รัฐเร่งเนรมิตอุตสาหกรรมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785426

 

“บิ๊กตู่” กางแผนขับเคลื่อนอีอีซี สศช.มั่นใจตอกเสาเข็มปี 60

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (17 พ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (คนพ.) ซึ่งครั้งนี้ สศช.จะได้นำเสนอแผน การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งหมดให้ที่ประชุมรับทราบและอนุมัติ ซึ่งแผนดังกล่าวจะประกอบด้วยแนวทางการขับเคลื่อนในด้านต่างๆ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งกลุ่มที่เป็น S Curve และ New S Curve

ทั้งนี้ โครงการอีอีซีได้รับอนุมัติจาก ครม.ไปเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.59 ขณะที่ พ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. … ได้รับอนุมัติไปเมื่อวันที่ 4 ต.ค.59 ซึ่งในครั้งนั้น นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ สศช.เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนและขับเคลื่อนโครงการ เนื่องจากต้องการให้เหมือนโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด โดยการลงทุนในโครงการระยะ 2-3 ปีแรก จะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (แผนพัฒนาฯ) ฉบับที่ 12

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุม คนพ.ในครั้งนี้ สศช.จะเสนอ ผลสรุปการพิจารณาจัดกลุ่มโครงการของแผนงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก รวมทั้งการจัดทำแผนงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ประจำปีงบประมาณ 2561 ให้กับที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบ เพื่อเดินหน้าโครงการภายในปี 2560

นอกจากนี้ สศช.ยังเตรียมรายงานแผนการจัดการขยะมูลฝอยในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อประกอบการจัดทำงบประมาณปี 2561 หลังจาก สศช.ได้หารือกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมควบคุมมลพิษ และสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปแล้วเมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยการจัดทำงบประมาณ จะมีแผนงานบูรณาการรวม 27 แผนงาน ทั้งแผนงานการบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษรวมอยู่ด้วย พร้อมกับได้เพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหน่วยรับจัดสรรงบประมาณโดยตรง ทั้งนี้ อีอีซีเป็นโครงการที่จะครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ชลบุรี จ.ระยอง และ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นโครงการที่รัฐบาลคาดว่าจะก่อให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย 500,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี.

 

สั่งปูพรมนโยบาย 4.0 “สุวิทย์” จับมือมหาดไทยอบรมเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785422

 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจปี 60 สมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยก้าวอย่างไร ในยุคเทคโนโลยีป่วนโลก” ว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้ผลักดันนโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อให้สังคมประชาชน ภาคธุรกิจไทยพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมของโลกในยุคที่ 4 แต่ยอมรับว่า ขณะนี้ ยังมีกลุ่มคนที่ยังไม่เข้าใจนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล โดยเฉพาะเกษตรกร เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ยังอยู่ในยุค 1.0 และ 2.0 อยู่ ดังนั้น หลังจากนี้จะมีการขอความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. อบจ. และเกษตรจังหวัดในการเปิดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย 4.0 กับตัวแทนเหล่านี้ เพื่อไปช่วยเผยแพร่ให้เข้าถึงเข้าใจยิ่งขึ้น

“ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ที่ต้องทำให้คนไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเกษตรกรมีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะประเทศไทย 4.0 จะเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ของโลก โดยทำให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นจากภายใน เพื่อเชื่อมโยงออกไปสู่โลก และที่สำคัญยังเน้นการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาประยุกต์ใช้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะมีความชัดเจนตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป”

นายเรืองโรจน์ พูนผล ผู้จัดการกองทุนร่วมทุน 500 tuktuks ว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพ และฟินเทคในประเทศไทย รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตได้มาก เห็นได้จากตั้งแต่ปี 55-59 มีมูลค่าธุรกิจขยายตัว 125 เท่า จาก 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหลังจากนี้คาดว่าจะเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากธุรกิจฟินเทคยังมีมูลค่าไม่สูงในไทยและอาเซียน อีกทั้งประเทศที่มีฟินเทคขนาดใหญ่ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ก็สนใจเข้ามาลงทุนในอาเซียนอีกมาก เห็นได้จากขณะนี้อาลีบาบาก็เข้ามาร่วมทุนกับกลุ่มทรูแล้ว.

