เซ็นทารา เปิดรีสอร์ตแห่งที่ 3 ในกระบี่ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 13:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790382

 

เซ็นทารา เปิดรีสอร์ตแห่งที่ 3 ในกระบี่ “เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ภูพาโน รีสอร์ต กระบี่” ตอบโจทย์ความต้องการนักท่องเที่ยวในทุกสไตล์ ชูความเป็นไทย ออกแบบจากตำนานเกี่ยวกับหนุมาน ตัวละครเอกรามเกียรติ์ …

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า ได้เปิดตัวรีสอร์ตแห่งที่ 3 ทำเลใกล้หาดอ่าวนางในจังหวัดกระบี่ “เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ภูพาโน รีสอร์ต กระบี่” โดดเด่นด้วยที่พักระดับคุณภาพที่ให้ความสบาย พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอันครบครัน ให้นักท่องเที่ยวสามารถประหยัดงบประมาณและได้รับความคุ้มค่าอย่างสูงสุด โดยการเปิดตัวรีสอร์ตแห่งใหม่นี้ ถือเป็นการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่สำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในภูมิภาคนี้ ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการในทุกสไตล์ของการเดินทางทั้งเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจ

“กระบี่ได้เข้าสู่สถานะการเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก พื้นที่แห่งนี้จึงมีศักยภาพสูงในการดึงดูดผู้เดินทาง ให้เข้ามาเที่ยวชมสถานที่อันสวยงามในจังหวัดกระบี่มากขึ้นในอนาคต ด้วยการเปิดตัวรีสอร์ตแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นแห่งที่ 3 ภายใต้แบรนด์ของเซ็นทารา เราช่วยเพิ่มทางเลือกที่น่าสนใจให้กับนักเดินทางที่กำลังมองหาที่พัก ที่จะเป็นฐานสำหรับการพักผ่อนในวันหยุด เพื่อสำรวจธรรมชาติอันงดงามที่มีความหลากหลายในจังหวัดกระบี่ โดยแขกผู้เข้าพักจะยังคงได้รับประสบการณ์อันน่าประทับใจกับการต้อนรับที่อบอุ่นในแบบไทยๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ภายในงบประมาณที่ให้ความคุ้มค่าอย่างคาดไม่ถึง”


สำหรับรีสอร์ตแห่งแรกในจังหวัดกระบี่ภายใต้เครือเซ็นทารา “เซ็นทารา แกรนด์ บีชรีสอร์ตและวิลลา กระบี่ เป็นรีสอร์ตระดับห้าดาว เปิดให้บริการเมื่อปี 2549 ตามด้วยรีสอร์ตแห่งที่สองคือ “เซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ตและสปา กระบี่” เปิดบริการเมื่อปี 2555

ขณะที่ รีสอร์ตแห่งที่ 3 “เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ภูพาโน รีสอร์ต กระบี่” ได้รับการออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากตำนานเกี่ยวกับหนุมาน แม่ทัพวานรผู้ภักดีแห่งกองทัพของพระราม หนึ่งในตัวละครเอกของวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ โดยชื่อของหนุมานที่คนไทยเรียกขานกันมานั้น มีที่มาจากชื่อของชายฝั่งทะเลอันเป็นที่ตั้งของจังหวัดกระบี่ “อันดามัน” การตกแต่งภายในรีสอร์ตด้วยภาพและรูปปั้นของหนุมาน จึงแสดงถึงความเชื่อมโยงอย่างกลมกลืนของสถานที่และวัฒนธรรมท้องถิ่นอันมีมนต์เสน่ห์


นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำการเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าในทุกสไตล์การท่องเที่ยว จากการนำเสนอที่พักระดับคุณภาพถึง 3 แบรนด์ ที่ให้ความโดดเด่นในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม ทั้งแบรนด์เซ็นทารา แกรนด์ ซึ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ตระดับห้าดาวของเซ็นทาราบน ทำเลหน้าหาดที่ให้ความหรูหราสะดวกสบายสูงสุด แบรนด์เซ็นทารา ซึ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ตระดับสี่ดาว ที่เน้นความเป็นเลิศด้านการบริการ รวมถึงแบรนด์เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ซึ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ตระดับสามดาว ที่โดดเด่นด้านความคุ้มค่า และทำเลที่ตั้งที่ให้ความสะดวกต่อการเดินทาง

