สถาบันอนาคตไทยฯ วิเคราะห์ TPP หลัง ทรัมป์ นั่ง ปธน. ไทยได้ประโยชน์อะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783717

 

สถาบันอนาคตไทยศึกษา วิเคราะห์ 4 คำถาม ข้อตกลง TPP กับประเทศไทย เผย ไทยจะได้ประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้นจาก 3 ประเทศ ที่ยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย ระบุ ประโยชน์จาก TPP ผ่านการลดภาษี มีไม่มาก ขณะที่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักร ยาง รับประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นชัดเจน แนะ ไทยต้องมีกลยุทธ์เจรจาการค้าแบบใหม่ …

วันที่ 15 พ.ย. 59 จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น สิ่งที่น่าจับตามองคือ นโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ ที่มีข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ซึ่งทางสถาบันอนาคตไทยศึกษา ได้จัดทำการศึกษาในหัวข้อ “4 คำถาม ข้อตกลง TPP กับประเทศไทย” เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมก่อนตัดสินใจเรื่อง TPP รวมถึงกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรอง และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

รายงานระบุว่า ไทยจะได้ประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้นจากเพียง 3 ประเทศที่เรายังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย คือ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมกันเพียง 10% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย และในจำนวนนี้เป็นการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 8% ซึ่งประโยชน์จาก TPP ผ่านการลดภาษีจึงไม่น่าจะมีมาก เพราะโดยปกติสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าต่ำอยู่แล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1.4%

ขณะที่ ประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นชัดเจน น่าจะได้จากเพียง 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มาก จึงมีโอกาสที่นักลงทุนจะมาตั้งฐานการผลิตเพิ่มขึ้น และหากไทยไม่เข้าร่วม TPP ไทยจะเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมากที่สุด แต่ก็ไม่ได้เสียมาก โดย GDP จะลดลงเมื่อเทียบกับกรณีไม่มี TPP ประมาณปีละ 0.06%

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของ TPP จึงอยู่ที่ประเด็นอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งไทยคงต้องคิดว่าเบ็ดเสร็จแล้ว เราได้ประโยชน์แค่ไหน เพราะจะมีทั้งการปรับกฎระเบียบของมาตรฐานให้มีเกณฑ์สูงขึ้น เช่น ด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม รัฐวิสาหกิจ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และประเด็นเชิงเศรษฐกิจการเมือง ที่สหรัฐฯ สามารถกำหนดข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจสหรัฐฯ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของไทยมีไม่มาก เพราะสหรัฐฯ สามารถกำหนดข้อตกลงที่ประเทศเล็กต้องยอมทำตามนั่นเอง

การผลักดัน TPP อาจกำลังเจออุปสรรคเพิ่มเติมจากกระแส anti-globalization และ anti-trade agreement ที่กำลังมาแรง เห็นตัวอย่างจากการที่คนอังกฤษโหวตให้ประเทศออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) หรือล่าสุด ที่ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดาก็บรรลุข้อตกลงได้อย่างยากลำบาก จึงทำให้มีข้อสงสัยว่าการผลักดันข้อตกลงการค้าอื่นๆ รวมถึง TPP อาจทำได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ ไทยต้องมีกลยุทธ์ในการเจรจาการค้าแบบใหม่ โดยที่ต้องรู้ว่าเราจะยอมเสียอะไรไปเพื่อให้ได้อะไรมา ควรทำสัญญากับใคร และจะทำอย่างไรเพื่อรักษาอำนาจต่อรอง เช่น ต้องรู้ว่าอุตสาหกรรมไหนที่เราอยากได้จริงๆ แล้วเราจะได้เท่าไร หรือต้องรู้ว่าควรทำสัญญากับใครที่จะได้ประโยชน์สูง เพราะจะบอกได้ว่าไทยควรเข้าเจรจากับใครดี เช่น RCEP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีจีนเป็นแกนหลัก และควรให้ความสำคัญกับการเจรจาข้อตกลง WTO บรรลุผล เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง ซึ่งข้อตกลงทั้ง 2 จะช่วยรักษาอำนาจการต่อรองกับสมาชิก TPP ให้มีความสมดุลขึ้น

 

ทองเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 10:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783632

 

ราคาทองวันที่ 15 พ.ย. เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100 บาท ขณะที่ ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดลบ 2.6 ดอลลาร์ หรือ 0.21% ปิดที่ระดับ 1,221.70 ดอลลาร์/ออนซ์ เหตุดอลล์แข็ง-วิตกเฟดขึ้นดอกเบี้ย …

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500.00 บาท ขายออกบาทละ 20,600.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 บาท ขายออกบาทละ 21,100.00 บาท.

