ก.แรงงาน เชื่อ นโยบายรัฐบาล ‘ทรัมป์’ ส่งผลดีต่อคนไทยในสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 16:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782821

 

ปลัดฯ ก.แรงงาน เชื่อ การทำงานด้านแรงงานไทย-สหรัฐฯ จะเข้ากันได้ ไม่เป็นอย่างที่หลายฝ่ายกังวล มองนโยบายรัฐบาลใหม่ เป็นผลดีต่อแรงงานไทย ได้รับสนับสนุนคนระดับกลาง-ล่างมากขึ้น…

วันที่ 14 พ.ย.59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ว่า กระทรวงแรงงานไทยจะสามารถปรับการทำงานเพื่อทำงานร่วมกับนโยบายด้านแรงงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ได้ เนื่องจากมองว่าไม่น่าจะมีความแตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลของนายบารัค โอบามา มากนัก และจากการที่ได้พูดคุยกับผู้แทนหอการค้าสหรัฐฯ คิดว่าการทำงานด้านแรงงานไทยและสหรัฐฯ จะทำงานเข้ากันได้ ไม่เป็นอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ทั้งนี้ คนไทยในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ไปอยู่เป็นกลุ่มที่เดินทางไปตั้งถิ่นฐานเป็นเจ้าของธุรกิจ ส่วนกลุ่มที่เดินทางเพื่อเข้าไปทำงานมีจำนวนไม่มาก ดังนั้นมองว่านโยบายรัฐบาลใหม่สหรัฐฯ จะเป็นผลดีต่อแรงงานไทย เพราะได้สนับสนุนคนระดับกลางและล่างมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะยิ่งทำให้คนไทยที่อยู่ในสหรัฐฯ ได้รับประโยชน์มากขึ้นอีก.

 

วิจัยกสิกรฯ คาด GDP ปี 60 โต 3.3% เชื่อส่งออกพลิกกลับเป็นบวก 0.8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 14:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782787

 

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาด จีดีพีปี 60 โต 3.3% ใกล้เคียงกับปีนี้ รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ-การท่องเที่ยว ส่วนภาคส่งออกพลิกกลับเป็นบวก 0.8% ขณะที่นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด …

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 60 จะมีอัตราการขยายตัว (จีดีพี) ที่ระดับ 3.3% ใกล้เคียงกับปีนี้ โดยยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว แม้ว่าอัตราการขยายตัวของทั้ง 2 รายการอาจชะลอลง เนื่องมาจากผลของฐานที่สูง ส่วนการส่งออกคาดว่าจะพลิกเป็นบวกได้ที่โต 0.8% จากในปีนี้ที่คาดว่าจะหดตัว -0.5% ซึ่งการขยายตัวของการส่งออกปีหน้าเป็นผลมาจากปัจจัยด้านราคา ขณะที่ปริมาณการส่งออกอาจจะยังขยายตัวได้ไม่มากนัก

อย่างไรก็ดี ความชัดเจนด้านการเมืองภายในประเทศตามโรดแม็ปของรัฐบาลน่าจะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนปีหน้าจะโต 2.8% จากปีนี้ที่โตเพียง 1.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีหน้า คาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 1.8% รวมถึงระดับหนี้ที่สูงและประเด็นราคาสินค้าเกษตร อาจจะสร้างข้อจำกัดต่อการบริโภคภายในประเทศได้

ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยของไทยเองนั้น เชื่อว่า จะยังคงที่ระดับ 1.50% ไปตลอดทั้งปีหน้า โดยช่วงปลายปีหน้าอาจจะมีการพิจารณาสถานการณ์ต่างๆ อีกครั้ง เพราะทิศทางอัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะมีการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ในปี 61 โดยเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีแรงผลักดันหลักมาจากการลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว

“2 ตัวนี้โตได้ดี แต่จากฐานที่สูง การขยายตัวคงชะลอลงจากปีนี้ แต่ตัวเลขส่งออกปีหน้าเป็นบวก ผลจากราคาน้ำมันจะช่วยพยุงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ยางเป็นบวก ซึ่งราคาส่งออกจะดันให้ตัวเลขส่งออกโดยรวมเป็นบวกราว 0.8% ส่วนวอลุ่มคงโตได้จำกัด ประเด็นที่เป็นความท้าทายของการส่งออกในปีหน้าคือ แนวนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะมีการต่อรองกับหลายประเทศในเรื่องการค้า ซึ่งการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับประเทศที่จะส่งผลกระทบมาถึงไทย คือ จีน จากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มีนโยบายจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”

