่ให้เกิดไหลออกไปนอกประเทศ และนอกจากนั้น ยังเป็นการดึงให้ผู้ประกอบการ มัคคุเทศก์ และโรงแรมให้เข้าสู่ระบบที่ถูกกฎหมายมากขึ้นด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุม ครม.ด้วยว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจผู้ประกอบการโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกกฎหมายตามที่ช่วงนี้มีข่าวปรากฏให้เห็น”

นายณัฐพรกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการในลักษณะเดียวกันนี้ สำหรับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวภายในประเทศ 15,000 บาท ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.59 ดังนั้น เมื่อรวมทั้ง 2 มาตรการจะหักภาษีได้ไม่เกิน 30,000 บาท ดังนั้น ใครที่ทั้งปีนี้ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย หากมาเที่ยวในช่วงจนเดือน ธ.ค.นี้ก็จะหักภาษีได้ 30,000 บาท โดยกระทรวงการคลังได้ประเมินว่ามาตรการภาษีในเรื่องนี้จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 150 ล้านบาท แต่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดการใช้จ่ายของประชาชนและเป็นการส่งเสริมและฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวผลจากการปราบปรามการท่องเที่ยวที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยจะส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้น

ส่วนมาตรการช็อปช่วยชาติที่คาดว่าจะได้รับการพิจารณาในครั้งนี้ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 29 พ.ย.ยังไม่ได้มีการพิจารณามาตรการช็อปช่วยชาติ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในช่วงต่อไป

ด้านนายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จะหารือร่วมกับสมาคมเพื่อหาแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายหลังการออกมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งสมาคมจะนำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวตามรอยพระบาทที่จะขายให้กับนักท่องเที่ยวผ่านทัวร์ เบื้องต้นประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นสัดส่วนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางผ่านกรุ๊ปทัวร์ให้มีสัดส่วนมากขึ้น 10% จากเดิมมีสัดส่วนของกรุ๊ปทัวร์ 30% และเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเอง (เอฟไอที) ถึง 70%

“เบื้องต้นมองว่าหากอยากให้มาตรการภาษีเพื่อการท่องเที่ยวได้ใช้จริงจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ครั้งใหญ่โดยอาจจะมีการดึงดาราหรือเซเลบริตี้ชื่อดังมาโปรโมตการท่องเที่ยวในประเทศพร้อมกับลดภาษี และจะต้องโปรโมตอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวเอง และตัดสินใจเลือกโรงแรมที่มีความสวยงาม น่ารัก ซึ่งบางโรงแรมไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะทำให้มาตรการภาษีไม่ได้ผลเท่าที่ควร ขณะที่บริษัททัวร์ต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้บริการโรงแรมถูกกฎหมายอยู่แล้ว”

ขณะที่นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ภาคเหนือ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศคึกคักขึ้น หลังจากพบว่าเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว แต่อัตราการเข้าพักของคนไทยลดลงจากปีที่ผ่านมา 15% เมื่อมีมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในเดือน ธ.ค.นี้ คาดว่าจะช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวภาคเหนือช่วยให้มีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 90% จากเดิมคาดจะอยู่ที่ 65-75%

“ต้องขอขอบคุณรัฐบาลเป็นอย่างมากที่ออกมาตรการทางภาษีเพื่อมากระตุ้นการท่องเที่ยวในครั้งนี้ ซึ่งมองว่าเป็นช่วงจังหวะโอกาสที่ดีมาก เพราะตรงกับเทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาวที่รัฐบาลก็เพิ่มวันหยุดให้ ยิ่งมีมาตรการภาษีออกมาอีกก็จะยิ่งช่วยดึงดูดให้คนวางแผนเที่ยวในประเทศแทนไปท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย และหวังว่าจะได้เห็นมาตรการแบบนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์อีกครั้ง”.

 

‘พาณิชย์’ เร่งแก้ไข หลังเกษตรกรร้องไม่มีโรงงานรับซื้อข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 20:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797277

 

‘พาณิชย์’ เร่งแก้ไขปัญหาข้าวโพดนอกพื้นที่เอกสารสิทธิ หลังเกษตรกรร้องไม่มีโรงงานรับซื้อ เร่งประสานโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศช่วย

เมื่อวันที่ 29 พ.ย.59 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงฯ จะทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หลังจากที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จ.นครราชสีมา เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีโรงงานอาหารสัตว์รับซื้อ โดยเฉพาะโรงงานที่อยู่ในเครือของผู้ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ เพราะเกรงว่าเมื่อนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์แล้วส่งออกเนื้อสัตว์ อาจทำให้ประเทศผู้นำเข้ากีดกันการนำเข้าได้ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อม และบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน

สำหรับการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นกำหนดไว้ 2 แนวทาง คือ ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดนอกพื้นที่เอกสารสิทธิ แต่มีรายชื่อได้รับการช่วยเหลือจากโครงการประกันรายได้เมื่อปี 49 ซึ่งจะขอความร่วมมือให้จังหวัดเป็นผู้รับรองเกษตรกลุ่มนี้ และอีกกลุ่มที่ไม่มีรายชื่อในฐานการช่วยเหลือประกันรายได้เมื่อปี 49 จะให้กลุ่มสหกรณ์รวบรวมรายชื่อมาให้กระทรวงพาณิชย์ จากนั้นกระทรวงฯ จะประสานโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้ามารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่มนี้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ อาจขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งเกษตรกรต้องเข้าใจด้วย หากได้ราคาเท่ากัน อาจจูงใจให้เกษตรกรบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนได้ สำหรับราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีเอกสารสิทธิล่าสุด โรงงานอาหารสัตว์รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 7.30-7.60 บาท ถ้าพื้นที่นอกเอกสารสิทธิจะรับซื้อที่กก.ละ 6.30-6.60 บาท

สำหรับกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ร่วมกับชาวไร่ข้าวโพดประมาณ 50 คน เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการเอาผิดกับกระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการควบคุมสินค้าและบริการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ ในกรณีลดภาษีนำเข้าข้าวสาลีจาก 27% เป็น 0% และปล่อยให้มีการนำเข้าข้าวสาลีมาทำลายราคาข้าวโพดภายในประเทศนั้น น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการลดภาษี แต่เป็นการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

 

ครม.ไฟเขียวให้ชาวประมงกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเปลี่ยนอาชีพอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 18:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797142

 

ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย อนุมัติเพิ่มวัตถุประสงค์ให้ชาวประมงขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเปลี่ยนอาชีพได้ พร้อมขยายเวลาโครงการสินเชื่อถึง 30 เม.ย.60 …

วันที่ 29 พ.ย. 59 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย โดยอนุมัติให้เพิ่มเติมวัตถุประสงค์สำหรับการขอรับสินเชื่อ ในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือชาวประมง โดยให้การขอรับสินเชื่อสามารถครอบคลุมไปถึงกรณีที่ชาวประมงจะขอเปลี่ยนอาชีพได้ด้วย รวมทั้งอนุมัติให้ขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 60

นายณัฐพร กล่าวว่า วันนี้คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ได้เสนอให้ ครม.เห็นชอบในหลักการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเพิ่มเติม หลังจากเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 59 ที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบในหลักการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือตามโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือชาวประมง “ประมงไทย ก้าวไกลสู่สากล” ในกรอบวงเงิน 500 ล้านบาทไปแล้ว

โดยวันนี้ ได้มีการขออนุมัติให้เพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของวงเงินให้การช่วยเหลือดังกล่าว จากเดิมเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการประมง ที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ที่ต้องการนำเงินไปปรับปรุงเรือประมง หรือเปลี่ยนเครื่องมือทำการประมง รวมทั้งอุปกรณ์ส่วนควบให้ถูกกฎหมาย แต่เนื่องจากมีชาวประมงจำนวนมาก มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการสินเชื่อดังกล่าว แต่ไม่ต้องการประกอบอาชีพประมงอีกต่อไปแล้ว โดยต้องการเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นแทน เช่น ชาวประมงในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา และชาวประมงในพื้นที่จันทบุรี จะขอเปลี่ยนอาชีพไปทำการเพาะปลูก เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง การทำปศุสัตว์ การแปรรูปสัตว์น้ำ เป็นต้น

“วงเงินเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้ที่ 500 ล้านบาทนั้น ปัจจุบันมีผู้มาเข้าร่วมโครงการแล้ว 129 ราย คิดเป็นวงเงินกู้ 128 ล้านบาท ซึ่งยังเหลือวงเงินอีก 352 ล้านบาท วันนี้ ครม.จึงอนุมัติให้สามารถเพิ่มวัตถุประสงค์ของการกู้เงินให้ครอบคลุมกรณีชาวประมงที่จะขอเปลี่ยนอาชีพได้ด้วย ขณะเดียวกัน ให้ขยายระยะเวลาโครงการออกไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย.60” ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ระบุ

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 3.60 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,497.18 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797127

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 3.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.24% ดัชนีอยู่ที่ 1,497.18 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,000.47 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 29 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 3.60 จุด เปลี่ยนแปลง -0.24% ดัชนีอยู่ที่ 1,497.18 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,000.47 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน).