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดลดลงเมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) 2.6 ดอลลาร์ หรือ 0.21% ปิดที่ระดับ 1,221.70 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมทั้งกระแสคาดการณ์ที่ว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจจะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในที่สุด

ด้าน นายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟด ได้ส่งสัญญาณขานรับนโยบายของนายทรัมป์ในการเพิ่มมาตรการกระตุ้นทางการคลัง เพื่อผ่อนคลายภาระของเฟดในการใช้นโยบายทางการเงิน

 

จับตา “ทรัมป์” สานต่อ-ทิ้ง “ทีพีพี” แนะไทยลุยจบ “อาร์เซพ” สร้างจุดเปลี่ยนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783367

 

จับตา “ทีพีพี” หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าชัยศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ เชื่อความตกลง ไม่ล้มแน่ เพราะมีข้อบทล็อกเงื่อนไขการมีผลบังคับใช้ ลั่นหากสหรัฐฯถอนตัว ต้องขอแก้ไขข้อบทนี้ “พาณิชย์” ยันไทยลุยอาร์เซพให้จบดีกว่า เหตุได้ประโยชน์แน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ภายหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะศึกเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯแล้ว นโยบายหนึ่งที่ทั่วโลกสนใจคือ การเดินหน้าสานต่อความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) หรือไม่ เพราะจากนโยบายหาเสียง นายทรัมป์จะไม่สานต่อทีพีพี ที่ถือเป็นความตกลงการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บรูไน, แคนาดา, ชิลี, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, เปรู, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

แต่หากนายทรัมป์ไม่สานต่อ ความตกลงนี้ไม่น่าล้ม สมาชิกที่เหลือคงพยายามอย่างหนักให้มีผลบังคับใช้ให้ได้ เพราะเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง มีการเปิดเสรีอย่างมาก และสมาชิกจะได้ประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้ ประกอบกับความตกลงนี้ มีข้อบทเรื่องการให้มีผลบังคับใช้ที่กำหนดเงื่อนไขว่า หากภายใน 2 ปี หลังจากความตกลงบรรลุผลแล้ว สมาชิกยังไม่สามารถให้สัตยาบันเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ สมาชิก 6 ประเทศ มีจีดีพีรวมกันมีมูลค่าอย่างน้อย 85% ของมูลค่ารวม สามารถให้สัตยาบันข้อตกลงก็จะมีผลบังคับใช้ได้ทันที

โดยประเด็นนี้ จีดีพีสหรัฐฯใหญ่มากถึง 60% ของจีดีพีทั้งหมด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทีพีพีจะไม่มีสหรัฐฯรวมอยู่ด้วย แต่หากนายทรัมป์จะทิ้งทีพีพีจริง สหรัฐฯต้องขอแก้ไขข้อบทเรื่องการให้มีผลบังคับใช้กับสมาชิกที่กำหนดเงื่อนไขของจีดีพี ไม่เช่นนั้น ทีพีพีจะเดินหน้าต่อไม่ได้แน่นอน หรือหากนายทรัมป์จะเดินหน้าต่อทีพีพี นายทรัมป์ต้องอธิบายให้กับคนอเมริกันเข้าใจด้วยว่า เหตุใดจึงต้องเดินหน้าต่อ ไม่ยกเลิกตามนโยบายหาเสียง และคงต้องขอเจรจาใหม่กับสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ

ส่วนไทยคงไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม เพราะไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสมาชิกที่เหลือในกรอบต่างๆอยู่แล้ว โดยสมาชิกทีพีพี 4 ประเทศอยู่ในอาเซียน คือ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย ส่วนอีก 3 ประเทศคือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์นั้น ไทยและอาเซียนมีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อยู่แล้ว อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) อาเซียน กับ 6 ประเทศคู่เจรจา คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ขณะที่เม็กซิโก ไทยทำการค้าด้วยน้อย ส่วนชิลี และเปรู ไทยมีเอฟทีเอด้วยแล้ว และแคนาดา อาเซียนอยู่ระหว่างศึกษาจัดทำเอฟทีเอด้วย ดังนั้น ไทยควรเดินหน้าอาร์เซพให้จบโดยเร็วจะดีกว่า ซึ่งล่าสุดอาร์เซพมีความคืบหน้ามากแล้ว และสมาชิกตั้งเป้าหมายจะเจรจาให้จบภายในปี 60


นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาอาร์เซพฝ่ายไทย กล่าวว่า หากอาร์เซพมีผลบังคับใช้ก่อนทีพีพีจะทำให้ไทยและจีนรวมถึงประเทศที่ไม่เป็นสมาชิกทีพีพีจะได้เปรียบ เช่น ไทย และจีนจะเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญต่อไป และสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาร์เซพเป็นความตกลง ที่มีการยกระดับมาตรฐานการเปิดตลาดเทียบเคียงกับทีพีพีได้ในระดับหนึ่ง

แต่หากทีพีพีมีผลบังคับใช้ก่อนอาร์เซพ สิทธิและผลประโยชน์จะได้กับสมาชิกทีพีพี และอาร์เซพต้องนำมาพิจารณาในแง่การเปิดตลาด โดยเฉพาะหากพิจารณาเฉพาะ 7 ประเทศสมาชิกทีพีพีที่เป็นสมาชิกอาร์เซพด้วย คือ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ภายใต้หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (เอ็มเอฟเอ็น) ที่กำหนดว่าสมาชิกในความตกลงการค้าเสรีต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่น หรือประเทศที่มิใช่สมาชิกความตกลง หรือหากจะพูดง่ายๆ คือ สมาชิกใดให้สิทธิกับประเทศนอกความตกลงที่ดีกว่าประเทศในความตกลง สิ่งที่ดีกว่านั้นต้องนำมาให้กับสมาชิกด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทีพีพีจะเกิดขึ้นหรือไม่ และอาร์เซพจะจบเมื่อไร ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ซึ่งรัฐบาลไทยมีความพร้อมและได้กำหนดนโยบายแล้ว โดยมีแผนที่จะดำเนินยุทธศาสตร์สร้างพันธมิตรทางการค้า (Strategic Partnership) กับหลายประเทศ ภายใต้ความร่วมมือการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ลงลึกรายสาขา หรือรายสินค้าที่เห็นประโยชน์ชัดเจน เพื่อตักตวงผลประโยชน์ในการขยายการค้าและการลงทุนให้ได้อย่างรวดเร็วทั้งสองฝ่าย ทันต่อสถานการณ์การค้าในอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.

 

สัญลักษณ์ฟื้นฟูภัยพิบัติ! ปตท.เปิด “คาเฟ่ อเมซอน” เมืองฟุกุชิมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783366

 

ปตท.ลั่นกลองรบสงครามธุรกิจกาแฟ ในญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกที่จังหวัดฟุกุชิมา เพื่อแสดงสัญลักษณ์ความร่วมมือจากเมืองไทยสู่แดนปลาดิบ ในการแก้ปัญหาสังคม จากภัยพิบัติครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2554

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา ตนได้เป็นประธานร่วมกับ นายทาคากิ โยสุเกะ รมช.การค้า เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ของประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วย นายยาสุโนริ อิวาโมโตะ ประธาน บริษัท โคโดโม เอเนอร์จี จำกัด ในพิธีเปิดร้านคาเฟ่อเมซอน สาขาคาวาอุชิ จังหวัดฟุกุชิมา ประเทศญี่ปุ่น เป็นสาขาของคาเฟ่ อเมซอน แห่งแรกของญี่ปุ่น


นายเทวินทร์กล่าวว่า สาขาของคาเฟ่อเมซอน แห่งแรกนี้ แม้ว่าไม่ได้ตั้งอยู่ในหัวเมืองหลัก หรือเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ แต่เชื่อว่าหลายๆคน คงคุ้นเคยกับชื่อเมือง เนื่องจากเป็นเมืองที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว เมื่อปี 2554 ทำให้ชาวญี่ปุ่นและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องอพยพออกจากจังหวัดฟุกุชิมา แต่ ปตท.ได้รับเชิญจากนายอิวาโมโตะ ที่มาติดต่อธุรกิจในไทย และติดใจรสชาติของกาแฟ อเมซอน ที่สำคัญ นายอิวาโมโตะ เป็นนักธุรกิจที่เคยมาช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ทางภาคอีสาน และตั้งใจสนับสนุนรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อชักชวนประชาชน ให้กลับคืนสู่พื้นที่ที่ได้รับภัยพิบัติ จึงได้ลงทุนเปิดโรงงานผลิตแผ่นดินสังเคราะห์เรืองแสง ที่เมืองดังกล่าว พร้อมตั้งใจเปิดร้านกาแฟคุณภาพ สำหรับชาวเมืองและผู้ที่เดินทางผ่านไปมา

