เว้นค่าวีซ่าดูดนักท่องเที่ยวเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790987

 

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย 1,000 บาทต่อคนเป็นการชั่วคราว และปรับลดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (VOA) ให้แก่ชาวต่างชาติ โดยปรับค่าธรรมเนียม การตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองใช้ได้ครั้งเดียว จำนวน 19 ประเทศ จากปกติเก็บในอัตรา 2,000 บาท เหลือ 1,000 บาทต่อคนเป็นการชั่วคราว โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ธ.ค.59 ถึง 28 ก.พ.60 ครอบคลุมเวลา 3 เดือน โดย 19 ประเทศ เช่น บัลแกเรีย ภูฏาน จีน ไซปรัส เอธิโอเปีย อินเดีย คาซัคสถาน มัลดีฟส์ มอลตา โรมาเนีย ซาอุดีอาระเบีย ไต้หวัน ยูเครน เป็นต้น

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาไทยอีก 357,362 คน ในช่วงเวลา 3 เดือน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มอีก 28,703 ล้านบาท และนำไปสู่การจ้างงานเพิ่มขึ้น 62,429 คน และมีรายได้ภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้นอีก 1,247 ล้านบาท อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ยังส่งผลให้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (VOA) 1,920 ล้านบาท

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอการขยายระยะเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทยสำหรับกลุ่มพำนักระยะยาว หรือลองสเตย์ วีซ่า จากเดิม 1 ปีเป็น 10 ปี โดยให้ดำเนินการใน 14 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ อิตาลี เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น และแคนาดา โดยต้องมีเงินฝากในบัญชี 3 ล้านบาทขึ้นไปหรือมีรายได้ต่อเดือน 100,000 บาทขึ้นไป.

 

กสิกรไทยแจงตรวจเข้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790976

 

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้สั่งลงโทษพนักงานและผู้จัดการสาขาของธนาคารกสิกรไทยฐานทุจริตต่อลูกค้าที่ซื้อหน่วยลงทุนว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับเปลี่ยนระบบการตรวจสอบภายใน เพื่อให้ทันต่อการกระทำทุจริตของพนักงาน และจากการตรวจสอบพบว่าระหว่างปี 51-58 มีลูกค้าคุ้นเคยและไว้ใจพนักงาน ได้ฝากสมุดบัญชีเงินฝาก พร้อมให้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับกองทุนรวมแทน จนเป็นช่องโหว่ให้พนักงานทุจริต มีทั้งการนำเงินไปลงทุนในกองทุนจริงๆ หรือกระทำทุจริตด้วยการออกใบทำธุรกรรมเหมือนกับการนำเงินไปลงทุนในกองทุน แต่เงินดังกล่าวไม่ได้ไปลงทุน และเมื่อพบการกระทำความผิด จึงได้มีการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าทั้งหมด พบว่ามีพนักงานธนาคารกระทำความผิดในรูปแบบคล้ายๆกันรวม 8 ราย จึงได้กล่าวโทษทางอาญา พร้อมแจ้งให้ ก.ล.ต.ทราบ “เมื่อพบมีช่องโหว่ในการทุจริต ธนาคารจึงป้องกัน เช่น ห้ามไม่ให้พนักงานธนาคารรับฝากสมุดบัญชีของลูกค้า และติดประกาศที่สาขาระบุว่าธนาคารไม่รับฝากสมุดบัญชีเงินฝาก พร้อมปรับขั้นตอนการซื้อขายกองทุนรวม และมีการแจ้งลูกค้าที่ซื้อกองทุนหากมีการทำธุรกรรมผ่านธนาคาร”

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่ถูกพนักงานของธนาคารกระทำทุจริต ธนาคารได้จ่ายเงินที่ลูกค้าเสียหายไปแล้ว ขณะเดียวกันธนาคารได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่กว่า 10 ล้านรายที่ลงทุนในกองทุนรวม และประกันชีวิต พบว่าข้อมูลปัจจุบันไม่พบการกระทำทุจริต “กระบวนการตรวจสอบของธนาคารเป็นสิ่งสำคัญ ต้องปรับเปลี่ยนการตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อให้ทันกับสถานการณ์เหมือนไล่จับโจรและเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้การตรวจสอบทุจริตทำได้เร็วขึ้น

