ลุ้นระทึก “ดอนเมืองโทลล์เวย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ธ.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798542

 

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้อเสนอขอให้มีการปรับลดค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ในชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปิดสะพานข้ามแยกรัชโยธินว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนว่าจะให้ความร่วมมือหรือไม่ หรืออาจต้องรอการตัดสินใจในระดับนโยบาย แต่ตามแผนต้องมีการทุบรื้อสะพานข้ามแยกรัชโยธินที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็เห็นด้วย เพราะมีแผนก่อสร้างอุโมงค์ทางลอด ตามแนวถนนรัชดาภิเษกและสะพานข้ามแยกตามแนวถนนพหลโยธิน

“กทม.มีแผนก่อสร้างอุโมงค์ข้ามทางแยกตามแนวถนนรัชดาภิเษกอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่ทำได้คือประชาชนผู้ใช้เส้นทางหากไม่จำเป็นอาจใช้ทางเลี่ยงอื่น แต่หากต้องผ่านจุดดังกล่าวก็ต้องบริหารจัดการกับสิ่งเกิดขึ้นให้ได้ เพราะเมื่อก่อสร้างเสร็จทุกอย่างก็จะดีขึ้น ผมได้กำชับนายพีรยุทธ์ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ไปบริหารการจัดการระหว่างการก่อสร้างให้มีการใช้พื้นผิวการจราจรบริเวณถนนพื้นราบให้น้อยที่สุด”.

 

“ฉัตรชัย” สั่งคุมเข้มตั๋วปุ๋ยสหกรณ์ฉาว ลงดาบเอกชนลักลอบขายสิทธิ์คนนอก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ธ.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798541

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจตั๋วปุ๋ยของสหกรณ์ให้แล้วเสร็จสิ้นปีนี้ เนื่องจากพบว่ามีสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตั๋วปุ๋ย 59 สหกรณ์ ใน 30 จังหวัด และบริษัทปุ๋ย 26 ยี่ห้อ รวมทั้งสิ้น 168,000 ตัน มูลค่า 1,916 ล้านบาท นำไปจำหน่ายให้กับสหกรณ์รายอื่นหรือหน่วยงานอื่นรวมทั้งบุคคลภายนอกผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ พ.ศ.2542

“ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552-2557 โดยสหกรณ์จะจัดหาปุ๋ยมาจำหน่ายให้กับสมาชิก ด้วยวิธีการสั่งซื้อจากบริษัทผู้จำหน่ายจำนวนมาก แต่ไม่มีการสำรวจความต้องการของสมาชิก และชำระเงินก่อนที่จะรับมอบสินค้า แล้วให้บริษัทออกตั๋วปุ๋ยกับสหกรณ์ ลักษณะเหมือนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยจะส่งมอบปุ๋ยให้เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามตั๋วปุ๋ย แต่สหกรณ์แอบเอาตั๋วปุ๋ยออกไปขายคนภายนอก ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จึงจะเร่งหาตัวผู้ทำผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด”

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่รับตั๋วปุ๋ยไปและจำหน่ายเสร็จสิ้นแล้ว 6 จังหวัด 7 สหกรณ์คือ นครสวรรค์ น่าน ลำปาง ยโสธร เชียงใหม่ และชัยนาท โดยยังเหลือตั๋วปุ๋ยที่ยังไม่ได้รับการส่งมอบ 60,000 ตัน คิดเป็น 35% ของตั๋วปุ๋ย มูลค่า 666 ล้านบาท ส่วนที่ยังไม่ได้รับตั๋วปุ๋ยเนื่องจากไม่มีที่จัดเก็บ และเกรงว่าปุ๋ยจะเสียหาย.

 

ส่งออกข้าว 11 เดือนพุ่ง พาณิชย์มั่นใจทั้งปียอดแตะ 9.5 ล้านตัน

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798537

 

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-ถึงวันที่ 28 พ.ย.59 ว่า มีการขออนุญาตส่งออกรวม 9.18 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.70% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58 คิดเป็นมูลค่า 4,159 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.55% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 145,000 ล้านบาท มั่นใจว่าการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 59 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 9.5 ล้านตัน

