ดัชนีเชื่อมั่นทอง พ.ย. ดิ่งเล็กน้อย คาดราคาทองร่วง บาทละ 2-2.2 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784952

 

ศูนย์วิจัยทองคำ เผยดัชนีเชื่อมั่นราคาทองคำเดือน พ.ย.59 อยู่ที่ระดับ 60.24 จุด ปรับตัวลดลง 1.16 จุด แนะจับตานโยบายดอกเบี้ยเฟดปลายปี กดดันราคาทองคำ …

วันที่ 16 พ.ย.59 ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือนพฤศจิกายน 2559 อยู่ที่ระดับ 60.24 จุด โดยลดลงมาเล็กน้อยจากเดือนก่อน 1.16 จุด หรือลดลง 2.68% จากระดับ 61.90 จุด กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าราคาทองจะปรับตัวลดลง หลังจากที่เดือนตุลาคม ราคาทองคำในประเทศมีการปรับตัวลดลงต่ำกว่า 22,000 บาท ขณะที่ ทิศทางดอกเบี้ยของ FED ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันให้กับราคาทองคำ แม้ว่าความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งผลการเลือกตั้งของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยที่หนุนราคาทองคำ

สำหรับบทสรุปความคิดเห็นผู้ค้าทองคำ (Gold Trader Consensus) จากผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ ผู้ค้าส่งทองคำ และผู้ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ จำนวน 9 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ คาดว่าราคาทองคำในเดือนพฤศจิกายน จะปรับตัวลดลงหรือใกล้เคียงกับเดือนก่อน แต่มีเพียง 2 ราย ที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้น โดยมีกรอบราคาอยู่ที่ 1,200-1,320 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำในประเทศ (ความบริสุทธิ์ 96.5%) กลุ่มตัวอย่างให้กรอบราคาอยู่ที่ 20,000 – 22,000 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 21,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784631

 

ราคาทองวันที่ 16 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 ขายออกบาทละ 20,650 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 ขายออกบาทละ 21,150 บาท ส่วนตลาดทองคำนิวยอร์กปิดบวก 2.8 ดอลลาร์ ปิดที่ระดับ 1,224.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้แรงซื้อจากนักลงทุนเข้าเก็งกำไร …

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,550.00 บาท ขายออกบาทละ 20,650.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 บาท ขายออกบาทละ 21,150.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) 2.8 ดอลลาร์ หรือ 0.23% ปิดที่ระดับ 1,224.50 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อเก็งกำไร หลังจากสัญญาทองคำร่วงลงติดต่อกัน 6 วันทำการก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และกระแสคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

อย่างไรก็ตาม สัญญาทองคำได้รับแรงกดดันในระหว่างวัน เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์เสี่ยง

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยเมื่อวานนี้ ว่า ยอดค้าปลีกเดือน ต.ค.เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ และวัสดุก่อสร้างสำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากพายุเฮอร์ริเคนแมทธิว

ขณะที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กรายงานว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) มีการขยายตัวในเดือน พ.ย. หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 เดือน โดยดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.5 ในเดือน พ.ย. จากระดับ -6.8 ในเดือน ต.ค. ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 0 บ่งชี้ภาวะหดตัว ขณะที่เหนือระดับ 0 บ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว

 

ถ่ายทอดปกติ ออกสลากกินแบ่งฯ งวด 16 พ.ย. ชมสด! ไทยรัฐทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 08:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784487

 

กองสลากแจ้งถ่ายทอดสดปกติ การออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 16 พ.ย. ชมสดผ่านไทยรัฐทีวี ได้ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แจ้งว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะทำการถ่ายทอดสด การออกรางวัลเป็นปกติ ตั้งแต่งวดประจำประจำวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป โดยในงวดประจำวันที่ 16 พฤศจิกายน จะทำการออกรางวัลสลาก ณ อาคารออกรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนนนทบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ สามารถชมการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

 

ดันสมุนไพรไทยติดป้าย มอก. สร้างมาตรฐานสากลทั่วโลกยอมรับมั่นใจไปได้ไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784366

 

