ต่างประเทศดันกำไร “ซีพีเอฟ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783337

 

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ของซีพีเอฟเป็นไปตามเป้า มีรายได้จากการขายจำนวน 122,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 10% และมีกำไรสุทธิจำนวน 5,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เป็นผลให้มีรายได้จากการขายงวด 9 เดือน รวม 344,839 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 12,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากระยะเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งกำไรส่วนใหญ่มาจากการขยายการลงทุนในต่างประเทศ

สำหรับโครงสร้างรายได้จากการขายนั้นกิจการต่างประเทศและกิจการส่งออกจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 68% ของรายได้จากการขาย โดยกิจการในประเทศเวียดนามมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและประเทศอื่นๆได้มีผลการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับการขายในประเทศไทยที่มีสัดส่วน 32% ของรายได้จากการขายรวมนั้น มีผลการดำเนินงานโดยรวมดีขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลมาจากธุรกิจสัตว์บกโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ในประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะปกติจากภาวะผลผลิตล้นตลาดในปีที่ผ่านมา และการฟื้นตัวต่อเนื่องของธุรกิจสัตว์น้ำจากผลกระทบจากโรคระบาด EMS (Early Mortality Syndrome) ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทั้งด้านการขายและบริหารรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการเงินให้ลดลง ทำให้ซีพีเอฟมีกำไรสุทธิ 9 เดือน เพิ่มขึ้น 36% จากปีที่ผ่านมา

นายอดิเรกกล่าวว่า การเติบโตของกิจการในต่างประเทศที่บริษัทได้มีการขยายการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาอย่างมากและจะเป็นส่วนหลักในการผลักดันการเติบโตของซีพีเอฟต่อไปในอนาคต โดยปีนี้ธุรกิจในจีนและเวียดนาม ซึ่งมียอดขายรวมกันคิดเป็น 39% ยังคงเป็นหลักในการผลักดันการเติบโต แต่ในระยะยาว รัสเซีย, อินเดียและฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจและมีศักยภาพในการเสริมการเติบโตของซีพีเอฟในอนาคต.

 

2 แม่ไม่แคร์เงินเดือนแสน ทิ้งงานออฟฟิศแจ้งเกิดสติกเกอร์กันยุง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774561

 

หากจะพูดถึงการเร่ิมต้นทำธุรกิจของตัวเองอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมใหม่ๆ ในประเทศไทยนั้น การลาออกจากงานประจำทิ้งเงินเดือนหลักแสนในบริษัทใหญ่มั่นคงมาทุ่มเทเต็มกำลังย่อมตัดสินใจไม่ง่าย เนื่องจากมีทั้งโอกาสที่จะประสบความสำเร็จงดงาม หรือ ล้มเหลวความหวังพังทลาย

วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปถอดบทเรียนความสำเร็จ และแนวคิดการตัดสินใจหันมาทำธุรกิจของตัวเองจาก 2 คุณแม่และผู้บริหารหญิง บริษัท มอร์ เพียว จำกัด นั่นคือ “วิมลพรรณ วุฒิพฤกษ์ และวิชภา ปริพินิจฉัย” เจ้าของสินค้ากันยุง โดยเฉพาะ “สติกเกอร์กันยุง มอร์เพียว” ซึ่งใช้งานง่ายๆ สะดวกสบาย ในการพกพา ลบภาพจำเดิมๆ ของยาจุดกันยุง ยาทากันยุง และสเปรย์กันยุง


“วิมลพรรณ-วิชภา” เจ้าของและผู้บริหารมอร์ เพียว

ความเป็นมาของธุรกิจ บริษัท มอร์ เพียว?

วิมลพรรณ : เรา 2 คน เป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่เมื่อเริ่มทำงานบริษัท ก่อนหน้านี้ ทำงานด้านขายและการตลาดทั้งคู่ เร่ิมงานบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล หรือ พีแอนด์จี บริษัทข้ามชาติผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่จากสหรัฐฯ ทำงานด้วยกันรู้จักกันจนเป็นเพื่อน ซึ่งอยู่ในวงการมานับ 10 ปี ผ่านบริษัทใหญ่ๆ มากมาย ส่วนคุณวิชภาก็ทำงานบริษัทใหญ่ๆ มา รู้จักกันมานานมีประสบการณ์ด้านสินค้า ผ่านงานตำแหน่งต่างๆ มากมายทั้ง 2 คน

นอกจากนั้น ธุรกิจของเรายังเร่ิมจากความเป็นแม่ที่ลูกแพ้ยุงมาก ผลิตภัณฑ์กันยุงต่างๆ ใช้ไม่ได้ จึงคิดว่า ทำอย่างไรจะมีผลิตภัณฑ์กันยุงให้ลูกใช้ได้

วิชภา : ก่อนมาทำธุรกิจนี้ เคยลองใช้ผลิตภัณฑ์หลายตัวชอบสินค้าสไตล์สติกเกอร์ เพราะว่าใช้ง่าย สะดวก คือ ง่ายกับลูกและง่ายกับตัวเรา แรกๆ ซื้อจากญี่ปุ่น

วิมลพรรณ : สรุปธุรกิจนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจเมื่อคิดว่า อยากทำอะไรที่เกี่ยวกับเด็กๆ เกี่ยวกับลูก และเกิดจากการเป็นเพื่อนกันไปเที่ยว เสร็จแล้วได้ไปคุยกับเพื่อนที่เกาหลีใต้ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านยุง แต่ทำงานบริษัทใหญ่ๆ ที่เกาหลีใต้ ช่วยหาสินค้าให้จนได้ไปคุยที่โรงงาน โดยโรงงานที่ว่านี้ เป็นโรงงานอันดับ 1 ในเกาหลีใต้


“วิมลพรรณ วุฒิพฤกษ์”

ทำไมเลือกขายสติกเกอร์และสินค้ากันยุง?

