เหมือนเป๊ะ! ยักษ์ใหญ่โคลนนิ่งสินค้าเจ้าอื่น ‘ผูกขาด’ หรือ ‘โอกาส’ ของคุณ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/781367

 

เมื่อยักษ์ใหญ่ปั้นผู้ต่อสู้หน้าใหม่ขึ้นทำศึก เขาพร้อมสรรพไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือ (เมล็ดพันธุ์ พืชผัก อาหารสัตว์ เนื้อสัตว์ โรงงาน ร้านค้า) จึงมิใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ที่ยักษ์ใหญ่จะสามารถช่วงชิงพื้นที่ส่วนใหญ่ในสนาม และกวาดต้อนเอาคู่ต่อสู้ตัวเล็กๆ หน้าเก่าๆ ตกสนามไปได้ในที่สุด!

แน่ล่ะ! เราเชื่อว่า คุณต้องเคยพบเจอกับเหตุการณ์นี้… ณ ร้านสะดวกซื้อ คุณหยิบขนมปังที่กินประจำขึ้นมา เหลือบมองที่ป้ายราคา พบว่า ราคาอยู่ที่ 22 บาท ชำเลืองไปทางขวา คุณเห็นขนมปังแบบเดียวกันเป๊ะ เช็กราคาปุ๊บ ปรากฏว่า ราคาแค่ 18 บาทเท่านั้น!…ความลังเลใจบังเกิดขึ้น “สิ่งที่รัก” กับ “สิ่งที่(ราคา)ถูก” เป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร?

ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเลขจาก น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เธอบอกกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เฮาส์แบรนด์* เธอเรียกอย่างนั้น (อธิบายง่ายๆ ความหมายของเฮาส์แบรนด์ก็คือ สินค้าที่ร้านค้ายักษ์ใหญ่ผลิตออกมาคล้ายคลึงกับสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด และมีข้อได้เปรียบ คือ ราคาถูกกว่า) เฮาส์แบรนด์จะสามารถขายได้ดีในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความประหยัด จึงอยากทดลองสิ่งแปลกใหม่ และทำให้ปี 2559 ตลาดสินค้าเฮาส์แบรนด์ในเมืองไทย ขยายตัว 10-15% โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 27,000 ล้านบาท 


“สิ่งที่รัก” กับ “สิ่งที่(ราคา)ถูก” เป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร?
ราคาถูกกว่า คุณภาพไม่ต่าง! จุดเด่นดึงลูกค้าเลือก”เฮาส์แบรนด์”

สินค้าเฮาส์แบรนด์ มีจุดเด่นทางด้านราคาที่ถูกกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปเฉลี่ย 10-30% เพราะฉะนั้น เฮาส์แบรนด์จึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในกลุ่มที่มีรายได้ระดับปานกลาง ไปจนถึงระดับล่างได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงเริ่มต้น ผู้บริโภคอาจจะเลือกซื้อสินค้าเฮาส์แบรนด์เพื่อมาทดแทนแบรนด์ที่ตัวเองใช้เป็นประจำ แต่เมื่อนำมาใช้แล้ว กลับพบว่า คุณภาพของเฮาส์แบรนด์ไม่ได้แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ มิหนำซ้ำยังมีราคาถูกกว่า ซึ่งจุดๆ นี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคอาจซื้อสินค้าเฮาส์แบรนด์มาใช้ถาวร” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวถึงข้อมูลที่ได้มาจากงานวิจัย

ในแง่มุมที่ว่า สินค้า “คุณภาพใกล้เคียงกัน” หรือ “ราคาถูกกว่า” เกวลิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเรื่องนี้ว่า เมื่อการแข่งขันของวงการค้าปลีกเริ่มร้อนแรงขึ้น ผู้ประกอบการต่างงัดกลยุทธ์ทางการตลาดออกมาใช้ โดยเฉพาะกลยุทธ์ทางด้านราคาที่ต่ำกว่า ภายใต้คุณภาพของสินค้าที่ผู้บริโภครับได้ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลดี และถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย

“ถ้าผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ลงสนามมาขายสินค้าที่เหมือนๆ กับผู้ประกอบรายเล็ก ผู้ประกอบรายเล็กจะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร?” ผู้สื่อข่าวถาม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งเธอให้คำตอบว่า “สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พวกเขาอาจจะต้องถูกผลักให้ตัวเองพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพพรีเมียมมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการรายย่อยควรสร้างจุดเด่น-จุดแข็งให้กับสินค้าของตัวเอง หรือมองหาช่องทางการตีตลาดต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดท้องถิ่น, ตลาดต่างประเทศ และตลาดออนไลน์”

“ที่สำคัญ ผู้ประกอบการรายย่อยอย่าหยุดนิ่งที่จะพัฒนา เพราะเมื่อใดก็ตามที่สินค้าของคุณสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โอกาสที่สินค้าของคุณจะครองใจผู้บริโภคและกลายเป็นผู้นำในตลาดก็มีมากขึ้น” เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะยักษ์เล็กวิ่งตามยักษ์ใหญ่


ตีตลาดออนไลน์
คุมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ใครริสู้ก็แพ้ไป!

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลถึงกรณีผู้ประกอบการรายใหญ่ผลิตสินค้าคล้ายคลึงกับผู้ประกอบการรายเล็ก ว่า “เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ที่นำสินค้าไปวางขายในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ แต่เรื่องนี้ยังกระทบเป็นวงกว้างแก่เจ้าของร้านอาหารตามสั่งต่างๆ พ่อค้าแม่ค้าร้านโชห่วยต่างๆ เพราะผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่มีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป พวกเขาไม่สามารถผลิตวัตถุดิบได้เอง พวกเขาต้องซื้อทุกอย่าง สุดท้ายพวกเขาก็เสียเปรียบ และต้องปิดตัวไปในที่สุด

“ยกตัวอย่างง่ายๆ ข้าวผัด 1 จาน ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถควบคุมการผลิตได้ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ ใช้เมล็ดพันธุ์ผัก หรือแม้กระทั้งการผลิตในโรงงานครั้งละมากๆ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะสามารถขายได้ในราคาถูก และคุณภาพเท่ากันทุกจาน แต่สำหรับตาสีตาสาชาวบ้านที่ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยกระบวนการผลิตธรรมดาๆ เขาจะไปสู้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้อย่างไร เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวด้วยความเป็นห่วง

จากกรณี “ข้าวผัด” ข้างต้น เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ตั้งคำถามกับผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมผ่านทีมข่าวไว้ว่า จากกรณีเช่นนี้ ภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรหันมาพิจารณาถึงความเหมาะสมหรือไม่ว่า อันที่จริงแล้ว ร้านค้าปลีกรายใหญ่ที่ตั้งอยู่ในชุมชน ควรนำข้าวผัดมาขายทับซ้อนกับชาวบ้านในชุมชนหรือไม่?

นอกจากนี้ สารี อ๋องสมหวัง NGO คนดัง ได้แนะนำว่า ณ เวลานี้ ภาครัฐควรปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เนื่องจากโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้ามีการแทรกแซงมาจากภาคธุรกิจ และภาคการเมืองมาโดยตลอด จนส่งผลสืบเนื่องให้คณะกรรมการฯ ไม่สามารถวินิจฉัยความผิดของผู้ประกอบการรายใหญ่ได้

คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ไม่ควรเป็นตัวแทนจากภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ควรจัดให้มีบุคคลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น นักวิชาการ หรือตัวแทนผู้บริโภค เข้าไปเป็นคณะกรรมการฯ ด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การบริหารจัดการมีความอิสระ การปฏิบัติงานไม่ถูกแทรกแซง และใช้เป็นเครื่องมือกำกับดูแล แก้ปัญหาการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมต่อไป สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ทิ้งท้ายด้วยความหวัง


เฮาส์แบรนด์ = คุณภาพใกล้เคียงและราคาถูกกว่า
มติ สนช. รับหลักการร่าง พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า

อย่างไรก็ตาม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวว่า การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการพิจารณาเรื่องด่วนคือ ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. … เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิมไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งการกำกับดูการแข่งขันทางการค้าเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ทำให้การแข่งขันทางการค้าไม่คล่องตัวและเป็นอิสระ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และมีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลการแข่งขันให้มีความคล่องตัว ทันต่อการประกอบธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ทั้งนี้ ที่ประชุม สนช. มีมติ 187 : 1 เสียง รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียด 21 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แปรญัติ 15 วัน

นิมิตหมายที่ดีเริ่มปรากฏ…

กฎหมายฉบับใหม่ จะสกัดยักษ์ใหญ่ได้หรือไม่? ต้องติดตาม!
แต่ที่แน่ๆ คุณลองทบทวน ณ เวลานี้ได้เลยว่า
ที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ “ผูกขาด” หรือ “มอบโอกาส” ให้กับคุณ?


