หุ้นไทยปิดตลาดบวก 0.01 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,473.86 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787061

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 0.01 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,473.86 จุด มูลค่าการซื้อขาย 49,361.54 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 18 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 0.01 จุด เปลี่ยนแปลง 0.00% ดัชนีอยู่ที่ 1,473.86 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,361.54 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน).

 

ผู้ส่งออกเฮ! เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าไก่สดไทย หลังเจอไข้หวัดนกระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786942

 

ผู้ส่งออกไก่สดไทยเฮ! เกาหลีใต้ประกาศอนุญาตให้นำเข้าได้แล้ว มีผลตั้งแต่ 9 พ.ย.59 หลังยุตินาน 12 ปี จากการระบาดของไข้หวัดนก คาดเพิ่มมูลค่าส่งออกได้อีกราว 1 พันล้านเหรียญฯ …

วันที่ 18 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ ได้อนุมัติให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง ไปเกาหลีใต้ได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.59 เป็นต้นไป ภายหลังจากได้ส่งหน่วยงานตรวจสอบ Animal and Plant Quarantine Agency (QIA) มาตรวจสอบโรงงานผลิต และสถานประกอบการไก่สดแช่เย็นและแช่แข็งของไทย 12 แห่ง ตั้งแต่เดือน ก.ย.59

สำหรับผลการตรวจสอบพบว่า สถานที่ประกอบการ 10 แห่ง ได้แก่ Better Foods, GFPT Public, Saha Farms, BRF Thailand, Goldenline Business, Cargill Meats Thailand, GFPT Nichirei Thailand และ CPF Thailand Public ได้รับอนุมัติและลงทะเบียนจากทั้ง QIA และกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยา ของเกาหลีใต้ ส่งผลให้สามารถส่งออกไก่สดแช่เย็นและแช่แข็งไปยังเกาหลีใต้ได้ นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ประกอบการอีก 41 แห่งที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบขั้นสุดท้าย เพื่อรอส่งออกไปเกาหลีใต้

“ทันทีที่มีการประกาศอนุมัติให้นำเข้าได้ ผู้นำเข้าหลายรายติดต่อมายังสำนักงานการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เพื่อสอบถามข้อมูลการนำเข้าไก่สดแช่เย็นและแช่แข็งจากไทย คาดว่าหลังจากสถานประกอบการที่รอตรวจสอบทั้งหมดได้รับอนุมัติแล้ว จะทำให้ตลาดส่งออกไก่สดแช่เย็นและแช่เข็งจากไทยไปเกาหลีมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ”

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศทั่วโลก ได้ห้ามนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจากไทย มาตั้งแต่ไทยเกิดการระบาดของไข้หวัดนกตั้งแต่ปี 47 แต่ภายหลังจากไทยสามารถระงับการระบาดได้แล้ว ทุกประเทศได้ทยอยยกเลิกการนำเข้าจากไทยอย่างต่อเนื่อง จนถึงเกาหลีใต้เป็นประเทศล่าสุด.

 

ซีพีเอฟลงทุนธุรกิจอาหารในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซื้อบริษัท Bellisio Parent, LLC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 18 พ.ย. 2559 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787036

 

– เป็นไปตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” (Kitchen of the world)

– เข้าไปสู่ตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

– โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจจากศักยภาพและเครือข่ายของ ซีพีเอฟ และ Bellisio ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและส่งออกไปทั่วโลก

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” ประกาศการเข้าซื้อกิจการของ Bellisio Parent, LLC เป็นมูลค่าจำนวน 1,075 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคาดว่าการเข้าซื้อจะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 180 วันนับจากวันลงนามในสัญญาและได้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยครบถ้วนแล้ว

