การบินไทย ฉลองครบ 5 ปีเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 00:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786412

 

เครดิตภาพ อัษฎายุศ พงษ์ภมร

การบินไทยจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 5 ปีที่ได้บินตรงมายังสนามบินบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม โดยมอบของที่ระลึกให้กับผู้โดยสารที่จะเดินทางในวันนี้ โดยล่าสุดการบินไทย เพิ่มเที่ยวบินมาเป็น 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ด้วยเครื่องโบอิ้ง 777-300ER…

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า สายการบินไทยจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 5 ปีที่ได้บินตรงมายังสนามบินบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียมอย่างเป็นทางการ โดยบริษัทการบินไทยร่วมกับฝ่ายบริหารของสนามบินบรัสเซลล์ร่วมจัดทำของที่ระลึก เพื่อมอบให้กับผู้โดยสารที่จะเดินทางในวันนี้ เป็นการขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่ได้ใช้บริการของการบินไทย มีการจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอิน และบริเวณหน้าประตูผ่าน ขึ้นเครื่อง ได้รับความสนใจจากผู้โดยสารที่เดินทางออกจากกรุงบรัสเซลส์เป็นจำนวนมาก


นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา สายการบินไทยยังได้รับรางวัล Punctuality Award Long Haul Airline จากสนามบินบรัสเซลส์ (Brussels Airport Aviation) โดยเป็นสายการบินพิสัยไกลที่บินมายังสนามบินบรัสเซลส์ที่ตรงเวลาที่สุดถึง 90.7% ในปี 2015 โดยมี 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ล่าสุดการบินไทยมีการปรับเปลี่ยนตารางการบินในฤดูหนาว ในเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-บรัสเซล จาก 3 เที่ยวบิน เพิ่มเป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-300ER ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


นายอัษฎายุศ พงษ์ภมร ผู้จัดการการการบินไทยประจำสนามบินบรัสเซลล์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ระเบิดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไม่ได้ลดความน่าเชื่อถือที่ผู้โดยสารมีต่อประเทศเบลเยียม การสำรวจและเก็บสถิติพบว่าปัจจุบันมีผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินไทย เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 89 สาเหตุหลักจากความไว้วางใจด้านความปลอดภัยและการบริการที่ได้รับพัฒนา ปรับปรุงอย่างดีที่สุดตลอดเวลา ทั้งนี้ อยากทำให้สถานีบรัสเซลล์ เป็นสถานีที่เป็นศูนย์กลางในการรับส่งผู้โดยสารและบริการด้านการนำเข้า-ส่ง ออกสินค้าที่มีมาตรฐานในโซนยุโรปเพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นฮับของเอเซียที่ สนามบินสุวรรณภูมิ

นักท่องเที่ยวชาวเบลเยียมที่กำลังเดินทางไปเที่ยวประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อผมก้าวเท้าขึ้นบนเครื่องบินการบินไทย การท่องเที่ยวของผมก็เริ่มขึ้น รอยยิ้มและบริการที่อ่อนโยนแบบไทยทำให้ผมเดินทางด้วยการบินไทยทุกครั้ง” สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เผยข้อมูลนักท่องเที่ยวเบลเยียมเดินทางมาไทยคิดเป็น 4-5% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางมาไทย


ป้ายประชาสัมพันธ์บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอิน

อนึ่ง การบินไทยถือเป็นสายการบินแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้บริการ บินตรงเส้นทางระหว่างประเทศไทยและเบลเยียม เพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารในการเดินทางจากกรุงบรัสเซลส์ไปยังประเทศ ใกล้เคียง อาทิ เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และภาคตะวันตกของเยอรมนี รวมทั้งเพิ่มความสะดวกให้ผู้โดยสารจากประเทศเหล่านี้ในการเดินทางมายัง ประเทศไทยและเชื่อมต่อไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ ออสเตรเลีย

กรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียมเป็นพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์สำคัญ มีรถไฟด่วน Thalys เชื่อมต่อไปยังกรุงปารีส อัมสเตอร์ดัม โคโลจน์ นอกจากนั้น กรุงบรัสเซลส์ยังเป็นศูนย์กลางของสหภาพยุโรป หรือ EU เป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) และองค์การศุลกากรโลก (WCO) อีกด้วย.

