กทม.จ่ายหนี้รถไฟสีเขียว รฟม. จัดไป! ก้อนแรก 3,557 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786387

 

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการประเมินมูลค่าหนี้สิน และการโอนหนี้สินและทรัพย์สินระหว่างกัน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ ที่การรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะต้องโอนให้กรุงเทพฯ (กทม.) ตาม มติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ว่า รฟม.ได้สรุปตัวเลขค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและหนี้สินโครงการดังกล่าว วันที่ 31 ธ.ค.59 ว่า มีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 2,140 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ระยะยาว 17,538 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินกับค่าธรรมเนียมต่างๆ 3,557 ล้านบาท โดยที่ประชุมมีมติให้ กทม.ทำการชำระค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินกับค่าธรรมเนียมต่างๆวงเงิน 3,557 ล้านบาท ให้ รฟม.ก่อนเป็นก้อนแรกในวันที่มีการรับโอนกรรมสิทธิ์จาก รฟม.ซึ่งกำหนดไว้คือในวันที่ 1 เม.ย.2560 ส่วนหนี้เงินกู้ 17,538 ล้านบาทนั้นให้ กทม.มีการทยอยโอนคืนให้ รฟม.ในระยะยาวได้ “ตัวแทน กทม. จะต้องนำมติดังกล่าวไปเสนอที่ประชุมสภา กทม.ที่จะมีขึ้นในเดือน ม.ค.2560 ก่อน กทม.มีเงินพร้อมจ่ายก้อนแรก 3,557 ล้านบาท ในวันที่ 1 เม.ย.ปีหน้า”.

 

ฝันเจาะตลาดทุกระดับ ชูมาตรฐานข้าวหอมมะลิใหม่บุกทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786382

 

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำมาตรฐานสินค้าข้าวฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้ว โดยได้ปรับปรุงมาตรฐานเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าข้าวของโลกในปัจจุบัน และเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้กับผู้ส่งออกของไทยที่จะต้องแข่งขันกับการส่งออกข้าวของประเทศคู่แข่ง รวมทั้งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น หลังจากที่มาตรฐานเดิมได้บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 40 โดยคาดว่ามาตรฐานใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ธ.ค.59 ที่จะถึงนี้

สำหรับมาตรฐานข้าวฉบับใหม่ ได้แบ่งจัดลำดับข้าวออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตลาดระดับบน คือ กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ต้องการบริโภคข้าวที่มีคุณภาพ ได้ปรับปรุงมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้เกิดเอกลักษณ์ในความเป็นข้าวหอมชั้นเลิศของไทย โดยกำหนดให้มีข้าวหอมมะลิไทยสัดส่วนไม่น้อยกว่า 92% และใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ข้าวหอมมะลิไทย” ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “THAI HOM MALI RICE” ส่วนกลุ่มตลาดระดับกลาง คือ กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการข้าวเกรดรองจากข้าวหอมมะลิไทย ราคาต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทย โดยได้กำหนดมาตรฐานสินค้าข้าวหอมไทยฉบับใหม่ เพื่อเป็น Fighting Brand แข่งขันกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม กัมพูชา ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ข้าวหอมไทย” และใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า THAI JASMINE RICE หรือ THAI FRAGRANT RICE หรือ THAI AROMATIC RICE ส่วนกลุ่มตลาดระดับล่าง เป็นการเปิดช่องทางส่งออกข้าว กรณีที่ผู้ซื้อต่างประเทศต้องการบริโภคข้าวหอมที่มีเงื่อนไขแตกต่างจากมาตรฐานที่กำหนดไว้ข้างต้นดังกล่าว ซึ่งผู้ซื้อสามารถซื้อข้าวหอมผสมในรูปของข้าวตามตัวอย่างภายใต้มาตรฐานสินค้าข้าวที่ได้ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้า การผลิต และส่งออกข้าวในปัจจุบันได้.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวกเพิ่ม ได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786522

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สดใส และแรงกระตุ้นหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ยังหลงเหลืออยู่…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 17 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 35.68 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 18903.82 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 10.18 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 2187.12 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 39.39 จุด หรือ 0.74% ปิดที่ 5333.97 จุด

ตลาดสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสมากมาย เช่น จำนวนผู้ขอรับสิทธิประโยชน์ผู้ว่างงานรายสัปดาห์ที่มีน้อยที่สุดในรอบ 43 ปี ส่งสัญญาณความเข้มแข็งของตลาดแรงงาน และดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 6 เดือน

ขณะเดียวกัน นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) บอกกับสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีว่า การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ตอกย้ำความคาดหมายของตลาดที่เชื่อว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.