วิชภา : อาจจะเป็นแรงบันดาลใจอยากหาผลิตภัณฑ์กันยุงดีๆ ให้ลูกใช้ จากนั้น อยากให้ลูกผู้อื่นใช้ด้วยเหมือนเติบโตไปกับเขา เห็นพัฒนาการ เมื่อทำให้ลูกเรารู้สึกมีความสุขก็อยากจะทำให้ลูกผู้อื่นมีความสุขด้วย


“วิชภา ปริพินิจฉัย”

เปิดบริษัทมากี่ปี?

วิชภา : เปิดบริษัททำธุรกิจมา 2 ปี แรกๆ ทำควบคู่ไปกับงานประจำ

วิมลพรรณ : ระหว่างนี้ เรามองกันว่า ธุรกิจไปได้ ไม่อยากเชื่อเลย คิดว่า ดังนั้น จึงออกมาทำจริงจัง เนื่องจากต้องบอกเลยว่า เราเป็นแม่และรู้ว่า ตลาดตรงนี้ มีอยู่จริง เป็นตลาดที่เล็ก แต่เป็นตลาดที่มีความต้องการ เป็นตลาดที่แม่อยากได้อะไรดีๆ ให้กับลูก แล้วก็ปลอดภัย ส่วนราคานั้น สูงเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ได้ แต่ราคาต้องมีเหตุผล

ผลิตภัณฑ์มอร์เพียว โดยเฉพาะสติกเกอร์ แม้จะคุณภาพดีเทียบเท่าของเกาหลีใต้ หรือ ญี่ปุ่น แต่ในด้านราคาไม่เท่า กำหนดราคาประมาณนี้ พอแล้วถูกกว่า พึงพอใจที่ลูกค้าจะจ่าย

วิมลพรรณ: เรื่องคุณภาพ และราคาดังที่กล่าวมา เป็นวิสัยทัศน์ของบริษัทเลยว่า ทำผลิตภัณฑ์ หรือ สินค้าแบบที่ทำให้ลูกเราใช้ เมื่อเรามีความสุขอยากให้คนอื่นใช้เหมือนกัน


2 คุณแม่อินเนอร์มาเต็ม สู่ธุรกิจสติกเกอร์กันยุง

สาเหตุเลือกสินค้าจากเกาหลีใต้?

วิมลพรรณ : เป็นจุดเร่ิมต้นมากกว่า

วิชภา : หากจะดูสินค้า หรือ ผลิตภัณฑ์ แนวนี้ เป็นนวัตกรรมนั้น จะมีที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่เรามีเพื่อนอยู่ที่เกาหลีใต้ ความจริงแล้วที่จีนก็มี แต่ความรู้สึกของผู้บริโภคยังไม่เทียบเท่าเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งจะมีความรู้สึกดีกว่า นอกจากนั้น เรายังได้ไปพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ที่เกาหลีใต้ด้วย

ผลิตภัณฑ์มอร์เพียวจะมีตัวผลิตในเกาหลีใต้และในไทย โดยในส่วนผลิตเกาหลีใต้นั้น เราดีไซน์รูปแบบเอง โรงงานรับทำโออีเอ็มให้ โดยเป็นแบรนด์ของเราเองคือ มอร์เพียว

วิมลพรรณ : เราบอกโรงงานเลย ซึ่งเป็นโรงงานอันดับ 1 ทางด้านนี้ ว่า อยากทำสิ่งนี้ เป็นแบรนด์ของฉันเอง ช่วยผลิตให้หน่อย นอกจากนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของเรา คือ เมดอินโคเรียไปเลย เพราะเทคโนโลยีไทยยังไม่มี จะมีอีกในจีน

สติกเกอร์กันยุงมอร์เพียวเร่ิมต้นจากกล่องใหญ่ วางขายในห้างสรรพสินค้า หลังๆ มาอยากวางขาย ร้านเล็กบ้างจึงทำกล่อง หรือ แพ็ก ขนาดเล็กลง ลดไซส์ แต่ผลิตจากเกาหลีใต้ทั้งหมดแล้วขนส่งทางเครื่องบิน

วิชภา : เกาหลีใต้เองยืนยันเทคโนโลยีสติกเกอร์กันยุงล้ำหน้ามากกว่าญี่ปุ่น เราได้คุยกับโรงงานมา จึงมั่นใจมากขึ้น


สติกเกอร์กันยุงมอร์เพียว มาตรฐานเกาหลีใต้การันตีคุณภาพ

ปัจจุบันมีสินค้ากันยุงอะไรบ้าง?

วิมลพรรณ : ขณะนี้ มีสติกเกอร์กันยุงกล่องใหญ่และกล่องเล็ก ซึ่งกล่องใหญ่ขายในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งร้านแม่และเด็ก ส่วนกล่องเล็กกระจายเข้าโมเดิร์นเทรด จะเริ่มเข้าปลายปี 2559 นี้ วางแผน จะเร่ิมเข้าร้านแฟมิลี่มาร์ท และขยายต่อไป นอกจากนั้น ยังมีมอร์เพียวซูทติ้งครีม ซึ่งเป็นครีมทาหลังยุงและแมลงกัด ช่วยลดการระคายเคือง การคันและการบวมแดง


ครีมทาหลังถูกยุงกัดช่วยลดอาการบวมแดง

อะไรขายดีที่สุด?

วิชภา : สติกเกอร์กันยุงขายดีที่สุด

การแข่งขันในธุรกิจนี้รุนแรงแค่ไหน?