ส่วนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (TPP) เชื่อว่า นโยบายของทรัมป์จะไม่สนับสนุนความตกลงดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและแผนการส่งออกของญี่ปุ่น และเวียดนาม อันจะมีผลกระทบมาถึงไทยในระยะกลาง ซึ่งกว่าจะเห็นการเจรจาของสหรัฐฯ กับแต่ละประเทศจบลงได้ คาดใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี โดยหลังจากนี้น่าจะเริ่มดีขึ้น แต่ในช่วงเทอมแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ นักลงทุนคงจะรอดูการเจรจากันก่อน

สำหรับ โครงการต่างๆ ที่เคยมองว่าจะมาใช้ประเทศในแถบเอเชียเป็นฐานการลงทุน หรือฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจจะต้องมีการคิดทบทวนใหม่ เพราะทิศทางนโยบายของทรัมป์น่าจะต้องการให้ไปลงทุนในสหรัฐฯ โดยตรงมากกว่าที่สหรัฐฯจะนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศในความตกลง TPP เพราะสหรัฐฯต้องการสร้างงาน ดังนั้นกรณีนี้จึงถือเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายนี้ไปในทิศทางที่สามารถผ่อนปรนได้หรือไม่ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้น้อยกว่าที่คิดไว้ ซึ่งขณะนี้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าและจะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง นอกจากนี้ตลาดจะมีความกังวลในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมของทรัมป์กับธนาคารกลางสหรัฐฯ จะราบรื่นมากน้อยเพียงใด

“ความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่นี้ นักลงทุนคงต้องอ่านนโยบายของสหรัฐฯ ให้ชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด หากนโยบายที่ออกมาต้องการให้คนไปลงทุนในสหรัฐฯมากขึ้น ต้องมีการปรับแผนการทำธุรกิจให้ไปในทิศทางนั้น แต่คงต้องขึ้นกับความยืดหยุ่นในการเจรจาว่าสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด”

 

บิ๊กป้อม–สมคิด มอบนโยบาย ก.แรงงาน ตั้งเป้ายกอันดับค้ามนุษย์ไทยดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 12:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782637

 

“บิ๊กป้อม–สมคิด” เดินตรวจเยี่ยม มอบหมายนโยบายกระทรวงแรงงาน ขับเคลื่อนภารกิจ 4 เรื่อง พร้อมตั้งเป้าสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยอยู่ในระดับที่ดีขึ้น …

วันที่ 14 พ.ย. 59 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน มี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ให้การต้อนรับ โดย พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงาน ขับเคลื่อนภารกิจให้ประสบความสำเร็จ 4 เรื่อง คือ 1. การพิจารณาให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ที่สำคัญอย่างน้อย 3 ฉบับ คือ อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรอง อนุสัญญาฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง และพิธีสารภายใต้อนุสัญญาฉบับที่ 29 ว่าด้วย แรงงานบังคับ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทย ที่จะยกระดับการดูแลแรงงาน ตามมาตรฐานสากล

2. การประสานงานกับสำนักงาน ก.พ. อย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มจำนวนพนักงานตรวจแรงงานให้เพียงพอที่จะดูแลแรงงานให้ได้รับสิทธิตามกฎหมาย และสามารถแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน 3. แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวและแรงงานในภาคประมงได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักสิทธิมนุษยชน อย่างเท่าเทียม รวมทั้งได้รับสิทธิแรงงาน และสิทธิทางสังคม 4. จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวในจังหวัดนำร่องนั้นให้ยึดตามกรอบใน 3 ประเด็น คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยตั้งเป้าให้สถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยอยู่ในระดับที่ดีขึ้น

ขณะที่ นายสมคิด ได้เน้นย้ำให้ กระทรวงแรงงาน จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 12 รวมไปถึงการพัฒนาแรงงานรองรับไทยแลนด์ 4.0 โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นศูนย์กลางบูรณาการกับหน่วยต่างๆ