ด้านนางดวงมน จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวถึงการตรวจสอบพนักงานแบงก์ ที่เป็นเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนขายกองทุนรวมว่า ก.ล.ต.มีการตรวจสอบหลายทาง นอกจากดูจากรายงานการตรวจสอบของธนาคาร ยังดูข้อร้องเรียนของธนาคารและข้อร้องเรียนที่มีเข้ามายัง ก.ล.ต. รวมทั้งการตรวจระบบงานของธนาคาร และการสุ่มตรวจหรือการทำ mystery shopping คือการส่งเจ้าหน้าที่ทำทีเป็นลูกค้าไปทดสอบการทำธุรกรรมของสาขา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ลูกค้าก็ต้องหมั่นตรวจสอบผลประโยชน์ของตนเอง อย่าหลงเชื่อคำเชิญชวนที่ฟังดูเกินจริง.

 

สายการเดินเรือทั่วโลกระส่ำ! เศรษฐกิจฟุบ “ล้มละลาย-ควบรวม” หนีตาย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790967

 

สายการเดินเรือทะเลทั่วโลกระส่ำ หลังตลาดส่งออก-ค้าระหว่างประเทศทั่วโลกซบเซา ยังผลให้สายการเดินเรือยักษ์ทั่วโลกหืดจับ ทยอยปิดกิจการ-ล้มละลาย ที่เหลือต้องดิ้นหนีตาย ควบกิจการขนานใหญ่ ล่าสุดไชน่าชิปปิ้งไลน์ ปิดสำนักงานในไทยหลังรวมกิจการ “คอสโก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง อันเป็นผลพวงจากวิกฤติราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ภัยก่อการร้าย ทำให้การส่งออกและการค้าระหว่างประเทศซบเซาลงไปนั้น ได้ส่งผลต่อสายการเดินเรือทะเลทั่วโลกอย่างรุนแรง จากการที่มีการขยายกองเรืออย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ล่าสุด ทุกสายการเดินเรือกำลังเผชิญปัญหาค่าระวางเรือที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ หลายรายประสบกับการขาดทุนจนล้มละลาย ที่เหลือต้องควบรวมกิจการเพื่อความอยู่รอด

โดยเมื่อต้นเดือน ก.ย.59 สายการเดินเรือ “ฮันจิน ชิปปิ้ง (Hanjin)” ธุรกิจชิปปิ้งขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลีและอันดับ 7 ของโลก ประสบภาวะล้มละลายจนต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาล จากที่ขาดทุนอย่างหนักตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โดยผลประกอบการล่าสุดในครึ่งปีของปี 59 ขาดทุนถึง 473,000 ล้านวอน หรือกว่า 423 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ธนาคารเจ้าหนี้ระงับการปล่อยกู้เพิ่ม ทำให้เรือขนส่งสินค้าของบริษัท 79 ลำ จาก 150 ลำ ไม่สามารถเข้าเทียบท่ายังเมืองท่าใหญ่ๆ ทั่วโลกได้ ถือเป็นการจุดพลุการล้มละลายของอุตสาหกรรมเดินเรือใหญ่ที่สุดของโลก ส่งผลต่อสินค้าส่งออกไทยล่าช้าไปด้วยกว่า 3,000 ตู้

ถัดมาช่วงกลางเดือน ก.ค.59 ที่ผ่านมา สายการเดินเรือฮาปัก ลอยด์ (Hapag-Lloyd AG) ของเยอรมัน ที่ถือเป็นอีกสายการเดินเรือใหญ่ของโลก ก็ดำเนินแผนควบรวมกิจการกับสายการเดินเรือยูไนเต็ด อาหรับชิปปิ้ง (UASC) ทะยานสู่สายการเดินเรือ ที่คาดว่าน่าจะใหญ่เป็นอันดับ 4- 5 ของโลกด้วยจำนวนเรือขนส่งกว่า 237 ลำ ระวางขนส่งตู้สินค้ากว่า 1.6 ล้านตันทีอียู (TEU)