วิมลพรรณ : มอร์เพียวเป็นยี่ห้อแรกๆ ที่ออกวางขายในตลาด

วิชภา : เราเป็นรายแรกๆ ทำสินค้ามีลวดลายแตกต่าง ส่วนของรายอื่นทำออกมาในลักษณะเป็นสีๆ ทั่วไป เมื่อครั้งออกสินค้าคิดว่า ต้องทำให้แตกต่างจึงทำสติกเกอร์เป็นลวดลายการ์ตูนและตัวอักษรภาษาอังกฤษ

วิมลพรรณ : ผลิตภัณฑ์ของเจ้าอื่นอาจจะเป็นแบบเรียบๆ สีเดียว แต่มอร์เพียวจะเป็นอักษรเอ – แซด ก่อนหน้านี้ ยังมีลายหมี นับว่า เป็นรายแรกที่ออกผลิตภัณฑ์มาแตกต่าง

วิชภา : หลังจากเราออกสินค้ามานั้น ทุกๆ ปี จะมีสติกเกอร์กันยุงออกมามากขึ้นๆ แต่ว่าส่วนใหญ่จะนำเข้าจากจีน

วิมลพรรณ : สติกเกอร์กันยุงเรื่องราคาต่างกันไม่เท่าไร แต่อยู่ที่คุณภาพมากกว่า เรารู้สึกมั่นใจในจุดเด่นของมอร์เพียวเกี่ยวกับการกันยุง สำหรับสติกเกอร์กันยุง ถ้าคิดถึงมอร์เพียวต้องคิดถึงการกันยุงที่ดูปลอดภัยและน่ารัก เด็กๆ ชอบ ผู้บริโภคถ้าเคยใช้ก็ชื่นชอบ เข้ากับการแต่งตัวยังเป็นส่วนแฟชั่นในการแต่งกายและป้องกันยุง มีความน่ารักและเด็กๆ ชอบ


สติกเกอร์กันยุง (ซ้ายมือ) ขายดีที่สุด!

ผลประกอบการเป็นอย่างไร?

วิมลพรรณ : ธุรกิจเติบโตดับเบิลทุกๆ ปี ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เราทั้ง 2 คนจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำเต็มตัว เมื่อก่อนยังไม่ได้จริงจังมากทำงานประจำไปด้วย หลังๆ คิดดูแล้วเชื่อว่าเราทำธุรกิจด้วยแรงบันดาลใจ ทำเหมือนว่า ไม่รู้จะดีหรือไม่ แต่ลองทำ เรามีประสบการณ์มามาก มาทำธุรกิจของตัวเองเต็มที่จะเป็นอย่างไร

ธุรกิจเติบโตดับเบิลทุกปี ตั้งแต่ปีแรกและปีนี้ ขณะที่โรงงานเมื่อเห็นเราจริงจังและธุรกิจโตได้บอกว่า ไม่ต้องห่วงมีผู้มาติดต่อให้ผลิตสินค้าแบบเดียวกันเยอะมาก แต่โรงงานชอบพวกเรา ซึ่งดูมีจิตใจที่ดี โรงงานก็ไม่ได้อยากทำธุรกิจแบบก้าวกระโดดมาก แต่บอกว่า อยากผลิตผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ และมีความฝันจะกระจายผลิตภัณฑ์ให้ทั่วภูมิภาคนี้ บริษัทของเราต้องการจายผลิตภัณฑ์ตัวไหนแจ้งได้เลย


มั่นใจในธุรกิจมอร์เพียว เติบโตดับเบิลมาตลอด

ตัดสินใจยากแค่ไหนลาออกงานประจำมาทำธุรกิจเอง?

วิมลพรรณ : การตัดสินใจออกจากงานประจำมาทำธุรกิจยาก ซึ่งตนเองและคุณวิชภาก็นับได้ว่า ไม่ธรรมดาในงานประจำ เพราะตำแหน่งสุดท้ายของคุณวิชภาก่อนลาออกทำงานที่ลอรีอัลก็ถือว่า ใหญ่มาก ส่วนตนอยู่ในตำแหน่งด้านการตลาดดูแลภูมิภาคอินโดจีนทั้งหมด ขณะที่ก่อนมาทำธุรกิจยังได้รับการทาบทามจากอีกบริษัทหนึ่งซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ไปทำงานตำแหน่งผู้จัดการ นับว่า การออกจากงานประจำเงินเดือนหลักแสนเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รู้สึกว่า คนอื่นๆ ยังเห็นคุณค่ามูลค่าในตัวเราขนาดนี้ ดังนั้น ทำไมเราไม่เห็นคุณค่ามูลค่าของตัวเอง มีผู้เชื่อมั่นที่จะให้ไปดูแลธุรกิจเกือบจะมูลค่าหมื่นล้าน ซึ่งถ้ามาทำธุรกิจของตัวเองทำไมจะทำไม่ได้

เราทั้ง 2 คน มานั่งคุยกัน โดยคุณวิชภาก็ไม่อยากเชื่อว่า เราจะเอาจริง จึงบอกว่า เอาจริงมาลองกัน จับมือกันว่า มาลองทำ ถ้าเรายังไม่ทำ ณ จุดนี้ ที่มีแรงก็ไม่รู้จะทำตอนไหน เรายังมีแรง มีคอนเนกชั่นและพร้อมทุกอย่าง


“วิชภา” จากลอรีอัล สู่ธุรกิจของตัวเอง

พอใจกับธุรกิจหรือยัง?

วิมลพรรณ : ยังไม่พอใจ โดยตั้งเป้าว่า ขณะนี้ เปิดธุรกิจมา 2 ปี มีสินค้ากลุ่มของเกาหลีใต้ทั้งหมดในมือ ซึ่งมีหลายส่วนมาก แต่นำเข้ามาขายยังน้อย นอกจากนี้ เรายังมีอีกอีกกลุ่มสินค้าหนึ่งเป็นกึ่งๆ เมดิคอล เป็นสินค้าจำพวกแปะเวลาเป็นไข้ และอื่นๆ อีกมาก เรื่องยุงเราจบไปเป็นแบรนด์ของเราเอง ต่อไปเร่ิมเป็นเทรดเดอร์นำผลิตภัณฑ์แบรนด์เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นจำพวกเจลค่อยๆ ปล่อยกลิ่นออกมาระยะเวลาอยู่ได้ 90 วัน คล้ายๆ น้ำหอมรถยนต์มาทำตลาด เป็นการ์ตูนคาแรกเตอร์

นิยามบริษัทเป็นเอสเอ็มอี หรือ สตาร์ทอัพ?