 

นบข.จำนำข้าวเหนียว อุ้มชาวนาทั่วประเทศไม่มีเลือกข้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785352

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้นัดประชุมเพื่อหารือกำหนดมาตรการรับมือผลผลิตข้าวเหนียว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมจังหวัด และข้าวขาวไปแล้ว พร้อมทั้งจะมีการติดตามความคืบหน้าโครงการชะลอการขายข้าวเปลือก และสถานการณ์ผลผลิตข้าวที่กำลังออกสู่ตลาด

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยภายใต้โครงการประชารัฐลงพื้นที่ไปยัง จ.ยโสธร เพื่อติดตามสถานการณ์ข้าว ซึ่งพบว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือออกมา และในด้านการขายข้าว กระทรวงได้แจ้งว่ามีแผนที่จะช่วยเหลือชาวนาให้ขายข้าวได้เอง โดยจะจัดอบรมให้เป็นรายกลุ่ม และใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการขายข้าว รวมทั้งพร้อมที่จะสนับสนุนในด้านการลดต้นทุนให้กับชาวนาอย่างต่อเนื่อง

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาจำหน่ายข้าวสารล่าสุด ณ วันที่ 16 พ.ย.2559 สมาคมโรงสีข้าวไทยรายงานราคาขายส่งข้าวหอมมะลิ 100% ในกรุงเทพฯ ตันละ 16,700-17,500 บาท ข้าวหอมปทุม ตันละ 12,500-13,000 บาท ขณะที่ข้าวขาว 5% ตันละ 10,800-11,000 บาท ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยที่ทรงตัว ส่วนราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B.) จากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ปรับตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ต.ค.2559 พบว่าข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 (2558/59) มีราคาขายตันละ 725 เหรียญสหรัฐฯ ข้าวหอมปทุมราคาตันละ 491 เหรียญสหรัฐฯ และข้าวขาว 5% ตันละ 369 เหรียญสหรัฐฯ โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ตันละ 10,000 บาท.

 

ไฟเขียวงบ 3 พันล้านอุ้ม “เอสเอ็มอี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785351

 

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ด สสว.) ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้จัดสรรเงินกองทุนของ สสว.เพื่อการฟื้นฟูผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เสริมสร้างพัฒนาผู้ประกอบการภายใต้งบบูรณาการปี 2560 เป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,256 ล้านบาท ทั้งนี้ ในส่วนแรกเห็นชอบในหลักการให้การอุดหนุนและช่วยเหลือตามมาตรการฟื้นฟู วงเงิน 2,000 ล้านบาท โดยให้การอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขชำระคืนหรือเป็นเงินร่วมทุนก็ได้ และให้ สสว.ไปหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อหาแนวทางช่วยเหลืออุดหนุนให้กว้างขวาง และยืดหยุ่นขึ้น และเห็นชอบให้ธนาคารกรุงไทยเป็นหน่วยร่วมช่วยดำเนินการ

สำหรับเอสเอ็มอีเป้าหมายนั้นเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาทางการเงินไม่สามารถกู้ยืมเงินจากระบบสถาบันการเงิน แต่มีศักยภาพสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เช่น กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย (NPL) แต่มีผู้เชี่ยวชาญไปศึกษาเห็นว่ากิจการยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ หรืออยู่ในวิสัยที่จะฟื้นฟูกิจการได้ กลุ่มที่เป็น NPL แต่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กลุ่มที่ยังไม่เป็น NPL แต่ได้มีการปรับสัญญาชำระหนี้ กลุ่มมีสถานะที่ยังไม่เป็น NPL แต่ชำระหนี้ไม่สม่ำเสมอ เพราะประสบภาวะสภาพคล่องตึงตัว หรือเป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 9) และศาลได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว คาดว่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ 3,000 ราย

นางสาลินีกล่าวว่า ส่วนที่ 2 บอร์ด สสว.ยังได้เห็นชอบการจัดสรรเงินกองทุน สสว.เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีภายใต้งบประมาณบูรณาการ ประจำปี 2560 วงเงินรวม 1,226 ล้านบาท ใน 11 โครงการ และในส่วนที่ 3 ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้งบประมาณบูรณาการ คือ การศึกษาเพื่อขับเคลื่อนการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม กลุ่มการเงินฉุดดาวโจนส์ร่วงแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785517

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพุธ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลงแล้วหลังจากบวกติดต่อกันมา 7 วัน จากแรงฉุดกลุ่มการเงิน ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยดึงแนสแด็ก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 16 พ.ย. 2559 แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 54.92 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 18868.14 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.45 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 2176.94 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 18.96 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 5294.58 จุด

เมื่อวันพุธ ตลาดได้รับผลกระทบจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ระบุว่า นักวิเคราะห์ระบุว่า การขายส่งและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงในเดือน ต.ค.