กลุ่ม Bellisio เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2533 โดยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานแบบ Single Serve ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นลำดับที่ 3 (คำนวณจากปริมาณจำหน่าย) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้ตราสินค้าซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น Michelina’s Chilli’s Boston Market และ Atkins เป็นต้น รวมถึงอาหารเพื่อสุขภาพซึ่งมีจุดเด่นด้านคุณภาพและโภชนาการ ภายใต้ตราสินค้า EatingWell และ EAT! ซึ่งกลุ่ม Bellisio เริ่มวางจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ กลุ่ม Bellisio ยังเป็นผู้นำในตลาดอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานแบบ Single Serve ในประเทศแคนาดาอีกด้วย ปัจจุบัน กลุ่ม Bellisio มีโรงงานรวมทั้งสิ้น 4 โรงงาน ตั้งอยู่ในรัฐ Ohio รัฐ California และรัฐ Minnesota

นอกจากนั้น กลุ่ม Bellisio ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ค้าปลีกชั้นนำในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีช่องทางขายร้านจัดจำหน่ายถึงกว่า 50,000 แห่ง นอกจากนี้โรงงานหลักของกลุ่ม Bellisio ในเมือง Jackson รัฐ Ohio ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถส่งสินค้าไปยังเมืองต่างๆ ครอบคลุมครึ่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาภายใน 24 ชั่วโมงและครอบคลุมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาภายใน 48 ชั่วโมง รายได้สุทธิ (adjusted net sales) รวมล่าสุด 12 เดือนของกลุ่ม Bellisio มีจำนวน 668 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ adjusted EBITDA มีจำนวน 82 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Joel Conner ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่ม Bellisio เปิดเผยว่า “เราขอขอบคุณ Centre Partner ผู้ถือหุ้นเดิมสำหรับการสนับสนุนการทำงานร่วมกันตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มซีพีเอฟซึ่งเราคิดว่าการทำงานร่วมกันจะผลักดันการเจริญเติบโตของ Bellisio ได้เป็นอย่างดีในอนาคต”

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซีพีเอฟ เปิดเผยว่า “บริษัทมีความยินดีที่จะได้ร่วมงานกับคุณ Joel และทีมงานเพื่อนำ Bellisio ไปสู่ก้าวต่อไป การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นการเข้าไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีโอกาสในการขยายธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง การผสมผสานจุดแข็งของซีพีเอฟและกลุ่ม Bellisio จะสามารถทำให้มีการผลิตสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าอาหารเอเชียให้กับช่องทางจำหน่ายและเครือข่ายของทั้งสองกลุ่ม ทำให้มีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและส่งออกไปทั่วโลก การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของซีพีเอฟที่ต้องการขยายธุรกิจอาหารไปยังตลาดที่มีศักยภาพ สัดส่วนยอดขายของบริษัทหลังจากการเข้าซื้อเสร็จสมบูรณ์จากการประมาณการเบื้องต้นนั้นจะทำให้สัดส่วนของธุรกิจอาหารของซีพีเอฟเพิ่มขึ้น

J.P. Morgan ทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเงินและ Davis Polk & Wardwell LLP ทำหน้าที่ที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ ซีพีเอฟ ในการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้

 

กองสลากเตือน อย่าหลงเชื่อไลน์หลุด รู้ผลออกรางวัลล่วงหน้า ขอหยุดแชร์ต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 15:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786962

 

(แฟ้มภาพ)

สำนักงานสลากฯ เตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อการแอบอ้างไลน์หลุด รู้ผลออกรางวัลล่วงหน้า ขอหยุดแชร์ต่อ ยัน การออกรางวัลทุกขั้นตอนโปร่งใส ตรวจสอบได้ …

วันที่ 18 พ.ย. 59 จากกรณีมีข่าวแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ ว่ามีไลน์หลุดจากกองสลาก สามารถทราบผลการออกรางวัลก่อนเข้าสู่กระบวนการออกรางวัล ซึ่งการเผยแพร่ดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิด และส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานฯ นั้น

พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อการเผยแพร่ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นไปด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ตามมาตรฐานสากล ISO9001:2008 สามารถรับชมเทปบันทึกผลการถ่ายทอดผลออกรางวัลย้อนหลังได้ทุกงวด ผ่าน เว็บไซต์สำนักงานฯ http://www.glo.or.th ตลอดเวลา