 

กฟผ.ยืนยัน ยึดมั่นสัญญาที่ให้ต่อคณะกรรมการไตรภาคีและการประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ยังไม่มีผลผูกพันใดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 22 พ.ย. 2559 10:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790161

 

กฟผ. เคารพ และยึดมั่นสัญญาที่ให้ต่อคณะกรรมการไตรภาคี ยืนยันกระบวนการประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่
ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ จนกว่าจะได้รับอนุมัติจาก ครม.

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะ โฆษก กฟผ. ชี้แจงกรณีที่เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินร้องเรียนให้ยุติประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว กฟผ. เคยชี้แจงไปแล้วเมื่อครั้งที่ท่านที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเชิญทุกฝ่ายมาประชุม เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 เพื่อหารือกันก่อนตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งตัวแทนเครือข่ายฯ ที่ร่วมประชุมอยู่ด้วย ได้กล่าวยอมรับว่า ถ้ากระบวนการประมูลที่กำลังดำเนินการอยู่ตอนนั้น กฟผ. ยืนยันว่าไม่มีผลผูกพันก็สามารถยอมรับและเป็นข้อยุติได้

ดังนั้นจากคำประกาศของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 การทำกิจกรรมนั่งภาวนาหน้าทำเนียบ โดยให้เหตุผลว่า กฟผ. ฉีกสัญญาด้วยการประกาศผู้ชนะราคาการประมูลจึงไม่เป็นความจริง เพราะ กฟผ. ได้ยืนยันต่อสาธารณชนมาโดยตลอดว่า การประมูลโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่จะไม่มีผลทางกฎหมาย และจะมีผลต่อเมื่อโครงการฯ ผ่านการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และรัฐบาลอนุมัติโครงการเท่านั้น
โฆษก กฟผ. กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้จัดตั้งกรรมการไตรภาคี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ ในการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยในการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา คณะกรรมการไตรภาคีได้รับรายงานความคืบหน้าของอนุกรรมการฯ ทั้ง 3 ชุด และกรรมการทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง แต่เนื่องจากกรรมการแต่ละฝ่ายยังมีจุดยืนที่แตกต่างกัน พลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมการไตรภาคี จึงให้กรรมการแต่ละท่าน สรุปความคิดเห็นและเหตุผลที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย พร้อมข้อเสนอ เพื่อนำรายงานและความเห็นของคณะกรรมการชุดใหญ่ทั้งหมด เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

“การระบุว่า กฟผ. ไม่รอผลการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคีจึงไม่เป็นความเป็นจริง กฟผ. เชื่อมั่นว่า ทุกฝ่ายจะเคารพการดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคี อันจะนำมาซึ่งข้อยุติที่ได้รับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างเป็นเหตุเป็นผล รวมทั้งที่สำคัญคือ เพื่อให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยรวม” โฆษก กฟผ. กล่าวย้ำในตอนท้าย

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790137

 

ราคาทองวันที่ 22 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท

 

นโยบาย“ทรัมป์”ประเทศอื่นทีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789856

 

“ปานปรีย์” ชี้อาเซียนหันพึ่งพากันเองยั่งยืนกว่า

“ปานปรีย์” อดีตผู้แทนการค้าไทย แนะไทยนำเสนออาเซียนหาแนวทางปรับตัวรับมือนโยบาย “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ หันพึ่งพากันเองมากกว่าพึ่งมหาอำนาจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค ดันไทยชูนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ดูดเงินลงทุนต่างประเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย (TTR) เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศตนเอง และเศรษฐกิจโลก จากนโยบายหาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา โดยประเด็นที่ทั่วโลกกังวลจะมีผลกระทบต่อโลก ได้แก่ นโยบายด้านการค้าการลงทุน ที่นายทรัมป์ประกาศจะทบทวน หรือยกเลิกข้อ ตกลงทางการค้า ทั้งที่ลงนามแล้วและอยู่ระหว่างการเจรจา

