เข้มงวด รัฐกำหนดแบงก์ ต้องรายงานธุรกรรมการเงินต่อปปง.ตามข้อกำหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 00:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790906

 

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวง ย้ำสถาบันการเงินต้องแจ้งต่อปปง.หากมีการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะเงินสดตั้งแต่ 2 ล้านขึ้นไป

เมื่อวันที่ 21 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ กฎกระทรวง กําหนดจํานวนเงินสดและมูลค่าทรัพย์สินในการทําธุรกรรมที่สถาบันการเงินต้องรายงานต่อสํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ศ. 2559 ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า กำหนดให้สถาบันการเงินต้องการรายการทำธุรกรรม ที่มีจำนวนเงินสดตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ต่อ ปปง. เว้นแต่ธุรกรรมที่เป็นการโอนเงิน หรือ ชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้รายงานเมื่อมีจํานวนเงินสดตั้งแต่ 1 แสนบาท ขึ้นไป รวมถึงกรณีการมีมูลค่าทรัพย์สินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้รายงานเมื่อมีเงินสดตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป.

 

คาด ‘ทรัมป์’ ถอนตัวจาก ‘ทีพีพี’ ชี้ประเทศไทยได้ประโยชน์แน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 00:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790916

 

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ชี้ “ทรัมป์” ประกาศถอนตัวจากทีพีพี ช่วยดันให้ อาร์เซพจบเร็วขึ้นแน่ ขณะที่เอกชน คาด ทีพีพีล้มจริง ไทยได้ประโยชน์มากกว่า

เมื่อวันที่ 22 พ.น.59 นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ว่า จะมีผลดีกับไทยในแง่การลดแรงกดดัน ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมการเป็นสมาชิกทีพีพีหรือไม่ และจะทำให้ไทยมีเวลาปรับตัวมากขึ้น รวมทั้งลดความได้เปรียบของประเทศในอาเซียน ที่เป็นสมาชิกทีพีพีไปแล้ว ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย

นอกจากนี้จะทำให้ประเทศต่างๆ หันกลับมาสนใจเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) ที่อาเซียน อยู่ระหว่างการเจรจากับ 6 ประเทศคู่เจรจา คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มากขึ้น ซึ่งหากไม่มีทีพีพีแล้ว น่าจะส่งผลให้มีการเร่งสรุปความตกลงอาร์เซพได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะจีน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อตกลงทีพีพีจะเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้ประกอบการไทยคงหนีไม่พ้นการปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ทันกับแนวโน้มการค้าของโลก ที่มุ่งไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานในด้านต่างๆ ที่สูงขึ้น ส่วนการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะกลับมาปกป้องการค้าและ เน้นการเจรจาทวิภาคีมากขึ้น นั้น มองว่านายทรัมป์มาจากนักธุรกิจ น่าจะมีมุมมองในการเจรจาว่าหากอะไรที่สหรัฐฯได้ประโยชน์มากกว่า ก็จะเปิดเจรจา แต่หากสหรัฐเสียประโยชน์ก็จะยกเลิก เช่นที่เกิดกับกรณีของทีพีพี

ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การที่สหรัฐฯมีท่าทีชัดจนที่จะยกเลิกข้อตกลงทีพีพี มีทั้งข้อดีข้อเสีย โดยข้อดีคือ หากยกเลิกจริง ถือว่าไทยได้ประโยชน์ เพราะการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี ทำให้ไทยเสียประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในอาเซียน ที่เป็นสมาชิกทีพีพีไปแล้ว อย่างไรก็ตาม น่าจะเห็นจีน จะพยายามเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแทนที่สหรัฐฯ

ส่วนข้อเสียคือ อาจทำให้ผู้ประกอบการ เพิกเฉย หรือขาดแรงกระตุ้นในการปรับมาตรฐานด้านการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น ตามเงื่อนไขในทีพีพี และในระยะสั้น คิดว่า นายทรัมป์คงจะเลือกเจรจาแบบทวิภาคีมากขึ้นกับประเทศที่สหรัฐฯเสียดุลการค้าอย่างเข้มข้น ทั้งจีน และไทย เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการค้ามากขึ้น

