เข้าแน่!! ครม.อังคารนี้ ก.แรงงาน ชง ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 69 จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789511

 

ปลัดแรงงาน เตรียมเสนอการปรับค่าจ้างปี 60 ขึ้นตามมติบอร์ด 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด เข้า ครม. พรุ่งนี้ ด้าน อธิบดี กกจ. บินถก อียู แก้ปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย …

วันที่ 21 พ.ย.59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) กระทรวงแรงงานได้เสนอวาระพิจารณาเรื่อง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2560 ให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบ โดยจะอิงตามมติคณะกรรมการ (บอร์ด) ค่าจ้างเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ให้ปรับขึ้น 69 จังหวัด ในอัตรา 5-10 บาท มีเพียง 8 จังหวัด คือ สิงห์บุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง ระนอง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ที่ไม่ได้มีการปรับขึ้นค่าจ้าง เนื่องจากอัตราเดิมยังเหมาะสม

“การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ ทางนายจ้าง สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นด้วยในแง่ที่ไม่ขึ้น ในอัตราเดียวกันทุกจังหวัด ส่วนองค์กรลูกจ้าง โดยส่วนใหญ่รับได้เพราะมองว่าถ้านายจ้างอยู่ได้ ลูกจ้างก็อยู่ได้ เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา การส่งออกค่อนข้างติดลบ ประกอบกับเงินเฟ้อ”

ม.ล.ปุณฑริก เปิดเผยด้วยว่า วันที่ 22 พ.ย. นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน จะเป็นตัวแทนกระทรวงแรงงานร่วมคณะทำงานชุดเล็ก 5 คน เดินทางไปที่สำนักงานใหญ่สหภาพยุโรป (อียู) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อรายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาแรงงานเกี่ยวกับการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ที่ไทยดำเนินการ รวมทั้งจะเป็นการไปแนะนำตัว ให้ข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนคณะทำงานชุดใหม่ หลังจากคณะทำงานชุดเดิมบางคนเกษียณอายุราชการ ที่ผ่านมามีการรายงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ มีเพียงข้อแนะนำจากทางอียูในการเพิ่มพนักงานตรวจแรงงานให้ครอบคลุมกับจำนวนแรงงานต่างด้าว

 

หอการค้าไทย-จีน ปิดถนนเยาวราช 26 พ.ย. จัดกิจกรรม รำลึกในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789486

 

หอการค้าไทย-จีน ร่วมสมาคมตระกูลแซ่-แต้จิ๋ว ปิดถนนเยาวราช 26 พ.ย. จัดงานแสดงความอาลัย “ในหลวงในดวงใจชาวไทยจีน” พร้อมเชิญ “บิ๊กตู่” เป็นประธาน เจ้าคุณธงชัย ร่วมแจกผ้ายันต์หมื่นผืน…

วันที่ 21 พ.ย. 59 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน พร้อมด้วย นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานประชาคมนักธุรกิจย่านเยาวราช น.ส.ภัคพร สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ และ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผบก.น.6 ร่วมแถลงข่าว สมาคมหอการค้าไทย-จีน ร่วมกับสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จะจัดกิจกรรมในหลวงในดวงใจชาวไทยจีน เพื่อเทิดพระเกียรติ แสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 พ.ย. เวลา 16.00-20.00 น. โดยจะปิดถนนเยาวราช ตั้งแต่วงเวียนโอเดียน ถึงแยกลำพูนชัย ระยะทางประมาณ 200 เมตร เพื่อจัดกิจกรรม

ภายในงานจะมีพิธีสดับปกรณ์ และพิธีสงฆ์สวดพระอภิธรรม นำโดย พระพรหมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม และพระสงฆ์ 99 รูป มีการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ โดยวงดุริยางค์ราชนาวี แปรอักษรหมายเลข 9 จุดเทียน ยืนแสดงความอาลัย 89 วินาที และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี คาดว่าจะมีประชาชนกว่า 1 แสนคน ร่วมงานเต็มถนนเยาวราช

หลังเสร็จพิธี มีบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรี จากร้านค้าริมถนนเยาวราช ถึงสี่แยกราชวงศ์ กว่า 1.1 แสนชุด และเตรียมผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัยเพื่อแจกให้ผู้มาร่วมงาน จำนวนนับหมื่นผืน

“ชาวไทย-จีน ร่วมกันจัดงานนี้ให้ยิ่งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เบื้องต้นได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แต่หากมีงานด่วนจะมอบหมายให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร มาแทน ขอให้คนร่วมงานสวมเสื้อดำร่วมแสดงความอาลัย ซึ่งคาดว่าจะมีคนมามาก การปิดถนนอาจมีปัญหาการจราจรบ้าง แต่ตำรวจดูแลเต็มที่ หลังพิธีจบเวลา 19.00 น. จะเปิดให้รับประทานอาหารฟรีจากร้านค้ากว่า 160 ร้าน ที่ออกมาตั้งร้านบริการตลอดแนวถนนเยาวราช ส่วนผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัยจะนำมาแจกเป็นหมื่นผืน แต่ถ้าคนมากต้องดูอีกทีว่าจะแจกอย่างไรให้เพียงพอ” นายจิตติ กล่าว

 

ดีเดย์ ม.ค.ปีหน้า เรือเฟอร์รี่ พัทยา-หัวหิน ใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 14:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789306

 

กรมเจ้าท่า ไฟเขียวเอกชน เดินเรือเฟอร์รี่ พัทยา-หัวหิน เริ่ม ม.ค.60 วันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 40 นาที เที่ยวไปจากหัวหิน 08.30 น. ขากลับออกจากพัทยา 15.30 น. ก่อนจะเพิ่มจำนวนเที่ยวมากขึ้นเดือนต่อๆ ไป รวมถึงให้บริการกับรถยนต์…

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าได้พิจารณาข้อเสนอบริษัท รอยัล พาสเสนเจอร์ ไลเนอร์ ซึ่งผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงเห็นชอบเป็นผู้ได้รับอนุญาตเรือกลเดินประจำทางโดยสารเส้นทางระหว่างอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (แหลมบาลีฮาย พัทยา จ.ชลบุรี) และฝั่งตะวันตก (ท่าเรือองค์การสะพานปลา อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์) โดยบริษัทต้องเร่งรัดยื่นขออนุญาตใช้เรือเพื่อประกอบการออกใบอนุญาตและกำหนดอัตราค่าโดยสารต่อไป