ล้อมคอกคุมเข้มเรือคลองแสนแสบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784261

 

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงมาตรการการดูแลความปลอดภัยการให้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบว่า มาตรการระยะสั้น ได้สั่งให้กรมเจ้าท่าแจ้งแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการให้บริการไปยังเรือคลองแสนแสบแล้ว โดยกำหนดให้คนประจำเรือต้องกำกับดูแลให้เรือจอดเทียบท่าให้สนิทก่อนให้คนขึ้น-ลงเรือ โดยพนักงานของกรมเจ้าท่าจะต้องกำกับดูแล ทั้งนี้ หากไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดคนประจำเรือจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย “หากกระทำผิดครั้งแรก ปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุ คนประจำเรือจะถูกปรับทันที 3,000-5,000 บาท หากทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 จะถูกพักใช้ใบอนุญาตชั่วคราว 15-30 วัน และหากทำผิดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 อาจถึงขั้นยึดใบอนุญาตประกอบการได้ นอกจากนี้ จะมีการดำเนินคดีทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่าที่รับผิดชอบดูแลแต่ละท่าด้วยหากไม่สามารถกำกับดูแลให้เรือทุกลำจอดเทียบท่าให้สนิทก่อน”

นายออมสินกล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้เรือคลองแสนแสบกลับไปปรับปรุงตัวเรือใหม่ 2 ลำ เพื่อให้มีทางขึ้น-ลง อย่างละ 1 ช่องทาง รวมทั้งจัดทำทางเดินตรงกลางลำเรือ เพื่อจัดระเบียบการขึ้นลงเรืออย่างมีระเบียบ โดยจะทดลองทำเรือ 2 ลำก่อน และนำมาทดลองให้บริการ 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.59 -15 ม.ค.60 เพื่อทดสอบการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารว่าใช้เวลามากน้อยแค่ไหน และเป็นอุปสรรคในชั่วโมงเร่งด่วนที่มีผู้โดยสารจำนวนมากหรือไม่ เพื่อประเมินว่าจะนำมาใช้ปฏิบัติจริงได้หรือไม่

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ในระยะยาวอาจต้องปรับมาตรฐานการจอดเรือเทียบท่า โดยจัดทำช่องสำหรับจอดเรือ หากจอดไม่ตรงช่อง อาจไม่เปิดให้มีการขึ้น-ลงเรือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากการขึ้นลงเรือ.

 

ครม.หมูไม่กลัวน้ำร้อน ดันเกษตรกรปลูกข้าวโพดเพิ่ม 2 ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784257

 

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการการปรับเปลี่ยนปลูกพืชหมุนเวียนภายใต้นโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบครบวงจรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย 2 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยง สัตว์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการในพื้นที่ 35 จังหวัด จำนวน 2 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวโพด ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรไร่ละ 4,000 บาท แบ่งเป็น 3 งวด งวดแรกไร่ละ 1,800 บาท สำหรับเป็นค่าเตรียมดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยรองพื้น และสารเคมีคุมวัชพืช งวดที่ 2 จำนวน 1,200 บาทต่อไร่ เป็นค่าปุ๋ยเคมี และค่าดูแลรักษา และงวดที่ 3 จำนวน 1,000 บาทต่อไร่ เป็นค่าเก็บเกี่ยว วงเงินสินเชื่อทั้งหมด 8,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะใช้เงิน 103.76 ล้านบาท เพื่อชดเชยอุดหนุนดอกเบี้ย 3% ต่อปี ปัจจุบันอยู่ที่ 7% รัฐอุดหนุน 3% และเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเอง 4% ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือน ต.ค.59-มิ.ย.60