“อยากให้รัฐบาลมีท่าทีที่ชัดเจนจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ และเตรียมพร้อมรับกับการเจรจา หากทีพีพีไม่ล้ม ไม่ควรรอจนไม่มีจุดยืน เพราะจะทำให้เราช้า และเสียเปรียบ ตอนนี้เอกชนยังได้เปรียบเข้าตลาดสหรัฐฯได้ แต่หากไม่ปรับตัวในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้าอาจเสียตลาดสหรัฐฯไป แต่ไทยยังมีเวลาเตรียมตัว และต้องแสดงความเป็นผู้นำในอาเซียน และเราควรต้องให้ความสำคัญกับทุกประเทศ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศก็ควรทำเป็น Fair Trade Area ไม่ใช้ Free Trade Area อย่างเดียว เพราะทุกคนอยากปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง คณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ก็ยังไม่นัดหารือกันเลย น่าห่วงมากยุทธศาสตร์การค้าของไทย ที่ยังไม่มีชัดเจนเลย เป็นห่วงเราจะตามเกมสหรัฐทันหรือไม่”

 

พณ. จับมือผู้ผลิตเอทานอล ช่วยรับซื้อหัวมันเกษตรกรมากขึ้น หวังดันราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 22:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790796

 

พาณิชย์ เตรียมจับมือผู้ผลิตเอทานอล เซ็นเอ็มโอยูกับกลุ่มเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง-สหกรณ์ รับซื้อหัวมันสดผลิตเอทานอลให้มากขึ้น หวังดันราคาขึ้น ส่วนตรวจสอบตาชั่ง เครื่องวัดความชื้น พิจิตร-พิษณุโลก พบผิดหลายกระทง ปรับแล้วรายละ 2-8 หมื่นบาท

วันที่ 22 พ.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อพิจารณาแนวทางส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตเอทานอลให้ช่วยรับซื้อมันสำปะหลังสดในประเทศให้มากขึ้น เพื่อนำไปผลิตเป็นเอทานอล จากปัจจุบันยังใช้มันสำปะหลังผลิตน้อยมากเพียง 28% ของการผลิตเอทานอลทั้งหมด ส่วนใหญ่ประมาณ 66% จะผลิตจากกากน้ำตาล ที่เหลืออีก 6% เป็นวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และยกระดับราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้นได้

“กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตเอทานอล รับซื้อมันสำปะหลังให้มากขึ้น ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน (เอ็มโอยู) ระหว่างกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อช่วยเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในด้านการผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล”

สำหรับสถานการณ์ราคามันสำปะหลังสด ปีการผลิต 59/60 ที่จะออกมากในเดือนธ.ค.59-มี.ค.60 นั้น วันที่ 21 พ.ย.59 โรงแป้งจังหวัดนครราชสีมา รับซื้อเชื้อแป้ง 25% ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.60-2.00 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.ที่รับซื้อที่ กก.ละ 1.48-1.70 บาท แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับซื้อ กก.ละ 2.30-2.55 บาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้มีการใช้มันสำปะหลังให้มากขึ้น  และส่งเสริมให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือกับทหารในพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของสายตรวจชั่งตวงวัด ในการออกตรวจสอบ เครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องวัดความชื้นของผู้ประกอบการโรงสี ท่าข้าว ลานรับซื้อมันสำปะหลัง และลานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 – 10 พ.ย.59 ได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 นำกำลังออกตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตโดยได้รับความเป็นธรรม พบโรงสีและท่าข้าวหลายแห่งใช้เครื่องใช้รถยนต์ที่มีซอฟต์แวร์ผิดกฎกระทรวงฯ เช่น มีรหัสลับเข้าไปแก้ไขน้ำหนัก และใช้โปรแกรม Excel เข้าไปพิมพ์ใบชั่ง ซึ่งได้ผูกบัตรห้ามใช้ และเปรียบเทียบปรับ รวมถึงยังพบเครื่องวัดความชื้นหมดอายุคำรับรอง จึงได้เปรียบเทียบปรับรายละ 20,000 – 80,000 บาท.