ทั้งนี้ การให้บริการ บริษัทเสนอแผนธุรกิจโดยเริ่มเดินเรือให้บริการตั้งแต่ ม.ค.60 เป็นต้นไป โดยระยะที่ 1 เดินเรือโดยสาร พัทยา-หัวหิน เสนอแผนให้เรือโดยสาร Catamaran Ferry จำนวน 2 ลำ ขนาดบรรทุกผู้โดยสารได้ 150 คน และ 262 คน โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. 40 นาที/เที่ยว ซึ่งเดือน ม.ค.60 เป็นช่วงเริ่มต้นทำตลาดจะเดินเรือวันละ 2 เที่ยว เริ่มจากหัวหิน-พัทยา เรือออกเวลา 08.30-9.40 น.และ พัทยา-หัวหิน เรือออกเวลา 15.30-16.40 น.โดยจะเพิ่มจำนวนเที่ยวมากขึ้นในเดือนต่อๆ ไป

ส่วนระยะที่ 2 จะเปิดให้บริการกับรถยนต์ ซึ่งทางบริษัทอยู่ระหว่างการนำเสนอท่าเรือหรือจุด ขึ้น-ลงที่เหมาะสมสำหรับ Ferry ที่บรรทุกทั้งผู้โดยสารและรถยนต์ให้กรมเจ้าท่าพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

สำหรับความก้าวหน้าโครงการ ทางบริษัท ได้นำเรือเข้ามาซ่อมทำในประเทศไทย จำนวน 1 ลำ คาดจะเสร็จในเดือน ก.พ.60 ส่วนอีก 1 ลำซ่อมทำแล้วเสร็จที่ประเทศจีน พร้อมขนส่งมาประเทศไทยในปลายเดือน พ.ย.59 เพื่อให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยและออกใบอนุญาตการใช้เรือ พร้อมทดสอบการเดินเรือได้ในเดือน ธ.ค.59 ซึ่งเป็นไปตามแผนธุรกิจที่ทางบริษัทเสนอ โดยมั่นใจจะสามารถให้บริการได้เดือน ม.ค.60 ตามแผน.

 

สภาพัฒน์ คาด GDP ปี 60 โต 3-4% อานิสงส์ส่งออกขยับ-ลงทุนภาครัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789332

 

สภาพัฒน์ คาด จีดีพีปี 60 เติบโตราว 3-4% รับปัจจัยจากภาคส่งออกขยายตัวช้าๆ รายจ่ายการลงทุนภาครัฐด้านคมนาคมมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น ประกอบกับภาคท่องเที่ยวอยู่ในเกณฑ์ดี ยังห่วงความไม่แน่นอน ศก.โลก …

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 60 จะเติบโตราว 3.0-4.0% จากในปี 59 ที่น่าจะเติบโตราว 3.2% จากเดิมคาดเติบโตในช่วง 3.0-3.5% หรือเฉลี่ยที่ 3.3% จากปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้จนถึงปี 60 คือ 1. แนวโน้มการกลับมาขยายตัวอย่างช้าๆ ของภาคการส่งออก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ดีขึ้น 2. แนวโน้มการฟื้นตัวและการขยายตัวเร่งขึ้นของการผลิตในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน 3. การลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่อง และ 4. แรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่มาจากรายจ่ายการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น โดยโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 20 โครงการ วงเงิน 1.41 ล้านล้านบาท เริ่มก่อสร้างสร้าง 4 โครงการ วงเงิน 45 พันล้านบาท กำลังประกวดราคา 9 โครงการ วงเงิน 487 พันล้านบาท คืบหน้าชัดเจนในปี 2559 ซึ่งการดำเนินการและเบิกจ่ายจะเร่งตัวขึ้นในปี 2560 ขณะเดียวกัน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) เห็นชอบร่างแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พ.ศ.2560-2564 วงเงิน 7.13 แสนล้านบาท (เป็นโครงการเร่งด่วนในปี 2560 รวมท 48 โครงการ วงเงิน 6,992.7 ล้านบาท)

รวมทั้งมีแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งแม้จะคาดว่าไตรมาส 4/59 การท่องเที่ยวอาจจะชะลอตัวในระยะสั้น เนื่องจากนักท่องเที่ยงกังวลเรื่องการปฏิบัติตน และกิจกรรมช่วงไว้ทุกข์ และผู้ประกอบการกังวลเรื่องปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่ทั้งนี้คาดว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวและขยายตัวในเกณฑ์ดีในปี 2560 โดยประเมินว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 35.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% ชะลอลงจากฐานที่สูงในปี 2559 โดยในแง่ของรายได้การท่องเที่ยวคาดว่าในปี 2560 จะอยู่ที่ 1.95 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 1.76 ล้านล้านบาท

ส่วนข้อจำกัดปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงด้านความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก สถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ซึ่งต้องติดตามทิศทางและแนวนโยบายของสหรัฐฯ ในช่วงหลังการเลือกตั้ง ตลอดจนผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญในอิตาลี การเลือกตั้งในฝรั่งเศส และเยอรมนี, การใช้อำนาจมาตรา 50 ของสหราชอาณาจักรในเดือน มี.ค.60 ภายหลังจากการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และแนวโน้มผลการเจรจา รวมทั้งปัญหาความอ่อนแอของสถาบันการเงินในยุโรป และปัญหาภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน

สำหรับการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2559 และ 2560 ควรให้ความสำคัญกับ 5 ด้านที่สำคัญ คือ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2. การรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว โดยดำเนินตามยุทธศาสตร์แผนการตลาดท่องเที่ยวปี 2560 การชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการทัวร์ศูนย์เหรียญ และการประชาสัมพันธ์กิจกรรมท่องเที่ยว

3. การสนับสนุนและเร่งรัดการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัว โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการส่งออกของไทยปี 2560 4. การฟื้นฟูเกษตรกรและการเตรียมมาตรการรองรับการขยายตัวของการผลิตทางการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต และ 5. การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน

ส่วนสาเหตุที่ปีนี้มอง GDP จะขยายตัว 3.2% ซึ่งลดลงมาเล็กน้อยจากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.3% เนื่องจากมองว่าในไตรมาส 4/59 เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากยังไม่แน่ใจสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องรอประเมินผลกระทบให้ชัดเจนก่อน ประกอบกับฐานในปีก่อนเร่งตัวค่อนข้างดี สำหรับปี 60 ยังมีความจำเป็นจะต้องรักษานโยบายด้านการเงินการคลังให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งในปัจจุบันมองว่ายังไม่มีความผิดปกติของเศรษฐกิจโลกที่จะมากระทบกับไทยเป็นพิเศษ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการพิเศษเพิ่มเติม.