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า แรงกระตุ้นจากชัยชนะในการเลือกตั้งของทรัมป์ ซึ่งทำให้หุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อสัปดาห์ก่อน หมดลงแล้ว เห็นได้จากหุ้นกลุ่มธนาคารที่พุ่งขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ลดลงอย่างหนักในวันพุธ ส่วนบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก กลับฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันพุธ.

 

ผงาดขึ้นอันดับ 4 ของโลก “ออปโป้” เผยกลยุทธ์เจ้าตลาดสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785342

 

“ออปโป้” เผยกลยุทธ์ครองเจ้าสมาร์ทโฟนอันดับ 4 โลก และ 2 ในอาเซียน รวมถึงเป็นอันดับ 1 ในจีน หลังเน้นผลิตสินค้าคุณภาพดี ฟังก์ชันถูกใจลูกค้า สเปกระดับกลางถึงสูง เข้าถึงลูกค้าทุกระดับ ยันไม่สนทุ่มงบ R&D เท่าไร เพราะไม่ตั้งเป้าขึ้นเบอร์ 1 โลก แค่เบอร์ 1 ในใจลูกค้าพอ

นายลูม่า ลู ผู้อำนวยการวางแผนเทคโนโลยี และหัวหน้าห้องปฏิบัติการ Davinci ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ของออปโป้ (OPPO) ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำรายใหญ่ของจีน เปิดเผยว่า ปัจจุบันออปโป้ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในโลก อันดับ 4 รองจากหัวเว่ย ซัมซุง และแอปเปิล ส่วนในจีนครองอันดับ 1 และในอาเซียนครองอันดับ 2 รองจากซัมซุง เพราะออปโป้เน้นสินค้าที่ทีรูปลักษณ์ดีทั้งภายในและภายนอกคือ รูปลักษณ์สวยงาม ทันสมัย และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

“ในการผลิตสินค้าออปโป้คิดเสมอว่าเหมือนเป็นงานศิลปะที่ต้องสวยงาม ซึ่งกว่าจะผลิตสมาร์ทโฟนได้ 1 เครื่องต้องผ่านการคิดค้น และทดลองเป็นเวลานานถึง 6-8 เดือน ส่วนฟังก์ชันการใช้งานต้องใช้ได้จริงตามความต้องการลูกค้าเป็นหลัก เช่น กล้องหน้าแบบหมุนได้ที่ออปโป้คิดก่อนใคร เน้นถ่ายแล้วสวย คม ชัด ภาพมีความละเอียด หรือการชาร์จแบตเตอรี่แบบ fast charge ที่คิดก่อนใครเช่นกัน ซึ่งเป็นที่ถูกใจลูกค้า และมัดใจลูกค้า”

ทั้งนี้ ออปโป้เน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบสนองความต้องการลูกค้า โดยไม่ได้คำนึงถึงต้องใช้งบประมาณเท่าไร แต่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้า พึงพอใจ ส่งผลให้สมาร์ทโฟนของออปโป้มีภาพลักษณ์ที่ดี และคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของจีนด้วยการทดสอบผ่านวิธีการต่างๆ กว่า 100 แบบ ก่อนที่จะส่งสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นออกสู่ตลาด ถือเป็นการลบล้างความเชื่อเดิมๆ ของคนทั้งโลกที่เชื่อว่าสินค้าจากจีนด้อยคุณภาพ และราคาถูกจนทำให้ออปโป้สามารถวางขายได้มากถึง 150 ประเทศทั่วโลก และแอพพลิเคชั่นมีการแปลมากถึง 12 ภาษา

นอกจากนี้ การใช้กลยุทธ์การผลิตที่เน้นคุณภาพระดับสูงแล้ว ยังใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดมาสนับสนุนด้วย เช่น การใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์อย่าง “ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ” พระเอกฮอลลีวูด เป็นต้น อีกทั้งยังปรับปรุงคุณภาพเพื่อยกระดับการขาย จากร้านค้าปลีกเล็กๆ ไปเป็นผู้จัดจำหน่ายขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดสมาร์ทโฟนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

“ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่ไม่เหมือนใคร คือ การผลิตสมาร์ทโฟนสเปกปานกลางไปจนถึงสูง เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนเข้าถึงสมาร์ทโฟนคุณภาพดีได้ ทำให้แบรนด์ผงาดขึ้นสู่ทำเนียบบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำในระยะเวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น”