วิมลพรรณ : คิดว่า เราเป็นสตาร์ทอัพ แต่จริงๆ ก็คือ เอสเอ็มอีรายหนึ่ง ที่มีความฝันว่า สักวันเราจะสามารถมีสินค้าของตัวเอง แต่ว่า รู้สึกว่า ไม่ได้มองที่จะใหญ่โตมากจนเกินไป เพราะรู้สึกว่า การทำธุรกิจแล้วใหญ่โตมากๆ จะทำให้ความอยากจะทำจะคิดถึงกำไรเป็นสำคัญ โดยเรารู้สึกว่าสิ่งที่อยากจะคงไว้ คือ ทำผลิตภัณฑ์ หรือ สินค้า ให้ลูกแล้วก็อยากให้ผู้อื่นใช้เหมือนที่ลูกใช้ และถ้าอะไรที่รู้สึกว่า ไม่ดี ไม่อยากทำ

เราพูดคำนี้ กับเจ้าของโรงงานที่เกาหลีใต้ ซึ่งเจ้าของโรงงานก็บอกว่า ดีมากเลย มีรายอื่นมาบอกว่า ทำให้ราคาถูกลง เปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ ใช้สารแรงขึ้น แต่โรงงานก็ไม่รับทำ เพราะเจ้าของโรงงานเองก็ มีลูก 3 คน ต่างคนต่างมีความรู้สึกร่วม

วิชภา : อีก 3 ปี ข้างหน้าตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ในแง่ของธุรกิจจะไปให้ถึง 100 ล้านบาท เป็นสิ่งที่ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ โดย 3 ปี นับจากนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มองการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ มองแค่ว่า เพียงเรามีความสุขจากกลุ่มสินค้าบริษัท ซึ่งรุ่นแรกคือ 1. สติกเกอร์มอร์เพียวติดกันยุง 2. เป็นเทรดเดอร์ที่ไม่ใช่สินค้าของเรา และ 3. มีกลุ่มสินค้าอื่นๆ อีก จำพวกสินค้าพัฒนาการเด็ก ซึ่งได้ติดต่อไว้แล้ว จะไปเซ็นสัญญาและนำเข้ามาทำตลาดต่อไป

น่าดีใจมากๆ ผู้ที่จะมาร่วมกับเราส่วนใหญ่มีอินไซด์เดียวกัน เจ้าของธุรกิจนี้ ก็เป็นแม่และทำแบรนด์อยู่ โดยทำให้ลูกใช้ ก็ไปคุยว่า ทำธุรกิจ เพราะมีความสุขอยากให้ผู้อื่นใช้ผลิตภัณฑ์แบบที่ลูกเราใช้ ฝ่ายที่คุยด้วยก็โอเคเป้าหมายเดียวกัน


วิมลพรรณ (ขวามือ) ทิ้งเงินเดือนหลักแสนปั้นธุรกิจตัวเอง

ปัญหาและอุปสรรคมีมากน้อยแค่ไหน?

วิชภา : ปัญหาส่วนใหญ่ คือ บางครั้งจะเหมือนเป็นปัญหาเล็กๆ เช่น ผู้ผลิตสินค้าให้เราสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ต้องมีล่าม ขณะที่ก่อนหน้านี้ เราทำงานประจำเวลาไม่ค่อยมี

วิมลพรรณ : คิดดูว่า เวลาเราไม่มี ทำธุรกิจนี้ จนคนรอบๆ ข้างบอกว่าทำไมไม่ลาออกจากงานประจำมาทำเต็มตัว สินค้าขายดีมาก ซึ่งคนอื่นเป็นผู้มาบอก ธุรกิจดีมากไปได้ เมื่อครั้งเปิดตัวสินค้ามา 1 ปี นอกจากจะไม่เจ๊งแล้วยังมีกำไร ทำได้นะ คนรอบตัวพูดแบบนี้ กันหมด นอกจากนั้น ยังโชคดีที่พ่อแม่ หรือ สามี สนับสนุนให้ทำอะไรที่ทำให้ความฝันเป็นจริง

นอกจากนั้น เราเองยังรู้สึกอีกว่า เราปั้นแบรนด์สินค้าอื่นมามาก โดยมีหลายแบรนด์ที่ดูแลตั้งแต่ที่ยังเป็นแบรนด์แบบว่า อยู่ในถังขยะแล้วนำมาปั้นใหม่ นำเข้ามาทำตลาด ทำทุกสิ่งอย่างจนกระทั่งกลายเป็น 1,000 ล้านบาท ดังนั้น กับธุรกิจและแบรนด์ของตัวเองก็ต้องทำได้


ครอบครัวสนับสนุนลุยธุรกิจของตัวเอง

ซื้อสินค้ามอร์เพียว โดยเฉพาะสติกเกอร์กันยุงได้ที่ไหน?

วิชภา : ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแผนกเด็ก ห้างสรรพสินค้าโรบินสันแผนกเด็ก ร้านแม่และเด็กตามโรงพยาบาล ร้านค้าออนไลน์ดังต่างๆ

วิมลพรรณ : นอกจากนี้ เรากำลังจะเริ่มเข้าวางขายในโมเดิร์นเทรด ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ส่วน ภายในปีหน้าแผนธุรกิจคิดว่า จะเติบโตดับเบิล อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน พ.ย. 2559 จะสามารถซื้อสินค้ามอร์เพียวได้ที่ร้านแฟมิลี่มาร์ท

ด้วยความที่เรามีคอนเนกชั่นกับลูกค้าและคู่ค้า โดยเราทำงานกับกลุ่มเหล่านี้มาหลายปีอยู่มาวันหนึ่งเมื่อเข้าไปคุยว่า ลาออกจากงานมาทำสินค้าและธุรกิจของตัวเองล้วนได้รับการตอบรับที่ดี เรามาจากการทำด้านการตลาดและการขายให้เจ้าของสินค้าใหญ่ๆ เคยเป็นพาร์ทเนอร์กันมาก่อน เมื่อเราได้ยินแบบนี้ รู้สึกมีกำลังใจและขอบคุณมากๆ ธุรกิจของเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังเหมือนสมัยทำให้กับสินค้าใหญ่ๆ

วิชภา : นอกจากนั้น เรายังนำสินค้าเข้าทเวนตี้โฟร์แคตตาล็อกในเครือซีพีออลล์ ขณะเดียวกันจะมุ่งไปยังช่องทางออนไลน์ด้วย โดยในส่วนของออนไลน์คือ ทำให้แข็งแรง เพราะปัจจุบันมีพ่อแม่จำนวนมากไม่มีเวลาจึงนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งเชื่อว่า จะมีจำนวนมาก


มอร์เพียวเตรียมรุกเข้มช่องทางขายออนไลน์

จุดเด่นสติกเกอร์กันยุงมอร์เพียวคืออะไร ราคาแข่งขันได้ไหม?