 

ทอท. ได้รับการประเมิน ‘ดีเลิศ’ จากการกำกับดูแลกิจการ บ.จดทะเบียน ปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 12:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789212

 

ทอท. ได้รับการประเมินระดับ “ดีเลิศ” จากการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนประจำปี 59 ทั้งยังเป็น 1 ใน 49 บริษัทที่ได้รับการประเมินผลที่ดีที่สุด ในกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท …

วันที่ 21 พ.ย. 59 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ทอท. ได้เข้าร่วมโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2559 (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies 2016) ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors Association : IOD) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการสำรวจและวัดผลการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย และมาตรการในการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการ รวมทั้งนำผลการศึกษาไปวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เกิดผลการพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้นต่อไป ซึ่งในปีนี้ มีบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 600 บริษัท และ ทอท. ได้รับการประเมินให้เป็น 1 ใน 80 บริษัท ที่ได้รับผลคะแนนในภาพรวมอยู่ในช่วง 90–100 คะแนน หรืออยู่ในระดับ “ดีเลิศ” และเป็น 1 ใน 49 บริษัท ที่ได้รับการประเมินผลที่ดีที่สุดในกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 10,000 ล้านบาท (Top Quartile)

ทั้งนี้ ทอท. ได้เข้าร่วมโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งใน ปี 2553–2556 ทอท. ได้รับการประเมินอยู่ในระดับดีเลิศ และปี 2557–2558 ทอท. ได้รับการประเมินอยู่ในระดับดีมาก

 

เช้าวันจันทร์ ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789007

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 21 พ.ย. 59 ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท …

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350.00 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950.00 บาท

 

กลุ่มลับโผล่ ลิงค์เถื่อนผุด! ไขข้อข้องใจปมปิดโคตรฮิต ทีวีไทยชักใยเบื้องหลัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787936

 

อาจุมม่าแสนใจดีกลับหนีหน้า
Besee จ๋าหายไปไหนฉันเฝ้าห่วง
มาวันนี้วิกฤตินักเจ็บทั้งทรวง
แอบลับลวงไล่ล่าหาซับไทย
เว็บแปลไวภาษาใช่ถูกจริต
แสนหายากสุดฤทธิ์พลิกเน็ตหา
สามีรักลีมินโฮเพิ่งจะมา
โอปป้าจ๋ารอ ‘โคตรฮิต’ หวนชิดเชย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์…

คอซีรีส์เกาหลีทั่วประเทศสุดเจ็บปวด หลังเว็บไซต์แปลซับไตเติลชื่อดังอย่าง “โคตรฮิต” ประกาศยุติแปลซีรีส์อย่างเป็นทางการ เหตุเพราะสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีเริ่มขยับแข้งขยับขา และส่งสัญญาณเตือนทางกฎหมายมาถึง “โคตรฮิต” เว็บไซต์ดังขวัญใจของพี่น้องคอซีรีส์

โดยในช่วงก่อนหน้านี้ มีข่าวลือข่าวหลอกออกมามากมายว่า เว็บไซต์ฉายซีรีย์เกาหลีแบบถูกกฎหมาย (VIU) ได้ทาบทามทีมแปลของโคตรฮิตให้ไปร่วมทีม ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ออกไปต่างๆ นานาว่า “จะรอชมผลงานของโคตรฮิตต่อไป”, “โคตรฮิตต้องทำออกมาได้ดีแน่ๆ” หรือแม้กระทั่งความคิดเห็นที่ว่า “การยุติแปลซับของโคตรฮิต เป็นเพราะทีมงานจะย้ายไปทำงานกับ VIU หรือไม่?”


อำลาโคตรฮิต

ต้นตอข่าวลือ

ไม่นานนัก ความเคลือบแคลงสงสัยต่างๆ นานา ก็ถูกคลี่คลายออกไป ภายหลังจากคอซีรีส์เกาหลีผู้หนึ่งได้ตัดสินใจส่งข้อความไปสอบถามทีมงานโคตรฮิต ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก “โคตรฮิต kodhit.com” ซึ่งคอซีรีส์เกาหลีผู้นี้ได้รับคำตอบจากแอดมินกลับมาสั้นๆ ว่า “ข่าวปลอมนะคะ”


ข่าวปลอม

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ทีมงานของเว็บไซต์โคตรฮิต เพื่อซักถามเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ แต่ได้รับคำตอบจากทีมงานกลับมาสั้นๆ เช่นกันว่า “ต้องขอโทษด้วยนะคะ ไม่สะดวกค่ะ”

คลายข้อสงสัย ทีวีไทยอยู่เบื้องหลังเว็บดังยุติแปลหรือไม่?

ในขณะเดียวกัน ยังมีอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คอซีรีส์เฝ้าสงสัย และแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “สถานีโทรทัศน์ของไทยบางช่อง (ที่ซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์เกาหลีมาฉาย) อาจเป็นผู้สะกิดเตือนไปยังเจ้าของลิขสิทธิ์ เพราะหวังให้ผู้ชมหันมาดูซีรีส์จากช่องของตัวเองเพิ่มมากขึ้น”

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ในฐานะสถานีโทรทัศน์ช่องสำคัญที่นำซีรีส์เกาหลีมาฉายแบบสดใหม่ หรือช้ากว่าเกาหลีเพียงเล็กน้อย โดย ดร.องอาจ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ข่าวลือที่ว่า สถานีโทรทัศน์อยู่เบื้องหลังการยุติแปลซับไทยนั้น ในส่วนของช่องเรา เราไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และโดยส่วนตัวมองว่า คนที่ประกอบอุตสาหกรรมทีวีไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ และเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ใครเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้”


ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8

เมื่อโคตรฮิตหยุดแปลซับ อาจไปช่วยกระตุ้นยอดผู้ชมให้กับทางช่องหรือไม่? ผู้สื่อข่าวถาม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8

ผู้บริหารช่อง 8 ตอบว่า “กรณีการยุติแปลซับไตเติลของเว็บฯ ดัง คาดการณ์ว่า อาจจะช่วยกระตุ้นเรตติ้งได้ไม่มาก เพราะพฤติกรรมคนที่ดูออนไลน์ เขาก็จะเสพสื่ออยู่บนออนไลน์เสียเป็นส่วนใหญ่ บางทีเขาไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมมาเสพสื่อผ่านหน้าจอทีวีเลย บางคนเขาไม่ถนัดที่จะดูทีวี เขาก็ไม่เอา เขาไม่ยอมดูอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เว็บฯ ดังปิดไป ก็ไม่ช่วยอะไรเท่าใดนัก

ในช่วงก่อนหน้านี้ ช่อง 8 ออกอากาศซีรีส์เกาหลีทั้งในแบบที่ล่าช้ากว่าเกาหลีราว 2-3 ตอน หรือในแบบรวดเร็วชนิดว่า ซีรีส์บางเรื่องของเกาหลียังฉายไม่จบตอน แต่ช่อง 8 นำตอนที่เกาหลีกำลังฉายอยู่มาฉายในไทยแล้ว ความแตกต่างในเรื่องของระยะเวลาดังกล่าว มีผลต่อยอดผู้ชมหรือไม่? ผู้สื่อข่าวถามแทนใจคอซีรีส์

ดร.องอาจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ตอบกลับว่า ระยะห่างในแง่ของเวลานั้น มีผลต่อเรตติ้งระดับหนึ่ง แต่นอกจากเรื่องเรตติ้ง เรายังได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ชมว่า เราสามารถทำได้ เราสามารถนำซีรีส์เกาหลีที่เขาปิดกล้องแล้ว ตัดต่อเสร็จแล้วมาเข้ากระบวนการแปล, พากย์ และทำซับไตเติลได้ภายในระยะเพียง 2-3 วันก่อนออกอากาศ ซึ่งก่อนหน้านี้ ในประเทศไทยไม่มีใครคิดถึงเรื่องความสดใหม่นี้เลย บางเรื่องช้ากว่าเกาหลีนาน 1-2 ปีด้วยซ้ำ และในวันนี้ เมื่อเราเข้ามาจับกระแสเกาหลี เราก็ได้ค้นพบว่า ถ้าจะให้เกิดผล ต้องแบบนี้ เขาฉายปุ๊บ เราฉายปั๊บ


“สำหรับซีรีส์บางเรื่องที่เราฉายล่าช้ากว่าเกาหลี 2-3 ตอนนั้น มาจากข้อจำกัดในเรื่องที่ว่า 1.ซีรีส์เกาหลีเขามักจะถ่ายไปออนไป 2.มีหลายเจ้าหลายชาติที่ขอซื้อลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องวนกันซื้อ 3.ช่วงเวลาในการออกอากาศของเกาหลีก็ไม่ค่อยตรงกับผังของทางช่อง ดร.องอาจ แจกแจง

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสะกิดถามถึงเรื่องราคาของซีรีส์เกาหลีแต่ละเรื่อง ดร.องอาจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 แย้มว่า “ไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขได้ แต่เอาเป็นว่า ราคาต่ำกว่าผลิตละครไทย 2-3 เท่าตัว”


ขณะที่ นายพลากร สมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 กล่าวตอบข้อซักถามปมเว็บฯ ดังยุติแปลซับไตเติลว่า “ผมไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ แต่เห็นคนพูดถึงกันอยู่ ตอนนี้อยู่ในช่วงที่จับตาดูสถานการณ์ของผู้ชมไปสักระยะก่อน”

“ซีรีส์ที่นำมาฉายในช่วงก่อนหน้านี้ อย่างเรื่องชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ นับว่าเรตติ้งดี  ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ในเรื่องของราคาซีรีส์เกาหลีนั้น บอกได้ว่า ราคาก็จะแตกต่างกันออกไป แต่ไม่ขอเปิดเผยตัวเลข” นายพลากร กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 กล่าว


นายพลากร สมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

เปิดกลุ่มลับ แชร์รัก แชร์ลิงค์!

แม้ว่าเว็บไซต์แปลซับไตเติลหลักอย่างโคตรฮิต หรือเว็บไซต์อื่นๆ จะเริ่มยุติการแปลไปแล้วก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวนั้น ไม่สามารถหยุดกระบวนการละเมิดลิขสิทธิ์ซีรีส์เกาหลีได้แม้แต่น้อย เนื่องจากพลังของคอซีรีส์เกาหลียังคงเสาะแสวงหาช่องทางเสพซีรีส์อื่นๆ อย่างไม่ย่อท้อ โดยผู้สื่อข่าวพบว่า คอซีรีส์หลายต่อหลายท่านมีการเปิดกลุ่มลับผ่านช่องทางโซเชียลฯ ต่างๆ เช่น (กลุ่มหรือเพจ)เฟซบุ๊ก, (กลุ่ม)ไลน์ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยกันแชร์แหล่งเสพซีรีส์เกาหลีแห่งใหม่

จากการสำรวจเบื้องต้นของผู้สื่อข่าว พบว่า คอซีรีส์เกาหลีต่างมีความกังวลว่า ลิงค์เว็บไซต์ดูซีรีส์จะถูกปิด และกลุ่มลับจะถูกปิดตามไปด้วย ดังนั้นเหล่าผู้ดูแลภายในกลุ่มต่างๆ จึงวิงวอนให้สมาชิกทำตามกติกา คือ อย่าแชร์ลิงค์ออกไปนอกกลุ่ม แต่สุดท้าย เหล่าผู้ดูแลก็ไม่สามารถห้ามปรามได้ เพราะยังมีสมาชิกจากในกลุ่มแชร์ลิงค์ออกไปอย่างต่อเนื่อง