ไล่เลี่ยกันสายการเดินเรือ Neptune Orient Lines หรือ NOL และบริษัทลูก APL ที่มีกลุ่มทุนเทมาเสกของสิงคโปร์ถือหุ้นใหญ่ และมีเส้นทางการเดินเรือครอบคลุม 80 ประเทศทั่วโลก ก็ถูกสายการเดินเรือยักษ์ CMA CGM จากฝรั่งเศส เข้าฮุบกิจการหรือเทกโอเวอร์ด้วยมูลค่ากว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจาก NOL ขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งภายหลังการเข้าเทกโอเวอร์กลุ่ม CMA CGM กรุ๊ปได้นำกิจการ NOL ออกจากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ไปเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมลดขนาดสำนักงาน NOL-APL ในประเทศไทย และผลจากการควบรวมกิจการดังกล่าวได้ทำให้ CMA กลายเป็นธุรกิจชิปปิ้งขนาดใหญ่สุดของโลก

ขณะที่ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา สายการเดินเรือคอสโก (COSCO Shipping) ของจีน ซึ่งเป็นสายการเดินเรืออันดับ 4 ของโลก มีฟลีทขนส่งกว่า 160 ลำครอบคลุม 49 ประเทศทั่วโลก มีระวางขนส่งมากกว่า 750,000 ตัน TEU ก็ดำเนินการเจรจาควบรวมกิจการกับสายการเดินเรือไชน่า ชิปปิ้ง (China Shipping Container Lines) ของจีนด้วยกัน ซึ่งล่าสุดบริษัทไชน่าชิปปิ้ง (กรุงเทพ) จำกัด ที่เป็นตัวแทนผู้ให้บริการขนส่งของไชน่าชิปปิ้งในไทยได้ส่งหนังสือแจ้งถึงพนักงานเตรียมปิดกิจการที่กรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.นี้ โดยบริษัทจะจ่ายชดเชยให้แก่พนักงานตามกฎหมายต่อไป

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา 3 สายเดินเรือยักษ์ของญี่ปุ่น ที่ประกอบด้วย Mitsui O.S.K. Lines (MOL) Nippon Yusen K.K. (NYK) และ Kawasaki Kisen Kaisha หรือ K-Line ได้ประกาศผลสำเร็จของการควบรวมกิจการ 3 สายการเดินเรือของญี่ปุ่น โดยบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นใหม่มี NYK ถือหุ้นใหญ่ 38% ส่วน K-Line และ MOL จะถือหุ้นรายละ 31% ผลจากการควบรวมกิจการดังกล่าวจะทำให้ 3 สายการเดินเรือมีขีดความสามารถในการขนส่งกว่า 1.4 ล้านตัน TEU ครองส่วนแบ่งการขนส่งระหว่างประเทศมากกว่า 7% ทะยานสู่อันดับ 6 ของโลก

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมทางทะเลตกต่ำจากผลพวงของเศรษฐกิจโลก สายการเดินเรือต่างๆ ที่ก่อนหน้ามีการลงทุนมหาศาลจึงมีการตัดราคาแย่งลูกค้า บางเส้นทางมีการตัดราคาลงมาเกือบ 50% แต่ในระยะยาวหากสายการเดินเรือมีการควบรวมกิจการและมีปริมาณผู้ให้บริการน้อยรายลง สายการเดินเรือย่อมมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐผู้ส่งออกและผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและเตรียมการรับมือ เช่นที่เวียดนามนั้น รัฐบาลเวียดนามประกาศให้สายการเดินเรือที่เข้าไปให้บริการที่เวียดนาม ต้องแจ้งรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สายเรือจะเรียกเก็บต่อทางการเวียดนามก่อน บ้านเราเองก็จำเป็นต้องเตรียมการรับมือเช่นกัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ดาวโจนส์ทะลุ 19,000 จุด ครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791136

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร โดยดาวโจนส์ปิดเกิน 19,000 จุด เป็นครั้งแรก อันเป็นผลจากความคาดหวังในนโยบายหนุนการเติบโตของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างเหนือความคาดหมาย…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 22 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 67.18 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ 19023.87 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.76 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 2202.94 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 17.49 จุด หรือ 0.33% ปิดที่ 5386.35 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ ยังได้รับแรงกระตุ้นจากชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างเหนือความคาดหมายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันที่ยังคงครองสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งนักลงทุนเดิมพันว่ารัฐบาลใหม่จะออกนโยบายกระตุ้นการเติบโต รวมทั้งการลดภาษี เพิ่มการลงทุนในระบบพื้นฐาน และลดข้อจำกัดต่างๆ.