ทั้งนี้ นอกจากปริมาณข้าวส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ในด้านราคาส่งออกข้าวไทยปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกันทั้งข้าวขาว ข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว โดยข้าวทั้ง 3 ชนิด คิดเป็นสัดส่วน 77% ของการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด โดยประเทศผู้นำเข้าสำคัญ 10 อันดับแรกอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย ได้แก่ เบนิน, ไอวอรีโคสต์, ญี่ปุ่น, จีน, แองโกลา, แคเมอรูน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, คองโก และโมซัมบิก

ส่วนปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันที่ผ่านมา ทำให้เกิดมิติใหม่ในวงการค้าข้าวของไทย โดยเกษตรกรไทยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนให้นำข้าวที่ผลิตออกมาจำหน่ายโดยตรง ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคทำให้เกิดสมาร์ทฟาร์มเมอร์ สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้เริ่มดำเนินการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60 ได้เริ่มจ่ายเงินสินเชื่อให้แก่ชาวนาที่เข้าร่วม ณ วันที่ 30 พ.ย.59 มีจำนวน 30 ราย ปริมาณข้าวเปลือก 118.88 ตัน วงเงิน 1.12 ล้านบาท และได้โอนเงินช่วยค่าเก็บเกี่ยวไปแล้ว 87,029 ราย วงเงินรวม 1,044 ล้านบาท.

 

ปลัดคลังเลื่อนจ่ายเงินคนจน หวั่นตัวเลขมั่วนิ่มผิดฝาผิดตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798532

 

แบงก์รัฐขานรับพร้อมกดปุ่มทันที

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังหารือกับตัวแทนของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย เพื่อที่จะโอนเงินให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยที่ได้ลงทะเบียนในโครงการขอรับสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 8.3 ล้านคน โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดให้เริ่มโอนเงิน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.59 ภายในระยะเวลา 30 วันนั้น ผลการหารือล่าสุดต้องเลื่อนการจ่ายเงินจากวันที่ 1 ธ.ค.นี้ออกไปเป็นวันที่ 3 ธ.ค.59 เนื่องจากรอผลการตรวจสอบรายชื่อขั้นสุดท้ายจากกรมสรรพากรและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ข้อมูลและการจ่ายเงินถึงมือประชาชนอย่างถูกต้องมากที่สุด

“กระทรวงการคลังต้องเลื่อนการจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยออกไป 2-3 วัน เนื่องจากต้องการโอนเงินถึงตัวผู้มีสิทธิ์จริงๆไม่ผิดฝาผิดคน โดยในช่วง ระหว่างนี้จะขอใช้เวลาในการตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง เพราะยังอยู่ในระยะเวลา ดำเนินการตามมติ ครม.ที่กำหนดให้เริ่มจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.59”

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับธนาคารออมสินมีประมาณ 2.56 ล้านรายซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งเกษตรกรและประชาชนทั่วไป แต่จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีประชาชนที่มีบัญชีเงินฝากของธนาคารออมสิน 1.5 ล้านราย ขาดอยู่อีก 1 ล้านรายจึงแนะนำให้ประชาชนที่ยังไม่มีสมุดบัญชีรีบไปเปิดสมุดบัญชี โดยคาดว่าภายในสัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค. จะโอนเงินได้เกือบทั้งหมด ส่วนที่เหลือหรือตกค้างคือกลุ่มที่ไม่มีสมุดบัญชีจึงทำให้การโอนเงินสะดุด

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารมีความพร้อมโอนเงินให้กับประชาชนขอรับสวัสดิการจากรัฐที่มาลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย และขณะนี้รอข้อมูลจากกระทรวงการคลังแจ้งมาว่าบุคคลใดมีสิทธิ์ในครั้งนี้ “ในส่วนของธนาคารกรุงไทย มีประชาชนมาลงทะเบียนขอรับสวัสดิการ 1.2 ล้านราย ซึ่งกระทรวงการคลังต้องตรวจสอบว่าผู้ลงทะเบียนรายใดที่จะได้รับสิทธิ์ในรอบนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากมาตรการดังกล่าว ครม.อนุมัติให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินช่วยจากรัฐบาล 3,000 บาท แต่หากมีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท ต่อปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท.