วิชภา : ราคาเราแข่งขันได้ จริงๆ แล้วราคาใกล้เคียงกับสินค้ารายอื่นๆ ทั้งหมด ไม่แตกต่างกันมาก แต่อย่างที่บอก คือ สินค้ามอร์เพียวนั้นมีคุณภาพ เนื้อโฟมสติกเกอร์มีความหนาพอจะอบกลิ่นตะไคร้อยู่ได้ทนนาน กาวที่ใช้ดีมีคุณภาพไม่เปื้อนติดเสื้อผ้า อายุการติด 1 ครั้งได้ 8-12 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ส่วนกลิ่นหอมสดชื่น

สติกเกอร์กันยุงทำงานอย่างไร?

วิชภา : สติกเกอร์กันยุงมอร์เพียวใช้รูปแบบกลิ่น เป็นกลิ่นที่ยุงไม่ชอบเป็นกลิ่นตะไคร้ โดยหลักการทำงานแล้วเหมือนกับสเปรย์ตะไคร้หอมที่รู้จักกันมานาน เพียงแต่ว่า แทนที่จะใช้สเปรย์ได้เปลี่ยนมาใช้ตัวสติกเกอร์ติด ซึ่งสะดวกสบายทั้งผู้ใช้และผู้ติด สำหรับสเปรย์นั้น มีลักษณะเหนียว เหนอะ เปียก ต้องฉีด พ้น และทา


2 คุณแม่ที่อยากให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าดีๆ กับลูกๆ เช่นกัน

อยากฝากอะไรถึงผู้อ่าน?

วิมลพรรณ : อยากจะบอกว่าผลิตภัณฑ์สติกเกอร์กันยุงมอร์เพียวนี้คือ เวลาจะเลือกใช้ของกับลูกต้องคำนึงถึงความปลอดภัย และคุณภาพของสินค้า เชื่อว่า คุณแม่หลายๆ คน คิดแบบนี้เหมือนกัน เราก็อยากนำเสนอว่า สินค้าของเราเป็นสินค้าที่ปลอดภัย มีคุณภาพ มั่นใจได้ ต้องบอกเลยว่า คุณแม่ทุกคนเลือกของที่ดีให้กับลูกและเราอยากจะเสนอสินค้าของเรา ซึ่งเราก็ใช้กับลูก.

 

เรื่องเล่าความสำเร็จ   

 

“เถ้าแก่น้อย” ลุยส่งออกลดรายจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783332

 

นายจิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายแปรรูป ภายใต้ตราสินค้า เถ้าแก่น้อย เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทฯได้ตั้งเป้ารายได้ของกิจการอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18-20% จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ 4,300 ล้านบาท ถือว่าเป็นการเติบโตมาจากยอดขายในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในปีหน้าสัดส่วนการส่งออกไปจีนก็จะเพิ่มขึ้นจนมากกว่าสัดส่วนรายได้ จากยอดขายในประเทศที่มีมูลค่า 1,462 ล้านบาท หรือ 43% จากปัจจุบันมีการส่งออกไปจีน 36% ของยอดขายรวม

ทั้งนี้ ในปีหน้า บริษัทฯจะเน้นการทำตลาดเพิ่มเติมในจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม เป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคสาหร่ายใกล้เคียงกับจีน และคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 60% และในประเทศ 40% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 57% และในประเทศ 43% และยังตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในปีหน้า ให้ได้ไม่ต่ำกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้ 16% เนื่องจากบริษัทฯหันมาเพิ่มสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่บริษัทฯไม่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาด

นายจิระพงษ์กล่าวว่า ในเดือน ก.พ.2560 บริษัทฯจะเปิดสายการผลิตในโรงงานแห่งใหม่ โดยจะเปิดใช้โรงงานแห่งใหม่ ระยะที่ 1 ที่มีกำลังการผลิต 1,500-2,000 ตันต่อปี และคาดว่าจะสามารถใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ 6,000 ตันต่อปี ได้ภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลค่าการลงทุน 730 ล้านบาท รวมทั้งบริษัทฯยังคงตั้งเป้ารายได้จากการจำหน่าย 10,000 ล้านบาท และมีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 85% ภายในปี 2567 ซึ่ง หากโรงงานทั้ง 2 แห่ง ใช้กำลังการผลิตเต็มที่จะสามารถรองรับกับยอดขายได้เพียง 8,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯต้องพิจารณาเพิ่มโรงงานแห่งที่ 3 หรือการผลิตสาหร่ายพันธุ์อื่นๆ รวมถึงสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาหร่ายและเวชสำอางเพื่อผลักดันยอดขายในอนาคต.

