สั่งถอนใบอนุญาตกราวรูด ก.ล.ต.เชือดโบรกเกอร์ “กสิกรไทย” โกงลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789826

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีคำสั่งเพิกถอนผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 8 ราย โดย 6 รายได้รับโทษสูงสุด 10 ปี เนื่องจากกระทำการทุจริตต่อทรัพย์สินของลูกค้ากองทุนรวม และอีก 2 รายได้รับโทษ 5 ปี รวมถึงลงโทษผู้จัดการสาขาอีก 3 ราย ที่กระทำผิดในกรณีที่เกี่ยวข้องด้วย

ทั้งนี้ ก.ล.ต.ระบุว่า ก.ล.ต. ได้รับรายงานการตรวจสอบจากธนาคาร ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ และจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่เป็นหน่วยลงทุนและตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่าเมื่อเดือน ส.ค.51-ธ.ค.58 มีผู้แนะนำการลงทุน 6 ราย ได้ทำทุจริตนำเงินของลูกค้า ที่จะซื้อกองทุนไปใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยรับเงินค่าซื้อกองทุนจากลูกค้า แต่ไม่ทำรายการซื้อในระบบของธนาคาร และจัดทำสมุดบัญชีกองทุนปลอมเป็นหลักฐานให้ลูกค้าเสมือนลูกค้าได้ซื้อกองทุนแล้ว หรือเปิดบัญชีปลอมในชื่อลูกค้าหรือชื่อผู้อื่น และเมื่อกองทุนครบกำหนดก็นำเงินจากลูกค้ารายอื่นไปฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ของลูกค้าเสมือนเป็นการคืนเงินลงทุน พร้อมผลประโยชน์ จากนั้นชักชวนลูกค้าให้ลงทุนต่อ แล้วใช้วิธีการในลักษณะเดิมอีก

นอกจากนี้ บางรายมีพฤติกรรมสั่งขายกองทุนในบัญชีของลูกค้า โดยปลอมเอกสารการขายกองทุน เปิดบัญชีออมทรัพย์และทำบัตร ATM ปลอม หรือปลอมลายมือชื่อลูกค้า เพื่อถอนเงินจากบัญชีลูกค้า เป็นต้น

ผู้แนะนำการลงทุนทั้ง 6 ราย มีรายชื่อดังนี้ ซึ่งการกระทำผิดแต่ละรายมิได้มีความเกี่ยวข้องกัน และอยู่คนละสาขา 1.น.ส.กนกกาญจน์ สวนขวัญ 2.น.ส.ปุณิกา ถาวร-วงษ์กุล ซึ่งขณะกระทำผิดชื่อ น.ส.กานต์พิชชา อรุณชัยโรจน์ 3.น.ส.อัชรียา สังวาลรัมย์ 4.น.ส.ธนภร สุวรรณพงษ์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขา 5.นางปรานี รอดยินดี 6.น.ส.ดอกอ้อ โชตนา และยังพบว่าผู้แนะนำการลงทุนอีก 2 ราย ได้แก่ 7.น.ส.ณัชชา สุทธิเพท 8.น.ส.นิจวรรณ เอี่ยมสอาด มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของนางสาวธนภร ก.ล.ต. จึงมีคำสั่งเพิกถอนการเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ทั้ง 8 ราย โดยในรายที่ 1-6 รายละ 10 ปี และรายที่ 7 และ 8 รายละ 5 ปี

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ได้ตรวจพบการปฏิบัติงานที่บกพร่องของผู้จัดการสาขาอีก 3 ราย ใน 2 สาขา ได้แก่ นางศิรดา ชัยภัทรเดช มีการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาเมื่อพบการทุจริต นายผริต ปัญจวรรณ และนายมนตรี แก้วหลวง ละเลยการตรวจสอบดูแล โดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมภายในที่ธนาคาร กำหนด จนทำให้ไม่พบข้อพิรุธกรณีทุจริต ก.ล.ต. จึงห้ามบุคคลทั้ง 3 ราย ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการสาขาในธุรกิจตลาดทุน และสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์และผู้วางแผนการลงทุนเป็นเวลา 4 เดือน