“เรื่องดูแลแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงานดูแลอยู่แล้ว และตั้งใจทำให้ถูกหลักสากล ทั้งอียู และสหรัฐอเมริกา ต่างก็พอใจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้ชื่นชมไทยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ จึงปรับอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทย จากเทียร์ 3 ขึ้นมาอยู่ในบัญชี เทียร์ 2 วอตช์ลิสต์ หรือกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง ได้ตั้งเป้ายกอันดับให้ดีขึ้นอีก จึงกำชับให้ดูแลแรงงานต่างด้าวให้ดี ต้องให้ต่างประเทศเห็นว่าเราดูแลตามหลักสากล ทั้งการศึกษา และสาธารณสุข” พล.อ.ประวิตร กล่าว

 

พาณิชย์ เปิดเจรจาซื้อขายข้าว-มัน คาดยอดทะลุ 6.3 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 10:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782517

 

พาณิชย์ เปิดเจรจาซื้อขายข้าว-มัน คาดเกิดคำสั่งซื้อรวมกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท เชื่อช่วยกระตุ้นยอดส่งออก ยกระดับราคาในประเทศ …

วันที่ 14 พ.ย. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเจรจาธุรกิจสินค้าข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์จากข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ระหว่างผู้นำเข้าต่างประเทศและผู้ประกอบการไทยว่า มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้าเกือบ 300 ราย จาก 41 ประเทศทั่วโลก อาทิ ฮ่องกง จีน ประเทศในอาเซียน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา อิหร่าน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย บังกลาเทศ และอียิปต์ และมีผู้ประกอบการไทยกว่า 110 ราย เข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะช่วยเร่งระบายสินค้าเกษตรของไทยที่จะออกสู่ตลาดในปริมาณมากช่วงปลายปี และที่สำคัญจะช่วยผลักดันราคาในประเทศให้สูงขึ้นได้

“โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้ จัดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ในการขยายลู่ทางการส่งออกสินค้าข้าวและมันสำปะหลังสู่ตลาดโลกให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเชิญผู้ซื้อตัวจริง ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และคาดว่า จะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อปริมาณมากที่มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการสั่งซื้อข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ประมาณ 806 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 28,200 ล้านบาท และมูลค่าการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอีกประมาณ 1,005 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 35,180 ล้านบาท”

ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้มีการลงนามความตกลง MOU ถึง 5 ฉบับ ประกอบด้วยการลงนาม MOU สั่งซื้อสินค้าข้าวจำนวน 4 ฉบับ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจำนวน 1 ฉบับ โดยการลงนามสั่งซื้อสินค้าข้าว เป็นการสั่งซื้อสินค้ารายการใหม่ของผู้นำเข้ารายใหม่จากฮ่องกง ได้แก่ การลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิ ระหว่างบริษัท ซีอีซี อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (CEC International Holding Limited) ซึ่งเป็นเจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ต 759 สโตร์ มีสาขาในฮ่องกงกว่า 250 แห่ง กับบริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กซปอร์ต ไรซ์ จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อข้าวหอมมะลิจำนวน 10,000 ตัน

ฉบับที่สองเป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวกาบา ระหว่างบริษัท กุย ฟัท หยุน (Kui Fat Yuen Limited) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของฮ่องกงมากว่า 60 ปี กับบริษัท บางซื่อเจียเม้ง ไรซ์มิลส์ จำกัด โดยจะสั่งซื้อข้าวกาบาจากไทยจำนวน 100 ตัน เพื่อขยายตลาดลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพ

MOU ฉบับที่สาม เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ และผลิตภัณฑ์เส้นก๋วยเตี๋ยวรวม 600 ตัน ระหว่างบริษัท ดา ชอง ฮอง (Dah Chong Hong Limited) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวรายใหญ่อันดับ 2 ของฮ่องกง กับบริษัท ไรซ์แลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด เพื่อนำเข้าข้าวไรซ์เบอร์รี่เข้าไปจำหน่ายยังซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารในฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น และฉบับที่สี่ เป็นการลงนามสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 400 ตัน ระหว่างบริษัท ควอง ซัน ฮอง (Kwong Sun Hong Limited) กับบริษัท ไทยสแตนดาร์ดไร้ส์ จำกัด โดยบริษัท ควอง ซัน ฮอง เป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยเพื่อเจาะตลาดระดับบนมากว่า 50 ปี และสนใจสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่เพิ่มขึ้นเพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้