 

บขส. เตรียมพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วน ถ.กำแพงเพชร 2 สร้างจุดจอดรถตู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797072

 

บขส. ทุ่มงบกว่า 145 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่บริเวณใต้ทางด่วน ถนนกำแพงเพชร 2 ก่อสร้างสถานีจอดรถตู้โดยสาร รองรับประชาชน พร้อมเปิดให้บริการ 1 พ.ค. 60 …

วันที่ 29 พ.ย. 59 พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหารถตู้โดยสารว่า ตามที่ บขส. ได้ดำเนินการตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการจัดระเบียบรถตู้โดยสาร วิ่งเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร, สายใต้ปิ่นเกล้า, เอกมัย) พบว่า ปัญหาร้องเรียนที่เกิดจากรถตู้โดยสารลดลง สามารถควบคุมดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร รวมถึงแก้ปัญหาจราจร และปัญหาผู้มีอิทธิพลได้

นอกจากนี้ เพื่อให้การจัดระเบียบรถตู้โดยสารเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของการใช้พื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เป็นพื้นที่จอดรถตู้ พบว่า ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความแออัดของพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ที่พักคอยผู้โดยสาร ไม่เพียงพอ บขส. จึงมีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณใต้ทางด่วน ถนนกำแพงเพชร 2 ซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีขนส่งฯ จตุจักร เป็นสถานีจอดรถตู้โดยสารที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องจำหน่ายตั๋ว ห้องพักผู้โดยสาร ร้านค้า ห้องน้ำ และที่จอดรถ โดยใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 145 ล้านบาท

ทั้งนี้ บขส.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 สำหรับสถานีจอดรถตู้โดยสาร ตั้งอยู่บริเวณใต้ทางด่วน ถนนกำแพงเพชร 2 มีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ แบ่งการพัฒนาพื้นที่ เป็น 3 เฟส โดยเฟสแรก บขส.จะพัฒนาเป็นสถานีจอดรถตู้โดยสาร ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียว (อาคารเบา) เป็นสถานีปิด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สามารถจอดรถตู้โดยสารได้ 154 ช่องจอด มีที่จอดรถยนต์ให้ผู้มาใช้บริการสถานีฯ ประมาณ 110 คัน รถจักรยานยนต์ 200 คัน และสามารถรองรับผู้โดยสารในช่วงเวลาที่หนาแน่นได้ถึง 1,500–2,000 คน ซึ่งปกติผู้โดยสารรถตู้ที่สถานีขนส่งฯ จตุจักร จะมีวันละ 30,000 คน ส่วนพื้นที่เฟส 2 และ เฟส 3 จะใช้เป็นที่จอดรถสำรองวินรถตู้, รถโดยสารขนาดใหญ่ และในอนาคตจะสร้างสะพานลอยเชื่อมต่อระหว่างสถานีขนส่งฯ จตุจักร กับสถานีจอดรถตู้โดยสารด้วย

 

ครม. ไฟเขียวมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว หักลดหย่อนเพิ่มเป็น 3 หมื่นบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797042

 

ครม. เห็นชอบมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว นำรายจ่าย 1-31 ธ.ค. หักลดหย่อนเพิ่มเป็น 3 หมื่นบาท ขณะที่ มาตรการช็อปช่วยชาติ ยังไม่ได้มีการพิจารณา “กอบศักดิ์” ยัน จะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมแน่นอน …

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ประชุมครม. ยังไม่ได้มีการพิจารณามาตรการช็อปช่วยชาติ แต่ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมครม. ในช่วงต่อไป ซึ่งมีเพียงการอนุมัติมาตรการส่งเสริมและฟื้นฟูการท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น

ด้าน นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2559 ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และขณะเดียวกันเป็นช่วงประชาชนเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยว ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและฟื้นฟูการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลมาจากการปราบปรามการท่องเที่ยวผิดกฎหมายอาจจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเป็นระยะสั้นๆ กระทรวงการคลัง จึงเสนอให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้มีเงินได้ ซึ่งจ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว และค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยกำหนดให้เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ และค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.-31 ธ.ค.59 ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมทั้งหมดไม่เกิน 15,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีบุคคลธรรมดา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการในลักษณะเดียวกันนี้ สำหรับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวน 15,000 บาท เมื่อช่วง 1 ม.ค.-31 ธ.ค.59 ซึ่ง 2 มาตรการนี้ รวมกันไม่เกิน 30,000 บาท โดยกระทรวงการคลังประเมินว่า มาตรการนี้จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษีประมาณ 150 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกัน จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศทำให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น และยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไม่ให้เกิดไหลออกไปนอกประเทศ และยังเป็นการดึงผู้ประกอบการ มัคคุเทศก์ และโรงแรมให้เข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย.