ทั้งนี้ ธนาคารได้เลิกจ้างผู้แนะนำการลงทุนทั้ง 8 ราย รวมทั้งกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการสาขาทั้ง 3 ราย และได้ชดใช้เงินคืนให้ลูกค้าทุกรายแล้ว ซึ่ง ก.ล.ต.ตรวจพบว่าธนาคารมีระบบการบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการซื้อขายกองทุนที่ไม่รัดกุม และมีระบบตรวจสอบและควบคุมภายในและระบบการกำกับดูแลการปฏิบัติงานที่ขาดประสิทธิภาพ ฯลฯ จึงลงโทษปรับธนาคารในความบกพร่องดังกล่าว เมื่อ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา

ดังนั้น ก.ล.ต.ขอเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความรอบคอบระมัดระวังในการซื้อกองทุนรวม ควรเรียกหลักฐานการซื้อกองทุน ณ จุดขาย ซึ่งต้องจัดทำโดยระบบเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อเสร็จสมบูรณ์แล้ว และสอบทานยอดกับเอกสารยืนยันที่บริษัทจัดการ (บลจ.) ส่งตามมาด้วย และไม่ควรฝากสมุดบัญชีกองทุนและสมุดบัญชีเงินฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร เป็นต้น.

 

สศช.ปลื้ม “จีดีพี” ไตรมาส 3 โต 3.2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789812

 

เหตุส่งออก-ภาคเกษตรฟื้นตัว ลุ้นปี 2560 ขยายตัวทะลัก 4%

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปีนี้ และคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2560 ว่า ไตรมาสที่ 3 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 0.6% โดยไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวได้ 3.2% ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 3.5% รวมแล้ว 9 เดือนแรกของปีนี้ จีดีพีขยายตัว 3.3% ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

สำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 มาจากการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกในรูปของดอลลาร์สหรัฐฯครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาสซึ่งขยายตัวได้ 0.4% และการผลิตในภาคเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.9% เป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ส่วนการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังขยายตัวได้ดีที่ 3.5% ขณะที่การลงทุนขยายตัว 1.4% มาจากการลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ 6.3% การลงทุนภาคเอกชนลดลง 0.5% และในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวลงอยู่ที่ -5.8% เป็นผลมาจากการเร่งเบิกจ่ายในช่วงก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปีนี้ คาดว่าจีดีพี จะขยายตัวได้ 3.2% ปรับลง 0.1% จากการคาดการณ์เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.0-3.5% หรือเฉลี่ย 3.3% โดยปัจจัยที่ทำให้ปรับคาดการณ์ลดลง เนื่องจากในไตรมาส 4 ด้านการท่องเที่ยวอาจมีผลกระทบบ้าง จากความไม่ชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติตัวของนักท่องเที่ยว ในช่วงการไว้ทุกข์ 1 เดือนแรก และนโยบายการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ขณะที่การส่งออกตลอดทั้งปีนี้ คาดว่าจะไม่มีการขยายตัว โดยอยู่ที่ 0.0% จากเดิมที่คาดว่าติดลบ 1.9%

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2560 คาดว่าจีดีพีขยายตัวได้ 3-4% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆของการส่งออก คาดว่าปีหน้ามูลค่าการส่งออกขยายตัวได้ 2.4% ส่วนการลงทุนภาครัฐยังจะขยายตัวต่อเนื่อง อยู่ที่ 11.2% ส่วนปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปี 2560 มาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ดังนั้น การบริหารนโยบายเศรษฐกิจจากนี้ไปจนถึงปีหน้า รัฐบาลควรให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เป็นต้น.

 

“เบเยอร์” ปลุกกำลังซื้อท้ายปีเต็มสูบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789811

 

ทุ่ม 200 ล้านบาทส่งสีน้ำสูตรใหม่สู้ศึก

นายวรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองประธานบริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ ผู้นำนวัตกรรมสีรักษ์โลก เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท เปิดแคมเปญใหญ่พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่สีน้ำอะคริลิกสำเร็จรูปพร้อมใช้สูตรเข้มข้นสำหรับทาภายใน “สีเบเยอร์ วัน” นวัตกรรมล่าสุดที่ใช้ไทเทเนียมสูตรพิเศษ เอกสิทธิ์เฉพาะรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่สามารถทาได้เที่ยวเดียวจบ โดยไม่ต้องผสมน้ำ และใช้สีทารองพื้นก่อนเข้ามาทำตลาด เพื่อหวังปลุกกำลังซื้อในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