เว็บฯ ใจดีแปลฟรีให้ดู (แต่ได้ค่าโฆษณา) โทษหนัก จำคุกนาน 4 ปี ปรับ 8 แสน

ด้วยเหตุนี้ น.ส.นุสรา กาญจนกูล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงกล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ต่างๆ ที่พยายามแปลซับไตเติลซีรีส์เกาหลีเป็นภาษาไทย โดยไม่ขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ว่า การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558 ฉบับแก้ไขใหม่ ใน 2 ฐานความผิด คือ 1.การทำความผิดในการทำซ้ำ ดัดแปลงในการแปลภาษาเกาหลีเป็นภาษาไทย และ 2.การทำความผิดโดยการนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์


นอกจากนี้ หากเจ้าของเว็บที่นำซีรีส์เกาหลีมาให้ชมฟรี และมีการได้รายได้จากค่าโฆษณาและทำการค้า จะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสน ถึง 8 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากไม่ทำเพื่อการค้า มีโทษปรับตั้งแต่ 2 หมื่น ถึง 2 แสนบาท ส่วนโทษทางแพ่งถือเป็นความผิดส่วนตัว เจ้าของสิทธิ์ที่เป็นผู้เสียหายจะเป็นผู้เรียกร้อง โดยศาลจะให้ชดเชยตามความเสียหายจริงตามที่พิสูจน์ได้ และสามารถตกลงยอมความกันได้ แต่หากตกลงกันไม่ได้ กรมฯ มีบริการรับไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้



อ.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และคอมพิวเตอร์
อ้าว! คนที่มาลงโฆษณา ผิดไปด้วยไหม?

เมื่อพูดถึงรายได้ของเว็บฯ เถื่อน ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า แหล่งเงินทุนหลักมาจากผู้ลงโฆษณา เพราะฉะนั้นคำถามที่ตามมาก็คือ ผู้ที่ลงโฆษณามีความผิดไปด้วยหรือไม่? อ.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และคอมพิวเตอร์ กล่าวตามข้อกฎหมายว่า “ผู้ลงโฆษณา มีโทษเช่นกัน”

“มีความผิดครับ เพราะถือว่าเป็นการสนับสนุนการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่สิ่งที่น่ากังวลอย่างมากก็คือ ไม่มีใครเอาเรื่องกับบริษัทเหล่านี้เลย บวกกับผู้บังคับใช้กฎหมายไม่มีการติดตาม ทั้งๆ ที่ผู้ลงโฆษณาคือ ท่อน้ำเลี้ยงหลักของเว็บฯ ละเมิดลิขสิทธิ์ หากบีบท่อน้ำเลี้ยงได้ เว็บฯ ละเมิดลิขสิทธิ์ก็อยู่ไม่ได้” อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงสภาพปัญหา

อย่างไรก็ตาม การกระทำของผู้ลงโฆษณานั้น เสมือนเป็นการสนับสนุนให้เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้นผู้สนับสนุนจะได้รับโทษหนึ่งในสามของความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไป ซึ่งความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไปจะมีตั้งแต่ปรับ 80,000 บาท 100,000 บาท 300,000 บาท หรือจำคุก


อ้าว! คนดู ผิดไปด้วยไหมเนี่ย?

โดนหางเลขมาถึงสปอนเซอร์ลงโฆษณา แล้วผู้ชมตาดำๆ จะผิดไหม? อ.ไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และคอมพิวเตอร์ ไขข้อข้องใจในเรื่องดังกล่าวว่า ผู้ที่เข้าไปชมภาพยนตร์ หรือชมซีรีส์เกาหลีในเว็บไซต์แปลซับไตเติลนั้น ไม่ถือว่าเป็นความผิด เนื่องจากผู้ชมไม่ได้นำมาทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน จึงเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558

“แม้ว่าโคตรฮิตจะออกมาแถลงเช่นนี้ ก็ไม่ถือว่าจะช่วยอะไรเขาได้ เนื่องจากซีรีส์เก่าๆ ที่ทีมงานเคยแปล ยังถูกเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งอันที่จริงแล้ว เขาควรจะลบออก เพราะตราบใดที่ซีรีส์ยังเผยแพร่อยู่ หรือกดคลิกดูได้ ก็นับว่าผิดกฎหมายอยู่ดี อ.ไพบูลย์ แสดงความเป็นห่วง.

สุดท้าย
“ผิด” กับ “รัก”
คุณเท่านั้นที่จะต้อง
“แยกแยะ” และ “เข้าใจ”…


กระหน่ำลดราคาสินค้าทั่วประเทศ ตรึงค่าครองชีพกระตุ้นเศรษฐกิจ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788772

 

“พาณิชย์” เตรียมจับมือห้าง ร้านค้าส่งค้าปลีกกว่า 1.35 หมื่นสาขาทั่วประเทศ ลดราคาขายสินค้าพร้อมกันทั้งประเทศช่วงปลายปีนี้ 20–80% หวังลดค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี พร้อมดึงโชห่วยร่วมลดราคาให้ชาวบ้านด้วย

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในหารือร่วมกับผู้ประกอบการสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่งค้าปลีก เพื่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและลดราคาสินค้าพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเป้าหมายจะลดราคาตั้งแต่ 20-80% คาดว่าจะมีจำนวนสาขาของห้างและร้านค้าต่างๆ เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 13,500 สาขาทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยและนักท่องเที่ยวได้จับจ่ายซื้อหาสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าครองชีพแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสุดท้ายของปีนี้ต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้า

“กระทรวงได้ร่วมมือกับห้าง ร้านค้าต่างๆ จัดกิจกรรมลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยได้เริ่มจัดตั้งแต่ช่วงปลายปี 58 มาจัดอีกครั้งช่วงเปิดเทอมเดือน เม.ย.-พ.ค. ต่อด้วยไทยแลนด์ ช็อปปิ้ง เฟสติวัล เดือน ส.ค.-ก.ย. รวมถึงช่วงวันเกิดกระทรวงพาณิชย์ เดือน ส.ค. นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะจัดอีกครั้งในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ น่าจะเป็นการจัดงานลดราคาที่ลดพิเศษสุดๆ ส่งท้ายปี” นางอภิรดีกล่าว