“อย่างเช่น ข้อตกลงความตกลงการค้าเสรี อเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement-NAFTA) ที่มีผลในทางปฏิบัติไปแล้วถึง 22 ปี หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement-TPP) ที่สหรัฐอเมริการ่วมเจรจากับประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ปีจนใกล้สำเร็จ ขณะนี้รอเพียงกระบวนการทางกฎหมายของแต่ละประเทศเท่านั้น หรือแม้กระทั่งข้อตกลงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) ก็อาจถูกทบทวนเช่นกัน ทำให้หลายประเทศที่มีข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาไปแล้วและกำลังเจรจาอยู่ ต่างรอความชัดเจน”

นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าอาจถูกนำมาใช้ในหลายรูปแบบ โดยนโยบายที่นายทรัมป์ประกาศไปแล้วคือ จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า ในเบื้องต้น มีเป้าหมายตรงไปที่จีนและเม็กซิโก โดยจะเพิ่มภาษีเป็น 35-45% ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นได้เช่นกัน อีกทั้งยังประกาศจัดการกับประเทศจีน เรื่องการแทรกแซงเงินหยวนทันทีที่รับตำแหน่ง เพราะมองว่าการลดค่าเงินหยวนของจีนที่ผ่านมา เป็นการแบ่งความรวยและตำแหน่งงานไปจากสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ยังไม่สนใจเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งคาดกันว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทนที่พัฒนามาไกลแล้ว เพราะนายทรัมป์สนับสนุนให้มีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น รวมทั้งนำถ่านหินกลับมาใช้เป็นพลังงาน รวมถึงยังประกาศอีกว่า จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “Make America Great Again” และอเมริกาต้องมาก่อน “America First”

“ผมมองว่า การประกาศทั้ง 2 เรื่องนี้ มีความหมายในตัวที่ชัดเจนว่า จากนี้ไปจะมีนโยบาย “มองเข้าหา”สหรัฐอเมริกามากขึ้น (Inward Looking) ทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ แต่ไม่ใช่นโยบายโดดเดี่ยว (Isolationism) ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในเชิงนโยบายครั้งใหญ่สุดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา”

ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นกับแนว ทางปฏิบัติของนายทรัมป์คือ 1.สหรัฐอเมริกาอาจหวนกลับไปใช้นโยบายผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import-Substitution Policy) ที่เคยใช้มาแล้วตั้งแต่ปี 2503 แต่ต่อมาผลักดันการค้าเสรี โดยสนับสนุนนโยบายการส่งออก ซึ่งทำให้หลายประเทศร่ำรวย มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน แต่นโยบายการส่งออกที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และขาดดุลการค้าสูงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม หากจะนำนโยบายผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาใช้จริง เท่ากับกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ โดยเฉพาะหากต้องใช้แรงงานภายในประเทศ ซึ่งมีอัตราค่าจ้างที่สูงด้วยแล้วยิ่งมองไม่ออกว่าจะทำสำเร็จ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภคอเมริกันได้อย่างไร

2. รูปแบบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะเน้นที่ “กำไร-ขาดทุน” เป็นหลัก ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางการเมืองจะเป็นรอง ซึ่งในกรณี “Pivot Asia” (นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐฯต่อเอเชีย-แปซิฟิก) ของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนปัจจุบัน ที่มีเป้าหมายสร้างพันธมิตรที่เป็นกลุ่มการค้า จะถูกลดความสำคัญลงเช่นเดียวกับ TPP แต่จะเกิดข้อตกลงแบบสองฝ่าย หรือทวิภาคี ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้า โดยที่การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จากผู้แทนการค้าไทย (TTR) ที่จะแต่งตั้งใหม่ จะเข้มข้นขึ้น

3. สินค้านำเข้าสหรัฐอเมริกาจากประเทศอื่นอาจถูกทบทวน โดยตั้งกำแพงภาษีหรือระบบโควตา โดยเฉพาะกับสินค้าที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้เอง หรือจะผลิตต่อไปในอนาคต และ 4. เปิดตลาดการค้ากับประเทศรัสเซียให้กว้างขวางขึ้น โดยสหรัฐอเมริกาอาจผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่มีต่อรัสเซีย ซึ่งจะทำให้ภูมิศาสตร์ทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