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ปตท.ก็ได้ตั้งเป้าหมายที่จะนำกาแฟยี่ห้อของคนไทย ขยายกิจการไปต่างประเทศอยู่แล้ว โดยเน้นไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นลำดับแรก พร้อมทั้ง กำลังหาช่องทางเปิดตลาดที่ไกลออกไปจากอาเซียน โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเมื่อเราเห็นความตั้งใจด้านธรรมาภิบาล และการตอบแทนสังคมของนายอิวาโมโตะ จึงได้ตกลงใจขายลิขสิทธิ์คาเฟ่ อเมซอน ให้นายอิวาโมโตะ เพื่อเปิดคาเฟ่ อเมซอน แม้สาขาแห่งนี้อาจไม่มีปริมาณขายมากมาย แต่ก็จะได้พันธมิตรที่มีจิตสาธารณะ มาช่วยทดสอบตลาดที่มีศักยภาพในเมืองอื่นๆของญี่ปุ่น ที่สำคัญ ปตท.ได้ทดลองพัฒนากาแฟสูตรพิเศษเพื่อสาขานี้โดยเฉพาะ จึงมั่นใจว่าจะตรงกับรสนิยมของชาวญี่ปุ่น


สำหรับกาแฟที่นำไปจำหน่ายที่ญี่ปุ่น เป็นผลผลิตจากโครงการหลวง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรทางภาคเหนือ ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้หาเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพราะญี่ปุ่นเป็นตลาดกาแฟที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ที่ดื่มกาแฟเฉลี่ย 2 ถึง 4 กิโลกรัมต่อคนต่อปี มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 250-480 เยนต่อแก้ว หรือประมาณ 120 บาทต่อแก้ว ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่ากาแฟแบรนด์อื่นๆที่จำหน่ายในญี่ปุ่น และ ปตท.อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดร้านคาเฟ่ อเมซอน ในโอซากาและโตเกียวต่อไป

“ถึงแม้โอกาสทางธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่รู้ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร แต่ผมภูมิใจครับ ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือจากประเทศไทย ในความพยายามแก้ปัญหาสังคมที่เกิดจากภัยพิบัติทางพลังงานที่ญี่ปุ่น”.

 

ธปท.ฟันธงปี 60 ฟินเทคกระหึ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783361

 

นางวิเรขา สันตะพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในปี 2560 จะเห็นภาพของการให้บริการทางการเงินผ่านระบบเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล หรือฟินเทค ที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเสริมการทำงานของระบบสถาบันการเงินไทย และยังจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจเกิดใหม่ (สตาร์ต อัพ) และการ เข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น ทั้งนี้ มีกลุ่มฟินเทค ได้หารือกับ ธปท.จะมี 2 ลักษณะคือ การเข้ามาขออนุญาตประกอบกิจการการให้กู้โดยตรงระหว่างบุคคลต่อบุคคล หรือ P to P lending และการกำกับดูแล ฟินเทคประเภทใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศ

สำหรับการให้กู้โดยตรงระหว่างบุคคลต่อบุคคลนั้น ธปท.ได้จัดทำการสำรวจและจะนำผลสำรวจมาเป็นข้อกำหนดและคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ระหว่างบุคคล รวมทั้งเกณฑ์กำกับดูแลส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณา คาดว่าจะส่งแนวทางดังกล่าวให้กระทรวงการคลังได้ภายในปีนี้และเมื่อกระทรวงการคลังเห็นชอบแล้ว ก็จะเริ่มกระบวนการให้ใบอนุญาตกับผู้ที่สนใจประกอบกิจการให้กู้ตรงระหว่างบุคคล โดยขณะนี้มีผู้สนใจขอใบอนุญาตจาก ธปท. 18-20 ราย คาดว่าภายในปีหน้าจะเริ่มให้ใบอนุญาตได้

ส่วนบริการฟินเทคอื่นๆที่ยังไม่เคยทำในประเทศไทยมาก่อนนั้น การให้อนุญาตนั้นจะมีกฎหมายพิเศษและการกำกับดูแลจะเป็นลักษณะของ Sandbox ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันในประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน เช่น สหราชอาณาจักร หรือ สิงคโปร์ โดยผู้ประกอบการที่สนใจให้บริการจะต้องเข้ามาร่วมกับ ธปท.ทดลองให้บริการก่อน