นายพิสิฐ รังสฤษฏ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.)ได้อนุมัติจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดทำมาตรฐานสมุนไพร เนื่องจากขณะนี้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับและมีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก เช่น นำไปเป็นส่วนผสมเวชภัณฑ์ยา เวชภัณฑ์เครื่องสำอาง แต่วัตถุดิบสมุนไพรไทยยังเป็นเพียงมาตรฐานแต่ละโรงงานผลิตเท่านั้น ยังไม่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสากล เชื่อว่าหากมีมาตรฐานสากลยอมรับแล้ว สมุนไพรไทยจะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวจะแตกต่างจากมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดย อย.เน้นความปลอดภัยจากการใช้งานหรือการบริโภค ขณะที่ มอก.สมุนไพรจะพิจารณาทั้งความปลอดภัย ซึ่งอ้างอิงจาก อย. และคุณภาพที่เป็นลักษณะปรากฏ ตั้งแต่กระบวนการผลิต เช่น คุณภาพวัตถุดิบ การบรรจุ คุณภาพตัวสินค้าที่พิสูจน์ได้ โดยปีหน้า สมอ.เตรียมนำร่องจัดทำ มอก.สมุนไพร 10 ประเภท คือ มะขามป้อม กระชายดำ สารสกัดใบบัวบก ฟ้าทะลายโจร กวาวเครือขาว น้ำมันขมิ้น น้ำมันไพล น้ำมันมะกรูดไทย น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันทิพส้มโอ “การพัฒนาสมุนไพรให้มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์แปรรูป ถือเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งดำเนินการ”

ขั้นต่อไป สมอ.จะเสนอให้ รมว.อุตสาหกรรมแต่งตั้งกรรมการ วิชาการรายสาขา (กว.) คณะที่ 74 ด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย มีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ 16 คน เพื่อผลักดันให้เป็นไปตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่วนข้อกังวลที่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ผลิตสมุนไพรหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นการเพิ่มภาระแต่เป็นการช่วยพัฒนาประสิทธิภาพ เนื่องจาก มอก.ที่จะประกาศใช้จะเป็น มอก.ทั่วไป ไม่ใช่ มอก.ภาคบังคับจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ถ้าใช้ตรา มอก. ติดบนตัวผลิตภัณฑ์ก็จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับมากขึ้น.

 

“พีทีทีจีซี”กำไรบานฉ่ำรับราคาน้ำมันขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784357

 

“อินทัช”ก้มหน้ายอมรับรายได้ปี 59 ไม่อู้ฟู่

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ซีอีโอ) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 มีรายได้จากการขาย 89,714 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 416% จากปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นช่วงไตรมาส 3 แม้จะเริ่มลดและทรงนี้ในไตรมาส 4 รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมันและโรงโอเลฟินส์กลับมาดำเนินการปกติหลังหยุดซ่อมบำรุงไตรมาสก่อน การดำเนินโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงไตรมาส 4

ขณะที่งวดรวม 9 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้จากการขาย 236,022 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,858 ล้านบาท ทั้งปีคาดว่าจะมีรายได้จากการขาย 320,000 ล้านบาท จากราคาน้ำมันโลกเฉลี่ย 40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่ปีหน้ามั่นใจว่าจะมีรายได้จากการขายเพิ่มอีก 22% รวมรายได้อยู่ที่ 400,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นมาที่ 45-55 เหรียญสหรัฐฯ และกำลังการผลิตของบริษัทจะดีขึ้นจากโรงกลั่นน้ำมันและโรงโอเลฟินส์เดินเครื่องปกติไม่ได้หยุดซ่อมเหมือนปีนี้

ด้านนางสาวทมยันตี คงพูลศิลป์ รองกรรมการผู้อำนวยการส่วนงานการลงทุนสัมพันธ์ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) เผยว่า ปี 59 รายได้จะไม่โตจากปี 58 ที่มีรายได้ 29,200 ล้านบาท โดย 9 เดือนแรกมีรายได้ 23,100 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้จากบริษัทลูกลดลง โดยลูกค้าของ บมจ.ไทยคม (THCOM) หายไป 1 ราย ขณะที่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) รายได้ชะลอตัวครึ่งปีแรกจากการโอนย้ายลูกค้าจากคลื่น 2G เป็น 3G ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่วน บมจ.ซีเอส ล็อกอินโฟ (CSL) รายได้ยังเติบโตดี แต่มั่นใจว่าปี 60 รายได้จะดีกว่าปี 59 มาก เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมมีแนวโน้มสดใส โดยเฉพาะ ADVANC ที่ฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังปี 59 หลังได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 MHz ทำให้มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น ส่วน THCOM มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่ ส่วนนโยบายจ่ายปันผลอาจปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ.