ทั้งนี้ สีเบเยอร์ วัน จะชูจุดเด่นเรื่องนวัตกรรมล่าสุด ที่ถือเป็นการฉีกกฎสีทาบ้านแบบเดิมๆ ช่วยลดขั้นตอนในการทำงาน ทำให้ผู้ใช้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย พร้อมดึงนักร้องดัง เจนนิเฟอร์ คิ้ม มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และตัวแทนกลุ่มของผู้ที่มีความกล้าคิด กล้าทำ

“แม้สภาพเศรษฐกิจจะถดถอยตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา แต่สีเบเยอร์ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย ทำให้เชื่อว่าสิ้นปี 2559 จะทำยอดขายได้เติบโต 5% จากปี 2558 ที่ทำได้ 4,200 ล้านบาท และปี 2560 เติบโตไม่ต่ำกว่า 5% จากการดำเนินธุรกิจตามพันธกิจที่ชัดเจนของบริษัท ที่มุ่งเน้นรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ควบคู่กับการคำนึงถึงสังคมด้านสิ่งแวดล้อมด้วย”.

 

ลุ้น! ‘พิโกไฟแนนซ์’ พระเอกยามยาก แก้หนี้นอกระบบ ขวัญใจคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789151

 

ปัญหา “หนี้นอกระบบ” เป็นเหมือนสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์ได้ ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้การกู้หนี้ยืมสินจากนายทุนนอกระบบ และต้องยอมแบบรับความเสี่ยงจากดอกเบี้ยสุดโหด

จากตัวเลขที่ผ่านมา พบว่า ปัจจุบันไทยมีลูกหนี้นอกระบบทั่วประเทศอยู่ถึง 1.185 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าหนี้ราว 123,000 ล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงการคลัง ก็ไม่ได้นิ่งเฉยกับปัญหาดังกล่าวและได้มีความพยายามที่จะแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเรื่องมติ ครม. ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และตั้งเป้าช่วยเหลือลูกหนี้ตามมาตรการ ให้ได้ร้อยละ 20 ต่อปี หรือเฉลี่ย 240,000 รายต่อปี คิดเป็นมูลค่าที่หนี้ประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง

ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า ได้มีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขหนี้นอกระบบทั้งหมด ตั้งแต่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อซักซ้อมการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบ

ตั้งพิโกไฟแนนซ์แก้หนี้นอกระบบ คุมดอกเบี้ยไม่เกินปีละ 36%

สำหรับสาระสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบครั้งนี้จะเป็นแบบครบวงจร โดยครม. ได้เห็นชอบให้ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ปล่อยกู้และคิดดอกเบี้ยสูงเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งโทษหนักตามกฎหมายที่กระทรวงยุติธรรมดำเนินการอยู่ คือ จำคุกถึง 2 ปี โดยทางรัฐบาลได้มีทางเลือกให้กับเจ้าหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยแล้ว คือ หากจะทำธุรกิจปล่อยเงินกู้รายย่อยแต่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ที่คิดดอกเบี้ยสูงกว่า เกิน 15% ต่อปี ก็ให้มาจดทะเบียนเป็น “พิโกไฟแนนซ์” หรือ โครงการสินเชื่อเพื่อประชาชนใช้บริโภคกรณีฉุกเฉิน กับทาง สศค.


ตั้งพิโกไฟแนนซ์ ใช้ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท ปล่อยกู้ต่อราย 5 หมื่นบาท

สำหรับเกณฑ์ตั้งพิโกไฟแนนซ์ จะต้องใช้ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท ปล่อยกู้ต่อราย 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ใช้เงินทุนตัวเอง ห้ามปล่อยกู้ข้ามจังหวัด ฝั่งของลูกหนี้นั้น จะมีหน่วยงานของรัฐ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. โดยทั้ง 2 ธนาคารจะมีการตั้งหน่วยงานถาวรเข้าดูแล เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

ในส่วนของลูกหนี้ ครม. ได้ให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ตั้งหน่วยงานแก้ปัญหาหนี้นอกระบบขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของธนาคาร และต้องเป็นหน่วยงานที่มีอยู่ในโครงสร้างของธนาคาร ไม่ได้เป็นงานที่ทำเฉพาะกิจเหมือนที่ผ่านมา
โดยหน่วยงานแก้หนี้นอกระบบ จะทำหน้าที่ช่วยลูกหนี้นอกระบบให้มีภาระที่ลดลง อาทิ โอนเข้ามาเป็นลูกหนี้ของธนาคารคิดดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งการปล่อยกู้ฉุกเฉินให้กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อจะไม่ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ

ขณะที่ ลูกหนี้นอกระบบที่มีปัญหากับเจ้าหนี้นอกระบบและไม่สามารถตกลงแก้ไขได้ ก็มีคณะกรรมการเจรจาหนี้ในแต่ละพื้นที่ดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว รวมถึงมีอนุกรรมการฟื้นฟูอาชีพเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อจะได้มีความสามารถชำระหนี้มากขึ้น

คนส่วนใหญ่ชอบกู้เงินนอกระบบ เพราะขั้นตอนไม่ยุ่งยาก

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้ลงพื้นที่ไปสำรวจมุมมองถึงมาตรการการแก้ปัญหาของรัฐบาลเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ จากพ่อค้าแม่ค้าประจำตลาดนัดวันหยุดชื่อดังของกรุงเทพฯ ซึ่ง นายมานพ ทองเย็น อายุ 58 ปี อาชีพ พ่อค้าขายเสื้อผ้า ได้กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวหาสามารถทำได้สำเร็จ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน แต่คิดว่าคนส่วนใหญ่ยังชอบกู้เงินนอกระบบอยู่เพราะขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน มันเป็นเรื่องง่ายดายไปหมด และมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดึงเจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาในระบบเช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาก็อยากให้สร้างความเข้าใจกับประชาชน ว่าขั้นตอน ข้อดี ข้อเสีย เป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ ปลูกฝังให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียงไม่มีหนี้จะดีที่สุด

ส่วน นางสาวแตงกวา (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ-นามสกุล) อายุ 24 ปี อาชีพแม่ค้าขายเครื่องสำอางค์ เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้สิน มาจากเงินไม่พอใช้ มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินก้อน คนส่วนใหญ่ตัดสินใจกู้เงินนอกระบบ เพราะหลักฐานไม่พอที่จะกู้ในระบบอย่างถูกต้อง มีความล่าช้า ไม่ทันต่อความต้องการ เงินได้น้อยกว่าที่ต้องใช้ สำหรับมาตรการการแก้ปัญหาที่รัฐบาลออกมานั้น มองว่าดีที่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเพราะการกู้เงินนอกระบบ อย่างที่รู้กันคือ ดอกเบี้ยมันโหดมาก แต่เชื่อว่าคงจะทำสำเร็จกับแค่บางส่วน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะมีแนวทางการจัดการอย่างไร

นักวิชาการ แนะเพิ่มรายได้ให้ ปชช. ผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

ด้าน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ในฐานะ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึง การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบและหนี้ครัวเรือนสูง ว่า ปัญหาหนี้นอกระบบนั้นเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน การแก้ไขโดยย้ายหนี้จากนอกระบบเข้ามาเป็นหนี้ในระบบเป็นเพียงส่วนเดียวของการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย หากจะเกิดปัญหาให้ดีขึ้นชัดเจน ต้องมีมาตรการที่ต้องดำเนินการพร้อมกันไป คือ การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ลดค่าใช้จ่ายโดยทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกหรือฟรี ส่วนการเป็นหนี้นอกระบบ กันมาแสดงว่า เราไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อหรือเงินทุนระบบได้ ฉะนั้นต้องเพิ่มบริการไมโครเครดิต ไมโครไฟแนนซ์ในระบบสถาบันการเงิน

ส่วน หนี้นอกระบบก็ให้บรรดาเจ้าหนี้นอกระบบทั้งหลายเข้ามาอยู่ในระบบด้วยการจัดตั้งเป็นพิโกไฟแนนซ์โดยกระทรวงการคลังได้เตรียมการให้มีการจัดตั้งพิโกไฟแนนซ์ ได้เอาหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้มากที่สุด ทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย สามารถคิดดอกเบี้ยได้ถึง 36% หากไม่เข้ามาอยู่ในระบบ ก็จะถูกดำเนินคดีกฎหมายใหม่ของกระทรวงยุติกรรมหากคิดดอกเบี้ยเกิน 15% จะมีทั้งโทษปรับและติดคุก แม้กฎหมายใหม่จะยังไม่ออกมา แต่คาดว่า จะมีการเร่งให้ผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้