ทั้งนี้ กระบวนการออกรางวัลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่มีใครสามารถทราบตัวเลขที่จะออกรางวัลล่วงหน้าได้ สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถเช้าชมการออกรางวัลได้ ณ อาคารออกรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนนนทบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 15.00-16.00 น. สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ตั้งแต่เวลา 14.00 น. และทางสถานีโทรทัศน์ข่าวสปริงนิวส์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น. รวมทั้งรับฟังการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุสปริงส์ เรดิโอ เอฟเอ็ม 98.5 เมกะเฮิร์ทซ์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น.

นอกจากนี้ ยังมีการออกรางวัลสลากสัญจร ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคได้เข้าชม และร่วมสัมผัสบรรยากาศการออกรางวัลอย่างใกล้ชิดนั้น สำนักงานฯ จะประชาสัมพันธ์วัน และสถานที่ให้ทราบต่อไป

 

ตุ๊กตาผ้าคอลเลคชั่นใหม่ จากความคิดเด็กไทย สู่โอกาสการเล่นเด็กทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 15:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786917

 

อิเกีย เปิดโครงการ “เรื่องเล่นๆ ที่เปลี่ยนโลก” แบ่งปันโอกาสในการเล่นให้เด็กทั่วโลก พร้อมแนะนำตุ๊กตาผ้าคอลเลคชั่นใหม่ จากจินตนาการเด็กไทย ออกวางจำหน่ายที่อิเกียทั่วโลก ตั้งแต่ 20 พ.ย. เป็นต้นไป…

วันที่ 18 พ.ย.59 นายศุภฤกษ์ วิเชียรโชติ ผู้จัดการฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืน อิเกีย ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้ อิเกียได้จัดทำโครงการ “เรื่องเล่นๆ ที่เปลี่ยนโลก (Let’s Play for Change)” โดยต้องการให้เด็กทั่วโลกได้รับสิทธิในการเล่นสนุก และเข้าถึงของเล่นดีๆ ที่จะช่วยเพิ่มทักษะในการเรียนรู้ เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเชื่อว่า การเล่นจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งอิเกีย ได้จับมือกับ 6 มูลนิธิทั่วโลกที่ให้การสนับสนุนเด็กในชุมชนที่ยากไร้ทั่วโลก ได้แก่ องค์การแฮนดิแคป อินเตอร์เนชั่นแนล (Handicap International) โครงการวอร์ ชายด์ (War Child) มูลนิธิเซฟเดอะชิลเดรน (Save the Children) องค์กรสเปเชียลโอลิมปิค (Special Olympics) องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) และโครงการรูม ทู รี้ด (Room to Read) โดยมี 2 มูลนิธิในประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุน คือ องค์การแฮนดิแคป อินเตอร์เนชั่นแนล และองค์กรสเปเชียลโอลิมปิค



ด้าน มร.อเล็กซี่ ครูค ผู้ประสานงานโครงการ Growing Together องค์การแฮนดิแคป อินเตอร์เนชั่นแนล (Handicap International) กล่าวว่า การสนับสนุนจากมูลนิธิอิเกีย จะช่วยมอบโอกาสในการเล่นในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับเด็ก เพราะการเล่น นอกจากจะช่วยให้เด็กมีความสุขและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ และสอนให้พวกเขารู้จักเอาใจใส่ผู้อื่น ตลอดจนมองเห็นคุณค่าในตัวเอง การเล่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับเด็ก


นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน – 24 ธันวาคม 2559 อิเกีย บางนา ยังได้ต่อยอดแนวคิดในการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้รับสิทธิในการเล่นสนุก โดยจัดโครงการ “โครงการเติมความสุขคูณสองให้เด็กๆ” ตุ๊กตาผ้า ของเล่น หนังสือนิทาน และเฟอร์นิเจอร์เด็กที่ร่วมรายการทุกๆ ชิ้น ที่ซื้อจากอิเกีย บางนา เราจะมอบสินค้าสมทบอีก 1 ชิ้น ให้กับองค์การเฟรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Friend International Thailand) รวมถึงจัดกิจกรรม Toy Buffet ให้แก่เด็กๆ ในความดูแลของ องค์การเฟรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มาร่วมสนุกในสโตร์กับพนักงานของอิเกีย และมอบตุ๊กตาเป็นของที่ระลึกให้กับเด็กอีกด้วย