ส่วนการลงนามความตกลง MOU เพื่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เป็นการลงนามระหว่างบริษัท ฟู ไหล ชุน กรุ๊ป (Fu Lai Chun Group) ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามันสำปะหลังเส้นรายใหญ่ และเป็นผู้ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอลของจีน กับบริษัท พีอาร์ อินเตอร์เทรด จำกัด โดยจะลงนามสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้นเป็นจำนวนถึง 8 แสนตัน มูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พณ. เชิญผู้ค้า 300 ราย ซื้อขายข้าว-มัน คาดขายได้ไม่ต่ำกว่า 6.3 หมื่นล.

 

ทองเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ลดลง 200 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ย. 2559 09:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782511

 

ราคาทองวันที่ 14 พ.ย. เปิดตลาดลดลง 200 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ลดลง 200 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.

 

เจาะตลาดโรงพยาบาล “พฤกษา” เตรียมแตกธุรกิจใหม่ครั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782281

 

“พฤกษา” เตรียมขยายธุรกิจครั้งใหญ่ บุกธุรกิจโรงพยาบาล หลังเห็นช่องว่างในตลาดยังขาดโรงพยาบาลระดับกลาง อีกทั้งปรับแผนโครงการสร้างธุรกิจใหม่โดยจัดตั้งเป็น “พฤกษา โฮลดิ้ง” ย้ำด้านอสังหาริมทรัพย์ยังเดินหน้าต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กำลังเตรียมที่จะขยายธุรกิจเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาล โดยได้จัดทีมงานศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจดังกล่าว ซึ่งเป็นทีมทำงานใหม่ ประกอบด้วยกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า

ทั้งนี้ผู้ใกล้ชิดระบุว่านายทองมาได้เล็งเห็นถึงช่องว่างในตลาด ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนระดับกลางในไทยยังขาดแคลน เนื่องจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เป็นโรงพยาบาลเอกชนระดับราคาสูง หรือไม่ก็เป็นโรงพยาบาลรัฐบาลไปเลย ไม่ค่อยมีโรงพยาบาลสำหรับคนชั้นกลางลงไปเพื่อให้รับความสะดวกและสบายใจในการเข้ารับการรักษา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวทางการบุกเข้าสู่ธุรกิจโรงพยาบาลของนายทองมานั้น จะเป็นในรูปแบบใด ทั้งการเข้าเทกโอเวอร์โรงพยาบาลที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งการจัดตั้งโรงพยาบาลในเครือพฤกษาขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป

นอกจากนี้บริษัทพฤกษายังได้ทำหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าด้วยเรื่องแผนการปรับโครงสร้างกิจการของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “พฤกษา เรียลเอสเตท”) โดยการจัดตั้งบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือพฤกษา โฮลดิ้ง เพื่อทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัท โดยการแลกเปลี่ยนหุ้น (Share Swap) ในอัตราส่วนการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญที่ออกใหม่ของพฤกษา โฮลดิ้ง ต่อ 1 หุ้นสามัญของพฤกษา เรียลเอสเตท โดยได้กำหนดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตั้งแต่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา-23 พ.ย. 2559 รวมทั้งสิ้น 25 วันทำการ

ทั้งนี้หากการทำคำเสนอซื้อแล้วเสร็จ บริษัท จะเพิกถอนหุ้นของบริษัทออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันเดียวกับวันที่หุ้นของพฤกษา โฮลดิ้งเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในต้นเดือน ธ.ค. 2559

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ความมุ่งมั่นที่บริษัทพฤกษาจะสรรค์สร้างธุรกิจด้านโรงพยาบาลแล้ว ในด้านของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเป็นธุรกิจหลักอยู่ก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาต่อ โดยยังนำเสนอที่อยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ๆ มาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของผู้บริโภค

ซึ่งล่าสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ประกาศผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนของปี 2559 ก็ทำเป้าได้ในทิศทางที่น่าพอใจ ยังคงสร้างยอดขาย รักษารายได้และกำไรไว้อย่างคงเส้นคงวา และยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มทาวน์เฮาส์เป็นอันดับ 1 ไว้ได้

สำหรับในปีหน้า 2560 พฤกษายังได้ประกาศลั่นเตรียมบุกตลาดที่อยู่อาศัยกลุ่มพรีเมียมแบบเต็มสูบ เพื่อขยายฐานผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ อีกตลาดกลุ่มพรีเมียมยังมีโอกาสที่ยังเติบโตได้อยู่ เพราะผู้บริโภคในกลุ่มนี้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบแม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอยู่.