 

“แสนสิริ” ปลื้มรายได้เข้าเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783327

 

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯในช่วง 9 เดือน มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 22,700 ล้านบาท จากเป้าหมายรายได้รวม 33,000 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการขาย 19,900 ล้านบาท หรือคิดเป็น 67% ของเป้ารายได้จากการขายที่ตั้งไว้ 29,500 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงไตรมาส 3/2559 บริษัทฯมีรายได้รวม 6,800 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเฉพาะในไตรมาส 3 ที่ 600 ล้านบาท ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 บริษัทฯยังมียอดขายที่รองรับรู้รายได้จากการทยอยโอนส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียม เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมภายใต้ความร่วมมือระหว่างแสนสิริ-บีทีเอส จำนวน 291 ยูนิต มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งแล้วเสร็จและได้เริ่มทยอยโอน โดยขณะนี้มียอดโอนแล้วประมาณ 40% รวมถึงเตรียมโอนโครงการคอนโดมิเนียมกลางเมือง เอดจ์ สุขุมวิท 23 (EDGE Sukhumvit 23) มูลค่าโครงการ 2,900 ล้านบาท ช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้

นายเศรษฐา กล่าวว่า สำหรับในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทฯยังมีแผนเตรียมเปิดตัวโครงการ “บุราสิริ ราชพฤกษ์ -345” มูลค่าโครงการ 2,400 ล้านบาท บ้านเดี่ยวโครงการล่าสุดของปีนี้ ที่มีจุดเด่นในเรื่องทำเลที่ตั้งโครงการ บนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นถนนสำคัญทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯและนนทบุรี รวมทั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้าที่ตัดผ่านถนนราชพฤกษ์ถึง 6 สาย เชื่อมต่อสู่แหล่งอำนวยความสะดวกและการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ราคาเริ่มต้น 5.29-14 ล้านบาท โดยเตรียมจัดงานปรีเซลล์ เปิดการขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 26-27 พ.ย.นี้ นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมเปิดเซลล์แกลอรี่คอนโดมิเนียมโครงการล่าสุด “คุณ บาย ยู อินสปาย บาย สตาร์ค (KHUN by YOO inspired by Starck) คอนโดลักชัวรี่ความสูง 27 ชั้น ใจกลางทองหล่อ โครงการแรกที่เป็นความร่วมมือระหว่างแสนสิริและ YOO บริษัทออกแบบระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านการออกแบบโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเตรียมเปิดให้ลูกค้าเข้าชมโครงการเป็นครั้งแรกในเดือน พ.ย.นี้.

 

“ศุภชัย” ส่ายหน้าทรูซื้อดีแทค! เคยมีคนจับคู่ให้แต่ไม่ได้คุยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783292

 

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทั้งทรูและบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ไม่เคยมีการเจรจากันเรื่องการเข้าซื้อกิจการดีแทคจากทรูมาก่อน เคยมีแต่ตัวกลางหรือ Investment Bank เข้ามาสอบถามทรูว่าสนใจซื้อดีแทคหรือไม่ แต่ยังไม่เคยมีการสานต่อแต่อย่างใด ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการเจรจากันแม้แต่ครั้งเดียว

“ผมยอมรับว่าในฐานะธุรกิจ เรามีความสนใจดีแทคแต่ไม่ได้หมายความว่าสนใจแล้วจะต้องเข้าไปซื้อเลย มันไม่เคยมีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น ยิ่งมีข่าวว่าในวันที่ 18 พ.ย. จะมีความชัดเจน ผมยิ่งงงว่าจะมีอะไรได้อย่างไร เราไม่เคยเจรจาอะไรกันเลย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข่าวลือการเข้าซื้อกิจการระหว่างบริษัทโทรคมนาคมในประเทศ เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา มีตั้งแต่ข่าวทรูจะซื้อดีแทค ไปจนถึงบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส รวมทั้งดีแทคและทรู จะเข้าซื้อบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือสลับกันวนเวียนไปมาเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีข่าวดังกล่าวและมักปรากฏบนสื่อรายหนึ่ง ราคาหุ้นของบริษัทที่เป็นข่าวว่าจะถูกซื้อจะดีดตัวขึ้นสูงเป็นพิเศษโดยเฉพาะหุ้นจัสมิน รวมทั้งหุ้นดีแทคกรณีล่าสุดด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ก.ค.2559 ที่ผ่านมา นางกุนน์ วาร์ทสเตท ประธานกรรมการบริษัท เทเลนอร์ กรุ๊ป ในฐานะบริษัทแม่ของดีแทค ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยและยังให้คำมั่นในการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยดีแทคถือเป็นบริษัทที่ทำรายได้ให้กับเทเลนอร์สูงที่สุด.

 

พาณิชย์ มั่นใจส่งออกข้าวปีนี้ มีลุ้นอาจเกินเป้า 9.5 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 19:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782917

 

พาณิชย์ มั่นใจส่งออกข้าวปีนี้ไม่ต่ำกว่า 9.5 ล้านตัน มีลุ้นอาจเกินเป้า เหตุมีส่งมอบปลายปี เพื่อใช้ช่วงตรุษจีน ส่วนงานจับคู่ซื้อขายข้าว สำเร็จเกินคาด ได้เงินเข้าประเทศ 6.3 หมื่นล้านบาท คาดช่วยดึงราคาข้าวไทยขึ้นได้…

วันที่ 14 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ยังคงเป้าส่งออกข้าวในปีนี้ไว้ที่ 9.5 ล้านตัน และมีโอกาสที่จะเพิ่มสูงกว่านี้ได้ เพราะในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ จะมีการส่งมอบข้าว เพื่อนำไปใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งมาเร็วกว่าทุกปี นอกจากนี้การจัดงานเจรจาซื้อขายข้าวและผลิตภัณฑ์ รวมถึงมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ โดยมีผู้นำเข้าจาก 41 ประเทศ กว่า 300 ราย มาเจรจาซื้อขายกับผู้ส่งออกไทย ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.นี้ เบื้องต้นได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ซื้อขายกันแล้ว โดยเป็นการซื้อมันสำปะหลัง 800,000 ตัน มูลค่า 960 ล้านบาท และซื้อข้าวกว่า 10,000 ตัน มูลค่า 135 ล้านบาท รวม 1,100 ล้านบาท และพบว่ามีผู้นำเข้าสนใจซื้อมันสำปะหลังจากไทยเพิ่มอีก 200,000 ตัน คาดว่าตลอดงานจะเกิดมูลค่าการสั่งซื้อรวม 63,000 ล้านบาท

สำหรับการแก้ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำ โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวสาลี ต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ และกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสัดส่วน 1:3 เช่น นำเข้าข้าวสาลี 100 ตัน ต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 300 ตันนั้น ผู้นำเข้ารับปากที่จะชะลอการนำเข้าข้าวสาลี ส่วนประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวสาลีเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ…นั้น กระทรวงฯ อยู่ระหว่างการยกร่าง