 

ททท.ร่วมการบินไทย เปิดเส้นทาง‘แฟรงก์เฟิร์ต-ภูเก็ต’รับนทท.ช่วงไฮซีซั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 21:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786196

 

ภาพจาก ปสช.ภูเก็ต

ผู้ว่าการ ททท.ร่วมต้อนรับผู้ประกอบการนำเที่ยว-สื่อมวลชน เดินทางมากับเที่ยวบินที่ TG 927 ของการบินไทย โดยเครื่องบิน Boeing 777-300 ER จำนวน 348 ที่นั่ง เป็นเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เส้นทางแฟรงก์เฟิร์ต-ภูเก็ต…

วันที่ 17 พ.ย. ที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธานในการต้อนรับคณะผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทางมากับสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 927 โดยเครื่องบิน Boeing 777-300 ER จำนวน 348 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เส้นทางแฟรงก์เฟิร์ต-ภูเก็ต โดยมีนายศรัณยู เสมา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดภูเก็ต นายจารึก มานุวงศ์ ผู้จัดการบริการสนามบินภูเก็ต บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นางมนฤดี เกตุพันธุ์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต นายสถิรพงศ์ ณ ตะกั่วทุ่ง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต นายภูริต มาศวงศ์ศา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตร่วมให้การต้อนรับ

นายยุทธศักดิ์ เปิดเผยว่า เป็นความร่วมมือระหว่าง ททท. และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตามนโยบายการกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนของนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) โดย ททท.สำนักงานแฟรงก์เฟิร์ตได้จัดโปรแกรมสำรวจสินค้าท่องเที่ยวพร้อมขายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและสื่อมวลชนจากประเทศเยอรมนี เพื่อเดินทางสำรวจสินค้าท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดพังงาจำนวน 27 ราย ซึ่งจะช่วยสร้างความประทับใจ และช่วยนำข้อมูลที่ได้รับจากการมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ถึงความหลากหลายและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงความพร้อมในการรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่ม

“การเปิดให้บริการเส้นทางแฟรงก์เฟิร์ต-ภูเก็ตในครั้งนี้ ไม่เพียงจะเป็นช่องทางที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวจากเยอรมันเดินทางมาประเทศไทยมีความสะดวกเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรป อาทิ ออสเตรีย เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ สามารถใช้เส้นทางบินนี้ในการเดินทางมายังจังหวัดภูเก็ตได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเปิดให้บริการเส้นทางบินแฟรงก์เฟิร์ต-ภูเก็ต-แฟรงก์เฟิร์ต 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.เป็นต้นไป ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเดินทางมายังประเทศไทยจำนวน 746,135 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 6.88 สร้างรายได้ 47,658.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 3.67 วัน พำนักเฉลี่ย 17 วัน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน คือ เขาหลัก เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า ภูเก็ต และจังหวัดกระบี่”

สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2559 นี้ ภาพรวมของนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.18 หรือจำนวน 536,422 คน โดยการเปิดเส้นทางบินใหม่ของสายการบินไทย ได้แก่ เส้นทางแฟรงก์เฟิร์ต-ภูเก็ต-แฟรงก์เฟิร์ต ครั้งนี้จะเป็นปัจจัยเสริมหนึ่งที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมีแนวโน้มที่จะขยายตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน และคาดว่าเมื่อสิ้นสุดปี 2559 จะมีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยทั้งสิ้น 750,900 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.36

(ภาพจาก ปชส.ภูเก็ต)

 

รฟม. เปิดซองประมูลรถไฟฟ้าสีชมพู-เหลือง คาดได้ผู้ชนะกลาง ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786071

 

รฟม. เปิดซองประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง พร้อมเร่งพิจารณา-ประเมินข้อเสนอเอกชนร่วมลงทุนฯ คาดได้ข้อสรุปกลาง ธ.ค.

วันที่ 17 พ.ย.59 มีรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 1 (ด้านคุณสมบัติและเทคนิค) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง โดยมี นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าการ รฟม. (กลยุทธ์และแผน) ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง คณะกรรมการฯ ตามมาตรา 35 พร้อมด้วยผู้แทนจาก กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) (ซึ่งประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTS Group) บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)) และผู้แทน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอฯ เข้าร่วมการเปิดซองเอกสารข้อเสนอ ซองที่ 1 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 9 อาคาร 1 รฟม.