ส่วนโครงการที่ 2 คือ โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด โดยกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการในพื้นที่ 19 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา 200,000 ไร่ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปอเทือง แบ่งเป็นผลิตเมล็ดพันธุ์ขายคืนให้กรมพัฒนาที่ดิน 50,000 ไร่ อีก 150,000 ไร่สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกแล้วไถกลบทำเป็นปุ๋ยพืชสด ซึ่งทางกรมพัฒนาที่ดินจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุนให้เกษตรกรไร่ละ 5 กิโลกรัม รายละไม่เกิน 20 ไร่ และจะสนับสนุนค่าไถเตรียมดินไร่ละ 500 บาท และค่าไถกลบอีกไร่ละ 500 บาท โดยจะรับซื้อเมล็ดพันธุ์คืน 6,000 ตัน ราคากิโลกรัมละ 20 บาท ใช้งบประมาณรวม 383.49 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการเดือน ต.ค.59-พ.ค.60.

 

เร่งนาแปลงใหญ่-แก้แรงงานประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784251

 

“ฉัตรชัย” ขู่ปลดอธิบดีไม่ทำงาน ลั่นให้เวลาปรับตัวมานานแล้ว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากคณะกรรมาธิการประมงของรัฐสภายุโรป (PECH) เดินทางมาติดตามการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (ไอยูยู) ไทย และได้กำชับให้เร่งแก้ไขปัญหาเรื่องแรงงาน ขณะนี้ได้มีการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโดยเบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (พ.ร.บ.แรงงาน) ไปเป็นพระราชกำหนดแรงงานทางทะเล (พ.ร.บ.แรงงาน) แทน เพื่อให้สอดคล้องการปรับเปลี่ยนพระราชกำหนดการประมง 2558 (พ.ร.ก.ประมง) ซึ่งจะทำให้เกิดความรวดเร็วในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือน พ.ย.จะส่งเจ้าหน้าที่ไปรายงานความคืบหน้ายังสหภาพยุโรปอีกครั้งเพื่ออธิบายและให้ทางอียูรับรู้ความคืบหน้าเป็นระยะเพื่อความต่อเนื่อง

“ทางอียูระบุเป็นเอกสารของหน่วยงานและส่งมาที่ไทยว่า ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) กรมประมง กรมเจ้าท่า แก้ปัญหาชัดเจนและมีความคืบหน้าไปมากและเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาไอยูยู ขณะที่ในเดือน ม.ค.ปี 60 ผมอาจจะต้องเดินทางไปยุโรปด้วยตัวเอง เพื่อชี้แจงว่าวันนี้ไทยเราเดินหน้าไปถึงไหนยังไง แต่เชื่อว่า สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดนั้น เรียกว่ามาถูกทาง”

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวต่อว่า ในปี 2560 จะเพิ่มความเข้มข้นในเรื่องแปลงใหญ่ และผลักดันเรื่องปรับปรุงสินเชื่อตามโครงการแปลงใหญ่ของรัฐบาลให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้าให้ทันเพื่อสร้างแรงจูงใจ เพิ่มเงื่อนไขให้เกษตรกรเข้ามาสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งแต่เดิมกำหนดจะเสนอ ครม.ในวันที่ 15 พ.ย. แต่ไม่ทัน ในเรื่องของการเพิ่มวงเงินที่ยังไม่ลงตัว จึงเรียกนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาหารือและประชุมร่วมกัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ทัน อาจจำเป็นต้องมีการปลดอธิบดี

“ถึงเวลาที่ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯต้องทำงานกันแล้ว ผมจะสอนคนเสมอว่าเวลาเราทำงานอยู่ตรงไหน ตั้งใจทำงานตรงนั้นให้ดีที่สุด เราไม่สามารถจะบอกได้ว่าเราจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ขอให้อธิบดีทุกคน ข้าราชการทุกคน ทำวันนี้ทำให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ อย่าไปหวังหรือวาดภาพว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง วันนี้ต้องยอมรับว่าเขาอาจจะคุ้นเคยกับระบบการเมืองที่ผ่านมา บางทีเขาอาจจะไม่คุ้นเคยกับผม ซึ่งต้องให้เวลาเขาหน่อย แต่เวลานี้ผมก็บอกว่าผมให้เวลามากพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นปี 60 มันต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ผมต้องเข้มงวดต้องไล่ให้เกิดให้ได้”.