 

“บิ๊กจิน” นัดพบผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786381

 

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของเฟซบุ๊กที่ประจำภูมิภาคเอเชียได้เข้าพบ เพื่อหารือถึงแนวนโยบายการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะข้อความบนเฟซบุ๊กที่จะสร้างความขัดแย้ง และเข้าข่ายละเมิดกฎหมายไทยนั้น ซึ่งทางเฟซบุ๊กยินดีให้ความร่วมมือ แต่ขอเวลานำไปหารือกับเฟซบุ๊กสำนักงานใหญ่ก่อน แล้วจะแจ้งให้รัฐบาลไทยรับทราบอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19-20 พ.ย.นี้ ตนจะเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่ประเทศเปรู ซึ่งการร่วมประชุมครั้งนี้จะถือโอกาสนัดพบกับนายมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก เพื่อเชิญชวนให้มาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากรัฐบาลไทยมีนโยบายที่จะสนับสนุนให้เกิดธุรกิจผลิตคอนเทนต์ และธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสามารถสร้างงานและสร้างรายได้ รวมถึงจะหารือถึงแนวทางการป้องกันมิให้มีเนื้อหาและข้อความที่สร้างความขัดแย้ง และละเมิดกฎหมายประเทศไทยด้วย

พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า ทางเฟซบุ๊กได้แจ้งให้ทราบว่าปัจจุบันมีผู้ใช้เฟซบุ๊กราว 1,800 ล้านคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีผู้ใช้ราว 42 ล้านคน ซึ่งจากยอดการใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว น่าจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยนำมาต่อยอดสร้างประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้ เพราะเฟซบุ๊กถือเป็นโซเชียลมีเดียที่มีผลมากต่อการประชาสัมพันธ์ทั้งการท่องเที่ยว การศึกษา สาธารณสุข อีกทั้งยังช่วยสร้างงาน สร้างธุรกิจใหม่ด้วย เนื่องจากเฟซบุ๊กถือเป็นโกลบอลมาร์เก็ตที่จะขยายตลาดให้กับไทย และเป็นกลไกหนึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

นอกจากนั้น พล.อ.อ.ประจินได้กล่าวถึงงานไอทียู เทเลคอม เวิลด์ 2016 ว่า การจัดงานดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งจัดงานมาตั้งแต่ 14-17 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าจะร่วมกันผลักดันทำตามแผนงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะสร้างความเท่าเทียมเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลของสังคม และการประกอบกิจการธุรกิจ.

 

ซื้อธุรกิจอาหารสำเร็จรูปสหรัฐฯ CPF ลงทุน 38,000 ล.ทะลวงตลาดข้ามทวีป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786372

 

CPF ลงทุนอีก 38,000 ล้านบาท ซื้อธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานในสหรัฐฯ หวังแทรกแซงตลาดในทวีปอเมริกาเหนือ สหรัฐฯ และแคนาดา

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวานนี้ (17 พ.ย.) ว่า บริษัทได้เข้าซื้อกิจการของ Bellisio Parent, LLC. โดยได้ลงนามสัญญาซื้อหลักทรัพย์กับ Bellisio Consolidated Equity, LLC. เพื่อเข้าซื้อธุรกิจของ Bellisio Parent, LLC. ทั้งหมดในราคารวมทั้งสิ้น 1,075 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 38,162 ล้านบาท (35.50 บาทต่อดอลลาร์) โดยแหล่งเงินทุนมาจากกระแสเงินสดภายกลุ่ม CPF เอง