 

“คลัง” ออกพันธบัตรแสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798531

 

จัมพ์สตาร์ตเศรษฐกิจไทยดันปีหน้าโต 4%

รัฐบาลเตรียมออกพันธบัตร 100,000 ล้านบาท นำมาจัดงบให้กลุ่มจังหวัดทำโครงการ “ประชารัฐสร้างไทย” กลุ่มละ 5,000–6,000 ล้านบาท “อภิศักดิ์” ชี้ไม่กระทบวินัยการคลัง หวังช่วยเศรษฐกิจจัมพ์สตาร์ตในปีหน้าโต 4% ดึงเอกชนหันมาลงทุน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคเอกชน หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุมว่า รัฐบาลจะทำโครงการประชารัฐสร้างไทย โดยการออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินในประเทศวงเงินประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ให้กลุ่มจังหวัดดำเนินโครงการที่เกิดจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เป็นความร่วมมือของผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคเอกชน ภาคราชการ ภาคการ ศึกษาและประชาชนในพื้นที่ กลุ่มจังหวัดละประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลต้องการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศให้เติบโตทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

“ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยผ่านการใช้งบประมาณเป็นสำคัญ ปรับจากการใช้งบประมาณเชิงหน้าที่มาสู่การทำตามยุทธศาสตร์ และได้เริ่มมาตรการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่กระจายไปสู่ภูมิภาค ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีสอดรับกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟแนะนำให้รัฐบาลลงทุนมากขึ้น แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ พยายามเติมเต็มให้เศรษฐกิจเติบโตได้พอสมควรจากการเข้าไปช่วยเหลือให้คนยากจนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่อจากนี้ไปจะพัฒนากลุ่มจังหวัดให้มีบทบาทจัดทำโครงการตามจุดอ่อนจุดแข็ง ความเหมาะสมของพื้นที่ ช่วยพัฒนาตนเองให้เกิดความแข็งแรงทั้งจากภายนอกและภายใน”

นายสมคิดกล่าวว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจประเทศไทยจะไปได้ดี จะมีโครงการขนาดใหญ่เริ่ม ทยอยออกมา ซึ่งขณะนี้ทราบแล้วว่าใครจะทำโครงการรถไฟฟ้า 2 สาย แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ และรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเปิดซองประมูลกลางเดือน ธ.ค.นี้ ขณะที่รถไฟทางคู่จะทยอยออกมาเช่นกัน

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า จากนี้ไปกลุ่มจังหวัดมีเวลาทำแผนงานโครงการประมาณ 1 เดือน กับอีก 1 สัปดาห์ โดยกำหนดให้เสนอโครงการภายในสัปดาห์แรกของเดือน ม.ค. 2560 จากนั้นในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.จะทราบวงเงินที่ทางกลุ่มจังหวัดต้องการ และเวลาที่เหลือในเดือน ม.ค. จะเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลจะออกพันธบัตรให้ประชาชนในประเทศซื้อ ซึ่งปัจจุบันฐานะทางการเงินการคลังของไทยยังดีอยู่มาก เพื่อนำเงินมาใช้ทำโครงการตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.2560 เป็นต้นไป กำหนดใช้เงินให้เร็วและให้หมดภายในปีงบประมาณ 2560 หรือประมาณเดือน ก.ย.2560 ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่ากู้เงินมาเสียดอกเบี้ยแล้วไม่นำไปใช้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีช่องว่างที่สามารถกู้เงินเพิ่มโดยยังรักษาวินัยการเงินการคลังได้อีกประมาณ 220,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ประมาณ 42% หากกู้เพิ่มเต็ม 220,000 ล้านบาท จะอยู่ที่ 45% แต่รัฐบาลเลือกที่จะกู้เพิ่ม 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อีกประมาณ 1% จาก 42% เป็น 43% ยังอยู่ในวิสัย ที่สามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ หากเงินที่ลงไปสู่พื้นที่ 100,000 ล้านบาท ในครั้งนี้มีรอบหมุนไม่มาก จะช่วยให้เศรษฐกิจในปีหน้าขยายตัวได้ 3.4-3.5% แต่ถ้ามีรอบหมุนที่มากขึ้นและเอกชนหันมาลงทุนก็จะขยายตัวได้ 4%