 

โว! มาตรการรัฐแจ๋วดันราคาขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784236

 

 “ฉัตรชัย” จี้พาณิชย์ฟัน“รถเกี่ยวข้าว” ซ้ำเติมชาวนา

“ฉัตรชัย” จี้ “พาณิชย์” จัดการรถเกี่ยวข้าวเอาเปรียบซ้ำเติมทุกข์ชาวนา ขณะที่เล็งช่วย “ข้าวเหนียว” เพิ่มตันละ 2 พันบาทเท่ากับข้าวเจ้า “พาณิชย์” โวราคาข้าวหอมมะลิขึ้นแล้ว 500 -1,000 บาทต่อตัน แล้วหลังมาตรการช่วยเหลือได้ผล ขณะกระทรวงอุตสาหกรรมระดมโรงงานซื้อข้าวชาวนา 8,000 ตัน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (15 พ.ย.) ได้หารือกับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เรื่องชาวนาถูกเจ้าของรถเกี่ยวข้าวขึ้นราคาค่ารับจ้างเกี่ยวข้าว จากปีก่อนราคาไร่ละ 500-600 บาท เป็นไร่ละ 800 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% ถือเป็นการซ้ำเติมชาวนาในภาวะที่ราคาข้าวตกต่ำ ได้ฝากให้ รมช. พาณิชย์ลงพื้นที่ไปดูปัญหารถเกี่ยวข้าวเอาเปรียบชาวนาอีกครั้ง แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกประชุมสมาคมรถเกี่ยวข้าวแล้ว แต่กลับพบรถเกี่ยวข้าวเอาเปรียบชาวนาอยู่

“กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างดำเนินการ บริหารจัดการรถเกี่ยวข้าว เพราะช่วงนี้ข้าวกำลังจะออกมาพร้อมๆกัน และกระทรวงเกษตรฯลงพื้นที่ในช่วงนี้ก็ทราบว่ารถเกี่ยวยังมีปัญหาอยู่ เช่น บางพื้นที่ต้องการรถเกี่ยวข้าวแต่รถเกี่ยวข้าวไม่มี จึงคุยกับพาณิชย์ไปว่าให้กลับไปทบทวนดูว่าการ บริหารจัดการรถเกี่ยวข้าวมีปัญหาอะไรบ้าง”

ทั้งนี้ ในวันที่ 18 พ.ย.59 จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว หลังจากที่ผ่านมา นบข.ได้ช่วยเหลือข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว และข้าวหอมปทุมไปแล้ว แต่ข้าวเหนียวราคาไม่ตก จึงมีการเรียกร้องมาจากชาวนาต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวเหนียวด้วย ซึ่งคาดว่าอาจใช้มาตรการเดียวกัน คือ ช่วยค่าเก็บเกี่ยว และปัจจัยการผลิตไร่ละ 2,000 บาท

วันเดียวกัน น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้แนวโน้มราคาข้าวเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือชาวนาที่รัฐบาลได้นำมาใช้เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ทำให้ชาวนามีความมั่นใจว่าได้รับการดูแล ประกอบกับคุณภาพข้าวเริ่มดีขึ้น เนื่องจากข้าวแก่เต็มที่และมีความชื้นลดลงหลังจากหมดฤดูฝน โดยความชื้นลดลงมาเหลือ 16-28% จากก่อนหน้าสูงถึง 30% ทำให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิได้ปรับตัวมาอยู่ที่ตันละ 9,000-10,000 บาท ที่ความชื้น 15% ขยับขึ้นมาแล้วตันละ500 บาท และมีโอกาสที่จะขึ้นไปถึงตันละ 1,000 บาท หรือมากกว่าได้ ส่วนข้าวเปลือกเจ้าราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยมั่นใจว่าราคาจะขึ้นมาอยู่ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ตันละ 7,000-8,000 บาท

สำหรับผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60 ที่กำลังออกสู่ตลาด คาดว่าจะมีผลผลิตรวมอยู่ที่ 25 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งกระทรวงจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ปรับแผนการเพาะปลูกข้าวรอบ 2 หรือข้าวนาปรังที่จะต้องผลักดันให้มีปริมาณไม่เกิน 4 ล้านตัน เพราะปีนี้ทั้งปี ได้ตั้งเป้าผลผลิตข้าวไว้ที่ 27 ล้านตัน ซึ่งผลผลิตรอบแรก หรือข้าวนาปีเกือบจะถึงเป้าแล้ว หากมากไปกว่านี้ก็จะมีปัญหาในการทำตลาดได้ เนื่องจากแนวโน้มผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้นจากการที่ประเทศผู้ซื้อหลายประเทศหันมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการลดลง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงได้จัดทำแผนระบายผลักดันการส่งออกข้าว โดยได้เริ่มดำเนินการจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (บิสสิเนส แมชชิ่ง) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถตกลงซื้อขายได้สูงถึง 6.3 หมื่นล้านบาท และยังมีแผนเดินทางไปเจรจาขายข้าวในประเทศต่างๆ 25 ประเทศ ทั้งรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และการขายปกติ รวมทั้งยังได้เพิ่มช่องทางการขายข้าวโดยใช้ระบบออนไลน์มาช่วย ซึ่งมีทั้งการผลักดันให้ชาวนาเอาข้าวมาขายโดยตรง หรือการผลักดันให้ผู้ประกอบการที่ขายข้าวอยู่แล้วมีช่องทางในการจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น โดยงบประมาณในการช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลชุดนี้ มีวงเงินงบประมาณหมุนเวียน 1.3-1.4 แสนล้านบาท ประกอบด้วยมาตรการช่วยเหลือต้นทุนการผลิต 7 หมื่นล้านบาท โครงการชะลอการขายข้าวเปลือก 4 หมื่นล้านบาท และที่เหลือเป็นการช่วยเหลือปัจจัยการผลิต

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วานนี้ (15 พ.ย.) กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับความร่วมมือจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ 25 แห่ง ช่วยรับซื้อข้าวรวม 32 ตัน เพื่อนำมาเป็นอาหารกลางวันแก่พนักงาน ร้านอาหารในโรงอาหาร และจัดเป็นของชำร่วย ของแจกปีใหม่ ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)ได้รายงานให้ทราบว่า มีโรงงานอุตสาหกรรมจากทั่วประเทศรวม 2,102 แห่ง ได้สั่งซื้อข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า นอกจากนั้น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ยังรายงานว่า ล่าสุดมีโรงงานที่ตั้งกิจการอยู่นอกนิคมฯ รวม 167 แห่ง จาก 30 จังหวัด ส่งคำสั่งซื้อข้าวจากชาวนามาให้ กนอ.แล้ว 807 ตัน ทำให้คาดว่าภาคอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยระบายข้าวในระยะสั้นๆไปจนถึงสิ้นปีนี้ได้ประมาณ 7,000-8,000 ตัน.

 

“เป๊ปซี่”ลุยสินค้าอาหารสุขภาพ เข็นอัลมอนด์อบเกลือทำตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784326

 

นางสาวปุณฑรีก์ อรรถยุติ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ซันไบทส์ บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวในเครือเป๊ปซี่โค เปิดเผยว่า กระแสความใส่ใจเรื่องสุขภาพของคนทั่วโลกรวมถึงคนไทยที่มากขึ้นเรื่อยๆ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาออกกำลังกาย บริโภคเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมถึงขนมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับนโยบายของบริษัทแม่ที่ต้องการสร้างการเติบโตทางธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่แบรนด์ “ซันไบทส์” มีความแข็งแกร่งเรื่องขนมเพื่อสุขภาพ จึงต้องการรุกตลาดขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วที่มีมูลค่าตลาด 3,500 ล้านบาท เป็นอันดับ 3 ของมูลค่าตลาดรวมขนมขบเคี้ยว 30,000 ล้านบาท รองจากมันฝรั่งทอดกรอบ และขนมขึ้นรูป โดยออก 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกลือ และถั่วอัลมอนด์อบเกลือ ภายใต้แบรนด์ “ซันไบทส์” เข้ามาทำตลาด เริ่มต้นวางขายในร้านสะดวกซื้อ 7-11 ก่อนขยายเข้าไปในช่องทางอื่นเพิ่มขึ้น คาดว่าจะวางสินค้าครอบคลุมทั้งตลาดได้ไตรมาส 1 ปี 60 “ปัจจุบันตลาดขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วโตสูงสุด 16.5% เมื่อเทียบกับขนมขบเคี้ยวประเภทอื่นจึงเป็นโอกาสในการทำตลาด”.