สำหรับการลดราคาสินค้าจะไม่ใช่นำสินค้าเก่า หรือสินค้าที่ขายไม่ออก มาลดราคาล้างสต๊อก แต่จะเป็นสินค้าปกติ และสินค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการได้จัดเตรียมไว้สำหรับการขายเพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปหารือร่วมกับร้านค้าส่งค้าปลีกที่อยู่ในการส่งเสริม เพื่อให้เข้ามาร่วมจัดกิจกรรมลดราคาสินค้าครั้งนี้ด้วย เพราะตามปกติจะร่วมมือกันจัดงาน “ค้าส่งรวมใจ โชห่วยไทยคู่สังคม” อยู่แล้ว โดยขอให้ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ จัดเป็นพิเศษให้มากกว่าทุกครั้ง เพื่อลดราคาสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ในชุมชน และให้เน้นการลดราคาสินค้าที่ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้ เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ยาสีฟัน ยาสระผม เป็นต้น

พร้อมกันนั้นยังได้ขอความร่วมมือให้ห้างและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ จัดกิจกรรมพิเศษและกิจกรรมส่งเสริมการขายกระตุ้นให้มีการซื้อข้าวเพิ่มขึ้น ทั้งการให้ส่วนลดในการซื้อข้าว การใช้ข้าวเป็นของขวัญ ของชำร่วย สำหรับเทศกาลปีใหม่ เพื่อกระตุ้นให้มีการซื้อข้าวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือชาวนาได้อีกทางหนึ่ง

“การจัดกิจกรรมลดราคาสินค้าเป็นการช่วยเหลือคนไทยในด้านการลดค่าครองชีพและจะได้มีสินค้าไปมอบเป็นของขวัญปีใหม่ แต่กระทรวงก็อยากกระตุ้น ให้คนไทยรู้จักฉลาดซื้อประหยัดใช้ โดยเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ และซื้อสินค้าในช่วงจังหวะที่มีการจัดลดราคา ก็จะได้สินค้าในราคาถูกกว่าปกติ เหมือนที่กระทรวงกำลังร่วมมือกับห้าง ร้านค้าส่งค้าปลีกจัดในเร็วๆนี้” นางอภิรดีกล่าว

ส่วนการจัดงานลดราคาสินค้าในช่วงปลายปี 58 มีจำนวนสาขาของห้างและร้านค้าต่างๆเข้าร่วมประมาณ 13,000 สาขามีเงินสะพัดประมาณ 50,000 ล้านบาท และการจัดงานปีนี้มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีเงินสะพัดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วย.

 

ไทยลุ้นหลุดใบเหลืองไอยูยู! ส่งคณะทำงานชุดเล็กบินรายงานผลอียูเป็นระยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788767

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้เชิญกระทรวงแรงงานมาบรรยายสรุปความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะส่งคณะทำงานชุดเล็ก ซึ่งประกอบด้วย นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นหัวหน้าคณะ รวมทั้งกรมเจ้าท่า และกระทรวงแรงงานเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรป (อียู) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม วันที่ 22 พ.ย.นี้ เพราะเรื่องแรงงานถือเป็นข้อกังวลที่อียูได้ตั้งข้อสังเกตไว้ หลังคณะกรรมาธิการประมงของรัฐสภายุโรป (PECH) มาตรวจสอบการแก้ปัญหาไอยูยูของไทย

ทั้งนี้ การส่งคณะทำงานชุดเล็กไปรายงานความคืบหน้าอย่างไม่เป็นทางการให้แก่อียูเป็นระยะๆ นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของรัฐบาลไทย ที่จะแสดงท่าทีในการแก้ไขปัญหาไอยูยูอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อการพิจารณาปลดใบเหลืองของอียู ที่จะมีขึ้นในเดือน ม.ค.60 “ผมได้วางยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาไอยูยูใหม่ โดยได้ตั้งคณะทำงานชุดเล็กที่มีประมาณ 5 คน ขึ้นมา เพื่อรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูอย่างไม่เป็นทางการไปยังอียูอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากที่รัฐบาลต้องส่งเอกสารอย่างเป็นทางการไปให้อียูตรวจสอบและหารือทุกๆ 6 เดือนอยู่แล้ว คณะทำงานชุดนี้ต้องรักษาความเชื่อมโยงกับอียูอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าทำแบบเดิมต่อไปอาจทำให้อียูไม่ได้รับทราบข้อมูลและรายละเอียดจากฝั่งไทยต่อเนื่องนัก ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาไอยูยูของไทย”

ทั้งนี้ การจัดทำแผนประมงเพื่อความยั่งยืน โดยการปรับโครงสร้างกรมประมงจะแล้วเสร็จตามแผนการทำงาน หรือโรดแม็ป ภายในเดือน ธ.ค.59 หลังจากที่ภาคประมงของไทยได้รับใบเหลืองจากอียูมากกว่า 1 ปี ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขกฎระเบียบและการปฏิบัติให้ภาคประมงไทยทำประมงแบบยั่งยืนและตรวจสอบได้ รวมถึงการเขียนกฎระเบียบและกฎหมายใหม่เพื่อรองรับการขจัดปัญหาการทำประมงให้เกิดความยั่งยืน จำนวน 89 ฉบับ.

 

เศรษฐศาสตร์ “ต้นแบบ” ในรัชกาลที่9 พระอัจฉริยภาพเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788306

 

เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช 9 นักเศรษฐศาสตร์จาก “สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์” ได้นำเสนอบทความ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับเศรษฐศาสตร์”

“ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่าเนื้อหาที่ทั้ง 9 นักเศรษฐศาสตร์นำเสนอนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการตกผลึกแห่งพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงขอคัดลอกเนื้อหาบางส่วนของ “บทความ” ดังกล่าวเพื่อนำเสนอดังนี้…

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับเศรษฐศาสตร์
ปิติ ดิษยทัต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถเห็นได้ทั้ง 3 องค์ประกอบ ด้านแรก การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พระองค์ท่านได้ทรงเป็นแบบอย่างในการนำความรู้และประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์เข้ากับนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การบริหารจัดการน้ำหรือเกษตรทฤษฎีใหม่

ด้านที่สอง พระองค์ทรงนิยามอรรถประโยชน์ในความหมายกว้างว่า เป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งด้านวัตถุ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลว่า การพัฒนาที่สมบูรณ์ต้องไม่เพียงมุ่งเน้นแต่การสร้างรายได้ แต่ต้องคำนึงให้ “ชีวิตของแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข”