นายอภิศักดิ์กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจยังไม่เติบโตเต็มที่ตามศักยภาพ เนื่องจากเอกชนยังไม่ยอมลงทุน ทั้งที่รัฐบาลให้การส่งเสริมได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย และอำนวยความสะดวกเต็มที่ ซึ่งเอกชนก็มีเงินอยู่จำนวนมาก มีรายได้ดี แต่เก็บเงินไว้ ไม่ยอมลงทุน หรือบางรายก็ไปลงทุนในต่างประเทศ เรียกว่านัดแล้วไม่มา ในปีหน้าสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 3.3-3.4% ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงมองหาว่ามีกำลัง ส่วนไหนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ จึงเห็นว่ามีช่องว่างที่จะกู้เงินได้อีก 220,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลจะนำมาใช้แค่ครึ่งเดียว เพื่อทดลองให้กลุ่มจังหวัดมีงบประมาณไปดำเนินการ จะได้พัฒนาตนเองก้าวไปสู่กลุ่มจังหวัด 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

“เม็ดเงินจำนวน 100,000 ล้านบาท ที่จะลงไปสู่กลุ่มจังหวัดในเดือน ก.พ.ปีหน้านี้ จะเป็นการจัมพ์สตาร์ต หรือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจของไทยด้วย เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้ และเชื่อว่า เมื่อภาคเอกชนเห็นว่ามีเงินก้อนใหญ่ลงไป จะทิ้งโอกาสไม่ได้ จะหันกลับมาลงทุน อย่างไรก็ตามขอฝากให้ช่วยกันดูโครงการว่าให้เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการทุจริต คอร์รัปชัน อย่าให้เหมือนโครงการในอดีต ที่ประชาชนไม่อยากได้ แต่มีโครงการไปตั้งไว้ในหมู่บ้าน ไม่ได้ใช้ประโยชน์”.

 

รัฐทุบโต๊ะสั่งคุมราคา-คุณภาพอัญมณี แก้ปัญหานักท่องเที่ยวถูกหลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 22:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798271

 

พล.อ.ธนะศักดิ์ สั่งตั้งคณะกรรมการฯ คุมคุณภาพและราคาอัญมณี ไม่ให้มีการหลอกลวงนักท่องเที่ยว ขณะที่ กอบกาญจน์ จ่อดันไทยเป็นศูนย์กลางช็อปปิ้ง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.59 พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการหารือเรื่องการอำนวยความสะดวกกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย ว่า ได้มอบหมายให้สมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอัญมณี อาทิ สมาคมอัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับมาตรฐาน ไปตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวต่างๆ โดยจะนำร่องที่ด้านธุรกิจการค้าเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ ก่อน

ทั้งนี้ มองว่าเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ เป็นสินค้าที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ชื่นชอบการซื้อเครื่องประดับจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังจากนี้รัฐบาลจึงต้องการสร้างมาตรฐานของสินค้ากลุ่ม เพื่อให้นักท่องเที่ยวไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เหมือนที่ผ่านมาที่มีการจำหน่ายอัญมณีปลอม หรือการตั้งราคาขายอัญมณีจนเกินจริง

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เตรียมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับในการช็อปปิ้งเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ ภายใต้รูปแบบจิวเวลรี่ฮับบี้ รูบีแคปปิตัล เวดดิ้งริงส์เซนเตอร์ ผ่านการสร้างเรื่องราว อาทิ คนไทยมีฝีมือ ด้านการเจียระไน เพื่อให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้ากลุ่มดังกล่าว และทำให้เป็นสินค้าช็อปปิ้งสำคัญของนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้ได้ 5-10%

นายสมชาย พรจินดารักษ์ นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนที่สนใจจะใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอัญมณีเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาทต่อคน โดยที่ผ่านมาที่มีนักท่องเที่ยวจีนพบเจอว่าซื้ออัญมณีปลอมไปนั้น ร้านค้าเหล่านั้นไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม โดยปัจจุบันสมาชิกของสมาคมมีประมาณ 1,550 ร้านค้า

อย่างไรก็ตาม หากหลังจากนี้มีการตรวจสอบพบว่า นักท่องเที่ยวไม่พึงพอใจในการซื้ออัญมณี จะสามารถคืนสินค้าได้ ภายใต้เงื่อนไข หากซื้อภายใน 24 ชั่วโมง ได้รับเงินคืน 100% หากซื้อแล้ว 90 วันได้เงินคืนได้ 90% ซื้อแล้ว 45 วันได้เงินคืน 50%

 

ทางหลวงชนบท เน้นแผนเชิงรุก คุมเข้มรถบรรทุกน้ำหนักเกินทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 19:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798071

 