 

บขส. เยียวยาเหยื่อรถทัวร์ตกเหว ผู้เสียชีวิตได้ 8 แสน สาหัส 3.5 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 21:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790877

 

บขส. เยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุรถทัวร์ตกเหว รายละ 8 แสน เจ็บสาหัส 3.5 แสน ตั้งศูนย์ช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ ขณะที่ผู้บริหาร กสท เตรียมรวบรวมข้อมูลช่วยเหลือเหยื่อ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง…

จากอุบัติเหตุรถโดยสาร บขส.999 ทะเบียน 32-4188 กรุงเทพมหานคร ซึ่งชมรมผู้เกษียณอายุ กสท หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เช่าเดินทางมาเที่ยวที่ จ.แพร่ และ จ.น่าน ประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตกเหวลึกข้างทางบริเวณเขาพลึง ต.ด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มีผู้เสียชีวิต 18 ราย บาดเจ็บ 20 คน รถทัวร์ ‘ผู้เกษียณอายุ กสท’ ตกเขาพลึงที่อุตรดิตถ์ สรุปดับ 18 เจ็บ 20

พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสั่งการให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้บาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ และได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เพื่อดูแลและให้การช่วยเหลือแล้ว และสั่งการให้ตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยติดต่อได้ที่ 0-2936-2996, 08-1638-1118, 08-1344-6839 พร้อมทั้งประสาน บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด ให้เข้าช่วยเหลือดูแลในเรื่องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

สำหรับกรณีผู้เสียชีวิต จะได้รับค่าสินไหมทดแทน รายละ 800,000 บาท และผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จะได้รับรายละ 350,000 บาท อย่างไรก็ดี นายสถานีเดินรถของ บขส.ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ ได้เข้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ แล้ว

ด้าน พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถบัสโดยสารประสบอุบัติเหตุเสียหลักตกเหว จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกชมรมผู้เกษียณอายุ แคท แล้ว โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลการช่วยเหลือ ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย

นายมณี ธรรมเทียร รองประธานชมรมผู้เกษียณอายุ กสท กล่าวว่า เบื้องต้นชมรมฯ มีมาตรการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตเป็นพวงหรีด ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ และเงินที่ร่วมเป็นเจ้าภาพ ส่วนผู้บาดเจ็บ จะได้รับกระเช้าเยี่ยม หากใครเป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ กสท จะได้รับเงินเยียวยา 2 แสนบาท และสามีหรือภรรยาได้รับเงินเยียวยาอีก 1 แสนบาท โดยทายาทของผู้เสียชีวิต สามารถนำใบมรณบัตร และเอกสารทางราชการที่เกี่ยวข้อง แสดงเจตจำนงเพื่อมาขอรับเช็คเงินสดได้ที่สหกรณ์ฯ อย่างน้อย 7 วัน.

 

แผงลอยชิดซ้าย!! แห่ไลฟ์สด ขายของเก๊เกลื่อนเฟซฯ กระเป๋าชาแนล แค่ 2 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 20:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790782

 

Live ขายของปลอมเกลื่อนเฟซบุ๊ก พ่อค้าแม่ค้าเลิกเปิดแผงขาย หันขายออนไลน์แทน เผยกลยุทธ์ถ่ายทอดสด จูงใจลูกค้าเข้าชมด้วยการแจกรางวัลให้กับคนแชร์ จนได้ยอดผู้เข้าชมระดับหนึ่ง จึงเปิดขายของ ระบุ กระเป๋า แว่นตา ผ้าพันคอ สุดฮิต อึ้ง! กระเป๋าชาแนลแท้หลักแสน เหลือแค่ 2 พัน แนะผู้ใช้บริการเฟซบุ๊ก ช่วยปิดกั้นการเข้าถึง…

วันที่ 22 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ผู้ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ได้หันไปใช้ช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านโปรแกรมวีดิโอถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก (Facebook Live) กันอย่างแพร่หลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการขายสินค้าตามแผงลอยริมถนน ตลาดนัด หรือร้านค้าในห้างสรรพสินค้าเหมือนที่ผ่านมา เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าของลิขสิทธิ์ตรวจจับอย่างเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกันยังถูกกดดันจากเจ้าของสถานที่ที่ให้เช่าขายสินค้าละเมิดด้วย ส่งผลให้การวางขายสินค้าละเมิดอย่างโจ่งแจ้งทำได้ยากขึ้น

