ฝรั่งทิ้งหุ้นไทย 3 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788762

 

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวถึงภาวะตลาดหุ้นไทยขณะนี้ว่า ต้องติดตามแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยออกมาอย่างหนัก โดยได้ขายสุทธิติดต่อกัน 20 วันทำการแล้ว รวมกว่า 32,000 ล้านบาท และเมื่อรวมแรงขายตั้งแต่เดือน ต.ค.ถึงวันที่ 18 พ.ย. 59 ต่างชาติขายสุทธิรวมแล้วกว่า 43,000 ล้านบาท ซึ่งหากยังขายสุทธิต่อเนื่องอีก จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย โดยสาเหตุหลักที่ทำให้กระแสเงินทุนไหลออกเป็นผลจากความกังวลกับนโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ และทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

“เดือนนี้แค่วันที่ 1-18 พ.ย. ต่างชาติขายสุทธิแล้ว 25,568 ล้านบาท เป็นการขายสุทธิมากสุดในรอบปีนี้ ต้องรอดูว่าจะหยุดขายเมื่อไหร่ เพราะหากยังขายต่อเนื่อง จะเกิดความกังวลใจต่อนักลงทุน แต่กระแสเงินไหลออกนี้ ไม่ใช่เกิดเฉพาะกับไทยอย่างเดียว แต่เป็นทั้งภูมิภาคหนักสุดคือไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์”

สำหรับผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 3 ที่ บล.เคทีบีรวบรวมจำนวน 655 บริษัทนั้น พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 210,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 240.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 13.51% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าที่ บล.เคทีบีประเมินไว้ที่ 239,000 ล้านบาท ส่วนงวดรวม 9 เดือน มีกำไร 670,000 ล้านบาท สาเหตุที่กำไรไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น เพราะปีที่แล้ว ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ขาดทุนถึง 46,000 ล้านบาท และเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในกลุ่มสถาบันการเงินที่สูงขึ้น ส่วนสาเหตุที่กำไรไตรมาส 3 ลดลงกว่าไตรมาส 2 เป็นผลจากผลดำเนินงานในธุรกิจสื่อสาร โดยเฉพาะโทรศัพท์ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในการตัดราคาขายเพื่อรักษาลูกค้า และกลุ่มพลังงานมีกำไรลดลง.

 

ขนส่ง เดินหน้า สร้างความปลอดภัยรถสาธารณะ ติด GPS ป้องกันอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 11:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788242

 

กรมการขนส่งทางบก เดินหน้ามาตรการสร้างความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก ตามโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” มีรถติดตั้ง GPS Tracking เชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ฯ GPS แล้วกว่า 9.2 หมื่นคัน มั่นใจเป็นเครื่องมือแก้ไข ป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนน

วันที่ 20 พ.ย. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” โดยกรมการขนส่งทางบกดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่มีเป้าหมายให้รถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่วิ่งให้บริการบนท้องถนน มีความปลอดภัยและลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จึงกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน รถลากจูง และรถบรรทุกตั้งแต่สิบล้อขึ้นไป ต้องติดตั้ง GPS Tracking พร้อมเครื่องแสดงตัวผู้ขับรถตามระยะเวลาที่กำหนด เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ วันที่ 25 มกราคม 2559 จนถึงปัจจุบัน (16 พฤศจิกายน 2559) มีรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ฯ GPS แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 92,745 คัน เป็นรถโดยสารประจำทาง 4,745 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง 10,598 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง 30,778 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล 19,980 คัน นอกนั้นเป็นรถอื่นๆ ทั้งนี้ ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด รถโดยสารสองชั้นทุกคันต้องติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS Tracking ภายในรอบปีภาษี 2559 เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น รถลากจูง และรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปที่ติดตั้ง GPS Tracking ไว้อยู่เดิม ต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับศูนย์ฯ GPS ภายในรอบปีภาษี 2559 จึงขอให้ผู้ประกอบการขนส่งเร่งดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนด รถที่ฝ่าฝืนจะไม่สามารถดำเนินการต่อทะเบียนได้ ในส่วนของรถที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 25 มกราคม 2559 ที่ยังไม่ได้ติดตั้ง GPS Tracking กรมการขนส่งทางบกให้ระยะเวลาดำเนินการ โดยรถโดยสารสาธารณะและรถลากจูงต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2560 ส่วนรถบรรทุกไม่ประจำทางต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2561 และรถบรรทุกส่วนบุคคลต้องติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในรอบปีภาษี 2562