สำหรับตุ๊กตาผ้าคอลเลคชั่นใหม่ในปีนี้ มีความพิเศษมากขึ้น เพราะเด็กไทยได้เป็นหนึ่งใน 10 หนูน้อยคนเก่งที่ชนะโครงการประกวดวาดภาพตุ๊กตาผ้าระดับโลก ด.ญ.ชุติรดา สุจารีรัตน์ อายุ 6 ปี กับผลงาน The Red Monster มีความโดดเด่นที่ฟันและสะดือขนาดใหญ่เตะตา เป็นสัตว์ประหลาดที่พยายามจะทำตัวน่ากลัว แต่กลับดูแล้วน่ารักน่าชัง โดยอิเกียนำมาผลิตตุ๊กตาผ้า รุ่น SAGOSKATT/ซอกูสแคท คอลเลคชั่นใหม่ที่มีตุ๊กตาทั้งหมด 10 แบบ จะวางจำหน่ายที่สโตร์อิเกียทั่วโลก และประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของตุ๊กตาผ้าคอลเลคชั่นใหม่ และร่วมสนับสนุนกิจกรรมดีๆ เพื่อเด็ก สามารถแวะไปที่อิเกีย เมกา บางนา หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.IKEA.co.th

 

มกอช.เร่งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ใส่ใจมาตรฐาน (Young Smart Farmer) 
ส่งเสริมการบริหารจัดการด้านการตลาด ตั้งเป้าเยาวชนสานต่ออาชีพเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 18 พ.ย. 2559 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786927

 

นายอานัติ วิเศษรจนา รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดโครงการเกษตรเพื่อชีวิต “เกษตรรุ่นใหม่ ใส่ใจมาตรฐาน” (Young Smart Farmer) รุ่นที่ 3 ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ณ กองพันทหารราบที่ 3 กองทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน จังหวัดสงขลา ว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมวิชาการเกษตร, กรมการข้าว, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมปศุสัตว์, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 9 แห่งในภาคใต้ ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง สตูล พังงา กระบี่ ตรัง ระนอง และกองพันทหารราบที่ 8 กรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน จังหวัดสงขลา ร่วมกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) แบบบูรณาการ แก้ไขปัญหาการขาดแคลน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และแรงงานของภาคเกษตรในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมเพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้น้อย

ด้วยเหตุนี้ โครงการที่จัดขึ้นจะสามารถให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการทั้งภาคทฤษฎี และเน้นการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปสู่การปฏิบัติจริงของนักศึกษาตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการต้องผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมจัดค่าย เขียนโครงการ ศึกษาดูงาน และการนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปปฏิบัติใช้จริงในการปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ทำการเกษตรของผู้ปกครองนักศึกษา หรือวิทยาลัยเกษตรกรรม ซึ่งปีนี้ มีนักศึกษาสนใจเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นจาก 
ปีก่อนๆ จากเดิมที่เปิดรับสมัครเพียงสองสาขา คือ GAP พืชอาหาร และ GAP ข้าว ได้เปิดเพิ่มอีกสองสาขาคือ GAP ด้านประมง และปศุสัตว์ พร้อมกันนี้ ยังแนะนำและสร้างพื้นฐานด้านการตลาดสู่การเป็น “เถ้าแก่น้อย” ให้นักศึกษาลองหาตลาดเอง และรู้จักทำบัญชีรายรับ รายจ่าย กำไร ขาดทุน เชื่อว่าจะเป็นเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สร้างความเข้มแข็งของการผลิตสินค้าเกษตรของไทยให้มีคุณภาพและมาตรฐานต่อไป

 