“ส่วนการที่เกษตรกรต้องการให้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลีเป็น 27% เท่ากับในช่วงก่อนที่ไทยจะปรับลดเป็น 0% นั้น ไม่น่าจะใช่แนวทางที่ถูกต้อง เพราะไทยได้ทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับหลายๆ ประเทศ โดยลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ไว้แล้ว โดยเฉพาะกับออสเตรเลีย หากไทยจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี ก็อาจทำให้ผู้นำเข้าหันไปนำเข้าข้าวสาลีจากออสเตรเลียแทน อีกทั้งขณะนี้ราคาข้าวสาลีจากสหภาพยุโรปมีราคาต่ำลงด้วย”

ด้าน นายสัญญา เกษตรเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ผู้ส่งออกข้าวในเครือ เอส.จี.กรุ๊ป กล่าวว่า เบื้องต้นบริษัทได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวภายในงานนี้กับผู้นำเข้าจากฮ่องกง โดยเป็นข้าวหอมมะลิ 100,000 กระสอบ (กระสอบละ 100 กิโลกรัม) มูลค่าการซื้อขาย 250 ล้านบาท ซึ่งการจัดงานลักษณะนี้ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อทั้งผู้ซื้อต่างประเทศ และผู้ส่งออก รวมทั้งยังมีส่วนช่วยให้ราคาข้าวขยับขึ้นด้วย

“ตอนนี้ราคาข้าวหอมมะลิไทยในตลาดตันละ 570-650 เหรียญสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาตันละเกือบ 500 บาท ส่วนข้าวขาวตันละ 350 เหรียญฯ ซึ่งใกล้เคียงกับราคาข้าวเวียดนาม แต่คุณภาพข้าวไทยดีกว่า จึงทำให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้าสนใจนำเข้าข้าวจากไทยในช่วงนี้เพิ่มขึ้น”.

 

สมาคมธนาคารไทย เว้นค่าธรรมเนียมถอนเงินข้ามเขต ตั้งแต่ 15 พ.ย.-3 ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 19:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782986

 

สมาคมธนาคารไทย พร้อมอำนวยสะดวกให้ผู้เดินทางถวายสักการะพระบรมศพ ยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนเงินสดข้ามเขตผ่าน ATM ภายในธนาคารเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.59 ถึง 3 ม.ค.60 …

วันที่ 14 พ.ย.59 นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนจากทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ธนาคารสมาชิก 15 แห่งของสมาคมธนาคารไทย พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมรายการถอนเงินสดข้ามเขตผ่านเครื่องถอนเงินสด (ATM) ภายในธนาคารเดียวกัน โดยให้มีระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียม ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2559 ถึง วันที่ 3 ม.ค. 2560

นอกจากนี้ ธนาคารสมาชิกพร้อมดูแลและจัดเตรียมเงินสดในตู้เอทีเอ็มบริเวณโดยรอบเขตพระบรมมหาราชวัง และตามจุดต่างๆ ที่สำคัญในเขตกรุงเทพมหานครให้เพียงพอในช่วงระยะเวลาดังกล่าว

 

หอการค้าไทย-ตปท. เชื่อ ปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 60 ไม่กระทบราคาสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782841

 

หอการค้าไทย-ต่างประเทศ เชื่อมั่นปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 60 ไม่ส่งผลกระทบต่อการปรับขึ้นราคาสินค้า เอกชนสามารถปรับตัว มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่างๆ ขณะที่ ก.แรงงาน เตรียมเสนอ ครม.รับทราบ มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 60 …

วันที่ 14 พ.ย. นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงภายหลังประชุม ร่วมกับกระทรวงแรงงาน และหอการค้าต่างประเทศ ถึงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2560 ว่า หอการค้าฯ สนับสนุนการปรับค่าจ้างเป็นรายจังหวัด ไม่ได้ปรับอัตราเดียวกันทั่วประเทศ ครั้งนี้มีการใช้หลักพิจารณาทางวิชาการถูกต้อง เช่น อัตราเงินเฟ้อ ความสามารถในการจ่ายการจ้างงาน การปรับค่าจ้างจึงเหมาะสม ขณะที่ การปรับขึ้น 5–10 บาท มีค่าเฉลี่ย 7 บาทเศษ หรือ 2% กว่า เป็นอัตราที่สถานประกอบการสามารถบริหารจัดการได้ เชื่อว่า ไม่มีผลกระทบต่อการปรับราคาสินค้า ไม่เหมือนการปรับ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ที่ทำให้มีผลกระทบมาก

ด้าน นายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่ได้กังวลเรื่องปรับค่าจ้าง แต่ห่วงเรื่องของการผลิตแรงงานที่มีฝีมือมาทำงานมากกว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เฉลี่ยไม่เกิน 3% ไม่มีปัญหา และไม่มีผลต่อการปรับขึ้นราคาสินค้า ภาคเอกชนสามารถปรับตัว และมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

ด้าน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จะนำเสนอเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้รับทราบ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2560 และยินดีที่จะร่วมในการทำงานในการจัดตั้งคณะทำงานภาครัฐและเอกชน ด้านแรงงาน (กรอ.รง.) ที่จะเป็นเวทีการแก้ปัญหา และสร้างความเข้าใจด้านแรงงาน ถ้าหากมีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่นๆ ก็พร้อมที่จะประสานให้เกิดการพูดคุย และร่วมวางแผนในการทำงาน

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วงแรง 25.30 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,469.23 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 17:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783022

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 25.30 จุด เปลี่ยนแปลง -1.69% ดัชนีอยู่ที่ 1,469.23 จุด มูลค่าซื้อขาย 58,165.61 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 14 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 25.30 จุด เปลี่ยนแปลง -1.69% ดัชนีอยู่ที่ 1,469.23 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 58,165.61 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน).