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS จะสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในระยะยาวของประเทศ จากการออกแบบระบบ ที่มีการควบคุม กำกับ ติดตามพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนน ทั้งในเรื่องความเร็ว ชั่วโมงการขับรถ การใช้ใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง โดยศูนย์ฯ GPS ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถติดตามตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกอย่างใกล้ชิด รวมถึงผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปบริหารจัดการติดตามการเดินรถทุกคันในเครือข่ายตนเองได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งได้อีกด้วย ตลอดจนประชาชนยังสามารถติดตามตรวจสอบการเดินรถทุกคันผ่านแอพพลิเคชั่น DLT GPS หากพบพฤติกรรมขับรถเร็วเกินที่กำหนด ขับประมาทหวาดเสียวอันตราย บันทึกประวัติผู้ขับรถทุกราย พร้อมประสานผู้ประกอบการให้รับทราบปัญหา เพื่อการปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ หากพบกระทำความผิดกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย โดยการปรับ พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต เพื่อไม่ให้มีการกระทำความผิด ผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยต้องไม่ขับรถเร็วหรือทำงาน เกินเวลากว่าที่กฎหมายกำหนด มีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง ทั้งนี้ เพื่อให้การขับขี่ของผู้ขับรถมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าว

 

ราคาทองเช้าวันเสาร์ เปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787566

 

ราคาทองวันที่ 19 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท ส่วนทองคำนิวยอร์กปิดร่วง 8.2 ดอลลาร์ รับแรงกดดันจากเงินดอลล์แข็งค่าต่อเนื่อง …

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350.00 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (18 พ.ย.) 8.2 ดอลลาร์ หรือ 0.67% ปิดที่ 1,208.70 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อคืนนี้ ดัชนีดอลลาร์ดีดตัวขึ้นทะลุระดับ 101 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.2003 เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในตะกร้าเงิน เนื่องจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของเฟดได้ออกมาส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า โดยล่าสุด นางเอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟดสาขาแคนซัส ซิตี้ กล่าวเมื่อวานนี้ว่า เฟดควรรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า มากกว่าที่จะปล่อยเวลาให้ล่าช้าออกไป

ขณะที่ นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวเมื่อวานนี้เช่นกัน โดยเขาสนับสนุนการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า และตั้งข้อสังเกตถึงทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า โดยคำกล่าวของนายบูลลาร์ดในวันนี้ สอดคล้องกับที่เขากล่าวเมื่อวันพุธว่า จะเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ ถ้าหากเฟดไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า

การแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดทั้งสองคนมีความสอดคล้องกับที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด กล่าวต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า และจะมีความเสี่ยง หากเฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป เนื่องจากจะทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงเล็กน้อย จากแรงฉุดกลุ่มผู้ผลิตยา-เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787487

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันศุกร์ จากแรงฉุดของบริษัทกลุ่มผู้ผลิตยา และเทคโนโลยี ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า แรงหนุนหลังการเลือกตั้งสูญเสียพลัง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 พ.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 35.89 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 18867.93 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 5.22 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 2181.90 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 12.46 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 5321.51 จุด

นายปีเตอร์ คาร์ดิลโล จากบริษัทการเงิน เฟิร์สต์ สแตนดาร์ด ไฟแนนเชียล ระบุว่า แรงหนุนจากชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจกำลังจางหายไป เนื่องจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ และการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล

ดาวโจนส์ถูกฉุดโดยการลดลงของหุ้นบริษัทกลุ่มผู้ผลิตยา เช่น เมอร์ก, ไฟเซอร์ และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน หุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีก็ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้ดึงแนสแด็กร่วง.