สำหรับเป้าหมายในอนาคตนั้น ออปโป้ไม่ได้ตั้งเป้าจะก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลกเมื่อไร เพราะอาจจะทำลายแบรนด์ได้ เนื่องจากการจะขึ้นสู่อันดับ 1 ต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลาย เช่น ลดราคาขาย หรือเร่งรีบผลิต จนอาจทำให้สินค้าไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน แต่ออปโป้ ตั้งเป้าหมายเพียงแค่จะผลิตสินค้าให้ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเท่ากับว่าเมื่อเวลานานขึ้น สมาร์ทโฟนของออปโป้จะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ออปโป้ ขอตั้งเป้าหมายเป็นที่ 1 ในใจของลูกค้าก็พอ ซึ่งเชื่อว่าการตั้งเป้าหมายเช่นนี้จะทำให้แบรนด์แกร่งขึ้น และมีอายุยาวนาน

ส่วนกรณีโน้ต 7 ของซัมซุงมีปัญหานั้น นายลู กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าออปโป้อาจได้ประโยชน์ เพราะเป็นคู่แข่งกัน แต่ออปโป้ไม่ได้คิดเช่นนั้น และคิดว่าจะเอาข้อบกพร่องของซัมซุงมาพัฒนาตัวเองไม่ให้มีข้อบกพร่อง และคิดว่าซัมซุงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว และแบรนด์ก็แข็งแกร่ง การมีคู่แข่งที่เก่งๆเช่นนี้ จะทำให้ออปโป้สามารถพัฒนาสินค้าได้ดียิ่งขึ้นไปอีก.

 

เร่งฟื้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน ททท.เพิ่มเป้าหมาย 3 แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785336

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงาน ททท.ทั้งในประเทศและต่างประเทศไปหาแผนกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพิ่มอีก 300,000 คน ภายในปี 2559 นี้ แบ่งเป็น 3 ตลาดหลักได้แก่ ตลาดแรก คือ ตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ได้สั่งการให้ 5 สำนักงาน ททท.ในจีนจะต้องไปหากลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตนเองและกลุ่มนักท่องเพื่อเป็นรางวัลในแต่ละสำนักงาน สำนักงานละ 20,000 คน รวมทั้งสิ้น 100,000 คน

ส่วนตลาดที่สองยังคงเป็นตลาดจีนแต่จะเป็นการทำตลาดท่องเที่ยวออนไลน์ต่างๆ อาทิ อาลีทริป ซีทริป ที่เป็นองค์กรเอกชนที่ทำตลาดออนไลน์ท่องเที่ยวตั้งเป้าในตลาดออนไลน์จีนนี้อีก 100,000 คน และตลาดสุดท้ายคือ ตลาดอาเซียน ที่ได้สั่งการให้ ททท.ทุกสำนักงานในอาเซียน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไปวางแผนกระตุ้นตลาดอาเซียนให้เดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มตั้งเป้าในตลาดอาเซียนไว้ที่ 100,000 คน ซึ่งทั้งสามตลาดนี้คาดว่าจะช่วยให้ประเทศไทยมีรายได้สะพัดด้านการท่องเที่ยว 15,000 ล้านบาท.

 

เอไอเอสแจงไม่กระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785332

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการเรียกบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล จำกัด และร้าน 7-11 มาชี้แจงกรณีร้าน 7-11 ยุติการขายและให้บริการบัตรเติมเงินวันทูคอลของเอไอเอสว่า ทางทรูไม่ได้มาชี้แจงด้วยตัวเอง แต่ได้ทำหนังสือแจ้งว่าทรูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับร้าน 7-11 จึงไม่ขอเข้าร่วมการชี้แจงในครั้งนี้ ส่วนร้าน 7-11 ก็ไม่ได้มาชี้แจงเช่นกัน ทำให้ผู้มาชี้แจงเป็นเพียงเอไอเอสรายเดียว

ทั้งนี้ เอไอเอสได้ชี้แจงว่า นับจากที่ทางร้าน 7-11 ยุติการขายและให้บริการบัตรเติมเงินวันทูคอลของเอไอเอสนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้แต่อย่างใด โดยเปรียบเทียบรายได้ก่อนและหลังยกเลิกเป็นเวลา 1 เดือน ขณะเดียวกันผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าวันทูคอลเริ่มมีความเข้าใจถึงกรณีปัญหาดังกล่าวแล้ว และหันไปใช้บริการเติมเงินในช่องทางอื่นๆ ทั้งผ่านตู้เติมเงินบุญเติม ตู้เอทีเอ็ม และอื่นๆ จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนแต่อย่างใด นอกจากนี้ได้ชี้แจงต่อว่า ขณะนี้ฝ่ายบริหารของเอไอเอสอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองกับผู้บริหารของร้าน 7-11 ถึงการทำธุรกิจร่วมกัน ซึ่งยังไม่มีข้อยุติ เนื่องจากเป็นการเจรจาธุรกิจที่มีรายละเอียดมาก จำเป็นต้องใช้เวลาในการเจรจาและดำเนินการ.