 

ไทยเบฟมั่นใจปีหน้าทุ่มหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790996

 

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจเครื่องดื่มปี 2560 ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเติบโตสูงสุด ยังส่งผลต่อการบริโภคในประเทศนั้นๆด้วย ทำให้ยังมั่นใจเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีนี้ โดยไทยเบฟพร้อมเดินหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามวิชั่น 2020 หรือปี 2563 ที่ต้องการให้ยอดขายและผลกำไรของกลุ่มบริษัทเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก และรายได้จากกลุ่มธุรกิจแอลกอฮอล์ นอน-แอลกอฮอล์อยู่ในสัดส่วน 50:50 “ในปีหน้าเราเตรียมเงินลงทุนไว้ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ใช้เงินลงทุนไปกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตเครื่องดื่ม เช่น น้ำดื่มคริสตัล ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังเปิดโรงงานที่จังหวัดขอนแก่น และสร้างโรงงานผลิตสุรา ที่จังหวัดกำแพงเพชร รวมถึงสร้างศูนย์กระจายสินค้าบางส่วน เพื่อให้มีครบ 19 แห่งทั่วประเทศ โดยหลังเปิดแผนวิชั่น วันนี้ผ่านมา 1 ปี 9 เดือนแล้ว ธุรกิจยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งยอดขายและผลกำไร”

สำหรับแผนการทำตลาดในอาเซียน จะให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ไทยสู่ตลาดเพื่อนบ้าน ล่าสุดได้จดทะเบียนตั้งบริษัทจำหน่ายและกระจายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวียดนาม นอกจากนี้ บริษัทได้เริ่มจำหน่ายสุราแม่โขงในมาเลเซียและสุราสีเมอริเดียนในเมียนมา ขณะเดียวกันยังนำแบรนด์สุราสีในเครืออินเวอร์เฮาส์ จากสกอตแลนด์ เช่น Old Pulteney และ AnCnoc เข้ามาบุกตลาดสุราพรีเมียมในไทย รวมทั้งทำตลาดในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ด้วย.

 

ตลาดนัดกลางคืนราชประสงค์เดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790957

 

นายชาญชัย พันธุ์โสภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดขายของร้านค้าปลีกค้าส่งของศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ เพราะส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชาวไทย แม้แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาดูสินค้ากว่า 40-50% ของลูกค้าทั้งหมด แต่กลุ่มลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รองลงมาคือกัมพูชาและเวียดนาม ปัจจุบันศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัมมีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละ 45,000-60,000 คนต่อวัน และช่วงที่มีความต้องการซื้อเสื้อดำมีผู้เข้ามาใช้บริการทำสถิติสูงสุดถึง 85,000 คนต่อวัน ขณะที่พื้นที่ของศูนย์การค้ามีอัตราการเช่าพื้นที่อยู่ที่ 99% และวันที่ 1 ธ.ค.นี้ จะเปิดโครงการ “ตลาดนีออน-ดาวน์ทาวน์ ไนท์มาร์เก็ต” ซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืนย่านราชประสงค์ บนพื้นที่ 10 ไร่ มีร้านค้า กว่า 900 ร้านค้า เปิดทุกวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. คาดว่าจะมีคนเข้ามาใช้บริการหลักหมื่นคนต่อวัน กลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยว คนทำงาน นักศึกษา ที่ชอบช็อปปิ้งกลางคืน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เช่น สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง ยุโรป และอาเซียนที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คิดค่าเช่า 350 บาทต่อเต็นท์ต่อวัน คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุน 80 ล้านบาทได้ภายใน 1 ปี