สำหรับไทยควรเตรียมตัวรองรับนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรนั้น นายปานปรีย์กล่าวว่า ณ วันนี้ นโยบายของนายทรัมป์มีความชัดเจนในระดับหนึ่งที่ไทยสามารถเตรียมปรับทิศทางการค้าให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อไทยในชั้นนี้คงมีไม่มาก แต่ในทางอ้อมเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะหากคู่ค้าไทย อย่าง จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน ได้รับผลกระทบจากนโยบาย ไทยก็ไม่พ้นที่จะถูกกระทบไปด้วย

“ในกรณีของ TPP ที่ไทยไม่ได้ร่วมเข้าเจรจาตั้งแต่แรก ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศบางส่วนได้ตัดสินใจไปลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิก TPP และคงไม่กลับมาไทยแล้ว ท่ามกลางความสับสนกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ผมมองว่า ไทยควรใช้โอกาสนี้ทำ 2 เรื่อง คือ เป็นผู้นำเสนอต่ออาเซียนในแนวทางปรับตัวรับมือกับนโยบายของนายทรัมป์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคให้พึ่งพากันเองได้มากขึ้น ซึ่งไทยอาจชูเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เน้นอุตสาหกรรม 4.0”

นายปานปรีย์กล่าวอีกว่า แม้ว่านโยบายของนายทรัมป์จะสร้างความหวั่นไหวไปทั่วโลก เพราะฟังดูจริงจังมาก (Uncompromised) และไม่ว่านายทรัมป์จะทำตามคำพูดทั้งหมด หรือทำแค่บางส่วน ก็ต้องถือว่านโยบายที่ประกาศออกมามีความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะคำว่า “America First” ซึ่งแปลความกลับด้านว่า “ประเทศอื่นทีหลัง” ดังนั้น ประเทศต่างๆทั่วโลกต้องไม่สับสน ต้องเตรียมปรับนโยบายเศรษฐกิจของตัวเองใหม่ อยู่อย่างพอเพียง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือซึ่งกัน และกันให้มากขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยั่งยืนกว่าการหวังพึ่งพามหาอำนาจ.

 

ลงทุนรถไฟฟ้าดันหนี้สาธารณะพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789852

 

นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า หนี้สาธารณะคงค้างสิ้นเดือน ก.ย.59 มีมูลค่า 5.988 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42.73% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 200,000 ล้านบาท หรือ 3.5% ส่วนใหญ่มาจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การกู้เงินเพื่อลงทุน เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้เงินเพื่อลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีเขียว และสายสีม่วง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กู้เงินเพื่อปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัยต่อการเดินรถ โครงการก่อสร้างทางคู่เส้นทางรถไฟสายตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย โครงการรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และโครงการก่อสร้างทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น โดยแบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 4.471 ล้านล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 994,794 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 500,054 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 22,317 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนหนี้รัฐบาล 4.471 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 48,731 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 994,794 ล้านบาท ลดลง 1,138 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินแต่รัฐบาลค้ำประกัน 500,054 ล้านบาท ลดลง 7,579 ล้านบาท เป็นผลจากการชำระคืนต้นเงินกู้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 3,580 ล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 3,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้หน่วยงานของรัฐ 22,317 ล้านบาท ลดลง 958 ล้านบาท เป็นผลจากการชำระคืนต้นเงินกู้ของสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย 1,101 ล้านบาท

“หนี้สาธารณะในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ภายใต้กรอบ วินัยทางการคลัง และยังมีช่องว่างทางการคลังเหลือเพียงพอที่จะจัดทำงบประมาณรายจ่าย รวมถึงทำให้รัฐบาลสามารถกู้เงินลงทุนในโครงการลงทุนสำคัญที่รัฐบาลกำลังมีแผนดำเนินการในปีหน้า โดย สบน. ประเมินว่าภายในสิ้นปีงบประมาณ 60 หนี้สาธารณะของประเทศจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 45.5% ของมูลค่าจีดีพี 14.6 ล้านล้านบาท มีการเบิกจ่ายเงินลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานราว 220,000 ล้านบาท.