เน้นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกหรือฟรี

“ปัญหาหนี้นอกระบบ จะลดลงได้ส่วนหนึ่งหากเราปล่อยให้ธนาคารและสถาบันการเงินในระบบคิดอัตราดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า ให้เป็นดอกเบี้ยลอยตัวอย่างแท้จริง ไม่มีเพดาน แต่แนวทางแบบนี้จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้บริการ และ ภาคสถาบันการเงิน เศรษฐกิจอย่างเหมาะสม เมื่อธุรกิจอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารไม่มีอำนาจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด มีการเปิดเสรีและแข่งขันกันอย่างเต็มที่เท่านั้น และแนวโน้มในอนาคตก็จะเกิดฟินเทคมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การปล่อยกู้ ให้บริการทางการเงิน หรือ คำปรึกษาทางการลงทุนผ่าน Automated advice tools สามารถดำเนินการแทนสาขาธนาคาร หรือพนักงานสถาบันการเงินได้ ทางการควรมีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดบริการผ่านฟินเทค เพราะเป็นแนวโน้มของโลกการเงินในอนาคตแต่หน่วยงานกำกับ ไม่ว่าจะเป็น แบงก์ชาติ กลต. ก็ต้องพัฒนาระบบและกลไกกำกับดูแลให้ดีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและดูแลความมั่นคงของระบบการเงิน

ขณะที่ นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการว่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้หรือไม่ แต่ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรเริ่มจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ เข้าใจประชาชนก่อนว่า ทำไมถึงกู้เงินนอกระบบ และต้องมีมาตรการในการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานได้ง่ายขึ้น


หลังจากนี้ ทุกฝ่ายต่างหวังว่า ความพยายามในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้จริงอย่างยั่งยืน ส่วนจะทำได้สำเร็จ หรือมีความเป็นไปได้แค่ไหนนั้น ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป.

 

คนแห่ถอนเงินซื้อทองคำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789801

 

นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนเริ่มถอนเงินจากธนาคารหันมาซื้อทองคำแท่งเก็บมากขึ้น เนื่องจากการฝากเงินในธนาคารแทบจะไม่ได้ผลตอบแทน หรือได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1-2% ต่อปีเท่านั้น ต่างจากการลงทุนในทองคำ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงและมีผลตอบแทนที่ดี มีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น ที่สำคัญราคาทองคำช่วงนี้ปรับตัวร่วงลงมามาก จึงขอแนะนำให้ประชาชนทยอยซื้อทองคำเก็บไว้ หลังจากมีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ เพราะราคาทองคำในตลาดโลกอาจลดลงได้อีก แล้วจึงค่อยๆปรับตัวขึ้น

“หากราคาทองคำตลาดโลกหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แนวรับต่อไปจะเป็นที่ 1,180 และ 1,160 ดอลลาร์ฯต่อออนซ์ ส่วนราคาในประเทศ จากนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ จะลงไปต่ำสุดอยู่ในระดับบาทละ 19,500 บาท หากประชาชนที่สนใจลงทุนหรือซื้อมากๆ ก็ควรซื้อหลังจากที่เฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยก่อน เพราะอาจจะได้ราคาถูกกว่า เพราะนักวิเคราะห์ประเมินว่ามีโอกาสสูงถึง 95% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้”

สำหรับในส่วนของผู้ประกอบการทองคำและร้านค้าทองคำได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ หลังจากที่ราคาทองคำปรับลดลงต่อเนื่อง นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศลดลงกว่าบาทละ 1,300-1,400 บาทแล้ว และมีแนวโน้มลงต่อเนื่อง เบื้องต้นผู้ประกอบการจึงได้หันมาเพิ่มการนำเข้าทองคำช่วงราคาถูก เพื่อเก็บไว้ผลิตเป็นทองรูปพรรณ หรือเก็บไว้รอเก็งกำไร พร้อมทั้งลดปริมาณการส่งออกลง เพราะหากส่งออกช่วงนี้ไม่ได้กำไร.

 

บริษัทจดทะเบียนไทยกำไร 2 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789796

 

นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน SET จำนวน 527 บริษัท หรือคิดเป็น 93% จากทั้งหมด 565 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (PF& REIT) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ปี 2559 ปรากฏว่ามีบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิจำนวน 425 บริษัท คิดเป็น 80% ของ บริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด โดย บจ.มีต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลงทำให้มีกำไรขั้นต้น 590,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% ประกอบกับไม่มีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบ ค่าใช้จ่ายการด้อยค่าสินทรัพย์ ส่งผลให้มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 208,998 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 251% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ายอดขายรวม 2,495,729 ล้านบาท จะลดลง 2.27% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคและหมวด ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มียอดขายลดลง

สำหรับผลการดำเนินงานรวมงวด 9 เดือนของปี 2559 บจ.มีทิศทางเดียวกับไตรมาส 3 โดยมีกำไรสุทธิรวม 681,389 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.94% และมียอดขายรวม 7,367,911 ล้านบาท ลดลง 4.41% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนด้านความสามารถการทำกำไรของ บจ. ก็ปรับสูงขึ้นทั้งงวดไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปีนี้.