น.ส.อนุตตรา พร้อมทวีสิทธิ์ ผู้จัดการบริษัท โอเวอร์ซี คอนสตรัคชั่น ผู้บริหารโครงการศูนย์การค้า “วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน” ประตูน้ำ กล่าวว่า การแข่งขันที่รุนแรงของตลาดค้าปลีก-ค้าส่ง ย่านประตูน้ำ ส่งผลให้บริษัทต้องปรับแผนการทำธุรกิจใหม่ โดยเปิดพื้นที่ 3,000 ตร.ม. ชั้นใต้ดิน เป็น “ไนท์มาร์เก็ต วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน” ขายสินค้าแฟชั่น ของที่ระลึก และร้านอาหาร โดยเปิดตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพราะมองเห็นโอกาสธุรกิจ เนื่องจากย่านการค้านี้มีคนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน ทั้งขาช็อปพ่อค้าแม่ค้าคนไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติและพ่อค้าต่างชาติที่มาซื้อสินค้าไปขาย.

 

รัฐเพิ่มจำนำข้าวเหนียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790942

 

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวนาปี ปีการผลิต 2559/2560 รวมเป็นเงินที่เกษตรกรจะได้รับตันละ 13,000 บาท มาจากสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตันละ 9,500 บาท คิดจากไม่เกิน 90% ของราคาตลาดซึ่งอยู่ที่ตันละ 10,560 บาท รวมวงเงินสินเชื่อ 23,734 ล้านบาท โดยมีค่านำข้าวเก็บในยุ้งฉางตันละ 1,500 บาท และเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับสภาพข้าวตันละ 2,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 12,000 บาท วงเงินรวม 12,471 ล้านบาท กรอบเป้าหมายรวมกับข้าวหอมมะลิที่ 2 ล้านตัน ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ 1 พ.ย.2559-28 ก.พ. 2560 ส่วนภาคใต้สิ้นสุดโครงการ 31 ก.ค.2560

ทั้งนี้ เมื่อรวมวงเงินสำหรับโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ทั้งในส่วนของข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว จะใช้สินเชื่อรวมทั้งสิ้น 30,830 ล้านบาท และงบประมาณจ่ายขาดเป็นค่าเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉางรวม 5,679 ล้านบาท ขณะที่เงินช่วยเหลือสำหรับค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวรวม 41,090 ล้านบาท นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติกรอบวงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มชาวนาผู้ผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ ปี 2559/2560 ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ ธ.ค.2559-ธ.ค.2564 พร้อมงบประมาณสำหรับค่าชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. 3,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเกษตรแปลงใหญ่ 2,000 แปลง สนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตรวงเงินไม่เกินแปลงละ 10 ล้านบาท สามารถนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาปัจจัยการผลิตเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมผลผลิต จัดหาและพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในแปลง จัดหาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดหาเครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ทางการเกษตร.

 

อึ้ง! ถ่ายทอดสดขายของปลอมเกลื่อน โชว์หวิว-บริการทางเพศออกจอสลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790937

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการติดตามสถานการณ์การค้าขายออนไลน์ขณะนี้ พบพฤติกรรมของผู้ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ว่า ได้หันไปใช้ช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านโปรแกรมวีดิโอถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก (Facebook Live) กันอย่างแพร่หลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการขายสินค้าตามแผงลอยริมถนน ตลาดนัด หรือร้านค้าในห้างสรรพสินค้าเหมือนที่ผ่านมา เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าของลิขสิทธิ์มีการตรวจจับอย่างเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังถูกกดดันจากเจ้าของสถานที่ที่ให้เช่าขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ส่งผลให้การวางขายสินค้าละเมิดอย่างโจ่งแจ้งทำได้ยากขึ้น