สำหรับกลุ่ม Bellisio ทำธุรกิจในสหรัฐฯตั้งแต่ปี 33 โดยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานแบบ Single Serve ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นลำดับที่ 3 ในสหรัฐฯ ภายใต้ตราสินค้าซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น Michelina’s, Boston Market, Chilli’s และ Atkins เป็นต้น รวมถึงอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีจุดเด่นด้านคุณภาพและโภชนาการภายใต้ตราสินค้า EatingWell และ EAT! ทั้งนี้ กลุ่ม Bellisio ยังเป็นผู้นำในตลาดอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานในแคนาดาด้วย โดยกลุ่ม Bellisio มีโรงงาน 4 แห่งตั้งอยู่ในรัฐโอไฮโอ, แคลิฟอร์เนีย และมินเนโซตา

กลุ่ม Bellisio ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ค้าปลีกชั้นนำในสหรัฐฯ และด้วยทำเลที่ตั้งของโรงงานซึ่งมีระบบการผลิตที่เป็นเลิศในรัฐโอไฮโอยังเอื้อให้กลุ่ม Bellisio สามารถกระจายสินค้าครอบคลุมพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯได้ใน 24 ชั่วโมง และทั่วประเทศภายใน 48 ชั่วโมงได้ด้วย สำหรับงบการเงินของกลุ่ม Bellisio ซึ่งผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบแล้ว (ข้อมูลจากผู้ขาย) ปี 58 มีกลุ่มยอดขาย 588 ล้านเหรียญ หรือราว 20,888 ล้านบาท มีผลขาดทุน 14 ล้านเหรียญ หรือ 501 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 452 ล้านเหรียญ หรือ 16,049 ล้านบาท หนี้สินรวม 373 ล้านเหรียญ หรือ 13,248 ล้านบาท และเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น 79 ล้านเหรียญ หรือราว 2,801 ล้านบาท

บริษัทคาดว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ จะก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ CPF โดยกลุ่ม Bellisio จะเป็นฐานที่สำคัญของ CPF ในการเข้าสู่ตลาดธุรกิจอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากกลุ่ม Bellisio มีธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งและมีตราสินค้าซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป โดยหนึ่งในตราสินค้าที่สำคัญ และประสบความสำเร็จที่สุดในตลาดอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานของประเทศสหรัฐฯและประเทศแคนาดา ได้แก่ Michelina’s

นอกจากนี้ กลุ่ม Bellisio จะเป็นช่องทางให้ CPF ส่งออกสินค้าของตนเข้าสู่อเมริกาเหนือได้ โดยใช้เครือข่ายการกระจายสินค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ค้าปลีกรายสำคัญของกลุ่ม Bellisio รวมทั้ง CPF ยังสามารถใช้จุดแข็งของตนเพื่อผนึกศักยภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน เช่น การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่ผู้บริโภครายย่อย โดยใช้ความสัมพันธ์ที่ CPF มีกับผู้ค้าปลีกสำคัญ และการต่อยอดเข้าสู่ตลาดสินค้าและธุรกิจ Food Service ในกลุ่มอาหารเอเชีย ซึ่ง CPF มีความเชี่ยวชาญ และมีเครือข่ายในเอเชีย และประเทศต่างๆทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อกิจการจะเสร็จสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก Federal Trade Commission and Department of Justice ของสหรัฐอเมริกา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ใน Antitrust Law (HSR Act) และมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนอื่นๆ ตามที่ระบุในสัญญาซื้อหลักทรัพย์ฯ “การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของซีพีเอฟที่ต้องการขยายธุรกิจอาหารไปยังตลาดที่มีศักยภาพ โดยยอดขายหลังเข้าซื้อกิจการนี้สมบูรณ์จะทำให้สัดส่วนของธุรกิจอาหารของซีพีเอฟเพิ่มขึ้น” นายอดิเรกกล่าว.