 

ชงเพิ่มวงเงินกู้นาแปลงใหญ่ 2 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789847

 

ปรับเงื่อนไขชาวนากู้สูงสุด10ล.ผ่อน5ปี

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 พ.ย.นี้ กระทรวงจะเสนอให้พิจารณาการปรับปรุงเงื่อนไขอายุสินเชื่อตามโครงการแปลงใหญ่ของรัฐบาล ผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยจะปรับปรุงวงเงินสินเชื่อสูงสุดจากเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาท และอายุสินเชื่อจากเดิมระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 3 ปี เป็น 5 ปี ดอกเบี้ยที่เกษตรกรต้องชำระอัตรา 0.01% เพื่อจูงใจให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น และเพื่อให้โครงการแปลงใหญ่ขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงจะเสนอ ครม.อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินสินเชื่อโครงการเกษตรแปลงใหญ่ทั้งหมด 20,000 ล้านบาท เพราะเดิมตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรเข้าร่วมเพียง 600 แปลง แต่ปัจจุบันเกษตรกรเข้าร่วมถึง 2,000 แปลงแล้ว ซึ่งเมื่อ ครม. เห็นชอบแล้วกลุ่มเกษตรกรจะสามารถกู้เงินได้ทันฤดูการเพาะปลูกนี้ “การขยายวงเงินจาก 5 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาทเพื่อจูงใจเกษตรกรให้เข้าร่วมมากขึ้น เพราะสินเชื่อเดิมระยะเวลาให้กู้สั้นไป และไม่สะดวกในการหาซื้อเครื่องจักร ใช้ลดต้นทุนการผลิตยังไม่เท่าไร ก็ต้องรีบคืนเงินกู้แล้ว”.

 

“เกษตร” คลอดแผนจัดการภัยแล้ง สั่ง 5 เขื่อนงดจ่ายน้ำเพื่อเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789836

 

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรภัยแล้ง 59/60 ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานว่าที่ประชุมเห็นชอบแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 59/60 ในเขตพื้นที่ชลประทาน โดยเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ รวมกันมีปริมาณน้ำทุนเพื่อใช้บริหารจัดการ 31,245 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็นจัดสรรน้ำเพื่อใช้ฤดูแล้ง 17,673 ล้าน ลบ.ม. และสำรองน้ำไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนเดือน พ.ค.-ก.ค.ปี 60 จำนวน 13,205 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่จัดสรรไว้ในฤดูแล้งปี 60 จำนวน 17,673 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น เพื่ออุปโภคและบริโภค 2,339 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศ 5,440 ล้าน ลบ.ม. การเกษตร 9,579 ล้าน ลบ.ม. และอุตสาหกรรม 315 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติให้ 5 เขื่อนยกเลิกการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ทั้งการปลูกข้าวและปลูกพืชไร่ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคเท่านั้น ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ และเขื่อนปราณบุรี ส่วนอีก 5 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนบางลาง นอกจากเพื่ออุปโภคและบริโภคแล้วยังสามารถใช้ในการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยเท่านั้น

น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า พล.อ.ฉัตรชัย ได้สั่งการในที่ประชุมด้วยว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น กลับไปสรุปข้อมูลพื้นที่ประสบภัยแล้งใหม่เพราะข้อมูลยังไม่ตรงกัน โดยให้กลับนำมาเสนอในการประชุมครั้งหน้า.