 

เพิ่มเมนูข้าวเสิร์ฟบนเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787306

 

“พาณิชย์”ผนึกกำลังการบินไทยเปิดพื้นที่ช่วยชาวนา

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน บริษัทการบินไทย จำกัด ได้แสดงความต้องการช่วยเหลือชาวนา โดยจะซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่านองค์การคลังสินค้า (อคส.) แล้วนำไปกระจายและจำหน่ายต่อในหลายช่องทาง ทั้งการขายผ่านสหกรณ์และร้านค้าของการบินไทย โดยเบื้องต้นคาดว่า จะมีปริมาณการสั่งซื้อหลายตัน และพร้อมที่จะซื้อเพิ่มขึ้น หากมีความต้องการเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังได้กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิของไทยยังได้รับรางวัลสุดยอดข้าวยอดเยี่ยมของโลก หรือเวิลด์เบสต์ไรซ์อวอร์ด ปี 2016 ในงานการประชุมข้าวโลก ที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 16-18 พ.ย.ที่ผ่านมา อันดับ 2 คือข้าวหอมมะลิของกัมพูชา และอันดับ 3 คือข้าวหอมมะลิจากสหรัฐอเมริกา

ด้านเรืออากาศเอกกนก ทองเผือก ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน บริษัทการบินไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์ฯมีสมาชิกกว่า 20,000 คน เบื้องต้นได้สอบถามสมาชิกสหกรณ์แล้วว่ามีความสนใจสั่งซื้อข้าวจากชาวนามากน้อยเพียงใด ซึ่งพบว่าสนใจมาก จึงมีแผนที่จะสั่งซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่าน อคส.มาจำหน่ายในร้านค้าสหกรณ์ในราคาตลาด เพื่อเป็นอีกช่องทางการจำหน่ายข้าวช่วยชาวนา

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเปิดพื้นที่ฟรีให้ชาวนานำข้าวมาจำหน่ายโดยตรงกับผู้ซื้อและพนักงานการบินไทย ทั้งการบินไทย สำนักงานใหญ่ สำนักงานหลานหลวง สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสำนักงานในต่างจังหวัดคาดว่าจะเริ่มช่วงต้นสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ครัวการบินไทยมีแผนนำข้าวชนิดใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมในเมนูที่ให้บริการผู้โดยสาร ทั้งข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวก่ำ และข้าวเสาไห้ จากปัจจุบันครัวการบินไทยมีเมนูข้าวที่ให้บริการบนเครื่องถึง 70-80% หรือประมาณวันละ 2 ตัน และส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ.

 

TMA เปิดเวทีแชร์ประสบการณ์การทำดิจิทัลทรานฟอร์แมชั่นในองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787471

 

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย จัดสัมมนา TMA – DAY 2016 Business Transformation: Reinventing the Company for Digital Disruption” ชี้ ทำไมต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหาร การตลาด ช่องทางการจัดจำหน่ายและบุคลากร 30 พ.ย. ศกนี้…

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เกาะกระแสไทยแลนด์ 4.0 จัดสัมมนา TMA – DAY 2016 Business Transformation: Reinventing the Company for Digital Disruption” ดึงผู้บริหารองค์กรที่มีการนำดิจิทัลทรานฟอร์แมชั่นเข้ามาปรับใช้ภายในองค์กรมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ทำไมต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหาร การตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย รวมถึงบุคลากรในองค์กร มุมมองการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นขั้นตอน ในวันพุธที่ 30 พ.ย. ศกนี้

จากสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติของคนทำงาน ที่เป็นเทรนด์ที่สามารถส่งผลกระทบก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เมื่อบริบททางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของภาคธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถทำงานแบบเดิมๆได้อีกต่อไป การอาศัยเพียงความรู้ความสามารถ ของผู้นำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ที่ให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์เทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น และเป็นกำลังในการพัฒนา ส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตต่อยอดสู่ความสำเร็จ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Business Transformation คือ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ทุกคนในองค์กร เห็นถึงกระบวนการปรับตัวที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการเข้าสู่ยุคดิจิตอล และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ทางสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ได้จัดงานสัมมนาที่ยิ่งใหญ่ประจำปี “TMA DAY 2016 Business Transformation: Reinventing the Company for Digital Disruption” โดยกำหนดประเด็นสำคัญที่เพื่อให้ผู้บริหารได้เตรียมความพร้อมในการรับมือ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยร่วมร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมอง ในการวางแผนกลยุทธ์องค์กร เพื่อให้ตอบรับกับยุคดิจิตอล จากผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จจากองค์กรชั้นนำในประเทศไทย เปิดสัมมนาด้วยเรื่อง Craft Your Modern Business Vision: Transform Or be Obsolete โดย คุณธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็น Transformation in the Digital Vortex โดยคุณอรรถพล อุไรไพรวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาดองค์กร เครือเบทาโกร คุณกึกก้อง รักเผ่าพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คุณสุพจน์ มหพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transform) ธุรกิจแล้ว มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งด้านการตลาด การบริหารทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพที่ได้ประสบความสำเร็จ