 

ทอท.ระบุทัวร์จีนหายเกินครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786371

 

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้โดยสารใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 429,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.57% และตั้งแต่ 1-17 พ.ย. ผู้โดยสารติดลบ โดยลดลง 0.63% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้ รวมถึงการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจัง จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปจำนวนมาก จากก่อนหน้านี้ จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ 12,000-13,000 คนต่อวัน แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 4,000 คนต่อวันเท่านั้น

ทั้งนี้ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่อาจจะเข้าใช้บริการในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ทางสนามบินได้เตรียมแผนเพื่อรองรับไว้แล้ว เช่น การเพิ่มที่จอดรถเพื่อรองรับได้มากขึ้นอีก 1,000 คัน คาดว่าจะเริ่มทำลานจอดได้ในช่วงต้นปีหน้า เพราะขณะนี้ที่จอดรถเริ่มแน่นแล้ว โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะละ 500 คัน คาดว่าจะเสร็จกลางปีหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างดูพื้นที่ซึ่งจะอยู่ด้านทิศเหนือของโรงแรมโนโวเทลสุวรรณภูมิ ที่พื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้

นายศิโรตม์กล่าวว่า ในส่วนของการขอเพิ่มเที่ยวบินในช่วงไฮซีซั่นนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการขอเพิ่มเข้ามา ซึ่งจะต้องรอตรวจเช็กตัวเลขให้ชัดเจนอีกครั้งว่าทำไมยังไม่มีขอเพิ่มเข้ามา หรืออาจจะเป็นเพราะผู้โดยสารต่อเที่ยวบินลดลงในช่วงนี้ ซึ่งจะต้องไปพิจารณาสาเหตุก่อน &ldquoldquo;ถึงแม้ปีนี้นักท่องเที่ยวจีนจะลดลง แต่เบื้องต้นทราบว่าสายการบินจากรัสเซียได้เริ่มขอเพิ่มเที่ยวบินเข้ามาบ้างแล้ว ดังนั้นจะมีนักท่องเที่ยวจากรัสเซียเดินทางเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสามารถทดแทนตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงได้”.

 

คนรุ่นใหม่เจ๋งมีเงินเก็บเกินล้าน กรุงศรีสบช่องรับบริหารจัดการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786367

 

นายแดน ฮาร์โซโน่ ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มกลุ่มคนไทยวัยทำงาน คนรุ่นใหม่ที่มีเงินเก็บหรือเงินลงทุนเกิน 1 ล้านบาท มีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็วเฉลี่ยถึงปีละ 10-12% ทั้งที่เป็นลูกจ้าง พนักงานเงินเดือน และเจ้าของกิจการ เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีรายได้สูงขึ้น มีการวางแผนการใช้เงินที่ดี ทำให้ธนาคารมีแผนรุกการปล่อยสินเชื่อ แนะนำการลงทุน และบริการการเงินอื่นๆ

“จากข้อมูลในตลาดพบว่าคนไทยที่มีเงินเก็บเงินลงทุนระหว่าง 1-5 ล้านบาท อยู่ประมาณ 600,000 ราย มีแนวโน้มอายุน้อยลงกว่าเดิม โดยเฉพาะวัย 30-35 ปี เป็นช่วงที่มีเงินระดับ 1 ล้านบาทแรกได้มากที่สุด จึงถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารสนใจมาก เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีแนวคิดการใช้เงินที่ดี มีการวางแผน เช่น เลือกความคุ้มค่ามากกว่าความหรูหรา ความสะดวกสบายเพียงชั่วคราว ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายบริการของธนาคารได้”

นายแดนกล่าวต่อว่า กรุงศรีอยุธยาเป็นธนาคารแรกที่วางแผนให้บริการกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีสินทรัพย์เป็นเงินฝากหรือเงินลงทุนตั้งแต่ 1 -5 ล้านบาท หรือเรียกว่ากรุงศรีไพรม์ โดยจะให้บริการเป็นที่ปรึกษาบริหารจัดการทาง การเงิน ผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือรวมทั้งจัดหาสิทธิประโยชน์ที่ตรงใจ ใช้ง่ายและจัดทีมมาดูแลกลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้ากลุ่มไพรม์ประมาณ 100,000 คน ตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปี จะขยายจำนวนฐานลูกค้าเพิ่ม 50% และขยายสินทรัพย์ในลุ่มนี้เติบโต 60% จากปัจจุบันที่สินทรัพย์การลงทุน 160,000-170,000 ล้านบาท โดยเน้นการรักษาฐานลูกค้าที่มีไว้ รวมถึงการสร้างลูกค้าใหม่ที่ปัจจุบันมีเงินลงทุนหลักแสนบาทให้เข้าเกณฑ์เกิน 1 ล้านบาท ตลอดจนดึงลูกค้าใหม่จากที่อื่นเข้ามาอยู่ในธนาคารเพิ่มขึ้น.