นายธีระพันธ์ เตชะศิรินุกูล เปิดเผยว่า คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้มีการประชุมกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้มีการเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 1 โดยเชิญผู้แทนจากผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 2 รายเข้าร่วมในการเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 1 เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของจำนวน และความเรียบร้อยของซองเอกสารข้อเสนอฯ ซึ่งคาดว่า จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาข้อเสนอซองที่ 1 ให้ได้ข้อสรุปภายในต้นเดือนธันวาคม 2559 จากนั้น จึงจะพิจารณาเปิดซองเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 (การลงทุนและผลตอบแทน)


ทั้งนี้ รฟม. จะเร่งประเมินข้อเสนอเอกชนร่วมลงทุนฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ และสายสีเหลืองฯ ให้ได้ข้อสรุปในกลางเดือนธันวาคม 2559 ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อกระตุ้นการลงทุนของประเทศ


สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ และสายสีเหลืองฯ นั้น เป็นโครงการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย รฟม. ลงทุนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและเอกชนผู้รับสัมปทานลงทุนด้านโครงสร้างงานโยธา งานระบบและขบวนรถไฟฟ้า (รถไฟฟ้ารางเดี่ยวแบบคร่อมราง) และให้บริการเดินรถและบำรุงรักษา รวมถึงเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสาร (PPP Net Cost) มีระยะเวลาสัมปทานทั้งสิ้น 33 ปี 3 เดือน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1: งานออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งระบบและขบวนรถไฟฟ้า เป็นระยะเวลา 3 ปี 3 เดือน และระยะที่ 2: งานให้บริการเดินรถและบำรุงรักษา เป็นระยะเวลา 30 ปี ทั้งนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ มีมูลค่าลงทุนรวม 53,519.50 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองฯ มีมูลค่าลงทุนรวม 51,931.15 ล้านบาท

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 0.79 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,473.85 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 17:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786091

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 0.79 จุด เปลี่ยนแปลง -0.05% ดัชนีอยู่ที่ 1,473.85 จุด มูลค่าซื้อขาย 51,297.65 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 17 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 0.79 จุด เปลี่ยนแปลง -0.05% ดัชนีอยู่ที่ 1,473.85 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 51,297.65 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน).

 

ทีมงานเมทัลเล็กซ์ เดินสายประชาสัมพันธ์ แผนการเดินทางเข้าชมงาน The Grand METALEX 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 พ.ย. 2559 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786082

 

ทีมงานเมทัลเล็กซ์ เดินสายประชาสัมพันธ์ แผนการเดินทางเข้าชมงาน The Grand METALEX 2016 กับทางสถานีวิทยุ จส 100 และสถานีตำรวจนครบาล บางนา เพื่ออำนวยความสะดวกและเตรียมความพร้อมด้านการจราจร ในช่วงวันงาน ระหว่าง วันที่ 23-26 พฤศจิกายนนี้ ณ ไบเทค บางนา



‘พิชัย’ จวก ‘สมคิด’ ไม่ยอมรับสภาพ ศก. จี้ เร่งเลือกตั้งเรียกความมั่นใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786006

 

“พิชัย” สะกิด “สมคิด” ให้ยอมรับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงเหมือน “อภิศักดิ์” จึงจะแก้ปัญหาได้ วอนสภาพัฒน์ฯอย่าบิดเบือนตัวเลขจีดีพี จี้เร่งการเลือกตั้ง เรียกความมั่นใจจากนักลงทุน …

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ดีใจเป็นอย่างมากที่ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ออกมายอมรับว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยต่ำกว่าศักยภาพมาก และการลงทุนในภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้เตือนมาโดยตลอด อย่างน้อยก็มีคนในรัฐบาลที่ยังรับรู้และยอมรับความจริง จึงอยากให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ยอมรับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงเหมือน นายอภิศักดิ์ ถึงจะสามารถหาทางแก้ไขปัญหาได้ ถ้านายสมคิดยังเชื่อว่า เศรษฐกิจดีและไม่มีปัญหา เศรษฐกิจจะยิ่งทรุดไปกว่าเดิม การเจริญเติบโตในครึ่งปีหลังน่าจะโตต่ำกว่าครึ่งปีแรก และในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังมีแนวโน้มที่อาจจะโตต่ำสุด

“อยากให้สภาพัฒน์ฯ เสนอข้อมูลที่แท้จริง อย่าพยายามบิดเบือนตัวเลขจีดีพีตามแรงกดดันทางการเมือง และอย่าให้ถึงขนาดที่มีการปรับเปลี่ยนคนที่ดูแลตัวเลขจีดีพี เพื่อให้ออกมาตามที่รัฐบาลต้องการ เพราะถึงแม้ตัวเลขจะดีขึ้น แต่ประชาชนรู้สึกถึงความจริงได้ว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ขนาดไหน”