กรมทางหลวงชนบท บูรณาการร่วมมือทหาร-ตร. เน้นแผนเชิงรุก จัดตั้งด่านชั่งน้ำหนักยานพาหนะ เข้มงวดรถบรรทุกน้ำหนักเกินทั่วประเทศ หวังลดความเสียหายของถนน ลดการเกิดอุบัติเหตุ …

วันที่ 30 พ.ย.59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบรถบรรทุกที่ขนส่งสินค้าน้ำหนักเกินกำหนดทั่วประเทศ ในการนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก บูรณาการร่วมมือกับจังหวัด กระทรวงมหาดไทย ทหารและตำรวจ เพื่อดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ในการจัดตั้งด่านชั่งน้ำหนักยานพาหนะ ไม่ให้มีรถบรรทุกน้ำหนักเกินในพื้นที่ของประเทศ เพื่อลดความเสียหายของถนนและลดการเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมน้ำหนักรถบรรทุกบรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อสั่งการดังกล่าว ในส่วนของกรมทางหลวงชนบท จึงได้กำหนดมาตรการในการดำเนินงานโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น จัดตั้งด่านชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่แบบบูรณาการกับหน่วยงานภายนอก เช่น กรมทางหลวง ทหาร ตำรวจ กรมการขนส่งทางบก และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งการปรับเพิ่มแผนการดำเนินงานเน้นการทำงานเชิงรุกในสายทางที่มีความเสี่ยงในการบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เข้มงวดให้การควบคุม กำกับน้ำหนักบรรทุกให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเพิ่มปริมาณความถี่ ในการตั้งด่านชั่งน้ำหนัก

ปรับแผนเน้นเข้าดำเนินการกำกับควบคุมน้ำหนักบรรทุกในสายทางที่มีความเสี่ยงที่จะมีการบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เช่น สายทางที่มีแหล่งวัสดุก่อสร้าง โรงงานน้ำตาล ผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าอื่นๆ อยู่ในสายทาง เพื่อเป็นการควบคุมน้ำหนักบรรทุกจากต้นทาง

ดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามนโยบายรัฐบาล โดยควบคุมและไม่อนุญาตให้รถบรรทุกน้ำหนักเกินและไม่อนุญาตให้มีการผ่อนผันเรื่องน้ำหนักรถบรรทุกอ้อย ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเมษายน จะเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ตลอดจนการควบคุมพื้นที่ชายแดนที่มีความเสี่ยงจะบรรทุกน้ำหนักเกิน เช่น ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด่านเชียงของ จ.เชียงราย และด่านมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

ระยะกลาง ได้กำหนดแผนในการก่อสร้างสถานีด่านชั่งน้ำหนักยานพาหนะ ในพื้นที่สายทางที่มีปริมาณรถบรรทุกสูง ถนนสายหลัก โดยวิเคราะห์ความเหมาะสมจากปัจจัยทางด้านวิศวกรรม และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่กรมทางหลวงชนบท ใช้เพื่อกำกับป้องปรามรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกิน

ระยะยาว ทางกรมทางหลวงชนบท จะประสานกับกระทรวงคมนาคม/กรมทางหลวง เพื่อที่จะเสนอแนวคิดให้มีการแก้ปัญหาควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีประสิทธิภาพ และมีบทลงโทษรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น ผลจากการกระทำความผิด ต้องรวมถึงผู้จ้างวาน/เจ้าของกิจการ มีการปรับเป็นอัตราก้าวหน้า เช่น ครั้งที่ 1 ปรับ 20% ของมูลค่ารถที่ทำความผิด ครั้งที่ 2 ปรับ 50% ของมูลค่ารถที่ทำความผิด ครั้งที่ 3 ให้ทำการยึดพาหนะ ให้เป็นทรัพย์สินของราชการ สามารถนำมาขายทอดตลาด เพื่อนำมาชดเชยค่าซ่อมบำรุง, ผู้กระทำความผิดต้องมีส่วนรับผิดชอบในการซ่อมฟื้นคืนสภาพให้แก่ถนน แม้ถนนจะอยู่ระหว่างค้ำประกันสัญญา, สามารถดำเนินการทางกฎหมายกับยานพาหนะที่ขัดขืนไม่เข้าชั่งให้ถือเป็นกรณีแสดงเจตนากระทำความผิด เป็นต้น

 

คมนาคม ชงงบปี 61 ขยายถนน-ลดความลาดชัน เส้นเชียงใหม่-เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 18:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798087

 