 

ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเร่ิมผงกหัว สร้างมูลค่าเพิ่มแอนิเมชัน-เกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784346

 

นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า กล่าวว่า จากการสำรวจคาดว่าอุตสาหกรรมแอนิเมชันของไทยในปีนี้ จะเติบโต 2.8% และขยับขึ้นเป็น 5% ในปี 2560 ขณะที่อุตสาหกรรมเกมจะเติบโต 9.5% ในปีนี้ และเติบโตเพิ่มขึ้น 22.3% ในปี 2560

โดยจากผลการสำรวจตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ไทยในปี 2558 พบว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 12,745 ล้านบาท เติบโตจากปี 2557 ที่ 12.4% แบ่งออกเป็น 2 สาขา ดังนี้ สาขาแอนิเมชันมีมูลค่า 3,851 ล้านบาท โต 9.9% จากปี 2557 ขณะที่สาขาเกมมีมูลค่า 8,894 ล้านบาท โตเพิ่มขึ้น 13.5% จากปี 2557

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมแอนิเมชันและเกมถูกขับเคลื่อนจากการนำเข้าแอนิเมชันและเกมจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่สะท้อนมูลค่าการผลิตงานที่มีทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหมายถึงการผลิตแอนิเมชันและเกมของคนไทยได้มีการพัฒนา

ขณะที่ด้านการส่งออกนั้น เมื่อปี 2558 ไทยผลิตดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อการส่งออกรวมทั้งสิ้น 1,545 ล้านบาท ประกอบด้วยสาขาแอนิเมชัน มูลค่า 499 ล้านบาท และสาขาเกมมีมูลค่าการส่งออก 1,046 ล้านบาท

“อุตสาหกรรมแอนิเมชันและเกมยังคงมีมูลค่าการนำเข้าเพื่อบริโภคสูง แต่ผู้ผลิตไทยมีแนวโน้มพัฒนาและสร้างมูลค่าผลิตภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น โดยปัญหาสำคัญที่สำรวจพบจากทั้ง 2 อุตสาหกรรม คือ บุคลากรยังขาดทักษะในการสื่อสารภาษาต่างประเทศ และยังคงต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว เช่น การสนับสนุนเงินทุน เป็นต้น”.

 

ดาวโจนส์ทุบสถิติ 4 วันติด หุ้นสหรัฐฯ บวกจากแรงหนุนภาคพลังงาน-เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784471

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันอังคาร โดยดาวโจนส์บวกเพิ่มเป็นวันที่ 7 และนิวไฮเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยตลาดได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 พ.ย. 2559 ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 54.37 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 18923.06 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 16.19 จุด หรือ 0.75% ปิดที่ 2180.39 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 57.22 จุด หรือ 1.10% ปิดที่ 5275.62 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของตลาดส่วนหนึ่งเป็นผลจากนักลงทุนได้รับแรงกระตุ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจด้านบวก หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์กรายงานว่า กิจกรรมการผลิตในรัฐนิวยอร์กฟื้นตัวในเดือน พ.ย.

ขณะเดียวกัน บริษัทกลุ่มพลังงานเป็นหนึ่งในกลุ่มที่หุ้นเพิ่มมากที่สุด ตามการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวหลังจากร่วงหนักในสัปดาห์ก่อน.

 

ระบุ รมว.ท่องเที่ยวฯต้องชดใช้ “โสภณ” ชำแหละปัญหาทัวร์ 0 เหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784311

 

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัย และประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียล-เอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยว่า ได้พานักศึกษาของโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยไปดูงานอสังหาริมทรัพย์ที่เมืองพัทยาเมื่อประมาณต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ปรากฏได้พบว่าโรงแรมในพัทยาเงียบเหงาลงเป็นอย่างมาก สาเหตุหนึ่งเกิดมาจากการปราบปราม “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยลดน้อยลงเป็นอย่างมาก “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” หรือ Zero Dollar Tour คือ การจัดคณะนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาในไทย…

โดยซื้อทัวร์จากประเทศตน (จีน) ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ก่อนที่บริษัททัวร์เหล่านั้นจะส่งลูกทัวร์ทั้งกรุ๊ปให้แก่บริษัททัวร์ในไทยโดยที่ไม่ต้องจ่ายค่านำเที่ยวแม้แต่เหรียญเดียว จากนั้นบริษัทนำเที่ยวก็จะถูกไกด์เถื่อนพาตระเวนซื้อของแพงๆ ด้วยสินค้าราคาสุดโหด รวมถึงโชว์ต่างๆ เพื่อรีดเอากำไร หากนักท่องเที่ยวไม่ยอมจ่าย หรือจ่ายน้อย บริษัททัวร์ก็ไม่มีรายได้พอกับค่าใช้จ่าย ไกด์จึงต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทั้งอ้อนวอน บังคับขู่เข็ญ เช่น ไม่ให้กุญแจห้อง ยึดพาสปอร์ต บางครั้งอาจร้ายแรงถึงขั้นทำร้ายลูกทัวร์หรือลอยแพลูกทัวร์ไปเลยก็ได้