ทองเปิดตลาดร่วง 250 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786631

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 18 พ.ย. ลดลง 250 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 ขายออกบาทละ 20,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 ขายออกบาทละ 20,900 บาท ขณะที่ ตลาดทองคำนิวยอร์กปิดร่วง 7 ดอลลาร์ หรือ 0.57% ปิดที่ระดับ 1,216.90 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้า …

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาลดลง 250 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,300.00 บาท ขายออกบาทละ 20,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 บาท ขายออกบาทละ 20,900.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดลดลงเมื่อคืนนี้ (17 พ.ย.) 7 ดอลลาร์ หรือ 0.57% ปิดที่ระดับ 1,216.90 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจาก นางเยลเลน กล่าวต่อ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสเมื่อวานนี้ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า และจะมีความเสี่ยง หากเฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป เนื่องจากจะทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต

นางเยลเลน ยังกล่าวด้วยว่า ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 1-2 พ.ย.นั้น กรรมการเฟดมีความเห็นว่า เหตุผลที่สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังมีความคืบหน้าไปสู่เป้าหมายตามภารกิจของเฟดในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการจ้างงานในระดับสูงสุด

นอกจากนี้ ตลาดทองคำยังได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ โดยเมื่อดอลลาร์แข็งค่านั้น จะส่งผลให้สัญญาทองคำมีราคาที่ไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่นๆ

 

สั่งเข้ม สศช.เพิ่ม 3 แผนใน “อีอีซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786401

 

“ประยุทธ์” จัดทัพปี 60 ลุยก่อสร้างเต็มสตรีม

“ประยุทธ์” สั่ง สศช.เพิ่ม 3 แผนงานในโครงการอีอีซี ทั้งด้านนวัตกรรม ไอที และการดูแลคุณภาพชีวิตชุมชน พร้อมใส่เกียร์เดินหน้าเต็มที่ปี 60–61 ตะลุยก่อสร้างให้ได้มากที่สุด

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (คนพ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้เพิ่ม 3 แผนงานใหม่เข้าไปในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้แก่ แผนงานด้านนวัตกรรม ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะทำแผนงานด้านนี้ และมีเป้าหมายให้พื้นที่อีอีซีมีสถาบันวิจัย เพื่อกระตุ้นให้อีอีซีเป็นเขตวิจัยและพัฒนารองรับการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม

“แผนงานที่ 2 ที่เพิ่มเข้ามาคือ แผนงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยจะมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้ามาร่วมจัดทำแผนงานด้วย หากมีระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพสูง ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้ รวมถึงเรื่องไฟฟ้าและพลังงานจะมีกระทรวงพลังงานเข้ามาดูแลแผนงาน เนื่องจากเมื่อมีผู้ประกอบการมากขึ้น การผลิตก็ต้องใช้ไฟฟ้าเพียงพอ จึงต้องมีแผนรองรับรวมถึงปริมาณน้ำที่รองรับด้วย ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนงานที่ 3 คือ การดูแลชุมชน และสาธารณสุข ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าในพื้นที่อีอีซีต้องดูแลให้เป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี ต้องแน่ใจว่าคนที่อยู่เดิมจะต้องได้ประโยชน์และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

ทั้งนี้ สศช.จะรับหน้าที่เป็นสำนักงานอีอีซี จัดทำแผนแม่บท หรือมาสเตอร์แพลนของแผนงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกปี 2560-2564 ให้แผนงานแต่ละด้านที่มีอยู่เดิมและที่เพิ่มเข้ามาใหม่อีก 3 แผนงานมีความเชื่อมต่อและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปี พร้อมทั้งระบุผลประโยชน์ที่จะได้รับให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และ สศช.จะประสานกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯในแต่ละกลุ่ม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้บรรลุผลในทางปฏิบัติอย่างครอบคลุม อาทิ อุตสาหกรรมศักยภาพ สิทธิประโยชน์ เขตการค้าเสรี การประชาสัมพันธ์ ระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ไฟฟ้าและพลังงานระบบน้ำ การพัฒนาเมือง และสิ่งแวดล้อมเมือง การท่องเที่ยว สาธารณสุข และระบบบริการที่เกี่ยวข้องเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนวัตกรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการแปรรูป เพื่อเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร เป็นต้น