ระบบแรงจูงใจนั้น พระองค์ทรงประยุกต์หลักปรัชญาของพระพุทธศาสนาวางกรอบการปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง เน้นความเอื้ออารี สามัคคี การมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความหมายและความสุขที่แท้จริงของผู้คนบนพื้นฐานความพอดี และรู้จักควบคุมตนเอง สร้างความเข้มแข็งของชุมชน …ดังพระราชดำรัสเมื่อปี พ.ศ.2538 ว่า “สังคมใดก็ตาม ถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน สังคมนั้นย่อมเต็มไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่”

เป็นความมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกและเป็นแรงบันดาลใจแก่ปวงชนชาวไทยตลอดไป

ศาสตร์พระราชากับการแก้ปัญหาความยากจน
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ

“ศาสตร์พระราชา” คือ แนวทางการพัฒนาที่มีความลุ่มลึกรอบด้านมองการณ์ไกล และเน้นความยั่งยืนมายาวนานก่อนที่ประชาคมโลกจะมาตื่นตัว เป็นแนวทางการพัฒนาที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกหมู่เหล่า

ความโดดเด่นของศาสตร์พระราชา คือ แนวปฏิบัติที่มีกระบวนการที่มีเอกลักษณ์คำนึงถึงบริบททางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละพื้นที่ แก้ปัญหาแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการของคนในพื้นที่ ตามหลักการทรงงานข้อที่ว่าการพัฒนาต้อง “ระเบิดจากภายใน”

ตัวอย่างเรื่องเอกลักษณ์การทำงานตามแนวศาสตร์พระราชา คือ การแบ่งเป้าหมายเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ เพื่ออยู่รอด (Survival) พึ่งตนเอง (Self-reliance) และยั่งยืน (Sustainable) ดังผู้ที่ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินเล่าว่าพระองค์ท่านมักตรัสถามชาวบ้านว่า “พอมีพอกิน” หรือไม่ แสดงว่าพระองค์ท่านทรงมีลำดับขั้นการพัฒนาที่ชัดเจน และยังหมายถึงการเอาใจใส่ต่อคนจนที่สุด (Poorest of the poor) ซึ่งมักถูกละเลยโดยภาครัฐและกลไกตลาด

อีกความโดดเด่นของศาสตร์พระราชาคือ การค้นคว้าวิทยาการเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่นักพัฒนายุคหลังเห็นตรงกันว่าคือองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กษัตริย์แห่งนวัตกรรม
โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

“…การเกษตรนี่มีความสำคัญยิ่ง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่าเราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่ลง…การเกษตรนั้นไม่ใช่เฉพาะการเอาเมล็ดผักไปหยอดในร่องแล้วมันจะขึ้นมาเป็นผลผลิตที่เหมาะสมได้ หากแต่ต้องอาศัยวิชาการอย่างอื่นทุกด้าน…”

พระบรมราโชวาทข้างต้นสะท้อนถึงการบูรณาการหลักเศรษฐศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆที่ทรงศึกษา ทรงทดลอง และทรงเข้าพระราชหฤทัย ถึงการพัฒนาการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาครัวเรือน ชุมชน สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงพลิกฟื้นพื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ทั่วประเทศให้อุดมสมบูรณ์และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยกว่า 1 ใน 5 ให้กินดีอยู่ดี และพร้อมที่จะแข่งขันในระบบตลาดได้ ผ่านโครงการในพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการและนวัตกรรมที่จดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยกว่า 10 ชิ้น พระบรมราโชวาทและผลการศึกษาของพระองค์ท่านได้สร้างหลักคิดและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน

คงจะดีไม่น้อยหากทุกภาคส่วนน้อมนำปรัชญาและแนวปฏิบัติของพระองค์ไปทบทวนวางนโยบาย และการพัฒนาการเกษตรไทย เพื่อการพัฒนาการเกษตรและชุมชนไทยอย่างยั่งยืนสมดังพระราชปณิธาน


การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ ประจำธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อให้ประชาชนมีทักษะ สามารถพึ่งพาตนเอง และจัดการปัญหาของส่วนรวมได้ ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาการศึกษา ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกระดับทุกประเภท มีตัวอย่างมากมาย

โครงการในพระราชดำริ ยังสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้พสกนิกรนำไปใช้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีความจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาประเทศในระยะแรก อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมง เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรได้นำเอาองค์ความรู้ไปปรับใช้กับสภาพปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้

ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาความเป็นอยู่ของประชาชนไทยดีขึ้นมาก ประเทศไทยได้พัฒนาจากประเทศรายได้ต่ำไปเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง เด็กเกือบทุกคนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา แต่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น การขยายโอกาสทางการศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยกระดับไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้แรงงานไทยมีศักยภาพสร้างนวัตกรรม มีทักษะใช้และรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่าง

ในหลวงกับวิสาหกิจเพื่อสังคม
ภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสะท้อนผ่านกระแสพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจนานัปการ ตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยการพัฒนามุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่คงทน ที่จะทำให้ประชาชนสามารถยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตนเองในระยะยาว

หน่วยธุรกิจในลักษณะวิสาหกิจเพื่อสังคมถูกนำมาใช้เป็นองค์ ประกอบสำคัญสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคนไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของวิสาหกิจเพื่อสังคมของพระองค์เพื่อนำมาใช้เป็นแบบ อย่าง อย่างบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2537 มีจุดเริ่มต้นที่เกี่ยวพันกับพระราชกรณียกิจในช่วงปี พ.ศ.2512 ที่ทรงต้องการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ จึงมีพระราชดำริส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกฝิ่น อาทิ ท้อ ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล มันฝรั่ง เป็นต้น

การดำเนินการของโครงการหลวงสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนให้หันมาปลูกพืชทดแทนได้ แต่ก็เกิดปัญหาในการจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตดังกล่าว พระองค์จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขจนนำมาซึ่งการจัดตั้งบริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ดำเนินการด้านการตลาดให้กับผลผลิตทางการเกษตรในโครงการหลวงอย่างครบวงจร โดยมิได้มุ่งหวังผลกำไร