“ยอมรับว่า แม้ฟินเทคจะช่วยระบบการเงินให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยง เพราะเป็นเรื่องใหม่และมีความซับซ้อน ดังนั้น การคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ที่เกี่ยวข้องถือเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การให้กู้โดยตรงระหว่างบุคคล จะต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนและถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ขณะที่การป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์และการปกป้องการละเมิดความเป็นส่วนตัวก็ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องดูแล ซึ่งผู้บริโภคมีสิทธิเลือกใช้บริการที่ต้องการ ไม่ถูกบังคับ มีสิทธิร้องเรียนความเสียหาย และสุดท้ายคือสิทธิได้รับการชดเชยที่เหมาะสม”.

 

ธพ.ขึงขังลงพื้นที่ตรวจคุณภาพน้ำมัน พบปลอมปนเจอคุก1ปีปรับ1แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783352

 

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-ก.ย.2560) ธพ.ได้จัดทำแผนงานตรวจสอบคุณภาพน้ำมันของผู้ประกอบการน้ำมันประเภทสถานีบริการน้ำมัน และรถขนส่งน้ำมันทั่วประเทศ รวม 77 จังหวัด โดยตั้งเป้าหมายสุ่มตรวจทั่วประเทศ 9,050 ราย โดยมี 3 แผนงาน ประกอบด้วย 1.ตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน 2,880 ราย ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง 4 จังหวัด ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 จังหวัด ภาคเหนือ 9 จังหวัด ภาคตะวันตก 5 จังหวัด และภาคใต้ 5 จังหวัด รวม 41 จังหวัด

2.ขยายขีดความสามารถการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันในส่วนภูมิภาค 2,000 ราย โดยหน่วยตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงเคลื่อนที่ (โมบาย แล็บ) ของสำนักงานพลังงานจังหวัด 4 แห่ง ได้แก่ นครราชสีมา รับผิดชอบใน 6 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครสวรรค์ 5 จังหวัดของภาคกลาง-เหนือตอนล่าง เชียงใหม่ 6 จังหวัดของภาคเหนือ และสงขลา 7 จังหวัดของภาคใต้ และ 3.ตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน โดยให้พลังงานจังหวัดไปเก็บตัวอย่างจากสถานที่บริการน้ำมัน ร้านค้าน้ำมัน ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อนำส่งตัวอย่างให้ส่วนกลางตรวจสอบ ตั้งเป้า 4,176 ราย ครอบคลุมทั่วประเทศ

“ธพ.จะเน้นตรวจสอบสถานีบริการอิสระของเอกชนที่ไม่มีคนดูแลในพื้นที่ต่างๆ โดยสถิติที่พบการกระทำผิดส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น ธพ.จะใช้อำนาจพระราชบัญญัติ การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งดำเนินคดี หากพบการจำหน่ายน้ำมันคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะมีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท”.

 

ธนารักษ์ปรับเงื่อนไขยื่นกู้บ้านประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783347

 

ยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุให้เกษตรกร 6 ปี

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อปรับหลักเกณฑ์การใช้สิทธิ์โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐเพิ่มเติม ให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือนเข้าร่วมด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีประชาชนมาขอใช้สิทธิ์จำนวนมาก แต่มีผู้ผ่านเกณฑ์มีจำนวนน้อย ทำให้ต้องปรับเพิ่มเงื่อนไขใหม่ดังกล่าว

“โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐที่เปิดให้ประชาชนเช่าระยะยาว 30 ปี ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จำนวน 2 แปลง 400-500 ห้อง มีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการมากถึง 1,700 คน แต่มีผู้ผ่านหลักเกณฑ์เพียง 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 80% ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ เช่น มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านในทะเบียนบ้าน แต่บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่ดินเช่าจากนายทุน หรือบ้านมีสภาพทรุดโทรม เป็นต้น”