นายปรเมธีกล่าวว่า ด้านกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะเร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไปแล้ว ซึ่งหลังจากกฤษฎีกาปรับแก้ให้ความเห็นจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป ซึ่งจะเร่งรัดให้เข้า สนช.ให้ได้ภายในต้นปีหน้า ขณะเดียวกันในปี 2560 จะจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียวหรือวันสต๊อปเซอร์วิสในพื้นที่แหลมฉบังและมาบตาพุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน

“ภาพรวมของโครงการอีอีซีที่ยังไม่รวม 3 แผนงานใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาจะมีทั้งหมด 173 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 700,000 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นงบประมาณที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรเพื่อดำเนินการรวม 150,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เอกชน หรือภาครัฐร่วมกับเอกชน”

สำหรับเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ประชุมให้นโยบายว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปให้ดำเนินนโยบายอย่างเข้มข้น ปี 2560-2561 จะต้องเร่งรัดให้มีการก่อสร้างและการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้มากที่สุด ขณะที่การดึงดูดการลงทุนก็ต้องดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ของนักลงทุนด้วย ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจขอรับสิทธิประโยชน์ในกลุ่มคลัสเตอร์ ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยจะลงทุนในอีอีซีประมาณ 18,000 ล้านบาท ส่วนนี้ คนพ.จะเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริง ขณะเดียวกันจะประชาสัมพันธ์ดึงดูดนักลงทุนให้มากขึ้น “ที่ผ่านมาไปโรดโชว์การลงทุนที่ฝรั่งเศส เยอรมนี จีน และนักลงทุนในประเทศ ซึ่งมีนักลงทุนติดต่อสอบถามและขอเข้าไปดูพื้นที่จริงเป็นจำนวนมาก ปีหน้าจะมีโรดโชว์และจัดสัมมนานักลงทุนให้เข้มข้นมากกว่านี้”

นายปรเมธีกล่าวต่อว่า ปี 2560 มีโครงการที่มีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 48 โครงการ วงเงินรวม 6,992.67 ล้านบาท โดยให้ขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป.

 

โลกเปลี่ยนคนใช้เช็คทั่วไทยลดฮวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786397

 

เหตุใช้จ่าย-ลงทุนไม่ฟื้นเต็มที่ ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หอมฟุ้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานข้อมูลการเรียกเก็บเช็คล่าสุดเดือน ต.ค.59 ที่ผ่านมา พบว่า ทั่วประเทศมีปริมาณการใช้เช็คทั้งสิ้น 5.5 ล้านฉบับ ลดลง 0.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายทั้งสิ้น 2.9 ล้านล้านบาท ลดลง 3.1% เป็นผลจากภาพรวมการใช้จ่ายและการลงทุนของเศรษฐกิจไทยยังเกิดขึ้นไม่ชัดเจน ขณะที่การโอนเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ มีวงเงินการโอนต่อวันเพิ่มขึ้น เพราะคนส่วนหนึ่งหันไปใช้การโอนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เช็ค

อย่างไรก็ตาม ภาวะการค้าการลงทุนที่ยังชะลอตัว ส่งผลให้เดือน ต.ค.มีเช็คคืนรวมจำนวน 86,400 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 18,400 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนมูลค่าเช็คคืนรวมต่อเช็คเรียกเก็บเพิ่มขึ้นจาก 0.53% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรับอยู่ที่ 0.64% โดยเป็นเช็คคืนไม่มีเงินหรือเช็คเด้งทั้งสิ้น 62,100 ฉบับ มูลค่า 8,680 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าเช็คเด้งต่อเช็คเรียกเก็บอยู่ที่ 0.30% เท่ากับสัดส่วนเดิมของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เช็คมูลค่าน้อยกว่า 10 ล้านบาท มีทั้งสิ้น 5.42 ล้านฉบับ คิดเป็นมูลค่า 1.03 ล้านล้านบาท หรือมีการเรียกเก็บคิดเป็นปริมาณ 99.3% และมูลค่า 36.1%