อาจกล่าวได้ว่าการจัดตั้งบริษัทเป็นเสมือนการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดให้กับโครงการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้โครงการดังกล่าวสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืนในทุกองค์ประกอบ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับนโยบายการคลัง
อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง…เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนหลักความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ถือเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินนโยบายการคลังได้อย่างดียิ่ง สอนให้ผู้บริหารประเทศตั้งอยู่บนความพอดี ไม่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป ใช้ความสมเหตุสมผลในการดำเนินโครงการสาธารณะ เช่น ควรมีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility study) อย่างรอบคอบ บนความเป็นจริงและเปิดเผยให้สาธารณชนตรวจสอบได้

ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2540 “จะทำโครงการอะไร ก็ต้องนึกถึงขนาดที่เหมาะสมที่เรียกว่าอัตภาพ หรือกับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นการที่จะทำโครงการอะไรจะต้องทำด้วยความรอบคอบและอย่าตาโตเกินไป”

“มีเหตุผล” คือ คิดไตร่ตรองผลกระทบอย่างรอบด้าน สำคัญยิ่งสำหรับการออกแบบมาตรการการคลังเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ชี้ว่า เราไม่ควรจะมุ่งหวังแค่เพียงผลลัพธ์ในรูปตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ควรที่จะคำนึงถึงผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2536 “ทฤษฎีว่าถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่าจริง ตัวเลขดี แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง”

“มีภูมิคุ้มกัน” คือ สร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งจากภายใน ลดความอ่อนไหวต่อปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ พระองค์ท่านทรงสอนให้คนไทยสร้างรากฐานการดำรงชีวิต ซึ่งต้องอาศัยภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งในบริบทการคลัง ภูมิคุ้มกันหนึ่งที่สำคัญคือการมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มากพอที่จะรองรับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน เช่น การรักษาระดับหนี้สาธารณะไว้ไม่ให้สูงเกินไป ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2541 “เศรษฐกิจพอเพียง สอนให้เราไม่โลภจนเป็นการผลาญตัวเอง แต่เป็นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกัน”.

ในหลวงกับแนวคิดด้านเศรษฐกิจมหภาค
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สามารถประยุกต์เอาหลักวิชาการมาปรับใช้กับสภาพแวดล้อมได้อย่างดียิ่ง ทรงแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค พระราชทานแนวความคิดเพื่อเป็นหลักการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.2540 มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจและแนวทางการแก้ไขในหลายโอกาส พระองค์ทรงวิเคราะห์สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจผ่านเรื่องเล่าสนุกๆ 7 เรื่อง สรุปได้ว่าสาเหตุสำคัญของวิกฤติเศรษฐกิจคือ 1.ความฟุ้งเฟ้อ การใช้จ่ายเกินตัว 2.การสร้างหนี้ไปใช้ในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่เกิดรายได้ 3.การลงทุนเกินขนาดที่เหมาะสม 4.การขาดการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ของพระองค์ท่านมิได้ต่างไปจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบัน ที่มองว่าสาเหตุสำคัญของวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังได้พระราชทานแนวคิดเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีหลักคิดสำคัญคือ ‘ความพอดี ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน’ และคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยง เป็นหลักที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังพระราชดำรัสที่ว่า

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดินเปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

ธนบัตรไทยในสมัยรัชกาลที่ ๙
พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ธนบัตรไทยได้มีวิวัฒนาการครั้งสำคัญที่ควรจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อยู่ 3 ประการ คือ

หนึ่ง การจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้ในประเทศเป็นผลสำเร็จ โดยมีพิธีเปิดโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธาน

สอง การออกบัตรธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ธปท.มีสิทธิ์แต่ผู้เดียวที่จะนำบัตรธนาคารออกใช้แทนธนบัตรของรัฐบาล

สาม เอกลักษณ์ของธนบัตรที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยได้อย่างสมบูรณ์ ทรงคุณค่าด้วยลวดลายไทยที่มีความชดช้อยอ่อนหวาน และแสดงถึงสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรมอันดีของไทย จนอาจกล่าวได้ว่า ธนบัตรไทยที่มีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพิมพ์เป็นภาพประธานด้านหน้าของธนบัตร และด้านหลังที่เป็นภาพพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ จึงไม่ได้เป็นเพียงเงินกระดาษที่แสดงมูลค่าตามชนิดราคาเท่านั้น หากแต่สะท้อนคุณค่าความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยไว้อย่างลงตัว

กษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่
สมประวิณ มันประเสริฐ ที่ปรึกษาและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธ.กรุงศรีอยุธยา

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนาที่มีพระอัจฉริยภาพยิ่ง หากเรามองกลับไปในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอนและเกิดจากการวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ มีโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศและเป็นตัวอย่างสำหรับก้าวเดินแรกของการพัฒนาทางเศรษฐกิจไทยในมิติต่างๆ เริ่มจากการพัฒนาภาคเกษตร เป็นเกษตรแปรรูป ต่อเนื่องไปยังการพัฒนาอุตสาหกรรม

พระองค์ยังทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาควบคู่กันไปในระดับล่าง ไม่ใช่แต่เพียงมุ่งไปข้างหน้าและละเลยผู้ที่อยู่ข้างหลัง โครงการหลวงหลายโครงการเกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่ช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์โดยตรงกับประชาชน การพัฒนาที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งแบบ ‘บนลงล่าง’ และ ‘ล่างขึ้นบน’ เป็นแบบคู่ขนาน (Dual Track)

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลว่า เศรษฐกิจในระยะยาวต้องเติบโตจากการพัฒนาองค์ความรู้ ตัวอย่างเช่นในภาคเกษตรกรรมมีโครงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวและการมีแปลงนาทดลอง หรือการพัฒนาสินค้าแปรรูปเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น นมอัดเม็ดที่เราต่างคุ้นเคย ดังนั้น พระองค์ท่านจึงทรงมองแบบนักเศรษฐศาสตร์ว่า เมื่อพัฒนาแล้วต้องพัฒนาต่อ นั่นคือมีการใช้ ‘นวัตกรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

* * * * * * *

ทั้งหมดคือสิ่งที่ 9 นักเศรษฐศาสตร์ร่วมกันสะท้อนพระอัจฉริยภาพอันหาค่ามิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่จะสถิตอยู่ในใจปวงชนชาวไทยไปชั่วนิจนิรันดร์.

ทีมเศรษฐกิจ