สำหรับรูปแบบการขายสินค้าปลอมทางวีดิโอถ่ายทอดสดนั้น พ่อค้าแม่ค้าจะใช้โปรแกรมถ่ายทอดสดของเฟซบุ๊ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนเพจว่า เป็นเพจจำหน่ายสินค้าปลอม และมีสมาชิกติดตามเพจจำนวนหนึ่ง โดยเมื่อจะเปิดขายสินค้า ผู้ค้าจะถ่ายทอดสด นำสินค้ามาโชว์ จากนั้นแฟนเพจแชร์วีดิโอถ่ายทอดสด และใช้ของรางวัลมาล่อเพื่อให้คนแชร์มากๆ เช่น ตั้งคำถามง่ายๆ ให้ทาย และแจกรางวัลให้ผู้ทายถูกแบบฟรีๆ แต่มีเงื่อนไขคือ ต้องแชร์วีดิโอที่กำลังถ่ายทอดสดด้วย

ทั้งนี้ เมื่อได้จำนวนยอดผู้เข้าชมระดับหนึ่งแล้ว พ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มนำสินค้ามาขาย โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายและได้รับความนิยม ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมต่างๆ  เช่น หลุยส์ วิตตอง, ชาแนล, ปราด้า หรือผ้าพันคอของหลุยส์ วิตตอง, กุชชี่, เบอร์เบอรี่ หรือแว่นตาของกุชชี่ ปราด้า เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าปลอม แต่พ่อค้าแม่ค้าจะใช้เทคนิคการขาย โดยระบุว่าเป็นสินค้าเกรดมิเรอร์ (Mirror) คือ เหมือนของแท้ แต่ราคาถูกกว่า

ยกตัวอย่าง เช่น กระเป๋าชาแนล ของแท้ใบละแสนกว่าบาท แต่จะโฆษณาว่า หากขายในร้านทั่วไป ราคาใบละ 7,000-8,000 บาท แต่ถ้าซื้อตอนนี้ จะเหลือเพียงใบละ 3,000 บาทเท่านั้น และมีส่วนลดให้อีกทันที 1,000 บาท คงเหลือต้องจ่ายจริงเพียง 2,000 บาทเท่านั้น หรือผ้าพันคอยี่ห้อดัง ของแท้ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นบาท แต่จะขายเพียงหลัก 100 บาทเท่านั้น หรือแว่นตา ของแท้ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นบาท จะเหลือเพียง 500 บาท เป็นต้น โดยสินค้าที่จำหน่าย จะมีกล่องใส่ มีใบรับประกัน และมีใบเสร็จที่พ่อค้าแม่ค้าระบุว่า ออกโดยตัวแทนจำหน่าย (shop) สินค้าแบรนด์ดังจริงๆ  ทั้งที่เป็นใบเสร็จที่ทำเลียนแบบขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ระหว่างการตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทั้งทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เป็นต้น และอยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อวางแนวทางการจัดการ เพราะการจับกุม คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่ทราบว่าคนขายอยู่ที่ใด แต่สิ่งที่ทำได้ คือ จะเสนอไปยังผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต กรณีเป็นเว็บไซต์ เพื่อให้ช่วยปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ดังกล่าว.

 

ร.ฟ.ท. เปิดให้ ปชช.ร่วมเดินทางกับขบวนหัวรถจักรไอน้ำ 5 ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 19:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790597

 

ร.ฟ.ท. จับมือ ททท. จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟ เปิดให้ ปชช.เข้าร่วมเดินทางด้วยหัวรถจักรไอน้ำขบวนประวัติศาสตร์ไปยังเส้นทาง “กรุงเทพ–ฉะเชิงเทรา-กรุงเทพ” ในวันที่ 5 ธ.ค. นี้ เผย สามารถสำรองที่นั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้…

วันที่ 22 พ.ย.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟครั้งสำคัญประจำปี เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมเดินทางด้วยหัวรถจักรไอน้ำขบวนประวัติศาสตร์ไปยังเส้นทาง “กรุงเทพ–ฉะเชิงเทรา-กรุงเทพ” พร้อมกับเดินทางเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดฉะเชิงเทรา แบบไปเช้าเย็นกลับ

สำหรับโปรแกรมการเดินทาง เริ่มตั้งแต่ 07.00 น. คณะมาพร้อมเพรียงกัน ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ชานชาลาที่ 4 จากนั้นเริ่มออกเดินทางจากสถานีกรุงเทพ โดยขบวนพิเศษรถจักรไอน้ำ เวลา 08.00 น. เดินทางผ่านสถานีมักกะสัน สถานีคลองตัน สถานีหัวหมาก และสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา พร้อมบริการอาหารเช้า เครื่องดื่ม และอาหารว่างระหว่างการเดินทาง