ทั้งนี้ การเรียกเก็บเช็คในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลมีเช็คทั้งสิ้น 3.73 ล้านฉบับ มูลค่า 2.54 ล้านล้านบาท ปริมาณและมูลค่าลดลง 1.8% และ 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนปริมาณเช็คคืนและเช็คเด้งมี 45,200 ฉบับ และ 31,000 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 12,900 ล้านบาท และ 4,780 ล้านบาท ตามลำดับ ทำให้สัดส่วนมูลค่าเช็คคืนรวมต่อเช็คเรียกเก็บเพิ่มขึ้นจาก 0.41% เป็น 0.51% แต่สัดส่วนเช็คเด้งต่อเช็คเรียกเก็บ

ลดลงจาก 0.22% เหลือ 0.19% ขณะที่เช็คต่างจังหวัดมีทั้งสิ้น 838,000 ฉบับ มูลค่า 254,000 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าลดลง 4.8% และ 4.2% ตามลำดับ โดยมีเช็คคืนรวมและเช็คเด้ง 13,600 ฉบับ และ 9,370 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 2,830 ล้านบาท และ 1,890 ล้านบาท ตามลำดับ ทำให้สัดส่วนมูลค่าเช็คคืนรวมและเช็คเด้งต่อเช็คเรียกเก็บรวมเพิ่มขึ้นจาก 1.05% เป็น 1.11% สัดส่วนเช็คเด้งจาก 0.55% เป็น 0.74% ตามลำดับ.

 

ไก่ตีปีกได้บินเข้าเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786392

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สาธารณรัฐเกาหลีใต้อนุมัตินำเข้าไก่สดแช่แข็งไปยังสาธารณรัฐเกาหลีได้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 59 หลังจากสาธารณรัฐเกาหลียุติการนำเข้าไก่ของไทยเนื่องจากปัญหาไข้หวัดนกถึง 12 ปี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯผลักดันเรื่องนี้มาตลอด โดยกรมปศุสัตว์ได้ส่งผู้แทนไปร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของเกาหลีใต้ (QIA) เพื่อเจรจาเปิดตลาดสัตว์ปีกสดแช่เย็น/แช่แข็งส่งออกจากไทย หลังจากเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หน่วยงานจากรัฐบาลเกาหลีใต้เดินทางมาตรวจโรงงานเชือดและโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจำนวน 12 โรงงาน เพื่อเป็นตัวแทนสำหรับ 53 โรงงานทั่วประเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนอนุมัติการนำเข้า

น.สพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากสาธารณรัฐเกาหลีว่า ได้อนุญาตให้โรงงานผลิตเนื้อไก่ดิบสดแช่แข็งของไทยจำนวน 12 แห่ง โดยกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาของสาธารณรัฐเกาหลี (MFDS) จะขึ้นทะเบียนโรงงานทั้ง 12 แห่งให้ส่งออกไก่ดิบสดที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งส่งผลดีต่อโรงงานผลิตเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ปรุงสุกอีก 41 แห่ง เพราะแค่ส่งเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลโรงงานให้ทางการสาธารณรัฐเกาหลีก็สามารถพิจารณารับรองโรงงานได้เลย

ด้านนายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้นำเข้าจากเกาหลีใต้มาเจรจาซื้อไก่สดแช่แข็งจากผู้ส่งออกไทยแล้ว ทางสมาคมคาดว่าการส่งออกไก่ลอตแรกน่าจะเกิดขึ้นช้าที่สุดในเดือน ม.ค.60 ตลาดนำเข้าไก่สดแช่แข็งเกาหลีใต้ถือว่าน่าสนใจ คาดว่าภายใน 2 ปี ยอดส่งออกจะชิงส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้ถึง 40,000 ตัน.