สำหรับรูปแบบการขายสินค้าปลอมทางวีดิโอถ่ายทอดสดนั้น พ่อค้าแม่ค้าจะใช้โปรแกรมถ่ายทอดสดของเฟซบุ๊ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้กันในบรรดาแฟนเพจว่า เป็นเพจจำหน่ายสินค้าปลอมโดยเฉพาะ และมีสมาชิกติดตามเพจจำนวนหนึ่ง โดยเมื่อจะเปิดขายสินค้า ผู้ค้าจะถ่ายทอดสดจะนำสินค้ามาโชว์ จากนั้นแฟนเพจแชร์วีดิโอถ่ายทอดสด และใช้ของรางวัลมาล่อเพื่อให้คนแชร์มากๆ เช่น ตั้งคำถามง่ายๆ ให้ทาย และแจกรางวัลให้ผู้ทายถูกแบบฟรีๆ แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องแชร์วีดิโอที่กำลังถ่ายทอดสดด้วย

ทั้งนี้ เมื่อได้จำนวนยอดผู้เข้าชมระดับหนึ่งแล้ว พ่อค้าแม่ค้าจะเริ่มนำสินค้ามาขาย โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายและได้รับความนิยมส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมต่างๆ เช่น หลุยส์ วิตตอง, ชาแนล, ปราด้า หรือผ้าพันคอของหลุยส์ วิตตอง, กุชชี่, เบอร์เบอรี่ หรือแว่นตา ของกุชชี่ ปราด้า เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าปลอม แต่พ่อค้าแม่ค้าจะใช้เทคนิคการขายโดยระบุว่าเป็นสินค้าเกรดมิเรอร์ (Mirror) คือ เหมือนของแท้ แต่ราคาถูกกว่า

ยกตัวอย่างเช่น โชว์กระเป๋าชาแนล ซึ่งหากเป็นของแท้ใบละแสนกว่าบาท แต่จะโฆษณาว่า หากขายในร้านทั่วไป ราคาใบละ 7,000-8,000 บาท แต่ถ้าซื้อตอนนี้จะเหลือเพียงใบละ 3,000 บาทเท่านั้น และมีส่วนลดให้อีกทันที 1,000 บาท ทำให้คงเหลือต้องจ่ายจริงเพียง 2,000 บาทเท่านั้น หรือผ้าพันคอยี่ห้อดัง ของแท้ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นบาท แต่จะขายเพียงหลัก 100 บาทเท่านั้น นอกจากนั้น ยังมีแว่นตาแบรนด์เนมยี่ห้อต่างๆ ของแท้ราคาหลักพันถึงหลักหมื่นบาท จะเหลือเพียง 500 บาท เป็นต้น โดยสินค้าที่จำหน่ายจะมีกล่องใส่ มีใบรับประกัน และมีใบเสร็จที่พ่อค้าแม่ค้าระบุว่า ออกโดยตัวแทนจำหน่าย (shop) สินค้าแบรนด์ดังจริงๆ ทั้งที่จริงๆเป็นใบเสร็จที่ทำเลียนแบบขึ้นมา โดยที่ผ่านมานั้น มียอดคนเข้าชม และซื้อสินค้าในแต่ละครั้งมากพอสมควร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างการตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทั้งผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เป็นต้น รวมทั้งอยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อวางแนวทางการจัดการ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าแนวทางการจับกุมวีดิโอขายสินค้าปลอมดังกล่าวนี้คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่ทราบว่าคนขายอยู่ที่ใด แต่สิ่งที่ทำได้คือ ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเสนอไปยังผู้ให้บริการต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต กรณีเป็นเว็บไซต์ เพื่อให้ช่วยปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ให้มีการใช้ช่องทางวีดิโอสดในการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว รูปแบบการเผยแพร่วีดิโอสดดังกล่าวยังเป็นช่องทางของการโชว์ลามกอนาจาร หรือการขายบริการทางเพศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกรณีนี้มองว่าเป็นอีกกรณีที่ภาครัฐควรจะเข้ามาดูแล.