อย่างไรก็ตาม นายโสภณกล่าวว่า ปฏิบัติการของรัฐบาลไทยในการปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ด้วยการบุกเข้าตรวจค้นบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต และบริษัทเครือข่ายอีก 4 แห่ง อายัดรถบัสนำเที่ยว 2,086 คัน บัญชีเงินสดกว่า 90 บัญชี มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ดูจะเป็นเรื่องที่เกาไม่ถูกที่คัน และทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายวับไปในทันที “ที่น่ากังขาก็คือไปจับแม่ และลูกชายที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกได้แค่ 2 เดือนไม่รู้เรื่องรู้ราว และแทนที่จะดำเนินคดีตามครรลองของกฎหมายปกติทั่วไป กลับตั้งข้อหา “อั้งยี่” และไม่ให้ประกันตัวสองแม่ลูกดังกล่าว ขณะที่บริษัทของอดีตนายตำรวจใหญ่บางคนที่เกี่ยวข้อง และมีพฤติกรรมประกอบธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญกลับไม่โดนตรวจสอบ”

นายโสภณกล่าวว่า เขาได้รับข่าวล่าสุดว่าทัวร์ศูนย์เหรียญหนีจากไทยไประบาดในเกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรปกันหมด โดยขอยกเลิกเที่ยวบินกับสายการบินแอร์เอเชียแล้ว 64,000 รายต่อเดือนนับแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นมา ยังไม่รวมธุรกิจโรงแรม 3-4 ดาวในพัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนหายไปแล้วประมาณ 65% เพราะบริษัททัวร์กว่า 200 ราย ไม่กล้าทำธุรกิจทัวร์จีนต่อเนื่อง เกรงจะโดนจับในข้อหาเดียวกัน

ขณะที่หลายประเทศใช้โอกาสนี้จัดแพ็กเกจท่องเที่ยวในราคาถูก เช่น จีน-เกาหลี 5 วัน ราคา 1,700 หยวน, จีน-ญี่ปุ่น 6 วัน ราคา 3,499 หยวน, จีน-ฝรั่งเศส-อิตาลี 12 วัน ราคา 4,194 หยวน ส่วนจีน-เยอรมนี-สวิตเซอร์แลนด์ 12 วัน 3,564 หยวน เท่ากับว่าหลายประเทศยังคงทำทัวร์ศูนย์เหรียญ อยู่ แต่ไทยกลับแก้ปัญหาในแบบที่ไม่ฉลาด นี่คือสิ่งยืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายผิดทาง ขณะที่ประเทศอื่นรู้จักวิธีจัดการกับ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ได้ดีกว่า

นายโสภณกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมองประเด็นในการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญว่าไม่ได้ให้อะไรแก่ประเทศ และเงินตกแก่บริษัททัวร์จีน แต่เมื่อพิจารณาจากปี 2558 กรมการท่องเที่ยวระบุว่า มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทย 8 ล้านคน แต่ละคนใช้เงินเกือบ 6,000 บาท เฉลี่ยรวม 48,000 ล้านบาท และจริงๆปีนี้ทัวร์จีนควรเติบโตกว่าปีก่อน 10% คิดเป็นเงินราว 52,800 ล้านบาท แต่ใน 4 เดือนหลัง นักท่องเที่ยวจีนกลับหายไป 60% อาจเหลือรายได้จากจีนเพียง 42,240 ล้านบาท หายไปถึง 10,560 ล้านบาท “ถ้านี่เป็นค่าเสียหาย รมว.การท่องเที่ยวฯจะชดใช้ใหม่ กับการที่คนทำงานโรงแรมต้องถูกให้ออก มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่ค้า ฯลฯ ไม่มีงานไม่มีเงินเพียงเพราะผู้รับผิดชอบไม่ศึกษาเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ และแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม”.