จากนั้น เมื่อเดินทางถึงสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา จะนำคณะเดินทางโดยรถบัสปรับอากาศ ไปอำเภอบางคล้า เพื่อรับประทานอาหารกลางวันพร้อมเดินทางท่องเที่ยวเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ ไหว้พระสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมชมความงดงามของโบสถ์สีทอง ณ วัดปากน้ำโจ้โล้ และโบสถ์สแตนเลสสีเงิน วัดหัวสวน ตามรอยพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดโพธิ์บางคล้า และชมฝูงค้างคาวแม่ไก่สีดำขนาดใหญ่นับแสนตัวที่อาศัยเกาะอยู่บนต้นไม้ จากนั้นนำคณะออกเดินทางกลับจากสถานีฉะเชิงเทรา เวลา 16.30 น. โดยขบวนรถจักรไอน้ำประวัติศาสตร์ และถึงสถานีกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ เวลา 18.30 น.

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ผู้สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวโดยรถจักรไอน้ำขบวนประวัติศาสตร์ สามารถสำรองที่นั่งได้ใน 2 รูปแบบ คือ 1. เดินทางด้วยรถไฟอย่างเดียว 250 บาท ออกจากสถานีกรุงเทพ เวลา 08.00 น. หยุดรับส่งระหว่างทางที่สถานีมักกะสัน สถานีคลองตัน และสถานีหัวหมาก เที่ยวกลับรถไฟออกจากสถานีฉะเชิงเทรา เวลา 16.30 น. ถึงกรุงเทพ เวลา 18.30 น.

2. เดินทางด้วยรถไฟพร้อมแพ็กเกจท่องเที่ยวและอาหารเช้ากลางวัน คนละ 999 บาท โดยอัตรานี้รวมค่าตั๋วรถไฟ (รถจักรไอน้ำขบวนประวัติศาสตร์) ไป–กลับ กรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา-กรุงเทพ ค่ารถบัสปรับอากาศ นำท่านท่องเที่ยวตามรายการที่ระบุ, ค่าอาหารจำนวน 2 มื้อ เครื่องดื่ม อาหารว่าง บริการตลอดการเดินทาง, ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง, ค่าประกันภัยในการเดินทางคนละ 1,000,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล ท่านละ 500,000 บาท และมีเจ้าหน้าที่ดูแล และอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

ทั้งนี้ สามารถสำรองที่นั่ง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ 1690 และบริษัท เมืองไทย ครีเอทีฟ แอนด์ ทัวร์ จำกัด โทร. 0-2919-6037, 0-2919-6039, 08-1653-5635, 09-8273-4435, 08-5065-8144.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 7.38 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,485.68 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 17:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790687

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 7.38 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,485.68 จุด มูลค่าการซื้อขาย 45,645.65 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 22 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 7.38 จุด เปลี่ยนแปลง 0.50% ดัชนีอยู่ที่ 1,485.68 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 45,645.65 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

 

แรงงานเฮ! ครม.ไฟเขียวปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 69 จังหวัด มีผล 1 ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 15:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790581

 

ปลัดแรงงาน เผย ครม. มีมติเห็นชอบปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด ส่งผลค่าจ้างใหม่ขยับเป็น 305-310 บาท ส่วน 8 จังหวัด ยังให้คงอัตรา 300 เท่าเดิม เริ่มมีผลบังคับใช้ ม.ค.60 …

วันที่ 22 พ.ย.59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอเรื่องการปรับขี้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2560 ตามมติคณะกรรมการ (บอร์ด) ค่าจ้าง เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ให้ปรับขึ้น 69 จังหวัด ในอัตรา 5-10 บาท จากเดิมที่เท่ากันทั่วประเทศ 300 บาท ทำให้อัตราค่าจ้างใหม่ปรับเป็น 305-310 บาท มีเพียง 8 จังหวัด ที่ค่าจ้างขั้นต่ำยังคงที่ 300 บาทเท่าเดิม คือ สิงห์บุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง ระนอง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา

สำหรับใน 69 จังหวัดที่ได้ปรับขึ้น มี 49 จังหวัด ปรับจาก 300 บาท เป็น 305 บาท ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี พัทลุง สตูล กำแพงเพชร พิจิตร แพร่ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ ชัยนาท ลพบุรี นครนายก สระแก้ว ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม จันทบุรี ตราด ลำพูน พะเยา สุโขทัย อุตรดิตถ์ บึงกาฬ นครพนม อุบลราชธานี อ่างทอง เลย หนองบัวลำภู มุกดาหาร ยโสธร เชียงราย พิษณุโลก อุดรธานี ชัยภูมิ ศรีสะเกษ นครสวรรค์ และหนองคาย

ส่วน 13 จังหวัด ปรับขึ้น 8 บาท คือจาก 300 บาท เป็น 308 บาท ได้แก่ ขอนแก่น นครราชสีมา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง สุราษฎร์ธานี สงขลา เชียงใหม่ สระแก้ว ฉะเชิงเทรา กระบี่ พังงา และพระนครศรีอยุธยา และ 7 จังหวัด ปรับขึ้น 10 บาท จาก 300 บาท เป็น 310 บาท คือ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และภูเก็ต

ทั้งนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2560 เป็นต้นไป.

 

รฟม.คาดได้ข้อยุติเจรจาเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนขยาย ก่อนสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 14:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790476

 

รฟม. ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมทดลองปิดสะพานข้ามแยกรัชโยธินวันแรก ก่อนรื้อจริง 26 พ.ย.นี้ ส่วนความคืบหน้าเจรจาเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนขยายกับ BEM คาดได้ข้อยุติ ก่อนสิ้นปี 59 …

วันที่ 22 พ.ย. 59 พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานกรรมการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการทดลองปิดสะพานข้ามแยกรัชโยธินเป็นวันแรก เพื่อดำเนินการรื้อสะพานรัชโยธิน และก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดทดแทน โดยจะมีการทดลองปิดสะพานในวันอังคารที่ 22 และวันพุธที่ 23 พ.ย. 59 ปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึงเวลา 15.00 น. ส่วนวันพฤหัสบดีที่ 24 และวันศุกร์ที่ 25 พ.ย. 59 ปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 17.00 น. และวันเสาร์ที่ 26 พ.ย. 59 ปิดเพื่อรื้อสะพานรัชโยธินตั้งแต่เวลา 01.00 น. เป็นต้นไป โดยใช้เวลารื้อสะพานเป็นระยะเวลา 2 เดือน หลังจากนั้นจะใช้เวลาก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดแยกรัชโยธินเป็นเวลา 2 ปี แล้วเสร็จในปี 2562

ส่วนความคืบหน้าเจรจาการเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ กับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) รวมทั้งเร่งรัดการเดินรถ 1 สถานีช่วงสถานีเตาปูนถึงสถานีบางซื่อ คาดจะได้ข้อยุติก่อนสิ้นปี 59 ซึ่ง รฟม.เข้าใจว่าประชาชนเป็นห่วงกังวลประเด็นรอยต่อ 1 สถานี และถูกต่อว่าเรื่องรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน ขาดทุนวันละ 3 ล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างบริการขนส่งสาธารณะนั้น เป็นบริการที่ไม่หวังกำไร เป็นการสร้างเพื่อประชาชน ไม่มีประเทศไหนที่ทำแล้วมีกำไร เพียงแต่รัฐบาลต้องช่วยชดเชย เพราะไม่สามารถจะเก็บค่าโดยสารเพื่อให้เกิดความคุ้มทุนต่อโครงการได้

ทั้งนี้ นโยบายได้เร่งรัดให้บริหารด้านธุรกิจ ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำรายได้นั้นมาชดเชยรายได้จากค่าโดยสาร ดังนั้น รฟม.จะเร่งพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งบอร์ด รฟม. ได้เห็นชอบการพัฒนาพื้นที่สถานีสายสีม่วง ทั้งร้านค้า โฆษณาต่างๆ เต็มรูปแบบ