 

ธอส.เจ๋งลุยใช้ฟินเทคปล่อยกู้ พร้อมพึ่งเทคโนโลยีลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790982

 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ธนาคารได้เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ รองรับการเข้ามาของฟินเทค เช่น โมบายแอพพลิเคชั่น GH Bank Smart Receipt บริการใบเสร็จรับชำระเงินกู้แบบอิเล็กทรอนิกส์แทนใบเสร็จรูปแบบเดิมที่จัดพิมพ์เป็นกระดาษตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล เพราะลูกค้าสามารถใช้งานได้ผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตได้ สามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง App Store และ Play Store ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังจะนำฟินเทคมาช่วยในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งจะทำให้อนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 48 ชั่วโมง หากเอกสารครบถ้วน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 5 วัน ซึ่งการพิจารณาสินเชื่อที่เร็วขึ้น และชั่วโมงการทำงานของพนักงานที่ลดลง ทำให้ต้นทุนของธนาคารลดลง 0.25-0.75% โดยต้นทุนที่ลดลงนั้น ธนาคารก็จะนำมาลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ค้า ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มต้นปีหน้า โดยตั้งวงเงินปล่อยกู้ไว้ 10,000 ล้านบาท

ส่วนการแก้ไขกฎหมายของ ธอส.กรณีที่จะเพิ่มธุรกรรมการออกสลาก เหมือนกับสลากของธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลังเห็นชอบแล้ว และอยู่ระหว่างนำเข้าสู่ ครม.เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป.

 

ไม่ปลื้มมาตรการแจกเงินคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790931

 

เพิ่มใช้จ่ายน้อย-ซ้ำประชานิยม-หนุนจีดีพีเทียม

คลังแจงมาตรการแจกเงินเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย เงินจะเทออกพร้อมกันในวันที่ 1 ธ.ค.เป็นของขวัญปีใหม่คนจน ด้าน ธปท.ชมออกตรงเวลา–ตรงกลุ่มเป้าหมาย เหตุไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะโตต่ำสุดในรอบปี ขณะที่เอกชนคาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก หวั่นซ้ำรอยประชานิยม–สร้างจีดีพีปลอม

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมาจากที่เคยอนุมัติให้เกษตรกรไปแล้วก่อนหน้า ว่ามาตรการดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าประชาชนที่ให้ลงทะเบียนจะเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี ซึ่งมียอดลงทะเบียนทั้งสิ้นประมาณ 8.3 ล้านคน จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวทั้งหมด โดยกระทรวงการคลังจะใช้เงินงบประมาณ 10,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินโครงการนี้ และจะเริ่มแจกเงินได้ในวันที่ 1 ธ.ค.59 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน

“หลังจากที่รัฐบาลปิดลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อย เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังมีการเสนอให้ ครม.ช่วยเหลือเกษตรกรก่อนเป็นอันดับแรก เพราะในขณะนั้นเกษตรกรมีความเดือดร้อนมากที่สุด โดยเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีจะได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท และหากมีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินดังกล่าวให้ถึงมือเกษตรกรได้ เพราะการตรวจสอบรายชื่อและการยืนยันความถูกต้องยังไม่เสร็จเรียบร้อย”

ต่อจากนั้นในช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อผลการตรวจสอบรายชื่อและการเช็กความถูกเสร็จเรียบร้อย คลังจึงเสนอให้ ครม.พิจารณาเพิ่มความช่วยเหลือคนจนที่ไม่ใช่เกษตรกรในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5 ล้านคน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ หาบเห่แผงลอย คนที่ไม่มีงานทำ หรือคนเกษียณ โดยคนกลุ่มนี้จะได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับเกษตรกร กล่าวคือ รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีจะได้รับเงิน 3,000 บาท และหากมีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท

ขณะที่ในช่วงเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีนี้ กระทรวงการคลังก็พยายามคิดที่จะหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่จะเป็นมาตรการใดยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอผลจากมาตรการเดิมๆที่ออกไปก่อนหน้านี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น การเพิ่มหักค่าลดหย่อนได้ 2 เท่าจากการลงทุนเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และการก่อสร้างโรงงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มหักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 15,000 บาท ในโครงการช็อปช่วยชาติ เป็นต้น โดยจะมีการพิจารณาว่าควรต่ออายุโครงการต่างๆเหล่านี้ หรือยุติไปเลย เป็นต้น