 

คืนนี้ 4 ทุ่ม! ปิดสะพานรัชโยธินเสมือนจริง ก่อนถกอีกครั้ง 6 ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 15:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797006

 

ได้ข้อสรุป 4 ทุ่มคืนนี้! ปิดสะพานรัชโยธินเสมือนจริง ยาวไม่มีกำหนด ลดช่องจราจรเหลือ 1-2 ช่อง ก่อนถกอีกครั้ง 6 ธ.ค.นี้ ประเมินสถานการณ์ กำหนดวันรื้อสะพานอีกครั้ง …

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รรท.รองผบ.ตร. เป็นประธานประชุมแก้ไขปัญหาจราจร หลังรื้อถอนสะพานข้ามแยกรัชโยธิน โดยมี พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รรท.รองผบช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รรท.ผบก.จร. พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตัวแทนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร. (สนข.)

พล.ต.อ.เดชณรงค์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ทดลองปิดสะพานข้ามแยกดังกล่าว เพื่อสังเกตการณ์จราจรว่าติดขัด หรือมีปัญหาบริเวณใดบ้าง ตั้งแต่วันที่ 22 -28 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยให้ตำรวจเป็นผู้เปิด-ปิดสัญญาณไฟด้วยตนเองตามแยกต่างๆ แทนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และนำกล้องจากแยกใกล้เคียงแยกรัชโยธินมาตรวจสอบปริมาณรถที่กระจายตัวออก เบื้องต้น เมื่อวันที่ 22 พ.ย.มีผู้ใช้ถนนเพียง 1 รายที่โทรศัพท์มาแจ้งปัญหา และพบว่า รูปแบบจัดการจราจรดังกล่าว ยังถือว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยช่วงเวลาที่รถติดสาหัสที่สุดช่วง 07.00-07.30 น. และ 18.00-18.30 น.

อย่างไรก็ตามในคืนนี้ (29 พ.ย.) เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป จะปิดสะพานเสมือนจริง โดยปิดยาวไม่มีกำหนดเวลาแบบที่เคยทำมา และลดช่องจราจรจาก 3 ช่องเหลือ 1-2 ช่อง ในกรณีมีรถแบ็กโฮที่ใช้ในการก่อสร้าง และช่องจอดรถประจำทาง รวมถึงจะนำเครื่องมือตรวจวัดจำนวนรถมาติดตามแยกทั้ง 49 แยก ในพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก และแยกที่เชื่อมต่อกับแยกรัชโยธิน เพื่อนำมาคำนวณหาปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้น และตรวจสอบสภาพปัญหาที่แท้จริง

นอกจากนี้ จะมีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มาให้คำแนะนำ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาสังเกตการณ์ 7 วัน และจะนัดประชุมประเมินสถานการณ์อีกครั้งในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ หากไม่ต้องแก้ไขแล้ว จะนัดวันรื้อสะพานและก่อสร้างตามแผนต่อไป โดยยืนยัน เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวก ทำให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด

 

พาณิชย์ ปลื้มผลเจรจาขายข้าว หอมมะลิร้อยเอ็ดมีออเดอร์ 1.47 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796976

 

พาณิชย์ปลื้ม! เผยโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวสารของพาณิชย์จังหวัดสำเร็จเกินคาด ล่าสุด จ.ร้อยเอ็ด จับคู่ธุรกิจซื้อขายข้าวหอมมะลิกว่า 1.47 แสนตัน มูลค่ากว่า 2.5 พันล้าน ส่วนจังหวัดอื่น เชื่อมโยงการซื้อขายได้ 2.37 ล้าน กก. มูลค่ากว่า 70 ล้าน …