คมนาคม เตรียมเสนอของบประมาณ ปี 2561 ขยายถนน 4 เลน ปรับลดความลาดชัน เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย ให้เหลือ 8% หวังลดอุบัติเหตุช่วงลงเขา …

วันที่ 30 พ.ย.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าในการขยายทางหลวงจาก 2 เลนเป็น 4 เลน เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย ว่า ในช่วงที่ผ่านอุทยานแห่งชาติขุนแจ จ.เชียงราย ระยะทาง 9.75 กิโลเมตร อยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่อนผัน เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำขั้นที่ 2 เพื่อลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุ โดยพบว่า ปริมาณรถที่วิ่งผ่านเส้นนี้ช่วงเชียงใหม่-ดอยนางแก้ว ในช่วงต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 1.06 หมื่นคัน และสูงสุด 3.91 หมื่นคัน

ขณะเดียวกัน ก็จะของบประมาณปี 2561 ในการขยายเส้นทางจราจรช่วงดอยสะเก็ด-บ้านแม่เจดีย์ จ.เชียงราย ระยะทาง 9.25 กิโลเมตร เพื่อมาเชื่อมต่อเส้นทางเชื่อมต่อเชียงใหม่-เชียงรายให้สมบูรณ์ รวมทั้งจะทำการปรับสโลปความลาดชันของเส้นทางดังกล่าว ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 10% ให้เหลือ 8% เพื่อลดอุบัติเหตุเส้นทางช่วงลงเขา ช่วงเชียงราย-เชียงใหม่

นอกจากนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ภาคเอกชนได้เสนอให้ขยาย เส้นทางร้องกวาง จ.แพร่-งาว จ.ลำปาง ซึ่งเป็นเส้นทางจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปเชียงรายที่สั้นที่สุด และเป็นเส้นทางที่เชื่อมรถโดยสารจากภาคอีสาน โดยกระทรวงคมนาคมจะเจรจากับสำนักงบประมาณ เพื่อของบประมาณปี 2561 ในการขยายเส้นทางเชื่อมโยงให้สมบูรณ์

ด้านความคืบหน้าโครงการรถไฟรางคู่ เส้นเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กิโลเมตร 26 สถานี มูลค่าการลงทุนรวม 7.69 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างทางวิศวกรรม (รวมค่าจ้างที่ปรึกษา) 7.31 หมื่นล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 7,292 แปลง จำนวนพื้นที่ 9,661 ไร่ มูลค่า 3,808 ล้านบาท ขณะนี้ ได้ทำการศึกษาออกแบบและผ่านรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว เหลือรอเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรจุลงแผนปฏิบัติการปี 2560

“กระทรวงฯ จะพยายามเร่งรัดออกประกวดราคาให้ได้ ภายในปี 2560 ตามที่นายกรัฐมนตรีเร่งรัดมา รวมทั้งได้ปรับการออกแบบใหม่ให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เนื่องจากครม. ได้กำชับขอให้หลีกเลี่ยงการตัดต้นไม้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเส้นทางอุโมงค์ต้นไม้ที่ จ.เพชรบูรณ์และแพร่”

สำหรับโครงการดังกล่าว มีมูลค่าการลงทุนรวม 7.69 หมื่นล้านบาท ของ 3 จ.แพร่-พะเยา-เชียงราย มีอุโมงค์ 3 แห่ง อุโมงค์แรก อ.สอง จ.แพร่ ยาว 6.4 กม. ซึ่งยาวที่สุดในประเทศ อุโมงค์ที่สอง อ.เมืองพะเยา 2.8 กม. และอุโมงค์สุดท้าย อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย 3.6 กม. ตลอดระยะทาง มีระบบป้องกันอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟ เช่น สะพานข้าม ทางยกระดับ

อย่างไรก็ดี ได้เดินทางไปร่วมประชุมว่าด้วยการประชุมขนส่งที่ยั่งยืน ซึ่งจัดโดยองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับการเชื่อมโยง (คอนเน็กติวิตี้) ทั้งในส่วนของประเทศที่เป็นแลนด์ล็อกและหมู่เกาะ โดยเน้นเรื่องของการสร้างถนนและทางรถไฟ เพื่อเชื่อมออกสู่ประเทศที่มีท่าเรือ รวมทั้งเชื่อมโยงกับเส้นทางตามยุทธศาสตร์ 1 Belt 1 Road ของจีน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่แถบเอเชียกลาง