ด้านนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงมาตรการดังกล่าวว่า เป็นมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาตรงกลุ่มเป้าหมายและอยู่ในจังหวะที่เหมาะสม เพราะผู้มีรายได้น้อยที่ได้ช่วยเหลือเพิ่มเติมในครั้งนี้ และเกษตรกรซึ่งได้ออกมาตรการช่วยเหลือมาแล้วก่อนหน้า เป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า เพราะไตรมาสที่ 4 ของปีนี้นั้นมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดของปีเทียบกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะที่การดำเนินการให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวเป็นการให้ครั้งเดียว ซึ่งไม่ทำให้เสียวินัยทาง การเงิน และในทางปฏิบัติการที่ให้ลงทะเบียนไว้แล้ว ทำให้จ่ายออกได้เร็วและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ดี เงินที่ออกมาจากมาตรการดังกล่าวไม่แน่ใจว่าจะนำไปสู่การใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แม้คนกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินเป็นสัดส่วนของรายได้มากกว่าคนรวย แต่ช่วงที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นพอสมควรในช่วงที่ผลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังลงไปไม่ถึงพวกเขา ดังนั้น เงินที่ได้จากรัฐบาลส่วนนี้อาจจะต้องตัดไปใช้หนี้ส่วนหนึ่ง

ส่วนภาคเอกชนนั้น นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การแจกเงินคนจน 5.4 ล้านคนทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.59 เป็นต้นไป เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปีนี้นั้น ถือว่าดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยไปหน่อย คือเพิ่มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้ประมาณ 0.5-2% เท่านั้น เพราะการแจกเงิน 3,000 บาทให้กับผู้มีรายได้น้อย 5.4 ล้านคน จะคิดเป็นเงินที่ออกมา 16,200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรวมค้าปลีกมีอยู่ 3 ล้านล้านบาท

“จำนวนเงิน 16,200 ล้านบาท ถ้ารัฐทำให้หมุนเวียนอยู่ในระบบได้ 4 รอบ รอบละกว่า 64,800 ล้านบาท เมื่อหารด้วย 3 ล้านล้านบาท เท่ากับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 2% แต่ถ้าเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวหมุนเวียนอยู่ในระบบได้แค่รอบเดียว ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโตได้แค่ 0.5% ซึ่งหมวด สินค้าที่ได้รับอานิสงส์กับเม็ดเงินก้อนนี้ คือ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าไม่คงทนถาวร แต่อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเป็นมาตรการที่เหมาะสม และเป็นการใช้เงินกระตุ้นได้ตรงจุดกับกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อน้อยหรือคนจน เพราะจะทำให้อารมณ์การใช้จ่ายดีขึ้น

ด้านนายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากมาตรการดังกล่าวที่ออกมา ในส่วนตัวมองว่าการแจกเงินคนจน 1,500-3,000 บาท เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ไม่มี ประโยชน์ต่อส่วนรวมมากนัก และจะหวังให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจยั่งยืนไม่ใช่แน่ๆ เพราะเราจะเห็นเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในระบบช่วงสั้นๆ แล้วก็หายไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเหมือนเป็นประชานิยมแจกเงิน และเป็นการสร้างตัวเลขจีดีพีปลอมขึ้นมา

“ยอมรับว่าจากมาตรการดังกล่าวภาคค้าปลีกจะได้รับอานิสงส์กับเรื่องนี้ แต่ค้าปลีกมีหลากหลายประเภท ทั้งร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์สโตร์ ห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้จ่ายเงินแค่ร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์สโตร์ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นของใช้จำเป็นเท่านั้น เช่น ยาสีฟัน ข้าวสาร แต่เมื่อเงินจำนวนนี้เข้ามาในระบบแต่แป๊บเดียวก็หายไป ขณะที่กรณีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาทนั้น ผมเห็นด้วยมากกว่าการแจกเงินคนจน เพราะจะได้การเพิ่มรายได้ในภาพรวมและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายระดับหนึ่ง”.