 

ธ.กรุงไทย ช่วยชาวนาเปิดพื้นที่ สนง.ใหญ่-สาขา ให้ขายข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 02:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784276

 

ธ.กรุงไทย ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา เตรียมเปิดพื้นที่ สนง.ใหญ่และสาขา ให้นำข้าวสารมาจำหน่ายโดยตรงกับผู้บริโภค นำร่องเปิดขายข้าวแล้วที่สาขารังสิตคลอง 4 และสาขาในจังหวัดขอนแก่น…

นางศิริพร นพวัฒนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ธนาคารกรุงไทยเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา โดยเตรียมเปิดพื้นที่สำนักงานใหญ่ รวมทั้งสาขาที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม เพื่อให้ชาวนานำข้าวสารมาจำหน่ายโดยตรงกับผู้บริโภค โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้ระบายข้าวสารออกสู่ตลาดได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ผช.กก.ผจก.ใหญ่ สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย กล่าวต่อว่า ธนาคารได้ประสานกับเครือข่ายเกษตรกรโดยตรง และสั่งซื้อข้าวจากบริษัท ไทยธุรกิจการเกษตร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ทั่วประเทศ ซึ่งรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร เพื่อมาดำเนินการสี แปรสภาพ และจำหน่าย ธนาคารจะรณรงค์ให้พนักงานทั่วประเทศกว่า 24,000 คน สั่งซื้อข้าวสารไว้บริโภคภายในครอบครัว รวมทั้งยังจะซื้อข้าวสาร เป็นของขวัญมอบให้กับลูกค้าในโอกาสต่างๆ

นางศิริพร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ธนาคารได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสหกรณ์การเกษตรต่างๆ  เปิดพื้นที่ให้ชาวนามาจำหน่ายข้าวสารคุณภาพดี อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ และ ข้าวปลอดสาร  ที่สำนักงานใหญ่ 2 อาคาร ทั้งอาคารนานาเหนือ และอาคารสุขุมวิท ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน -9 ธันวาคม 2559 ในส่วนของสาขา ขณะนี้สาขารังสิต-นครนายก คลอง 4 สาขาอุบลรัตน์ และสาขาชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ได้ให้ชาวนามาจำหน่ายข้าวสารแล้ว  ขณะที่สาขาอื่นๆ กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนลูกค้า พี่น้องประชาชนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยชาวนาไทยฝ่าวิกฤตราคาข้าวตกต่ำในครั้งนี้ โดยช่วยกันอุดหนุนข้าวสารคุณภาพดี ที่ชาวนาปลูกเอง สีเอง และจำหน่ายเอง ในราคาที่ยุติธรรม.

 

ล็อกซเล่ย์จัดทัพผู้บริหารใหม่ ปรับองค์กรให้สอดคล้องสภาพแวดล้อมธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 23:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784196

 

ล็อกซเล่ย์ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ตั้ง ‘สุรช ล่ำซำ’ นั่งกจญ.แทน ธงชัย ล่ำซำ ที่ขยับขึ้นเป็นปธ.กก.บริหาร และให้ เฉลิมโชค ล่ำซำ เป็น กก.ผอ.ใหญ่ มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2560

บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยแต่งตั้ง นายสุรช ล่ำซำ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ แทนนายธงชัย ล่ำซำ ซึ่งปรับขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และแต่งตั้ง นายเฉลิมโชค ล่ำซำ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป ทั้งนี้ยังคงมี นายไพโรจน์ ล่ำซำ เป็นประธานกรรมการบริษัท และนายสุกิจ หวั่งหลี เป็นรองประธานกรรมการบริษัท

นายธงชัย เปิดเผยว่า บมจ.ล็อกซเล่ย์ เป็นหนึ่งในบริษัทคนไทยที่มีประวัติยาวนาน จวบจนปัจจุบันกำลังก้าวย่างสู่ปีที่ 78 แล้ว บมจ.ล็อกซเล่ย์ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญคือ บุคคลากรที่มีคุณภาพ ดังนั้นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงาน จึงเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งการปรับโครงสร้างองค์กรในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คนหนุ่มเจนเนอเรชั่นที่ 4 ได้เข้ามาแสดงฝีมือ