ทั้งนี้ ปัญหาหนี้เสียของระบบธนาคาร ยังมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นดัชนีเศรษฐกิจชี้วัดว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจริงได้เป็นอย่างดี และตัวเลขการว่างงานเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นไปอีก จากการที่เอกชนไม่ยอมลงทุน และนักลงทุนต่างประเทศขาดความมั่นใจ ซึ่งหากคำนวณอัตราการว่างงานตามความจริง คนตกงานจะเยอะกว่านี้มาก ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาว่าหากเร่งให้มีการเลือกตั้งแล้ว จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้หรือไม่ โดยอยากให้รัฐบาลมองปัญหาให้ชัดเจนและเร่งแก้ให้ถูกทาง โดยเฉพาะการช่วยเหลือชาวนาที่กำลังลำบากอย่างมาก ใครช่วยเหลือทางด้านไหนได้ก็ควรจะส่งเสริม ไม่ใช่ออกมาโจมตีคนที่ช่วยเหลือ เพราะราคาข้าวยังมีแนวโน้มที่จะผันผวนและตกต่ำได้อีก ถ้าโจมตีคนที่ช่วยเหลือ สุดท้ายความลำบากจะตกกับชาวนา และอาจทำให้ชาวนาหมดความอดทนได้

 

‘อภิรดี’ ลงพื้นที่อุบลฯ ตามสถานการณ์ข้าว-ดูแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 16:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785987

 

พาณิชย์ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดข้าว พร้อมชมการแปรรูปข้าวหอมมะลิ สู่ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว …

วันที่ 17 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดข้าว ซึ่งข้าวประจำฤดูกาลผลิต 2559/60 จะเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นในระยะนี้ รวมทั้งได้ติดตามมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกร ตามนโยบายของรัฐบาล จากหน่วยงานราชการในพื้นที่ โดยมี นายเอกศักดิ์ อารยนันท์ พาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ


จากนั้นได้เยี่ยมชมการดำเนินงานการเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ ของกลุ่มวิสาหกิจข้าวปลอดสารบ้านสร้างมิ่ง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวกล้องปลอดสารบ้านสร้างมิ่ง มีสมาชิกทั้งหมด 46 คน ซึ่งหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ก็จะมารวมตัวกันทุกวัน ตามแนวทางประชารัฐ เพื่อแปรรูปข้าวหอมมะลิให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย ข้าวกล้องงอกหอมมะลิ ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ และข้าวกล้องงอกหอมมะลิพร้อมชงดื่ม เป็นต้น ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ ทั้งในและต่างประเทศสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก



นางอภิรดี กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนี้ จะเห็นถึงความเข้มแข็งของกลุ่มชาวนา ทั้งการกลับมาใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ เพื่อทำกินอย่างพอเพียงสำหรับครอบครัวและชุมชน การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างรายได้เพิ่มเติมนอกจากภาคการเกษตร การใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือทำกิน ไม่ต้องพึ่งสารเคมี ลดความเสี่ยงด้านเงินลงทุน ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการปลูกข้าวทั่วไป แต่ได้มูลค่าที่สูงกว่า ตลอดจนการแปรรูปข้าวหอมมะลิให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนรักสุขภาพ จนทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างไม่ขัดสน.

 

จัดอบรม School Partner และ WORKSHOP โครงการประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/786046

 

เมื่อวันที่ 10-11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โครงการ CONNEXT ED ภายใต้ โครงการประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ได้รวมตัวเหล่า School Partner ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 12 องค์กรบริษัทเอกชน โดยอบรมการใช้ทฤษฎี “SCQuARE” เพื่อการทำแผนพัฒนาโรงเรียนนำร่อง และระดมความคิดหลังจากการลงพื้นที่สำรวจโรงเรียนตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งฝึกการปฏิบัติการชวนคิดในกระบวนการนำเสนอแผน จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในทฤษฎี “SCQuARE”

นอกจากนี้มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ได้จัด WORKSHOP School Partner ของกลุ่ม ปตท. ขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 พฤศจิกายน โดยมี ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ได้ให้เกียรติเป็นประธาน ณ สำนักงานมูลนิธิฯ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง อีกด้วย






ทองเปิดตลาดปรับลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785642

 