 

ความจริงที่ไม่ถูกพูดถึงของข้อตกลงปารีสใน COP21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 14 พ.ย. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782991

 

COP22 กำลังจะเริ่มขึ้น โลกกำลังก้าวเข้าสู่พรมแดนใหม่ ที่ไร้คาร์บอนไดออกไซด์ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจต่อข้อตกลง COP21 ที่เพิ่งเริ่มมีผลเมื่อ 4 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา นับว่ามีความสำคัญต่อการก้าวต่อไปขอคนไทย โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจกของไทยหรือไม่?

“Paris Agreement” หรือ “ข้อตกลงปารีส” ที่เกิดขึ้นในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศทั่วโลกบรรลุข้อตกลงทางสภาวะอากาศ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข้อตกลงประวัติศาสตร์

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า Paris Agreement มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 4 พ.ย. 2559 ภายหลังจากที่ประเทศสมาชิกของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มากกว่า 55 ประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยะ 55 ได้ให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงดังกล่าว และประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ลงสัตยาบันในข้อตกลงปารีส เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา


สำหรับหัวใจหลักที่เป็นที่รับรู้ร่วมกันในวงกว้างของข้อตกลงปารีส คือ นานาประเทศจะต้องร่วมมือกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามควบคุมให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ หรือปี 2643 (2100) เมื่อเทียบกับปี 2423 (1880) โดยในปัจจุบันอุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นมาแล้วราว 0.7-0.8 องศาเซลเซียส


อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของข้อตกลงปารีสนั้นประกอบไปด้วยมาตราต่างๆ ถึง 29 มาตรา ซึ่งอาจไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นสำคัญ และเป็นที่ถกเถียงในประเทศไทย อันเกิดมาจากข้อตกลงปารีส เพื่อสร้างความชัดเจน และคลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่ 1 ระดับการปล่อยในการดำเนินงานปกติ (BAU) ไม่ได้สูงเกินจริง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า ประเทศไทยเองได้แสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจก หรือ INDCs (Intended Nationally Determined Contributions) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศให้กับทาง UNFCCC ตั้งแต่ในการประชุม COP21 ซึ่งในเอกสารที่ส่งไประบุชัดเจนว่า ประเทศไทยจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ในปี 2573 (2030) เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในการดำเนินงานตามปกติ (BAU)

สำหรับระดับการปล่อยในการดำเนินงานปกติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า BAU หากจะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายก็คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีที่ไม่มีมาตรการใดๆ เลยในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง BAU ของประเทศไทยนั้นใช้ ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2007 (PDP 2007)’ เป็นตัวตั้งในการคำนวณ เนื่องจากใน PDP 2007 ไม่มีการคำนึงถึงเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกในแผน ซึ่งแน่นอนว่า BAU ไม่ได้เกิดจากการตั้งตัวเลขขึ้นมาให้สูงเกินจริง

จากการคำนวณ BAU ในปี 2030 ประเทศไทยในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งตาม INDC ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 หมายความว่า ไทยจะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 445 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งแต่ละประเทศมีการแสดงเจตนารมณ์ลดก๊าซเรือนกระจกแตกต่างกันไปตาม

1. มาตราที่ 2 ข้อ 2 ในข้อตกลงปารีสระบุว่า ความตกลงนี้จะดำเนินการ โดยสะท้อนถึงความเป็นธรรม และหลักความรับผิดชอบในระดับที่แตกต่าง โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละภาคี ตามสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน


2. มาตราที่ 4 ข้อ 15 ที่ระบุว่า ในการปฏิบัติตามความตกลงนี้ ภาคีต้องคำนึงถึงข้อกังวลของภาคีที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบสูงสุดจากผลกระทบของมาตรการการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศกำลังพัฒนา


3. มาตราที่ 7 ข้อ 10 ที่ระบุว่า ภาคีจะต้องจัดทำกระบวนการจัดทำแผนการปรับตัวและการนำไปสู่การปฏิวัติ รวมทั้งการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแผน นโยบายและการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้อง (ตามความเหมาะสม) และควรจัดส่งข้อมูลดังกล่าวตามความเหมาะสม โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระต่อประเทศกำลังพัฒนา


หรือกล่าวโดยสรุป คือ มาตรการในการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางสังคม สภาพความเป็นจริง และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งแตกต่างกัน
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับข้อตกลงปารีส ได้ที่
 http://unfccc.int/files/essential_background/convention/application/pdf/english_paris_agreement.pdf

ประเด็นที่ 2 โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้า ลดก๊าซเรือนกระจกของไทย

ในการแสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจก ในการประชุม COP21 เมื่อปีที่แล้ว ในเอกสารได้แสดงชัดเจนว่า ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2015 (PDP 2015)’ เป็นหนึ่งในแผนที่อยู่ในการแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหมายความว่า มาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยนั้นต้องเดินตาม PDP2015 ที่เราได้สัญญาไปแล้ว


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ INDC ของไทย ได้ที่
 http://www4.unfccc.int/ndcregistry/PublishedDocuments/Thailand%20First/Thailand_INDC.pdf

ประเด็นที่ 3 การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ไม่ได้ถูกพูดถึงใน COP21

ในการประชุม COP21 บรรดาองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างตั้งข้อเรียกร้องให้โลกเดินหน้าสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถเป็นไปได้ จึงไม่ได้ปรากฏประเด็นนี้ไว้ในข้อสรุป โดยจะมีการหยิบยกประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียน 100% มาพูดคุยใหม่อีกครั้ง หลังปี 2050

ข้อตกลงปารีสมีการบังคับใช้ในต้นเดือน พ.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงเดียวกันกับที่มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 22 (COP22) ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมร็อกโก โดยการประชุมครั้งนี้น่าจะเป็นการเจรจาที่เข้มข้นอีกครั้งหนึ่งในการเดินหน้าการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเมินว่าจะเน้นหนักไปในเรื่องเงื่อนไขของประเทศกำลังพัฒนา ในการนำเงินกองทุนจำนวน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Credit : www.egat.co.th