นอกจากนี้กรมธนารักษ์ยังมีได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเช่าที่ราชพัสดุเพื่อทำนาหรือปลูกพืชเศรษฐกิจด้วยการเสนอให้กระทรวงการคลังและ ครม.พิจารณาอนุมัติแผนการยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรเชิงสร้างสรรค์และยั่งยืน โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการยกเว้นธรรมเนียมค่าเช่าที่ราชพัสดุไม่เกิน 15 ไร่ เป็นเวลา 6 ปี เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่และปลูกพืชด้านเกษตรแบบยั่งยืน ปัจจุบันเกษตรกรนับแสนรายปลูกพืชตั้งแต่ 1-50 ไร่ ส่วนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมค่าเช่าที่ราชพัสดุอัตราใหม่ที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560 โดยไม่ได้ปรับค่าเช่าสำหรับที่ดินเกษตรกรรม หรือผู้มีรายได้น้อยเช่าอยู่อาศัย.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดาวโจนส์ยังทำนิวไฮ-บ.เทคโนโลยีฉุดแนสแด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783486

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันจันทร์ แต่ดาวโจนส์ยังคงเพิ่มทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลดลงของหุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี ฉุดแนสแด็ก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 14 พ.ย.2559 แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 21.03 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 18868.69 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.25% หรือ 0.01% ปิดที่ 2164.20 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 18.71 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 5218.40 จุด

การชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดสหรัฐฯ โดยหุ้นกลุ่มสาธารณสุขและการเงินยังเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของทรัมป์ ตรงข้ามกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ไม่ได้รับประโยชน์ ทำให้หุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ตกอย่างหนัก.

 

คุมเข้มนำเข้าส้ม”จีน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783346

 

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยถึงมาตรการควบคุมการนำเข้าผลส้มแมนดารินจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ขณะนี้ได้กำหนดมาตรการควบคุมและตรวจสอบการนำเข้าส้มแมนดารินจากจีนเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการซุกซ่อนสอดไส้ผลส้มมีใบเล็ดลอดเข้ามาภายในประเทศ ซึ่งอาจมีศัตรูพืชกักกันติดมาและแพร่ระบาดสร้างความเสียหายให้กับแหล่งปลูกพืชตระกูลส้มของไทยได้ เนื่องจากการนำส้มเข้าจากจีนปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คือ เดือน ต.ค.-พ.ย.59 มีการนำเข้ากว่า 13,400 ตัน มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท ส่วนใหญ่นำเข้าผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี

“กรมวิชาการเกษตรได้ขอความร่วมมือสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง ให้ประสานและเจรจากับกระทรวงควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักโรคของจีนให้เพิ่มเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าส้มที่ส่งออกมายังไทย ขณะเดียวกันยังได้ออกประกาศด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง เรื่องขั้นตอนการแจ้งนำเข้าและตรวจปล่อยส้มแมนดารินจากจีน โดยด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบังได้ขยายเวลาตรวจสอบสินค้าเป็น 24 ชั่วโมง โดยจะตรวจสอบสินค้าทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่แจ้งนำเข้า โดยใช้วิธีการเปิดตรวจแบบทีเชป (T Shape) คือ เปิดเป็นช่องถึงหน้าตู้และเจาะลงถึงพื้น เพื่อป้องกันการซุกซ่อนผลส้มที่มีใบและกิ่งติดมาด้วย จากนั้นจะปิดสติกเกอร์บนฝาตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านการตรวจแล้ว”.

 

“เกษตร” ชง ครม. 487 ล้านลดพื้นที่ทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783341

 

หนุนปลูกพืชปุ๋ยสดผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

นายธนิตย์ อเนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (15 พ.ย.) กระทรวงเกษตรฯได้เสนอโครงการลดพื้นที่ปลูกข้าวให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติวงเงินงบประมาณ 487 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด เป็นโครงการที่ปรับปรุงจากโครงการไถกลบตอซังและปลูกพืชปุ๋ยสดในนาข้าวพื้นที่ 200,000 ไร่ ประมาณ 10,000 ครัวเรือน วงเงิน 383 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 19 จังหวัด แบ่งเป็น พื้นที่ปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ 50,000 ไร่ และพื้นที่ที่ปลูกและไถกลบพืชปุ๋ยสด 150,000 ไร่ นอกจากนี้ยังสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุน ให้แก่เกษตรกร ไร่ละ 5 กิโลกรัม รายละไม่เกิน 20 ไร่ และให้ค่าไถเตรียมดินครั้งแรกให้เกษตรกร ไร่ละ 500 บาท และค่าไถกลบเฉพาะพื้นที่ที่ปลูกและไถกลบพืชปุ๋ยสดไร่ละ 500 บาท เป็นต้น

2.โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 2 ล้านไร่ ครอบคลุม 35 จังหวัด โดยเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไร่ละ 4,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี และเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ย 4% ต่อปี.