ราคาทองวันที่ 17 พ.ย. เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100 บาท ขณะที่ ตลาดทองคำนิวยอร์กปิดขยับลง 60 เซนต์ รับแรงกดดันจากเงินดอลลาร์แข็งค่า ฉุดทองคำมีราคาไม่น่าดึงดูดใจ …

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500.00 บาท ขายออกบาทละ 20,600.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 บาท ขายออกบาทละ 21,100.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบ เดือน ธ.ค. ปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (16 พ.ย.) 60 เซนต์ หรือเกือบ 0.1% ปิดที่ระดับ 1,223.90 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์นั้น จะส่งผลให้สัญญาทองคำมีราคาที่ไม่น่าดึงดูดใจ

ทั้งนี้ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นหลังจาก นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวเมื่อวานนี้ว่า หากเฟดไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ พร้อมระบุว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงหนึ่งครั้งในการประชุมเดือนหน้า ก็อาจเป็นการเพียงพอแล้วที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดปรับตัวสู่ระดับเป็นกลาง

นายบูลลาร์ด ยังกล่าวด้วยว่า เหตุผลเดียวที่จะทำให้เฟดระงับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค. ก็คือการที่ตลาดการเงินโลกเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง หรือสหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานที่ย่ำแย่อย่างมาก

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตา นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ซึ่งจะเข้าแถลงต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสในวันนี้ เพื่อแสดงมุมมองเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ นอกจากนี้ ในการประชุมระหว่างนางเยลเลนและคณะกรรมาธิการดังกล่าว ยังจะบ่งชี้ท่าทีของพรรครีพับลิกันในความพยายามจำกัดอำนาจของเฟด

 

ทั่วโลกลุ้นทีมเศรษฐกิจ “ทรัมป์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785427

 

“สมคิด” การันตี “อาเซป” โอสถทิพย์ทดแทนทีพีพี

“สมคิด” ลุ้นทีมเศรษฐกิจของ “ทรัมป์” ว่าจะใช้นโยบายแบบใด ย้ำถึงอย่างไรทรัมป์ ก็ต้องพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อ สหรัฐฯและทั่วโลก แจงไทยพร้อมเข้าร่วมทีพีพี หากยังดำเนินการต่อ แต่หากยกเลิก อาเซปจะเป็นทางเลือกใหม่ในเวทีการค้าโลก ที่จะเชื่อมโยงการค้าในภูมิภาคขนาดใหญ่ และเกิดผลดีต่อประเทศไทย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยจะต้องศึกษาว่าใครที่จะมาเป็นทีมงานบริหารนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะแนวการพัฒนาเศรษฐกิจของทรัมป์ เป็นการบริหารจัดการการขับเคลื่อนแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งต้องศึกษาว่าทีมของเขาจะเป็นใคร มีแนวคิดอย่างไร ในส่วนของประเทศไทย คงไม่ต้องพูดว่านโยบายของเขาถูกหรือผิด แต่ต้องดูว่าทิศทางนโยบายของเขาเป็นอย่างไร สหรัฐฯเป็นผู้นำโลก สิ่งที่จะทำก็ต้องดูแนวโน้มผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและเกิดขึ้นกับโลกด้วย

“เรื่องของเศรษฐกิจที่ต้องจับตา คือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเติบโต ภาคเอกชนจะหนุน เพราะทรัมป์จะทุ่มงบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯกระเตื้อง และเป็นการเติบโตในอนาคต หลังจากไม่ได้ทำมานาน จะเห็นได้ว่าภายหลังเลือกตั้งหุ้นขึ้น เงินดอลลาร์แข็ง โดยความเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเติบโตได้”

ทั้งนี้ 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจประเทศหลักๆ กระตุ้นไม่ขึ้น เช่นเดียวกับยุโรป ญี่ปุ่น เพราะประเทศเหล่านี้ไม่ใช้นโยบายการคลัง จากความเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะ และใช้นโยบายลดดอกเบี้ยเพื่อหวังว่ากดดอกเบี้ยต่ำแล้วเอกชนจะไปลงทุน แต่กลับไม่ได้ผล แล้วก็ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ด้วยการ อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ก็ไม่โต เมื่อนายทรัมป์พูดว่าจะปรับเปลี่ยนตรงนี้ เศรษฐกิจก็อาจกระเตื้องขึ้น