วันที่ 29 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ทยอยรายงานผลการเชื่อมโยงตลาดข้าวสารให้กับเกษตรกร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในการจำหน่ายข้าวสาร ทั้งการจำหน่ายตรงให้กับประชาชน และผู้ประกอบการ ซึ่งพบว่า ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าข้าวหอมมะลิ และจับคู่ธุรกิจในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 17 ที่ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการค้าข้าว และภาคเอกชน เข้าร่วม 123 ราย มีการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวหอมมะลิระหว่างเกษตรกร และผู้ประกอบการค้าข้าวรวม 26 คู่สัญญา ปริมาณ 147,855 ตัน แบ่งเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ 81,800 ตัน ข้าวสารหอมมะลิ 66,055 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,542.73 ล้านบาท

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดต่างๆ ยังได้รายงานผลการดำเนินการเชื่อมโยงตลาดข้าวสาร ตั้งแต่วันที่ 1-25 พ.ย.59 โดยสามารถเชื่อมโยงการตลาดข้าวสารได้รวม 2.378 ล้านกิโลกรัม มูลค่าราว 70.517 ล้านบาท

“การเชื่อมโยงตลาดข้าวสาร ส่งผลให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการค้าขายปกติ และยังส่งผลต่อเนื่องให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้น ทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงฯ จะยังคงเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดข้าวสารให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วันที่ 29 พ.ย.59 ราคาข้าวสารขาว 5% ตันละ 11,700-11,800 บาท จากสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ตันละ 11,500-11,600 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% (ความชื้น 15%) จ.พระนครศรีอยุธยา ตันละ 7,450-7,550 บาท ปรับขึ้นจากสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ตันละ 7,400-7,500 บาท ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ฤดูกาลผลิตปี 59/60 (ความชื้น 15%) จ.บุรีรัมย์ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 10,000 บาท จากสัปดาห์ก่อนเฉลี่ยตันละ 9,700-9,800 บาท ขณะที่ราคาส่งออกข้าวไทยเทียบกับประเทศคู่แข่ง พบว่า ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทย (เอฟโอบี) ตันละ 364 เหรียญสหรัฐฯ เวียดนาม ตันละ 345 เหรียญสหรัฐฯ อินเดีย ตันละ 350 เหรียญสหรัฐฯ และปากีสถาน ตันละ 355 เหรียญสหรัฐฯ.

 

พาณิชย์ ขอคนไทยช่วยชาวนา ซื้อข้าวมอบเป็นของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ย. 2559 14:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796897

 

พาณิชย์ รณรงค์คนไทยช่วยชาวนาซื้อข้าว-ผลิตภัณฑ์จากข้าว มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่กัน หวังช่วยกระตุ้นการบริโภค พร้อมสั่งทุกหน่วยงานในสังกัด ใช้ข้าวมอบเป็นของที่ระลึก เน้นข้าวคุณภาพดี ข้าวหลากสี …

วันที่ 29 พ.ย. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งรณรงค์ให้ประชาชนคนไทย ร่วมแรงร่วมใจกันในการให้ความช่วยเหลือชาวนา โดยขอให้ใช้ข้าวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าว มาจัดเป็นกระเช้าปีใหม่ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่กันและกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อข้าว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่อง ทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลดีต่อชาวนา ที่จะขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ในการนำข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวเป็นของขวัญปีใหม่นั้น ประชาชนสามารถเลือกซื้อข้าวชนิดพิเศษต่างๆ เพื่อนำไปใช้เป็นของขวัญได้ เพราะข้าวไทยมีหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวสีชนิดต่างๆ เช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง ข้าวออร์แกนิก และข้าวที่ได้รับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ซึ่งเป็นข้าวที่บริโภคแล้วดีต่อสุขภาพ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยมีผลการศึกษายืนยันชัดเจน

ส่วนผลิตภัณฑ์จากข้าว ก็มีหลากหลายที่สามารถนำไปใช้เป็นของขวัญปีใหม่ได้ เช่น น้ำมันรำข้าว ของว่างและขนมขบเคี้ยว เนยขาวและครีมเทียม กะทิ เครื่องดื่มที่ทำจากข้าว อาหารเสริมที่ทำจากข้าว และยังมีเครื่องสำอางที่ทำจากข้าว เช่น แป้งฝุ่น แป้งพัฟ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในระดับกรม และหน่วยงานที่อยู่ในต่างจังหวัด และต่างประเทศ ให้ใช้ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว มอบเป็นของขวัญปีใหม่ รวมถึงมอบเป็นของที่ระลึก กรณีมีการจัดงานหรือจัดกิจกรรมในช่วงนี้ โดยให้เน้นข้าวคุณภาพดี ข้าวสี และข้าวจีไอ เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับข้าวไทยอีกทางหนึ่ง