 

ปตท.ปรับกลยุทธ์ดันกำไรเพิ่มเท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782276

 

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปีนี้ ว่า มีผลกำไร 40,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,827 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการดำเนินตามแผนกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย การดำเนินการที่ทำทันที หาโอกาสการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ และการแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อความยั่งยืน โดยทำทันทีผ่าน “โครงการเพิ่มผลผลิต” ต่างๆ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ทำให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาได้มากขึ้น การลดต้นทุน การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดซื้อพัสดุ/เครื่องจักร/อุปกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในกลุ่ม ปตท. การเพิ่มยอดขายในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยตามสัดส่วนที่ ปตท.ถือหุ้น ก็มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากการปฏิบัติตามนโยบายลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเช่นกัน โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จกับโครงการ “SAVE to be SAFE” ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นควบคู่กับการเพิ่มรายได้ ในขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นก็มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น กำไรขั้นต้นต่อหน่วยสูงขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยตามสัดส่วนที่ ปตท.ถือหุ้นนั้นมีกำไรสุทธิ 35,455 ล้านบาท

ดังนั้น ปตท.และบริษัทย่อยจึงมีกำไร 75,522 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 55,774 ล้านบาท ในขณะที่งบดุล ณ วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ปตท.และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 2,114,468 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 982,425 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,132,043 ล้านบาท.

 

กสทช.ชี้ไทยคมต้องจ่ายค่าสัมปทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782267

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กรณีปัญหาดาวเทียมไทยคม 7 ของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ที่มีข้อถกเถียงกันว่านอกจากจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมในอัตราปีละ 5.75% ของรายได้แล้ว ควรจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐในฐานะคู่สัญญาสัมปทานด้วยนั้น เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่จะต้องเจรจากับไทยคม เนื่องจากเป็นคู่สัญญาสัมปทาน และเมื่อสัญญายังไม่สิ้นสุด ทางไทยคมต้องปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งต้องจ่ายค่าสัมปทาน ส่วนจะจ่ายในอัตราเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงดีอี

“เมื่อไทยคมต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 5.75% ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐด้วยเช่นกัน เพราะเงื่อนไขในใบอนุญาตเขียนไว้ชัดเจนว่า แม้จะออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้ไทยคมแล้ว แต่เมื่อสัญญาสัมปทานยังไม่สิ้นสุด ก็ต้องทำตามสัญญาสัมปทานด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาดาวเทียมนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก แต่ขณะนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว ปัญหาดาวเทียมก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด จึงเป็นข้อสงสัยว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญจริงหรือไม่.

 

สัญญาณหนี้เน่าพุ่งสูงรอบ 5 ปี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782261

 

สภาองค์การนายจ้างชี้เอสเอ็มอีทรุดตัวต่อเนื่อง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า มีแนวโน้มว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในภาคธุรกิจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ไปจนถึงต้นปี 2560 โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เนื่องจากขณะนี้สภาพคล่องเอสเอ็มอีตึงตัวมาก เพราะยอดขายทั้งการส่งออกที่ปีนี้ ในภาพรวมติดลบหรืออาจขยายตัว 0% ขณะที่แรงซื้อภายในประเทศ ทิศทางยังคงทรุดตัวต่อเนื่อง ด้วยหลายปัจจัยโดยเฉพาะปัจจัยจากราคาข้าวที่ตกต่ำ ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตอื่นๆ

“ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเอ็นพีแอล ภาคธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3 สูงสุดในรอบ 5 ปี และมองว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ถือว่ามีความระมัดระวังปล่อยกู้อย่างเข้มงวด ก็ยังทำให้เอ็นพีแอลอยู่ในอัตราที่สูง แต่ไม่มีใครพูดถึงเอ็นพีแอลในภาคธุรกิจที่กำลังเป็นปัญหาโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และเมื่อถึงสิ้นปีนี้ธนาคารพาณิชย์ก็จะมาดูสินเชื่อต่างๆโดยเฉพาะเงินกู้เบิกเกินบัญชี ที่คาดว่าเอ็นพีแอลของภาคธุรกิจจะขยายตัวถึงต้นปี 2560 เพราะมีสัญญาณค่อนข้างชัดเจน ในวงการค้ามีการขยายเครดิตจาก 30-90 วันเป็น 90-120 วัน และบางส่วนเริ่มไม่ชำระหนี้ และเริ่มมีการฟ้องร้องกันหลายคดีแล้ว”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะส่งออกของไทยปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาในปีนี้ ทำให้คาดว่าในไตรมาสแรกของปี 2560 ตนก็คาดว่าจะยังทรงตัวต่อเนื่อง เพราะปัญหาหลักจากรายได้เกษตรกรที่เป็นกำลังซื้อขนาดใหญ่ ยังไม่ฟื้นตัวและอาจตกต่ำลงโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ขณะที่สินค้าเกษตรอื่นๆทั้งยางพารา มันสำปะหลัง ราคาก็ทรงตัว มีเพียงอ้อยที่คาดว่าจะมีราคามากที่สุด

สำหรับทิศทางการลงทุนของประเทศไทยในปี 2560 ในส่วนของภาคเอกชนคาดว่าจะยังทรงตัวในระดับปัจจุบันไปจนถึงกลางปี 2560 เนื่องจากอัตรากำลังการผลิตภายในประเทศ ยังมีการผลิตเพียง 70% ของกำลังการผลิตรวม ส่วนการส่งออก ยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าจะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงมากน้อยเพียงใด.

 

“กรมท่องเที่ยว”จัดระเบียบนักท่องเที่ยว เส้นทางพระบรมมหาราชวัง-วัดพระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782252

 

นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “กรมการท่องเที่ยวได้รวบรวมตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าชมพระบรมมหาราชวังจากสำนักพระราชวัง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2559 ซึ่งสำนักพระราชวังเปิดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าเยี่ยมชมได้ตามปกติ พบว่าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าชมในพระบรมมหาราชวังนับตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 10 พ.ย.2559 เป็นจำนวน 82,154 คน และในแต่ละวัน 75-85% เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มากับกรุ๊ปทัวร์ ส่วนที่เหลือ 15-25% เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยตัวเองจากภูมิภาคยุโรปและอเมริกา”

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะหลังนักท่องเที่ยวได้หันมาใช้บริการทางเรือมากขึ้น เนื่องจากระยะของทางเดินใกล้กว่าเดินจากโรงแรมรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ กรุ๊ปทัวร์ยังจัดให้นักท่องเที่ยวที่เข้าชมพระบรม มหาราชวังได้ไปเที่ยวชมวัดพระเชตุพนฯก่อนที่จะไปลงเรือที่ท่าช้าง เพื่อท่องเที่ยวในจุดอื่นต่อไป

นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของสำนักพระราชวัง กรมการท่องเที่ยวได้หารือร่วมกับผู้แทนสำนักพระราชวัง เกี่ยวกับการจัดเส้นทางการนำชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยกำหนดจุดบรรยายไว้รวม 16 จุดต่อการบรรยาย 1 รอบ ซึ่งแต่ละรอบการบรรยายจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที และได้ร่วมกับสำนักพระราชวังจัดอบรมมัคคุเทศก์ จำนวน 200 คน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้เข้าใจวิธีปฏิบัติการนำชม การแต่งกาย การใช้ชุด Audio เนื้อหาการบรรยายแต่ละจุดให้เสร็จสิ้นภายในเดือน ธ.ค.2559 และจะทยอยอบรมรุ่นต่อๆไป เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานตั้งแต่เดือน ม.ค.2560 ซึ่งมัคคุเทศก์ที่ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว กรมการท่องเที่ยวและสำนักพระราชวังจะเป็นผู้ออกบัตรมัคคุเทศก์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ภายในพระบรมมหาราชวัง.