 

เตรียมงบหนุนกองทุนอนุรักษ์พลังงาน! รุกเดินหน้าส่งเสริมทดแทนระดับชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785327

 

นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน โดยในปี 2560 ได้ยื่นขอสนับสนุนงบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 150 ล้านบาท เพื่อนำมาดำเนินงาน และในขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำระเบียบเงื่อนไขต่างๆ ในการดำเนินโครงการ เพื่อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเสนอโครงการคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาสแรกปีหน้า

“กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญเรื่องการประหยัดพลังงานในระดับชุมชน ที่ในปี 2579 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ได้กำหนดให้มีการใช้พลังงานทดแทน 30% ของการใช้พลังงานรวม และขณะนี้สามารถดำเนินงานไปได้แล้ว 14% จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ ล่าสุดชุมชนก็มีส่วนสำคัญในการเดินหน้าโครงการ เพื่อทำให้เกิดการลดพึ่งพาการนำเข้า เพราะขณะนี้ไทยนำเข้าพลังงานรวมปีละ 2 ล้านล้านบาท”

สำหรับงบประมาณปี 2559 กระทรวงพลังงานได้รับงบจากกองทุนฯเพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทนระดับชุมชนนำร่อง 60 ล้านบาท ปัจจุบันมีชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วม 26 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จแล้วรวมกำลังผลิต 931 กิโลวัตต์ จากพลังงาน 6 ประเภท ประกอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ วงเงินสนับสนุน 3 ล้านบาท กำลังการผลิตเทียบเท่ารวม 73 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีพลังงานชีวมวล 3 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 475,000 บาท กำลังการผลิตเทียบเท่ารวม 362 กิโลวัตต์ ประเภทพลังงานน้ำ 3 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 2 ล้านบาท กำลังการผลิตรวม 60 กิโลวัตต์ ประเภทพลังงานลม 1 โครงการ วงเงินสนับสนุนจำนวนรวม 370,000 บาท ผลิตพลังงานทดแทนรวมได้เท่ากับ 2 กิโลวัตต์ ประเภทพลังงานก๊าซชีวภาพ 10 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 8 ล้านบาท กำลังการผลิตเทียบเท่ารวม 194 กิโลวัตต์ ประเภทพลังงานขยะ 2 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 6 ล้านบาท กำลังการผลิตรวม 240 กิโลวัตต์.

 

สั่งล้างบางของปลอมออนไลน์ “บิ๊กตู่” ห่วงระบาดหนักวางกรอบล้อมคอกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785317

 

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้เปลี่ยนกลยุทธ์เข้าไปขายในร้านค้าออนไลน์มากขึ้นโดยเฉพาะตามเครือข่ายสังคมออนไลน์ อาทิ อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก เป็นต้น โดยทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้ทางกรมไปดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเจ้าของสิทธิ์ เพื่อหาแนวทางการจัดการสินค้าดังกล่าว

นายทศพลกล่าวว่า ในเร็วๆนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะนัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อหารือว่ามีกฎหมายอะไรที่นำมาใช้ได้รวมถึงการบล็อกเว็บไซต์ และปรับแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ให้ครอบคลุมเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ขณะที่การจัดการกับสินค้าละเมิดที่วางจำหน่ายในตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า กรมได้ขอความร่วมมือไปยังเจ้าของสถานที่และเจ้าของศูนย์การค้าต่างๆ ที่มีสถานที่ให้เช่า ขอให้ช่วยตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าละเมิด และหากเป็นไปได้จะต้องระบุไว้ในสัญญาว่าจะไม่มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดหรือสินค้าผิดกฎหมายด้วยหากตรวจสอบพบก็ให้เลิกสัญญาได้ทันที

“จากนี้ไปจะดำเนินการจับกุมผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าละเมิดอย่างเต็มที่ เพราะได้แจ้งเตือนมานานแล้ว โดยล่าสุดได้ทำคู่มือรณรงค์ไม่ให้ผลิตและจำหน่ายของปลอม และได้แจกไปยังพาณิชย์จังหวัดต่างๆ เพื่อไปบอกไปแจ้งให้กับผู้ผลิต ผู้ค้า ซึ่งจะถือว่ารับทราบโดยทั่วกันแล้ว เพราะรัฐบาลจะเอาจริง จับจริง จะมาบอกว่ากลั่นแกล้งไม่ได้ เนื่องจากให้ระยะเวลาปรับตัวมานาน ซึ่งล่าสุด พล.อ.ประวิตรได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินการแล้ว”.