 

“Post-Truth” คำแห่งปี 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786362

 

พจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionaries) ประกาศผลการคัดเลือก “คำแห่งปี” ประจำปี ค.ศ.2016 หรือปี พ.ศ.2559 (World of the Year 2016) ได้แก่คำว่า “Post-Truth” ซึ่งหมายความว่า ความจริงมาทีหลัง หรือที่มีการขยายความต่อว่า ข้อเท็จจริงมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของสังคม “น้อยกว่า” สิ่งดึงดูดทางอารมณ์ และความเชื่อส่วนบุคคล สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เดิมทีคำว่า Post-Truth นี้ ใช้กันก็แต่เฉพาะในกลุ่มคนไม่มาก แต่ได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางในโลกของโซเชียลมีเดีย ที่มักจะรีบโพสต์รีบแชร์กันก่อนหาข้อมูลจริง

เอเอฟพีรายงานว่า พฤติกรรมจากคำคำนี้ ได้รับการกระตุ้นให้มีการใช้กันมากถึง 2,000% จากปีก่อน ในผลการลงประชามติ Brexit หรือการให้ประชาชนในอังกฤษลงประชามติว่า เห็นด้วยที่จะให้อังกฤษลาออกจากการเป็นสมาชิกภาพในสหภาพยุโรป (EU) หรือไม่ และแรงกระตุ้นจากโซเชียลมีเดีย ทำให้คนในเมืองผู้ดีลงมติให้อังกฤษออกจากอียูในที่สุด ขณะที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ก็ประสบเหตุเดียวกัน เมื่อผู้คนเชื่อข้อความ หรือสิ่งที่โพสต์ในโลกโซเชียลมากกว่า และนั่นทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งใช้สื่อโซเชียลมีเดีย หรือสื่อกระแสรอง คว้าชัยชนะไปได้ “ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่การคัดเลือกของออกซ์ฟอร์ด จะสะท้อนสถานการณ์ทางการเมือง และสังคมที่เกิดขึ้นในปีนั้นๆ” นายแคสเปอร์ กราธโวห์ล ประธาน Oxford Dictionaries กล่าวส่วนคำที่ได้รับการคัดเลือกรองลงมาได้แก่ คำว่า Brexiteer ที่ใช้เรียกกลุ่มต่อต้านอียู และ Alt-right หมายถึง กลุ่มอนุรักษนิยมสุดขั้วในสหรัฐอเมริกาที่ไม่เลือกนายทรัมป์นั่นเอง.

 

โรงแรมหรูยังโตไม่หยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786356

 

นายวรสิทธิ์ อิสสระ ประธานกรรมการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ก่อตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา เปิดเผยถึงภาวะอุตสาหกรรมโรงแรมระดับหรูว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ฟื้นตัว แต่กลุ่มโรงแรมระดับหรูไม่ได้รับผลกระทบ โดยปัจจุบันโรงแรมศรีพันวา จังหวัดภูเก็ต ในส่วนโครงการ 45 ยูนิต ประกอบด้วย บ้านพักแบบวิลลาหรูพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว (pool villa) และห้องพักในโรงแรมพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวมีอัตราการเช่าอยู่ที่ 58% ขณะที่โรงแรมที่อยู่ในอาคารเดอะฮาบิตะ ซึ่งเปิดดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 53% และบ้านพักตากอากาศ X29 ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น 1 หลัง มีอัตราการเช่า 60% ซึ่งมีลูกค้าหลักเป็นชาวจีน 25% ชาวไทย 22-23% สหรัฐอเมริกา 5% ที่เหลือเป็นลูกค้าจากยุโรป และคาดว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยปีหน้าจะอยู่ที่ 70% จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