 

“สิงห์” ส่งโซดาลีโอเจาะวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789791

 

นายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ในเครือสิงห์ คอร์เปอเรชั่น เปิดเผยว่า ในฐานะที่แบรนด์ “ลีโอ” ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภค มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บริษัทจึงแตกไลน์สินค้าใหม่ “โซดาลีโอ” เข้ามาบุกตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี “การส่งโซดาลีโอทำตลาด เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ลีโอให้มีความครบครัน และครอบคลุมผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องการตอบสนองความต้องการของตลาด หลังพบพฤติกรรมผู้บริโภคถึง 36% ชื่นชอบการดื่มเครื่องดื่มแบบโซดาผสมน้ำเป็นอันดับ 2 รองจากการดื่มเครื่องดื่มผสมโซดาอย่างเดียว”

สำหรับการทำตลาดโซดาลีโอ จะวางตำแหน่งแบรนด์และสินค้าให้มีความเป็นวัยรุ่นมากขึ้น ทันสมัย มีความซ่า สนุกสนาน และซ่อนความทะเล้นขี้เล่น เพื่อตอบโจทย์และเจาะกลุ่มวัยรุ่นอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยได้ดึงดาราคนรุ่นใหม่ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรก คาดว่าจะช่วยดันให้แบรนด์ลีโอเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ตั้งเป้าปีแรกมีส่วนแบ่งตลาด 5% ของมูลค่ารวมตลาดโซดา 7,500 ล้านบาท ซึ่งวางจำหน่ายแล้วทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้นสามารถสร้างยอดขายได้เร็วกินคาด.

 

อกคร. จัดโซนนิ่งแรงงานต่างด้าว นำร่องสมุทรสาคร-ระนอง ก่อนขยาย 20 จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 20:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789606

 

อกคร. สั่งจัดโซนนิ่งแรงงานต่างด้าว นำร่องสมุทรสาคร-ระนอง เป็นต้นแบบมาตรฐานสากล ก่อนขยายพื้นที่อีก 20 จังหวัด เผยต่างด้าวแย่งอาชีพค้าขาย ไกด์เถื่อน รปภ. มากสุด เร่งดำเนินคดีตามกฎหมาย…

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายสุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะรองโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผลประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์และแรงงานผิดกฎหมาย (อกคร.) ครั้งที่ 6/2559 ที่มี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เป็นประธาน ว่า มีการพิจารณาตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ถึงการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวในลักษณะโซนนิ่งนำร่องใน 2 จังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวมากที่สุด คือ สมุทรสาคร และระนอง กระทรวงมหาดไทย จะเร่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 2 จังหวัด ให้นำมติในที่ประชุมไปดำเนินการให้แรงงานต่างด้าวที่ทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างเหมาะสม เพื่อนำมาเป็นต้นแบบขยายผลไปยังจังหวัดอื่นที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวจำนวนมากอีกกว่า 20 จังหวัด ให้การดำเนินการเป็นไปในรูปแบบสากล

นายสุทธิ กล่าวว่า จากการตรวจสอบกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในอาชีพที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือ แย่งอาชีพคนไทย ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 100 และ 101 ผลการดำเนินคดีที่ผ่านมา กรมการจัดหางานลงไปตรวจสอบดำเนินคดีแรงงานต่างด้าว 847 คน ส่วนทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบจับกุม 669 คน อาชีพที่นิยมคือ ค้าขาย พนักงานรักษาความปลอดภัย และมัคคุเทศก์ ทางตำรวจดำเนินการฟ้องร้องคดีค้ามนุษย์ช่วงที่ผ่านมากว่า 200 คดี ซึ่งมีคำพิพากษาไปแล้ว 22 คดี ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดระเบียบคนขอทานไปแล้ว 4,701 ราย

ทั้งนี้ ในที่ประชุมยังพิจารณาถึงการเพิ่มพนักงานตรวจแรงงานจากเดิมกว่า 1,200 อัตรา เป็น 1,500 อัตรา โดยผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะนำกลับไปเสนออนุกรรมการข้าราชการพลเรือนโดยเร็วที่สุด.