งานดังกล่าวจะจัดให้มีขึ้นในวันพุธที่ 30 พ.ย.นี้ เวลา 08.30น.-16.30น. ณ แอทธินี คริสตัลฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ผู้สนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.tma.or.th

 

แยก “น้ำมัน-ค้าปลีก” เข้าตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787292

 

ปตท.ยกเครื่องครั้งใหญ่ผุด “โฮลดิ้ง” รับแข่งขัน

บอร์ด ปตท. (PTT) อนุมัติปรับโครง-สร้างธุรกิจครั้งใหญ่ดันบริษัทแม่ ปตท.สู่ “โฮลดิ้ง คัมปานี” เต็มสูบ โอนธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกให้ PTTOR พร้อมเตรียมดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ขายหุ้น IPO ให้ประชาชนทั่วไป ซีอีโอ ปตท.ยันจัดทัพธุรกิจเพื่อความโปร่งใส รองรับการแข่งขันและขจัดครหาอึมครึมเสียที

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัท ปตท.ได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. โดยการโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ บริษัท ปตท. ธุรกิจค้าปลีก จำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (PTTOR) และให้ PTTOR เป็นบริษัทแกน (Flagship Company) ของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก และมีแผนนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสนอขายหุ้นสามัญของ PTTOR ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) คณะรัฐมนตรี และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท.ด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังการขายหุ้น IPO ทาง PTT จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ PTTOR อย่างน้อย 45% โดย PTT และ PTTOR จะกำหนดหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นอย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจหุ้น IPO ของ PTTOR จะกระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงมากที่สุด
นายเทวินทร์กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ไป ปตท.จะเสนอเรื่องให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเห็นชอบ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณาอนุมัติเป็นลำดับควบคู่ไปกับการเสนอให้ผู้ถือหุ้นให้ความเห็นชอบในการประชุมสามัญประจำปีในเดือน เม.ย.2560 เพื่อดำเนินการจัดตั้งบริษัทดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นการแยกธุรกิจของ ปตท.ครั้งแรกนับตั้งแต่ตั้งกิจการมาเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ส่วนพนักงานในธุรกิจน้ำมัน 1,500 คน ปตท.มีทางเลือกให้ตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่กับบริษัทที่จัดตั้งใหม่หรือยังต้องการเป็นพนักงาน ปตท.ต่อไป

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท.ครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความชัดเจน โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท.ในสายตาสาธารณชน อีกทั้งช่วยให้หน่วยธุรกิจน้ำมันมีความคล่องตัวในการดำเนินงาน และสามารถปรับตัวกับสถานการณ์การแข่งขันที่สูงขึ้นได้ทันท่วงที ขณะที่การโอนย้ายทรัพย์สินของ ปตท.ไปยังบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ หากเป็นทรัพย์สินทางการค้าที่เกิดจากการลงทุนของ ปตท.อาทิ คลังน้ำมันก็จะโอนย้ายไปยังบริษัทใหม่ แต่หากเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการที่รัฐบาลสั่งให้ ปตท.ดำเนินการมาก่อนหน้า อาทิ คลังแอลพีจีเขาบ่อยา จังหวัดชลบุรี จะไม่มีการโอนย้าย “ผมขอย้ำว่า การปรับยุทธศาสตร์ดำเนินธุรกิจดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเข้มแข็งและการเติบโตให้กับ ปตท.และสังคมไทยควบคู่กันอย่างยั่งยืนต่อไป”

สำหรับธุรกิจที่ถูกโอนย้ายเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด ประกอบด้วย 1.ธุรกิจน้ำมัน ค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ ค้าเชิงพาณิชย์น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และเชื้อเพลิงอื่นๆ อาทิ จำหน่ายเชื้อเพลิงอากาศยาน จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนและสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ และบริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน ในส่วนของราคาขายปลีกน้ำมันและแอลพีจี จะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด โดยยังคงเคลื่อนไหวขึ้น-ลงตามกลไกราคาตลาดโลกและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน

สำหรับผลดำเนินงาน งวด 9 เดือนแรกของปี 59 สิ้นสุด ก.ย.59 ของ PTTOR ภายหลังรับโอนกิจการ จะมีรายได้ขายและบริการ 353,613ล้านบาท กำไรขั้นต้น 27,678 ล้านบาท EBITDA 16,945 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13,577 ล้านบาท.