นายวรสิทธ์ิกล่าวต่อว่า ขณะนี้บริษัทและกลุ่มอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเข้าซื้อโรงแรมในอังกฤษ ญี่ปุ่น อิตาลี และจีน มูลค่าลงทุนแห่งละประมาณ 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะชัดเจนภายใน 2 ปี โดยสาเหตุที่สนใจลงทุนในอังกฤษโดยเฉพาะมหานครลอนดอนนั้น เนื่องจากช่วงนี้สินทรัพย์ในอังกฤษมีราคาถูกลงจากค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลง โดยเมื่อเข้าซื้อโรงแรมเป้าหมายแล้ว มีแผนจะขายเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา ที่เตรียมเปิดขายให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมของกองทุนรวม ในอัตราส่วน 1 หน่วยกองอสังหาริมทรัพย์ต่อ 1 หน่วยทรัสต์และขายเพิ่มอีก 78.88 ล้านหน่วย ในอัตรา 2.53 หน่วยเดิมต่อ 1 หน่วยทรัสต์ราคาหน่วยละ 10.80 บาท โดยเงินที่ได้จากการขายหน่วยใหม่ประมาณ 1,300 ล้านบาท จะซื้อโรงแรมที่อยู่ในอาคารเดอะฮาบิตะและบ้านพักตากอากาศ X29 เข้ากองด้วย รวมทั้งโรงแรมที่ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และโรงแรมที่จังหวัดพังงา ซึ่งจะเปิดบริการกลางปี 60.

 

การบินไทย ปรับเปลี่ยนตารางการบินเพื่อให้สอดคล้องกับฤดูหนาวปี 59-60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 02:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786421

 

การบินไทย ทยอยปรับตารางการบินเพื่อให้สอดคล้องกับฤดูหนาวประจำปี 2559-2560 พร้อมนำเครื่องบินใหม่ลำใหม่ให้บริการในบางเส้นทางเพิ่มขึ้น ทั้ง แอร์บัส เอ350 เอ380 และโบอิ้ง 777-300ER และ 787-8 ดรีมไลเนอร์…


แอร์บัส เอ380-800

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.59 นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยได้ปรับเที่ยวบินในตารางการบินประจำภาคฤดูหนาวปี 2559 – 2560 ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2559 – 25 มีนาคม 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการสำรองที่นั่ง และรองรับการเดินทางของผู้โดยสาร รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงในภูมิภาคต่างๆ โดยมีการปรับปรุงตารางการบิน ดังนี้

สำหรับเปิดเส้นทางบินใหม่ จะทำการบินตรง เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มอสโคว์ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER เริ่ม 15 ธันวาคม 2559 และทำการบินตรง เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต-แฟรงก์เฟิร์ต 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


โบอิ้ง 777-300ER

ส่วนเส้นทางที่เพิ่มความถี่เที่ยวบิน ได้แก่เส้นทางกรุงเทพฯ-โคเปนเฮเกน-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER เริ่ม 9 ธันวาคม 2559 เส้นทางกรุงเทพฯ-สตอกโฮล์ม-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER เริ่ม 10 ธันวาคม 2559 เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน จาก 12 เที่ยวบิน เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และโบอิ้ง 777-300ER จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ขณะที่เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ออสโล จาก 5 เที่ยวบิน เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-บรัสเซล จาก 3 เที่ยวบิน เป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มะนิลา จาก 10 เที่ยวบิน เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER และโบอิ้ง 777-200 เริ่ม 1 ธันวาคม 2559 และเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ธากา จาก 7 เที่ยวบิน เป็น 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER และโบอิ้ง 777-200 เริ่ม 1 มกราคม 2560


โบอิ้ง 777-200ER

นายจรัมพร กล่าวอีกว่า ส่วนเส้นทางที่ใช้เครื่องบินรุ่นใหม่ที่ทันสมัย ได้แก่การนำเครื่องบินแอร์บัส เอ 350 รุ่นใหม่ล่าสุด มาให้บริการในเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โรม 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และกรุงเทพฯ-มิลาน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และให้บริการบางเที่ยวบินในเส้นทาง กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และนำเครื่องบินเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 มาให้บริการในเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โอซากา สำหรับเที่ยวบิน TG672/673 เริ่ม 16 มกราคม 2560 เป็นต้นไป.