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างใหญ่ดังกล่าว ได้แบ่งคณะกรรมการบริหารออกเป็น 2 คณะ คือ 1. คณะกรรมการบริหาร จำนวน 13 คน มีนายธงชัย ล่ำซำ เป็นประธานกรรมการบริหาร มีขอบเขตหน้าที่ในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร ตลอดจนพิจารณาอนุมัติแผนธุรกิจของบริษัท โครงสร้างการบริหารงาน ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท รวมถึงการสนับสนุน ตรวจสอบ ติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการจัดการให้เป็นไปตามแผนธุรกิจ 2.คณะกรรมการจัดการ จำนวน 11 คน มีนายสุรช ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นประธานคณะฯ มีขอบเขตหน้าที่ในการบริหารงานประจำวัน ดำเนินธุรกิจและหารายได้ตามแผนธุรกิจ ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจของบริษัท ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการบริษัท ตามลำดับ

ส่วนโครงสร้างธุรกิจของล็อกซเล่ย์ ภายหลังการปรับโครงสร้างการบริหาร แบ่งเป็น 3 สายธุรกิจ ได้แก่ 1.สายธุรกิจเทคโนโลยี ประกอบด้วย 7 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจสารสนเทศ กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจงานโครงการ กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มธุรกิจพลังงานทางเลือก 2.สายธุรกิจการค้า ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจการค้า และกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และ 3.สายธุรกิจบริการ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจบริการ.

 

รมว.อุตฯ ตรวจจุดจำหน่ายข้าว เป็นสักขีพยาน เซ็นซื้อข้าวช่วยชาวนา 60 ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784101

 

รมว.อุตสาหกรรม ตรวจเยี่ยมจุดจำหน่ายข้าว พร้อมเป็นสักขีพยานเซ็น MOU ซื้อข้าวช่วยชาวนาราว 60 ตัน จากโรงงานในสมุทรปราการ …

วันที่ 15 พ.ย. 59 นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายธนู บุญเลิศ รอง ผวจ.สมุทรปราการ และคณะฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมจุดจำหน่ายข้าวให้กับพนักงานโรงงานอุตสากรรม ตามโครงการอุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยชาวนาไทยขายข้าว และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาการซื้อขายข้าวช่วยชาวนาของผู้ประกอบการในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ให้สามารถจำหน่ายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม และผู้บริโภคได้ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ณ สวนอุตสาหกรรมเทพารักษ์ (เอ็ม.ไทย เอสเตท) อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ

นางอรรชกา กล่าวว่า การลงนามซื้อข้าวในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ จึงได้ประสานให้ภาคอุตสาหกรรม มีการสั่งซื้อข้าวจากเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยวันนี้เป็นการลงนาม MOU การซื้อขายข้าวจากเกษตรกรกับโรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีคำสั่งซื้อข้าวแล้วกว่า 30 ราย จำนวน 60 ตัน พร้อมทั้งมีการนำข้าวมาจำหน่ายในราคาพิเศษ อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาวและข้าวเหนียว อีก 14 ตัน


นอกจากนี้ ในส่วนของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังมีเป้าหมายในการสั่งซื้อข้าวเพิ่มอีกราว 5,000 ตัน และ ตามปกติภาคอุตสาหกรรมจะสั่งซื้อข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า โดยมีโรงงานที่ประกอบกิจการทำอาหารจากแป้ง จำนวน 1,338 ราย และโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหารสัตว์ จำนวน 753 ราย แต่ไม่สามารถสั่งซื้อจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเนื่องจากติดข้อจำกัด เช่น ปริมาณ คุณภาพ และความแน่นอน


อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรม สามารถช่วยชาวนาได้หลายรูปแบบ อาทิ โรงงานขนาดใหญ่ซื้อข้าวเป็นอาหารกลางวันพนักงาน เป็นสื่อกลางสั่งข้าวมาจำหน่ายให้พนักงานในราคาถูก เปิดจุดจำหน่ายข้าว สั่งซื้อข้าวเป็นของชำร่วย หรือของแจกในเทศกาลปีใหม่ เป็นต้น

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 7.23 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,476.46 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/784071

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 7.23 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,476.46 จุด มูลค่าการซื้อขาย 64,491.96 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 15 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 7.23 จุด เปลี่ยนแปลง 0.49% ดัชนีอยู่ที่ 1,476.46 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 64,491.96 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)