 

สหกรณ์การบินไทย ซื้อข้าวช่วยชาวนา พร้อมเปิดพื้นที่ให้นำข้าวมาขายฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787047

 

พาณิชย์ จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการบินไทย ซื้อข้าวชาวนาขายผ่านสหกรณ์ พร้อมเปิดพื้นที่การบินไทย ให้ชาวนานำข้าวมาขาย คาดเริ่มได้สัปดาห์หน้า ขณะที่ ครัวการบินไทยเตรียมซื้อข้าวชนิดใหม่ เสิร์ฟผู้โดยสาร …

วันที่ 18 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน บริษัท การบินไทย จำกัด ได้แสดงความต้องการช่วยเหลือชาวนา โดยจะซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่านองค์การคลังสินค้า (อคส.) แล้วนำไปกระจายและจำหน่ายต่อในหลายช่องทาง ทั้งการขายผ่านสหกรณ์และร้านค้าของการบินไทย โดยเบื้องต้น คาดว่า จะมีปริมาณการสั่งซื้อหลายตัน และพร้อมที่จะซื้อเพิ่มขึ้น หากมีความต้องการเพิ่มขึ้น

ด้าน เรืออากาศเอกกนก ทองเผือก ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ มีสมาชิกกว่า 20,000 คน เบื้องต้นได้สอบถามสมาชิกสหกรณ์แล้วว่า มีความสนใจสั่งซื้อข้าวจากชาวนามากน้อยเพียงใด ซึ่งพบว่า มีความสนใจมาก จึงมีแผนที่จะสั่งซื้อข้าวโดยตรงจากชาวนาผ่าน อคส. มาจำหน่ายในร้านค้าสหกรณ์ในราคาตลาด เพื่อเป็นอีกช่องทางการจำหน่ายข้าวช่วยชาวนา นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเปิดพื้นที่ฟรี ให้ชาวนานำข้าวมาจำหน่ายโดยตรงกับผู้ซื้อและพนักงานการบินไทย ทั้งในการบินไทยสำนักงานใหญ่ สำนักงานหลานหลวง สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสำนักงานในต่างจังหวัด

“ที่ผ่านมา ได้มีการนำข้าวจากชาวนามาขายในสหกรณ์บ้างเป็นบางครั้ง แต่ครั้งนี้จะนำข้าวมาขายในร้านค้าสหกรณ์อย่างถาวร ซึ่งจะมีทั้งในส่วนที่สหกรณ์รับซื้อข้าวจากชาวนามาแพ็กขายเอง และส่วนที่สหกรณ์เป็นตัวประสานเปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวมาวางขาย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันทีในช่วงต้นสัปดาห์หน้านี้”

นอกจากนี้ ครัวการบินไทยมีแผนนำข้าวชนิดใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติมในเมนูที่ให้บริการผู้โดยสาร ทั้งข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวก่ำ และข้าวเสาไห้ จากปัจจุบันครัวการบินไทยมีเมนูข้าวที่ให้บริการบนเครื่องถึง 70-80% หรือประมาณวันละ 2 ตัน และส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ

 

นบข. เคาะราคาจำนำยุ้งฉางข้าวเหนียว ตันละ 1.3 หมื่น ชงเข้าครม. 22 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787122

 

บิ๊กตู่ นั่งหัวโต๊ะประชุม นบข. เคาะราคาจำนำยุ้งฉางข้าวเปลือกเหนียว รวมตันละ 1.3 หมื่นบาท กรอบวงเงินเงื่อนไขเดียวกับหอมมะลิ 2 หมื่นล้าน เตรียมเข้าครม. 22 พ.ย.นี้ ให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการ…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ที่ประชุม นบข.มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกเหนียว ความชื้น 15% ปีการผลิต 2559/60 นาปี หรือ รอบที่ 1 เพื่อช่วยชาวนาผู้ปลูกข้าวเหนียว โดยใช้กรอบวงเงินร่วมกับเงื่อนไขเดียวกับโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15% ปีการผลิต 2559 / 60 ที่มีวงเงินชดเชยดอกเบี้ยสินเชื่อให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และวงเงินช่วยเหลือ รวมประมาณ 20,000 ล้านบาท ครอบคลุม 2 ล้านครัวเรือน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2559 ถึง 28 ก.พ. 2560 โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 22 พ.ย.นี้ และสามารถดำเนินการได้ทันที โดย ธ.ก.ส.จะเป็นผู้ดำเนินการโครงการ

สำหรับรายละเอียดโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกเหนียว กรณีมียุ้งฉาง จะได้รับเงินช่วยเหลือรวมตันละ 13,000 บาท ประกอบด้วย วงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากโครงการตันละ 9,500 บาท ซึ่งคิดจาก 90% ของราคาตลาดที่ตันละ 10,200-11,000 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ไม่เกิน 15 ไร่ คิดเป็นตันละ 2,000 บาท และค่าเตรียมข้าวขึ้นยุ้งฉางและค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท ส่วนกรณีที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวที่ไม่มียุ้ง จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ไม่เกิน 15 ไร่ คิดเป็นตันละ 2,000 บาท.

 

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ตั้งเป้าปี 60 ดึงร้านทอง-ขายยา จดเป็นนิติบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2559 18:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787007

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตั้งเป้าปี 60 ดึงร้านค้าทอง-ร้านขายยา จดทะเบียนนิติบุคคลมากขึ้น คาดดันยอดจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ พุ่ง 6-6.5 หมื่นราย ส่วนยอดตั้งบริษัทใหม่เดือน ต.ค. ลดลง 3% ไม่น่าห่วง …

วันที่ 18 พ.ย.59 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ในปี 60 กรมฯ คาดว่าจะภาคเอกชนจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ 60,000-65,000 ราย เพราะกรมฯ จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการร้านขายทองมาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลให้มากขึ้น จากปัจจุบันจดทะเบียนแล้วเพียง 40% ของทั้งหมดราว 7,000 ราย รวมถึงจะให้ร้านขายยา ที่มีอยู่ประมาณ 4,215 ราย จดทะเบียนด้วยเช่นกัน ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันให้ภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบมากขึ้น

สำหรับสถิติจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ทั่วประเทศเดือน ต.ค.59 มีจำนวน 5,092 ราย ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มียอดจัดตั้ง 5,231 ราย แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเดือนที่ตั้งไว้ประมาณ 5,000 ราย ถือว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ยังคงสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของไทย ที่ขณะนี้เริ่มปรับตัวดีขึ้น และมั่นใจว่าแนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจใหม่จะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป

ขณะที่ ยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 10 เดือนของปี 59 (เดือนม.ค.-ต.ค.) มีจำนวน 54,000 ราย เพิ่มขึ้น 3% และคาดว่าทั้งปีจะมียอดจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 60,000 ราย เพราะได้รับผลดีจากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้ การคงภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และภาษีธุรกิจเฉพาะ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาให้มาจดทะเบียนนิติบุคคลมากขึ้น ส่วนยอดจดเลิกธุรกิจในเดือนต.ค.59 อยู่ที่ 1,588 ราย ลดลง 27% ส่งผลให้ 10 เดือน มียอดเลิกธุรกิจรวม 13,400 ราย ลดลง 4% ซึ่งถือว่า ยังปกติและยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ คาดว่าทั้งปีนี้จะมียอดเลิกธุรกิจไม่เกิน 15,000 ราย

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า การผลักดันให้นิติบุคคลส่งงบการเงินทาง e-Filing ล่าสุด ณ วันที่ 31 ต.ค.59 มีนิติบุคคลนำส่งงบการเงินแล้ว 447,000 ราย จากทั้งหมดที่ต้องนำส่งงบการเงิน 568,000 ราย โดยเป็นการส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ 364,000 ราย หรือคิดเป็น 77% ของนิติบุคคลที่นำส่งงบ และยังมีอีก 110,000 ราย ที่ยังนำส่งงบกระดาษอยู่ เพราะยังไม่คุ้นชินกับระบบ ซึ่งกรมฯจะให้คำแนะนำเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับการส่งงบการเงินทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ขณะที่ การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับเครื่องหมาย DBD Registered แล้ว 18,993 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล 4,593 ราย บุคคลธรรมดา 14,400 ราย และมีร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับเครื่องหมายแล้ว 21,000 ร้านค้า โดยธุรกิจที่ได้รับเครื่องหมายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจแฟชั่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ 3,447 ร้าน รองลงมา คือ ธุรกิจการแพทย์ สุขภาพ ยา สมุนไพร สปา 3,307 ร้าน และคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอทีและซอฟต์แวร์ 2,726 ร้านค้า