 

ที่ดินแพงรับมอเตอร์เวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789832

 

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 63,998 ล้านบาทว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออก พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน ซึ่ง ทล.จะเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (พีพีพี) ในรูปแบบการให้เอกชนจัดหาเงินทุน ก่อสร้างโยธาและงานระบบ ซ่อมบำรุงเส้นทาง รวมทั้งการก่อสร้างและบริหารจัดการที่พักริมทางทั้งหมด มั่นใจว่าการเวนคืนที่ดินจะไม่มีปัญหา เพราะ พ.ร.บ.กรมทางหลวงเปิดทางให้ดำเนินการได้ แต่ต้องพิจารณาในรายละเอียดต่างๆให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ที่ดินตามแนวเส้นทางก่อสร้างสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ต้องใช้งบประมาณเวนคืนไม่ถึงหมื่นล้านบาท ขณะนี้ทะลุหมื่นกว่าล้านบาทแล้ว แต่อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อให้เป็นไปตามกรอบงบประมาณที่กำหนด มั่นใจจะดำเนินโครงการได้ตามกำหนดในปีงบประมาณ 60 แน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการนี้ศึกษาความเป็นไปได้ และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว ล่าสุดได้จัดประเมินความสนใจของภาคเอกชน (มาร์เก็ต ซาวน์ดิ้ง) โดยมีหลายราย สนใจ เช่น บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งเบื้องต้นจะให้เอกชนลงทุนแบบพีพีพี เน็ตคอสต์ โดยเอกชนเก็บค่าผ่านทางและแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐ.

 

ททท.ชวนเที่ยวเมืองไทยสิ้นปีนี้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789831

 

นางสาวสุปราณี ป้องปัด ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ฝ่ายตลาดในประเทศ จะเพิ่มความเข้มข้นในการทำการตลาดในช่วงสิ้นปีนี้ โดยมีเป้าหมายให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเดือน ธ.ค. อีก 250,000 คนต่อครั้ง หรือเฉลี่ยภาคละ 50,000 คน เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเส้นทางที่จะนำมาส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวคือ “70 เส้นทางตามรอยพระบาท” ที่ ททท.ได้พันธมิตรจากไทยแอร์เอเชีย บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในการพิมพ์หนังสือคู่มือท่องเที่ยวตามเส้นทางดังกล่าว

นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า วันที่ 26-27 พ.ย.นี้ ททท.ได้จัดงานฟรีคอนเสิร์ตแจ๊ส ใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและชลบุรี ซึ่งเป็นงานแสดงดนตรีแจ๊สเพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีแจ๊ส โดยที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาใช้ชื่อว่า “Jazz in the world heritage” ที่บรรดาศิลปินชื่อดังจะร่วมกันขับร้องเพลงแจ๊สเพื่อพ่อ พร้อมมีการแสดงนิทรรศการ “70 เส้นทางตามรอยพระบาท” และอิ่มอร่อยกับอาหารถิ่นของดีของอร่อยของพระนครศรีอยุธยา ส่วนที่จังหวัดชลบุรีจะจัดงานบริเวณแหลมแท่น บางแสน ในชื่อคอนเสิร์ต “Jazz in memory @Bangsaen” พร้อมการแสดงนิทรรศการ “70 เส้นทางตามรอยพระบาท และโครงการพระราชดำริ”

น.ส.ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ยอดจองเข้าพัก (ฟอร์เวิร์ดบุ๊กกิ้ง) ในวันหยุดยาวในเดือน ธ.ค. ไปจนถึงช่วงปีใหม่ คาดว่าจะลดลงจากปีที่ผ่านมา 10-15% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติวางแผนเดินทางท่องเที่ยวลดลง.

 

หุ้นสหรัฐฯ ทำนิวไฮ หลังราคาน้ำมันพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 06:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790037

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกทำลายสถิติทั้ง 3 ตัวในวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากอารมณ์ของนักลงทุนในช่วงหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ และการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 21 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 88.76 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 18956.69 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 16.28 จุด หรือ 0.75% ปิดที่ 2198.18 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 47.35 จุด หรือ 0.89% ปิดที่ 5368.86 จุด

ดัชนีหุ้นใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง 3 ตัว เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เสร็จสิ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากความคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ของโดนัลด์ ทรัมป์ จะผ่อนคลายข้อบังคับต่างๆ และออกนโยบายที่เป็นผู้ดีต่อธุรกิจ นักลงทุนจึงแห่เข้าซื้อหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน ราคานำ้มันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จากความคาดหวังว่า จะมีการประกาศแผนจำกัดการผลิตน้ำมันจากที่ประชุมโอเปคในวันอังคารนี้.