ส่วนจำนวนผู้โดยสารเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ปัจจุบันมีประมาณ 2.5 หมื่นคนต่อวันนั้น เชื่อว่าจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าภายใน 5 ปีนี้ ผู้โดยสารจะเกินจากเป้าหมายแน่นอน หากสามารถต่อเชื่อมการเดินรถ 1 สถานีได้ สามารถเปิดเดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายได้ รวมถึงสายสีม่วงใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ซึ่งคาดว่าจะเสนอ ครม.ได้เร็วๆ นี้

สำหรับการประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง จะได้ข้อสรุปในเดือน ธ.ค.นี้ ตามนโยบาย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีแน่นอน และคาดว่าจะลงนามสัญญากับผู้ชนะประมูลต้นปี 60

ส่วนกรณีการโอนงานเดินรถสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น จะเป็นไปตามแผน โดยในเดือน ธ.ค.นี้ กทม.จะทดลองเดินรถ 1 สถานีก่อน ประมาณ 2-3 เดือน และเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มี.ค. 60 ขณะที่ การโอนหนี้สินของโครงการนั้น คณะอนุกรรมการที่กระทรวงคมนาคม ได้ข้อสรุปแล้วไม่น่ามีปัญหา กทม.ไม่มีเงินจ่ายคงไม่ได้ เพราะตกลงกันแล้ว เพียงแต่จะจ่ายหรือผ่อนจ่ายกันอย่างไร เท่าไร ต้องยึดตามข้อตกลง

 

‘SPCG’ เติบโตแข็งแกร่ง คาดปี 60 โกยกำไรทะลุ 6 พันล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ย. 2559 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790321

 

“เอสพีซีจี” คาดปี 60 โกยกำไรทะลุ 6,000 ล้านบาท จากเพิ่ม 2 โครงการใหม่ที่ญี่ปุ่นกำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ ลั่นเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าปีละ 100 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าปี 60 มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 500 เมกะวัตต์ ดันรายได้เติบโตถึง 8,000-10,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.59 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานวันบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day)

โดย ดร.วันดี กล่าวว่า บริษัทฯ คาดรายได้ในปี 2560 จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 5,500 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) เพิ่มขึ้น 2 โครงการ คือ โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/60 และฟิลิปปินส์ กำลังการผลิต 37 เมกะวัตต์ คาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณไตรมาส 2-3/60 รวมถึงการรับรู้รายได้จากธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟ)

“บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขยายฐานรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% หรือ 5,000-5,500 ล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย นอกจากนี้ ยังคาดหวังว่ากำลังการผลิตของบริษัทฯ จะเพิ่มขึ้นปีละ 100 เมกะวัตต์ โดยจะมาจากต่างประเทศเป็นหลัก” ดร.วันดี กล่าว

ทั้งนี้ในปี 2563 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 500 เมกะวัตต์ ซึ่งหากเป็นไปตามแผนบริษัทฯ จะมีรายได้ถึง 8,000-10,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตรวม 260 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 36 โครงการ กระจายอยู่ใน 10 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้เงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคา ภายใต้บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR ที่มีบริษัท โฮม โปรดักซ์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนจำหน่ายระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดที่อยู่อาศัย ล่าสุดบริษัทฯ ได้บุกตลาดที่อยู่อาศัยในภาคเหนือ โดยมีลูกค้าให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทฯ คาดว่าในปีนี้จะสามารถทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่าปีก่อน

นอกจากนี้ ดร.วันดี ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น 500 เมกะวัตต์ โดยหวังว่าจะสามารถลงทุนได้อีกประมาณ 200 เมกะวัตต์ และโครงการศึกษาที่ฟิลิปปินส์ 200 เมกะวัตต์ โดยเฟสแรกจะลงทุนก่อน 37 เมกะวัตต์ ซึ่งมีโอกาสที่จะทำได้ประมาณ 100 เมกะวัตต์ ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ระดับเดียวกับ 9 เดือนแรกที่มี Net margin 45-44% จากการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องและบริษัทฯ พยายามควบคุมต้นทุนให้ต่ำลง

สำหรับงบการเงินงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.59 บริษัทฯ มีรายได้จำนวน 3,655.51 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันในปีก่อนที่มีรายได้ 3,713.35 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่รวม 1,684.69 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 1,702.35 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าในช่วงไตรมาส 4/59 จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศมีความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่ผ่านมาบริษัทฯ สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 210,000 ตันต่อปี และยังร่วมสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้านอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมต่อไป