นายอาคม กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการเชื่อมระบบขนส่งในแต่ละระบบ (มัลติโมดูล) ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นด้านระบบราง เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะในเมือง เพื่อลดการใช้พลังงาน รวมทั้งความปลอดภัยในการขนส่งคมนาคม เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุจากสถิติทั่วโลกเฉลี่ย 1,000 ล้านคน/ปี ซึ่งส่วนใหญ่ 90% อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และยังได้หารือกันถึงการอำนวยความสะดวกการขนส่งข้ามพรมแดนตามกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส)

ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 7-10 ธ.ค. นี้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินทางไปร่วมประชุม รมว.คมนาคมอาเซียน ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เพื่อหารือความร่วมมือความมั่นคงด้านการคมนาคมขนส่งและการคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนและรัสเซีย

 

กรมพัฒน์ฯ ดึงค้าส่ง-โชห่วย 6 พันร้าน ลดราคาสินค้า เซฟค่าครองชีพ ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 17:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797962

 

กรมพัฒน์ฯ จับมือ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ร้านค้าส่งปลีกในท้องถิ่นกว่า 6,000 ร้านค้า ใน 60 จังหวัด จัดงานลดราคาสินค้าพิเศษรับปีใหม่ 20-80% เริ่ม 1 ธ.ค. 59 ถึง 31 ม.ค. 60 คาดเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท ลดค่าครองชีพได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน …

วันที่ 30 พ.ย. 59 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย และร้านค้าส่ง-ปลีก ที่ได้รับการพัฒนาจากกรมฯ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าภายใต้ชื่องาน “ค้าส่งรวมใจ โชห่วยไทยคู่สังคม” ซึ่งจะจัดเป็นวาระพิเศษ ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 59-31 ม.ค. 60 รวม 2 เดือน โดยมีเครือข่ายร้านโชห่วยกว่า 6,000 ร้านค้า ใน 60 จังหวัด เข้าร่วมจัดงาน และจะลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลง 20-80% เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในต่างจังหวัด

สำหรับการจัดมหกรรมลดราคาสินค้าในครั้งนี้ จะเป็นการลดราคาสินค้าที่ผลิตและจำหน่ายในท้องถิ่น หรือสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ซึ่งจะเข้าร่วมลดราคาถึง 80% ถือเป็นการเปิดตัวสินค้าที่ผลิตโดยคนในท้องถิ่น จำหน่ายและบริโภคในท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก ก่อนที่จะขยายเป็นสินค้าในระดับจังหวัด คาดว่าจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท และลดภาระค่าครองชีพได้ไม่ต่ำกว่า 100-150 ล้านบาท

“การจัดงานเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ในการซื้อหาสินค้าราคาถูกในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยกระทรวงฯ จะร่วมกับห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ จัดงานลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ถึง 21 วัน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 59-4 ม.ค. 60 แต่ในส่วนของ กรมฯ จะเป็นการรุกช่วยเหลือลงลึกไปถึงประชาชนในระดับท้องถิ่น ตำบล อำเภอ โดยใช้กลไกของร้านโชห่วยที่มีกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ เพื่อช่วยเหลือคนในต่างจังหวัด”

อย่างไรก็ตาม กรมฯ มั่นใจว่าการจัดงานนี้ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเกิดการเกื้อกูลกันอย่างเป็นระบบ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการมาแล้วรวม 9 ครั้ง มีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 3,954 ล้านบาท

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า กรมฯ และสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ยังได้ร่วมกันจัดทำข้าวถุง “โชห่วย ช่วยชาวนา-ข้าวดีมีราคา ชาวนามีสุข” เพื่อ “ทำดีถวายพ่อหลวง” โดยนำข้าวสารที่รับซื้อจากชาวนาโดยตรงมาบรรจุถุง และนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนผู้ที่เดินทางจากทั่วประเทศ ที่มาเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณท้องสนามหลวงด้วย จำนวน 20,000 ถุง และเตรียมนำแจกจ่ายให้แก่องค์กรการกุศลอื่นๆ ที่ต้องการด้วย

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 13.06 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,510.24 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/798117

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 13.06 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,510.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 69,967.04 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 30 พ.ย.59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 13.06 จุด เปลี่ยนแปลง 0.87% ดัชนีอยู่ที่ 1,510.24 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 69,967.04 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).