 

กสทช.สงบศึกเซเว่น-เอไอเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784296

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (16 พ.ย.) กสทช.ได้เชิญตัวแทนร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-11), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเกชั่น จำกัด มาชี้แจงกรณีร้าน 7-11 ยุติการขายและให้บริการบัตรเติมเงินวันทูคอลของเอไอเอส เนื่องจากมีตัวแทนผู้บริโภคร้องเรียนมายัง กสทช.ให้พิจารณาตรวจสอบกรณีดังกล่าว “เดิม กสทช. คิดว่าไม่มีอำนาจ เพราะเป็นเรื่องธุรกิจ แต่เมื่อมีการร้องเรียนมาว่าได้รับผลกระทบ ทำให้ กสทช.ต้องเชิญเอไอเอส ในฐานะที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช.มาชี้แจง ส่วนร้าน 7-11 และทรูมูฟ จะมาชี้แจงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเอกชน แต่เชื่อว่าจะมา เพื่อให้ความกระจ่างชัดเจนต่อผู้บริโภค”

น.ส.อาริยา ศิลากร ผู้จัดการส่วนงานนักลงทุนสัมพันธ์ เอไอเอส เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาต่อรองกับเซเว่นฯ เรื่องสัญญาการจำหน่ายสินค้าในอนาคต เนื่องจากเซเว่นฯเป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายบัตรเติมเงินของบริษัทที่ผู้บริโภครู้สึกคุ้นเคยเพราะมีสาขาจำนวนมาก แต่เชื่อว่าไม่กระทบผลประกอบการของบริษัท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 400,000 จุด ซึ่งโดยปกติแล้วร้านโชห่วย รวมทั้ง หน่วยจำหน่ายต่างๆที่กระจายอยู่ตามชุมชนจะมีสินค้าบัตรเติมเงินของบริษัทอยู่แล้ว ในระหว่างนี้ลูกค้าก็ต้องใช้ช่องทางอื่นเติมเงินไปก่อน ส่วนผลการดำเนินงานปี 59 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 58 ที่มีรายได้ 156,015 ล้านบาท แต่จะขาดทุนจากการขายโทรศัพท์ด้วยโปรโมชั่นแจกเครื่องฟรีเร่งย้ายลูกค้าจาก 2 จีไป 3 จี โดยตั้งเป้าจะรักษาส่วนแบ่งการตลาดให้อยู่ในอันดับหนึ่ง ในสัดส่วน 50-51% โดยขณะนี้เริ่มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 49%.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– 7-11 ทิ้งเอไอเอสสูญพันล้าน

– เอไอเอสไม่ได้ใหญ่รายเดียว 7-11 ขอขึ้นค่ามาร์จิ้นให้เท่าเทียมกัน

– จบที่นี่ทุกคำถาม! สรุปชัด 10 ข้อ ศึกบัตรวันทูคอล-เซเว่นฯ

 

ลุยพัฒนาการเงินภาคประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784267

 

รัฐเปิด 3 ยุทธศาสตร์ช่วยรากหญ้าเข้าถึงแหล่งทุน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน ปี 2560-2564 เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรการเงินระดับฐานราก ทั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนการออม กองทุนสัจจะออมทรัพย์ ธนาคารหมู่บ้าน และสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีประมาณ 110,000 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นสถาบันการเงินที่เข้มแข็ง และเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน โดย เฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น ซึ่งการเข้าไปใช้บริการในระบบธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบางครั้งมีต้นทุนการเดินทางจำนวนมาก

“ร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปครั้งสำคัญของประเทศไทยต่อไปจะมีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนและชุมชนอย่างแท้จริง จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และประชาชนยืนอยู่บนขาตัวเองได้ตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

สำหรับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน จะแบ่งออกเป็น 3 ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์แรกการสร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพด้านการเงินของประชาชนในระดับฐานราก โดยเน้นขับเคลื่อนการทำงานให้ออกมาภายในปี 2560 ทั้งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะทำโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพ และสินเชื่อวิสาหกิจเพื่อชุมชน เพื่อสนับสนุนสินเชื่อไว้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียน และเป็นค่าลงทุนประกอบธุรกิจการเกษตร การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร และหนี้นอกระบบ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพื่อพัฒนาผู้ให้บริการทางการเงินเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินกับประชาชนอย่างทั่วถึง สร้างความเข้มแข็งขององค์กรทางการเงินชุมชนให้มีความมั่นคง สร้างเครือข่ายองค์กรทางการเงินในชุมชน รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินขยายบริการทางการเงินไปสู่ฐานรากมากขึ้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 3 เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้เหมาะสมต่อการเข้าถึงบริการทางการเงิน เช่น เนชั่นแนล อี-เพย์เม้นต์.