“นักเศรษฐศาสตร์ที่มีแนวความคิดเก่า จะกลัวเรื่องของเงินเฟ้อ กลัวการก่อหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้น คำถามตามมาคือดอกเบี้ยจะขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากกลัวเรื่องเงินเฟ้อ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมา เพื่อรองรับเงินเฟ้อ และแนวโน้มจะเกิดขึ้นก่อน ซึ่งนโยบายแบบนี้ ดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่จะเสียวินัยการคลังหรือไม่ อยู่ที่ภาคประชาชน และกลไกในสหรัฐฯต้องตรวจสอบด้วยว่าเขาจะสูญเสียดุลยภาพหรือไม่ แต่ถามว่าประโยชน์ที่เศรษฐกิจจะเติบโตมีแน่ แต่จะกระทบหรือไม่กับวินัยการคลังอยู่ที่ฝีมือการบริหารงาน”

นายสมคิดกล่าวว่า การตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่สหรัฐฯหันความสนใจมาทางเอเชีย และใช้นโยบายนี้ในการตอบโต้ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน 10 ประเทศกับคู่ภาคี ในปัจจุบันมี 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (อาเซป) ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไหนไม่เข้าทีพีพี จะไม่สามารถส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯได้ ไทยก็อยู่ในฐานะที่ต้องตัดสินใจ เพราะไม่เข้าก็ไม่ได้ เวลาตนเดินทางไปญี่ปุ่น ก็ถูกถามตลอดเรื่องของการจะเข้าเป็นสมาชิกทีพีพีหรือไม่ ดังนั้น นโยบายของเราคือต้องเตรียมความพร้อมที่จะเข้าเป็นสมาชิกทีพีพี ถ้ามีความจำเป็น

“ถ้าสหรัฐฯยังสนับสนุนทีพีพี ไทยก็ต้องเข้าร่วม แต่ถ้าไม่สานต่อทีพีพี ไทยก็ต้องดูช่องทางอื่นๆที่เป็นประโยชน์ที่สุด แต่สหรัฐฯจะเลิกทีพีพีจริงหรือไม่ ไทยก็ต้องจับตาดู ถ้าเขาไม่เลิก เราก็ต้องเตรียมความพร้อมต่อไป ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่ถ้าเขาไม่เดินหน้าต่อ ก็ยังเชื่อว่านโยบายของทรัมป์ ยังให้ความสำคัญกับเอเชีย ที่จะทำให้เอเชียเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญแข็งแรง”

นายสมคิดกล่าวว่า หากนโยบายทรัมป์ไม่เอาทีพีพีจริง ทวีปเอเชียต้องเชื่อมต่อกันเอง สร้างการค้าระหว่างกัน พึ่งพากันมากขึ้น อาเซปจะกลายเป็นทางเลือกเดียวที่เป็นเวทีเชื่อมโยงการค้าในภูมิภาคขนาดใหญ่ อาเซปจะเกิดประโยชน์กับไทย เพราะข้อกำหนดที่มีการบังคับต่างๆน้อยกว่าทีพีพี หากสหรัฐฯยกเลิกทีพีพี เอเชียก็จะเกิดการค้ากันเอง ในส่วนของไทย ก็ต้องเน้นในอาเซียนและกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) เพื่อเพิ่มการค้าขายในประเทศใกล้เคียง และหากไม่มีการขัดแย้งกัน ก็จะเป็นหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก

นายสมคิดกล่าวว่า ในขณะที่สหรัฐฯกีดกันการค้ากับจีน เนื่องจากต้องการสร้างงานในประเทศ ไม่ให้บริษัทขนาดใหญ่ที่จะสร้างงานจำนวนมากในประเทศไปลงทุนที่อื่นมากนัก แต่ให้เบนเข็มไปลงทุนในสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจของบริษัทต่างๆในประเทศ ตรงนี้ก็มีโอกาสสำหรับไทยในการไปลงทุนสหรัฐฯ

“สมมติว่าจีนกับสหรัฐฯมีปัญหากันจริง การย้ายการลงทุนก็ต้องมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น โอกาสในการดึงดูดการลงทุน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีอะไรที่ต้องตื่นตกใจเป็นพิเศษ อย่าไปตีตนก่อนไข้ ทรัมป์เป็นคนที่ฉลาด เป็นนักธุรกิจ รู้ว่าอะไรเดินได้เดินไม่ได้ เขาไม่ใช่คนที่จะเอาหัวชนกำแพง ไม่เดินนโยบายสุดโต่งเกินไป”.