 

ทช. เร่งสร้างทางลดระดับ แยกสุขุมวิท-พัทยากลาง คาดแล้วเสร็จ ก.พ.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 19:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789632

 

กรมทางหลวงชนบท ส่งเสริมเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เร่งสร้างทางลดระดับแยกสุขุมวิท-พัทยากลาง จ.ชลบุรี เพื่อลดปัญหาจราจรติดขัด เพิ่มความปลอดภัยบริเวณทางแยก คาดแล้วเสร็จ ก.พ.60 …

วันที่ 21 พ.ย.59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว ทางกรมทางหลวงชนบท (ทช.) จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างทางลดระดับบริเวณแยกถนนสุขุมวิท-ถนนพัทยากลาง เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ระยะทางรวม 1.900 กิโลเมตร ทั้งนี้การก่อสร้างเส้นทางดังกล่าว เพื่อลดปัญหาจราจรติดขัด และเพิ่มความปลอดภัยบริเวณทางแยกถนนพัทยากลาง เป็นการส่งเสริมศักยภาพของเมืองพัทยาในการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 83% โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปูผิวจราจรและงานประติมากรรม คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 837.441 ล้านบาท

ปัจจุบันการจราจรบนถนนสุขุมวิท ที่อยู่ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของเมืองพัทยาช่วงบริเวณทางแยกสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ ทางแยกพัทยาเหนือ ทางแยกพัทยากลาง ทางแยกพัทยาใต้ และทางแยกพรประภานิมิต ซึ่งมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่น ติดขัดทั้งในช่วงเวลาเร่งด่วนของวันธรรมดา และช่วงวันหยุดเทศกาลต่างๆ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางด้านพลังงาน เศรษฐกิจ สังคม การลงทุน ตลอดจนบรรยากาศความเป็นเมืองท่องเที่ยว

ในการนี้ เมืองพัทยาจึงได้ขอรับการสนับสนุนจาก ทช.ให้ดำเนินการก่อสร้างทางลดระดับบริเวณทางแยกพัทยากลาง โดย ทช.ได้ก่อสร้างทางลดระดับบนถนนสุขุมวิท ขนาด 4 ช่องจราจร ตั้งอยู่ที่ ถนนสุขุมวิท (ช่วง กม.144+500 ถึง กม.146+400) ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีจุดเริ่มต้นโครงการฯ ที่ กม.0+000 แยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) ประมาณ 400 เมตร แนวทางมุ่งไปทางทิศใต้จนไปถึงจุดสิ้นสุดโครงการฯ ที่ กม.1+900 ความยาวรวมทั้งสิ้น 1.900 กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม รวมทั้งการจัดภูมิทัศน์บริเวณเกาะกลาง และงานประติมากรรมให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเมืองพัทยา โดยแบ่งออกเป็น ดังนี้

1. ประติมากรรมโลมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนเมืองท่องเที่ยวทางทะเล โดยจะสอดแทรกศิลปะไทยลงไปที่ตัวโลมา เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยและเอกลักษณ์ของเมืองพัทยา

2. ป้ายทางลอด เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แก่ผู้ที่เดินทางสู่เมืองพัทยา สามารถรู้ได้ว่าเป็นเมืองพัทยา และเล่าด้วยประติมากรรมของรูปป้ายว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเล

3. ผนังทางลอดใช้เป็นพื้นที่เล่าถึงความเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเลที่มีประติมากรรม สัตว์น้ำอื่นๆ เพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมืองแห่งชายทะเล โดยให้สีฟ้าและสีน้ำตาล เพื่อต้องการสื่อให้รู้สึกใกล้ชิดกับน้ำทะเลและสีหินทรายตามธรรมชาติ เพื่อดึงความรู้สึกให้สัมผัสได้ขณะขับขี่ยานพาหนะผ่านทางลอด

อย่างไรก็ตาม เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเมืองพัทยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ลดปัญหาการจราจรติดขัด เพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว และเพื่อให้เกิดความประทับใจ ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจของชาติมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 4.44 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,478.30 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789626

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 4.44 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,478.30 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,130.13 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 21 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 4.44 จุด เปลี่ยนแปลง 0.30% ดัชนีอยู่ที่ 1,478.30 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 38,130.13 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 2. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน).