ทอท. ขอระวังปล่อยโคมลอยใกล้สนามบิน 6 แห่ง ช่วงลอยกระทง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 พ.ย. 2559 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/781177

 

ทอท. ขอความร่วมมือหน่วยงานและชุมชนโดยรอบท่าอากาศยาน 6 แห่ง ระมัดระวังปล่อยโคมลอย ลูกโป่ง จุดพลุ และฉายลำแสงขึ้นท้องฟ้า ช่วงเทศกาลลอยกระทง 14-15 พ.ย. 59

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี จะมีเทศกาลสำคัญของประชาชนไทย คือ เทศกาลลอยกระทง หรือเทศกาลยี่เป็ง ซึ่งในปีนี้เป็นช่วงระหว่างวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2559 ในส่วนของ ทอท. ผู้บริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ขอความร่วมมือหน่วยงานและชุมชนโดยรอบท่าอากาศยานระมัดระวังการปล่อยโคมลอยและลูกโป่ง การจุดพลุและดอกไม้ไฟ การฉายลำแสงขึ้นบนท้องฟ้า และวัตถุที่เป็นอันตรายต่อการบินในช่วงเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2559 ที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อการทำการบินของอากาศยาน และทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

ในส่วนของ ทชม. และ ทชร. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนนิยมปล่อยโคมลอยกันมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ได้มีการดำเนินการในเรื่องของการรณรงค์และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการปล่อยโคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นที่คล้ายคลึงกันขึ้นไปสู่อากาศ โดยหลีกเลี่ยงบริเวณพื้นที่ที่เป็นแนวขึ้น-ลงของท่าอากาศยาน สำหรับ ทชม. ให้มีการปฏิบัติตามประกาศจังหวัดเชียงใหม่ ในเรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดทำและปล่อยโคมควัน โคมลอยอย่างเคร่งครัด ยกเว้นแต่เป็นการปล่อยตามประเพณียี่เป็ง (ลอยกระทง) คือ พื้นที่บริเวณใกล้เคียง ทชม. อนุญาตให้ปล่อยโคมลอย/โคมไฟ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 และวันแรม 1 ค่ำเดือน 12 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 14 และ 15 พฤศจิกายน 2559 โดยโคมลอย/โคมไฟ สามารถปล่อยระหว่างเวลา 19.00-01.00 น. ส่วนโคมควันสามารถปล่อยได้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น. ขณะที่ ทชร. ก็ได้มีการรณรงค์ให้ปฏิบัติตามประกาศจังหวัดเชียงราย เรื่องมาตรการป้องกันและการรักษาความปลอดภัยและการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการจุดและปล่อยบั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอันตรายอื่นใดที่คล้ายคลึงกันขึ้นสู่อากาศ โดยพื้นที่ใกล้เคียง ทชร. สามารถปล่อยโคมลอยช่วงเวลา 21.00-01.00 น. ของวันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2559 และปล่อยโคมควันระหว่างเวลา 10.00-12.00 น.ของวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยต่อการทำการบินของอากาศยาน และเพื่อไม่ให้กระทบต่อวัฒนธรรมประเพณีของไทย ทชม. และ ทชร. ได้ขอความร่วมมือจากสายการบินที่จะทำการบินในช่วงวันดังกล่าวในการพิจารณาหลีกเลี่ยงการจัดตารางบินขึ้น-ลง ณ ทชม. และ ทชร. หลังจากเวลา 18.00 น.ของวันที่ 14 และ 15 พฤศจิกายน 2559 สำหรับชนิดและขนาดของโคมลอย โคมไฟ หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกันที่จะทำการจุดและปล่อยขึ้นไปสู่อากาศจะต้องมีขนาดและรูปแบบของโคมลอยตามมาตรฐานตัวโคมมีปริมาตรไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตรเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 90 เซนติเมตร สูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร ทำจากวัสดุธรรมชาติ และเชื้อเพลิงทำจากกระดาษชุบเทียนขี้ผึ้ง หรือพาราฟินน้ำหนักไม่เกิน 55 กรัม ระยะเวลาการเผาไหม้ไม่เกิน 8 นาที และห้ามพ่วงหรือผูกติดพลุ ดอกไม้ไฟ หรือสิ่งอื่นใดกับโคมขณะปล่อย

นายนิตินัย กล่าวในตอนท้ายว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทงจะมีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานเป็นจำนวนมาก ทอท. จึงขอความร่วมมือผู้โดยสารให้เดินทางถึงท่าอากาศยานเร็วกว่าปกติ โดยหากเดินทางระหว่างประเทศให้เผื่อเวลาล่วงหน้า 3 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องบินออก และ 2 ชั่วโมงก่อนเวลาเครื่องบินออกสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ.

 

ทองเปิดตลาดร่วง 350 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 พ.ย. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780996

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 12 พ.ย. ลดลง 350 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 ขายออกบาทละ 20,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 ขายออกบาทละ 21,200 บาท…

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 350 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600.00 บาท ขายออกบาทละ 20,700.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,223.44 บาท ขายออกบาทละ 21,200.00 บาท

 

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว รับวันทหารผ่านศึก ดาวโจนส์ทำนิวไฮอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 พ.ย. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780922

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันศุกร์ โดยมีการซื้อขายเบาบางเนื่องจากเป็นวันหยุดวันทหารผ่านศึก แต่ดาวโจนส์ยังทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 11 พ.ย.2559 แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 39.78 จุด หรือ 0.21% ปิดที่ 18847.66 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.03 จุด หรือ 0.14% ปิดที่ 2164.45 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 28.31 จุด หรือ 0.54% ปิดที่ 5237.11 จุด

การซื้อขายวันศุกร์ค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากเป็นวันหยุดวันทหารผ่านศึก แต่แนสเด็กเริ่มฟื้นตัวหลังจากร่วงหนักเมื่อวันพฤหัสบดี ส่วนดาวโจนส์ยังทำลายสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นบริษัท วอลต์ ดิสนีย์ ขณะที่เอสแอนด์พี 500 ร่วงตามบริษัทกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิ่งแรงอีกครั้ง.

 

3 ตระกูลดังติดโผมหาเศรษฐีเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780852

 

เจียรวนนท์,จิราธิวัฒน์ ‘ฟอร์บส์’ จัด-ซัมซุงที่1

นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับ 50 ตระกูลมหาเศรษฐี เอเชีย ยก “เจียรวนนท์” ของเจ้าสัวซีพี ติดโผอันดับ 2 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินร่วม9.6 แสนล้านบาท ส่วนอันดับ 1 เป็นของเจ้าพ่อ “ซัมซุง” ครองแชมป์รวยมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท ด้านตระกูล “จิราธิวัฒน์” เจ้าของห้างเซ็นทรัล อยู่อันดับ 14 และตระกูล “โลเฮีย” ชาวอินเดียที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยนานกว่า 20 ปีจนได้สัญชาติไทย ติดอันดับ 28 เผยตระกูลเศรษฐีชาวภารตะติดโผรวยอู้ฟู่ถึง 17 ตระกูล

50 ตระกูลมหาเศรษฐีเอเชีย มีเจ้าสัวนามสกุลดังเมืองไทยติดอับดับถึง 3 ตระกูล ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ว่า เมื่อเร็วๆนี้ นิตยสารแนวธุรกิจการเงินชื่อดังของสหรัฐฯ “ฟอร์บส์” ได้เผยแพร่รายงานอันดับครอบครัว หรือตระกูลมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด 50 อันดับในภูมิภาคเอเชีย โดยใช้เกณฑ์วัดความร่ำรวยจากราคาสินทรัพย์ในตลาดหุ้น และอัตราแลกเปลี่ยนที่ปิดตลาดช่วงวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ครอบครัวที่เข้าเกณฑ์ติดอันดับต้องอาศัยอยู่ในเอเชีย และก่อตั้งสร้างธุรกิจส่งทอดกันมาอย่างน้อย 3 รุ่น มีทรัพย์สินรวมตั้งแต่ 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 119,000 ล้านบาท) ขึ้นไป ซึ่งปีนี้ ตระกูลร่ำรวยที่สุด 50 อันดับในเอเชีย มาจากหลาก หลายวงการ ทั้งเทคโนโลยี ปศุสัตว์ เรียล เอสเตท น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 519,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 18.165 ล้านล้านบาท) โดยมีตระกูลนักธุรกิจจากอินเดีย ติดอันดับมากถึง 1 ใน 3 หรือ 17 ตระกูล

แชมป์ตระกูลร่ำรวยที่สุด 50 อันดับในเอเชียดังกล่าวของปีนี้ อันดับ 1 คือตระกูล “ลี” เจ้าของเครือธุรกิจ “ซัมซุง กรุ๊ป” ของเกาหลีใต้ มีธุรกิจด้านส่งออก แปรรูปอาหาร สิ่งทอ และอิเล็กทรอนิกส์ มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 29,600 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 1.036 ล้านล้านบาท) เป็นผลจากการคาดการณ์ผลกำไรของการประกอบการไตรมาส 3 ที่สูงกว่ากำไรของปีที่แล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ การรั้งอันดับ 1 ตระกูลร่ำรวยที่สุดในเอเชียของตระกูล “ลี” มีขึ้นขณะซัมซุงยังมีปัญหามือถือสมาร์ทโฟน รุ่นกาแลคซี โน้ต 7 ที่แบตเตอรี่ร้อนเกินปกติ ทั้งขณะชาร์จไฟและไม่ได้ชาร์จไฟ รวมทั้งเกิดไฟลุกไหม้จนต้องเรียกคืนมือถือรุ่นนี้หลายล้านเครื่องทั่วโลก และกรณีร้องเรียนเครื่องซักผ้าแบบเปิดฝาด้านบนเกิดสั่นรุนแรงขณะทำงานจนฝาหลุด ทำให้ต้องเรียกคืนสินค้าในสหรัฐฯเช่นกัน

ส่วนอันดับ 2 ตระกูล “เจียรวนนท์” เจ้าของกลุ่มธุรกิจบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 27,700 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 969,500 ล้านบาท) และอันดับ 3 คือตระกูล “อัมบานี” ของอินเดีย เป็นเจ้าของธุรกิจด้านโทรคมนาคม และอื่นๆในเครือ “รีไลแอนซ์ กรุ๊ป” มีทรัพย์สินอยู่ที่ 25,800 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 903,000 ล้านบาท) อันดับ 4-5 คือตระกูล “กว๊อค” ในฮ่องกง เขตบริหารพิเศษของจีน เจ้าของบริษัท “ซัน ฮุง ไค่” ทำธุรกิจด้านการเงินการลงทุนและอื่นๆ ครอบครองทรัพย์สิน 25,200 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 882,000 ล้านบาท) และตระกูล “หลี” ในฮ่องกงเช่นกัน ทำธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ

ในนามบริษัท “เฮ็นเดอร์สัน ดีเวลอปเมนต์” มีทรัพย์สิน 24,700 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 864,500 ล้านบาท) ตามลำดับอันดับ 6-10 ประกอบด้วย ตระกูล “ฮาร์โตโน” (อันดับ 6) ในอินโดนีเซีย ทำธุรกิจบุหรี่กานพลู ภายใต้ชื่อบริษัท “ดจารุม” เป็นเจ้าของทรัพย์สินรวม 18,600 ล้านดอลลาร์ฯ ตระกูล “เกวก/เควิก” (อันดับ 7) เจ้าของบริษัท “หง เหลียง กรุ๊ป” ตั้งอยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย ทำธุรกิจด้านการเงินการธนาคาร มีทรัพย์สินรวม 18,500 ล้านดอลลาร์ฯ ตระกูล “เฉิง” (อันดับ 8) ในฮ่องกง เจ้าของบริษัท “โจว ไท้ ฟุค เอนเตอร์ไพรส์” ซึ่งเป็นธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม เครื่องประดับและอื่นๆ มีทรัพย์สิน 17,300 ล้านดอลลาร์ฯ ตระกูล “ไช่” (อันดับ 9) ชาวไต้หวัน เจ้าของบริษัท “คาเธ่ย์ ไฟแนนเชียล” ด้านการเงินการธนาคารและอื่นๆรวมทั้งประกันภัย มีทรัพย์สินรวม 15,300 ล้านดอลลาร์ฯ และอันดับ 10 คือตระกูล “ฮินดูจา” มีถิ่นพำนักอยู่ที่อินเดียและอังกฤษ เจ้าของบริษัท “ฮินดูจา กรุ๊ป” ทำธุรกิจหลากหลายทั้งการเงินการธนาคารไปจนถึงเคเบิลทีวี และรถบรรทุก มีทรัพย์สิน 14,900 ล้านดอลลาร์ฯ

ส่วนอันดับอื่นๆที่น่าสนใจ ตระกูล “ชุง” ของเกาหลีใต้ เจ้าของบริษัทผลิตรถยนต์ “ฮุนได” ติดอันดับ 12 มีทรัพย์สิน 14,500 ล้านดอลลาร์ฯ และตระกูล “มิตทาล” ของอินเดีย ทำธุรกิจด้านเหล็กและเหมืองแร่ ติดอันดับ 16 ด้วยทรัพย์สินรวม 13,200 ล้านดอลลาร์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีตระกูลมหาเศรษฐีร่ำรวยในไทยที่ติดอันดับด้วยอีก 2 ตระกูล คือตระกูล “จิราธิวัฒน์” ธุรกิจค้าปลีก เจ้าของห้าง สรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซา ติดอันดับ 14 มีทรัพย์สินรวม 13,800 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 483,000 ล้านบาท) และตระกูล “โลเฮีย” ชาวอินเดียที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยนานกว่า 20 ปีจนได้สัญชาติไทย ติดอันดับ 28 ทำธุรกิจด้านพลาสติกและอื่นๆที่เกี่ยวข้องในชื่อบริษัท “อินโดรามา คอร์ปอเรชั่น” เป็นเจ้าของทรัพย์สินรวม 6,300 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 220,500 ล้านบาท)

 

เบื้องหลัง 3 วันสร้างเสร็จ ‘สุขาเพื่อประชาชน’ ที่ท้องสนามหลวง (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780906

 

อีกหนึ่งบริการเพื่อรองรับประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ในหลวง ร.9 ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.นั่นคือ ‘สุขาเพื่อประชาชน’ ที่ท้องสนามหลวง อันมาจากความร่วมมือระหว่าง ก.อุตสาหกรรม เอสซีจี และ กทม.ที่สร้างและติดตั้งในเวลาแค่ 3 วัน…


หลังจากที่ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการเตรียมการช่วยเหลือและรองรับประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. เป็นต้นไป โดยเฉพาะการเพิ่มเติมสุขาสำหรับให้บริการกับประชาชน ต่อมา กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประสานมายัง เอสซีจี ในการสนับสนุนห้องสุขาสำหรับให้บริการประชาชนอย่างเร่งด่วน ให้แล้วเสร็จใน 3 วัน หลังจากได้รับการร้องขอ เพื่อให้พร้อมใช้งานในวันเสาร์ที่ 29 ต.ค.จึงเป็นที่มาของการผนึกกำลังหน่วยงานในเครือเอสซีจีและคู่ธุรกิจ 12 บริษัท ใช้ทีมงาน 150 คนร่วมกันสร้าง  ประกอบและติดตั้ง ‘สุขาเพื่อประชาชน’ ระบบน็อกดาวน์ ตั้งแต่คืนวันที่ 27 ต.ค. จนติดตั้งแล้วเสร็จเปิดใช้งานในวันที่ 29 ต.ค.

นายศานิต เกตุสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี เอสซีจี อธิบายถึงแนวคิดหลักของทีมงานว่า ในการทำงานครั้งนี้ คือ สร้างสุขาให้เสร็จภายในสามวันโดยต้องให้ได้สุขาที่สามารถใช้งานได้ถาวร มีคุณภาพเท่ากับสุขาคอนกรีต โครงสร้างจึงเป็นระบบ Modular ของ SCG HEIM เป็นการสร้างสิ่งก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูป โดยมีการวางโครงสุขาขึ้นมาในลักษณะคล้ายกล่อง จากนั้นจึงนำเอาวัสดุด้านผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ SCG ผลิตได้ เช่น สมาร์ทบอร์ด และสุขภัณฑ์ติดตั้งเข้าไป ก่อนจะขนส่งกล่องสุขากึ่งสำเร็จรูปขนาดใหญ่นี้มาติดตั้งหน้างานที่ท้องสนามหลวง และทำการต่อท่อระบบน้ำ ระบบไฟ ติดตั้งหลังคาและสุขภัณฑ์ที่อาจแตกหักระหว่างขนส่ง เช่น กระจก เป็นต้น พร้อมเก็บรายละเอียดงานให้เสร็จเรียบร้อย

ผอ.สำนักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี เอสซีจี อธิบายต่อว่า อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการติดตั้งสุขาครั้งนี้ คือ พื้นห้องน้ำที่สูงกว่าทางเท้าของสนามหลวงเพียง 35 ซม. ดังนั้นทางทีมงานเอสซีจีจึงต้องปรับองศาของท่อระบายสิ่งปฏิกูล และใช้ปั๊มที่ดูดสิ่งปฏิกูลเข้าไปเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของห้องน้ำ จากนั้นจึงใช้รถยนต์ดูดสิ่งปฏิกูลของทาง กทม. มาระบายสิ่งปฏิกูลออกเป็นระยะ เมื่อมีสัญญาณไฟแจ้งเตือน ทำให้ตัวพื้นห้องน้ำไม่จำเป็นต้องมีระดับความสูงห่างจากทางเท้าสนามหลวงมากนัก เพื่อให้พื้นที่สำหรับถังพักสิ่งปฏิกูล ทั้งนี้ เมื่อต้องการเคลื่อนย้ายสุขาเพื่อประชาชน ไปติดตั้งบริเวณอื่น (หากมีการขอพื้นที่ติดตั้งคืนเพื่อใช้ในการพระราชพิธี) ทางทีมงานก็จะดำเนินการตัดงานระบบสุขา (ระบบน้ำ ระบบไฟ ระบบระบายสิ่งปฏิกูล) ถอดน๊อตหลังคาของสุขา จากนั้นจึงนำเครนมายกกล่องสุขาขึ้นรถบรรทุกแล้วเคลื่อนย้ายออก


สุขาที่สร้างขึ้นยังคำนึงถึงผู้ใช้งานแต่ละเพศ และหลากหลายวัย จึงแยกเป็นส่วนสุขาชาย-หญิง สุขาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก ใช้งานได้พร้อมกันครั้งละ 40 คน โดยในส่วนของห้องน้ำสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ทางทีมงานได้ติดตั้งสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ให้ได้ระยะมาตรฐานมากที่สุด โดยคำนึงถึงความแข็งแรงและความปลอดภัยในการใช้งานเป็นสำคัญ เช่น การติดตั้งโถปัสสาวะชายเป็นแบบโถยาว เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานของผู้สูงอายุ ผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย และเด็ก การปรับมุมของกระจกในห้องน้ำผู้พิการและผู้สูงอายุให้มองเห็นได้สะดวกขึ้น การเสริมโครงสร้างบันไดทางขึ้นห้องน้ำให้แข็งแรงปลอดภัย เป็นต้น ก่อนเคลื่อนย้ายและยกมาติดตั้งที่บริเวณท้องสนามหลวง


หลังจากนี้ เอสซีจี ได้เร่งสร้างสุขาเพิ่มเติมในบริเวณสวนสันติพร (กองสลากเดิม) และบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ให้แล้วเสร็จในช่วงกลางเดือน พ.ย. รวมถึงก่อสร้างสำนักงานชั่วคราว ที่เป็นระบบเดียวกันสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มาปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย ทั้งนี้ สุขาดังกล่าวเป็นระบบน็อกดาวน์กึ่งถาวร สามารถเคลื่อนย้ายโครงสร้างทั้งหมดไปติดตั้งในสถานที่อื่นๆ ได้ หากจะมีการปิดพื้นที่ท้องสนามหลวงเพื่อสร้างพระเมรุ ในส่วนของการดูแลรักษาและทำความสะอาด ทาง SCG ได้เตรียมทีมพนักงานทำความสะอาด คอยประจำการอยู่ที่สุขาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลรักษาความสะอาด และทาง SCG ยังได้รับความเอื้อเฟื้อจากทาง กรุงเทพมหานคร ในการเติมน้ำชำระล้างและสูบสิ่งปฏิกูลออกวันละ 7-8 ครั้ง.

 

“ผู้เฒ่า” เสาค้ำเศรษฐกิจ สปท.ชี้สังคมสูงวัยสร้างโอกาสทำมาค้าขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780762

 

กรรมาธิการเศรษฐกิจ สปท.เสนอรัฐบาลประกาศให้ “เศรษฐกิจผู้สูงวัย” เป็น วาระแห่งชาติ ดวงตาเห็นธรรมสังคมผู้สูง อายุแปรเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้ เสนอให้สิทธิพิเศษทางภาษีผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตยามชรา

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า สปท.ได้เสนอให้รัฐบาลประกาศนโยบายให้เศรษฐกิจผู้สูงวัยเป็นวาระแห่งชาติและบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุกฉบับ โดยการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทยและของโลกเป็นผลบวกด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจาก กลุ่มผู้สูงอายุจะเป็นกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่มีกำลังซื้อ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มผู้สูงอายุภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งรัฐจำเป็นต้องจัดหาสินค้าเพื่อนำมาจัดเป็นสวัสดิการให้กับประชากร การผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตลาดผู้สูงอายุจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่จะเกิดการกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่จากผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุทั้งในประเทศและทั่วโลกมีจำนวนมาก และสามารถเป็นพลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้

ทั้งนี้ สปท.ได้เสนอให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อสร้างโอกาส ทางเศรษฐกิจใหม่ โดยการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตและบริการทั้งภายในประเทศ การส่งออกในภูมิภาคและประชาคมโลก ซึ่งรัฐบาลควรสร้างปัจจัยสนับสนุนดังนี้คือ

1.การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ผลิตและบริการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และบริการด้านผู้สูงอายุ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์อาหาร เชิงสุขภาพ การท่องเที่ยว วัสดุก่อสร้าง และเฟอร์นิเจอร์ สุขภาพและเครื่องมือแพทย์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการในอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปรับสภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการดูแลผู้สูงอายุ

2.ให้รัฐจัดทำนโยบายเร่งด่วนจัดซื้อผลิตภัณฑ์ ที่มาจากการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศเพื่อสนับสนุน สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศสำหรับต้นแบบพื้นที่บูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับการรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน เช่น รากฟันเทียมแบบซี่เดียวหรือทั้งปาก ฟันปลอม ผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลสุขภาพเท้าเพื่อให้มีภาวะการเดินที่ดี เช่น รองเท้าสุขภาพ รองเท้าสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวาน อุปกรณ์การช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย เช่น อุปกรณ์ฟื้นฟูแขนและขาสำหรับผู้เป็นอัมพฤกษ์ และอุปกรณ์ช่วยบริหาร สมอง เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม

3.ให้มีการศึกษาสถานการณ์และจัดทำรายการสินค้าและบริการที่มีศักยภาพเพื่อเตรียมการสำหรับอุตสาหกรรมรองรับสังคมสูงวัย

4.ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตและบริการที่ตอบสนองความต้องการของสังคมสูงวัย

5.สนับสนุนให้เกิดหน่วยธุรกิจทดลอง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสูงวัย

สำหรับแนวนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำหรับผู้สูงอายุคือ เร่งรัดให้มีกิจการเพื่อสังคม (โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์) เพื่อเป็นทางเลือกในการทำงานของผู้สูงอายุ หรือมีกิจการเพื่อสังคมที่ผลิตหรือให้บริการด้านผู้สูงอายุ การเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุทำงานอาสาสมัครในองค์กรกิจการเพื่อสังคม การจัดบริการบ้านพักชั่วคราวผู้สูงอายุในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม เพื่อให้บริการแก่ผู้สูงอายุและครอบครัว นอกจากนี้ ควรให้มีการกำหนดสัดส่วนแรงงานผู้สูงอายุในสถานที่ทำงาน เพื่อใช้ในการกำหนดมาตรการจูงใจเกี่ยวกับการจ้างงานผู้สูงอายุ หรือมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป จัดให้สิทธิประโยชน์สนับสนุนหน่วยงานที่มีการจ้างผู้สูงอายุ เช่น มาตรการ ลดหย่อนภาษี เป็นต้น กำหนดประเภทและลักษณะงาน ที่เหมาะสม ตลอดจนปัจจัยสนับสนุนการทำงาน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงานจากที่บ้าน

ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายนั้น ได้เสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจผู้สูงวัย ที่มีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน โดยมีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ รวมทั้งควรยกระดับสถาบันเทคโนโลยีเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุที่ปัจจุบันเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติให้เป็นองค์การมหาชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อเป็นหน่วยงานบริหารจัดการการขับเคลื่อนนโยบายร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน.

 

เตือน! แหกตาขายตรง การ์ดพลังงานประหยัดไฟไม่มีอยู่จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780757

 

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้เกิดธุรกิจขายตรงสินค้า แผ่นการ์ดประหยัดพลังงาน ที่มีลักษณะรูปทรงขนาดเล็ก อ้างว่าเป็นนวัตกรรมจากประเทศเยอรมนี มีคุณสมบัติสามารถแผ่รังสีออกมาทำให้กลไกของเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ของรถยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากปกติ ช่วยลดใช้พลังงาน เพียงนำการ์ดไปติดตั้งไว้ที่เบรกเกอร์หลักของเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่สายไฟฟ้าหรือบริเวณฝาถังน้ำมัน หรือถังก๊าซหุงต้ม โดยโฆษณาว่าช่วยให้เกิดการลดใช้ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซหุงต้มได้เพิ่มขึ้นอีก 10-30% จากปกติ ซึ่งประชาชนได้หลงเชื่อและซื้อสินค้าดังกล่าว แต่ปรากฏว่าไม่สามารถใช้งานได้จริง และเกิดความเสียหายแล้วหลายแสนบาท จึงขอเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อธุรกิจแผ่นการ์ดประหยัดพลังงานนี้ เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาตรวจสอบและยืนยันว่าใช้ได้จริง จึงไม่แนะนำให้ประชาชนนำไปใช้ และหากพบการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งมายังกระทรวงพลังงาน หรือที่สำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศได้ทันที พร้อมแนะหากประหยัดพลังงานที่เห็นผลได้จริงควรเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ส่วนราชการลดการใช้พลังงาน เช่น สนับสนุนให้มีการติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในหน่วยงาน หรือการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าไปเป็นหลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน (แอลอีดี) เป็นต้น สนพ.จึงอยากให้ส่วนราชการไปวิเคราะห์เป้าหมายการลดใช้พลังงานให้ดีก่อนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนอุปกรณ์.

 

คลังโบ้ยกฤษฎีกาตีความเชฟรอนเจ้าปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780756

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงกรณีข้อพิพาทบริษัท เชฟรอน ที่ขอคืนภาษีสรรพสามิตน้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งไปใช้ยังแท่นขุดเจาะของบริษัท เชฟรอน ในพื้นที่ไหล่ทวีป ซึ่งทางสำนักกฎหมายกรมศุลกากรตีความว่าเป็นพื้นที่นอกเขต 12 ไมล์ทะเลนั้น กรณีดังกล่าวถือเป็นการส่งน้ำมันออกนอกราชอาณาจักร และการที่บริษัท เชฟรอน ขอคืนภาษีสรรพสามิตรวมมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาทนั้น ทางกระทรวงการคลังจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน เพราะตามขั้นตอนการดำเนินการที่เกี่ยวกับกฎหมายจะต้องยื่นเรื่องหรือหนังสือเข้ามา เมื่อมีผลออกมาก็จะต้องชี้แจง หากมีการท้วงติงต้องตรวจสอบไปตามลำดับ

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีบริษัท เชฟรอน เสนอให้รัฐบาลพิจารณาความชัดเจนเกี่ยวกับการเสียภาษีปิโตรเลียมสำหรับน้ำมันที่นำไปใช้ในแหล่งขุดเจาะกลางทะเลที่มีความขัดแย้งการตีความข้อกฎหมายของกรมศุลกากรและกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่า เป็นเรื่องของหน่วยงานที่มีความเห็นไม่ตรงกัน บางหน่วยงานมองเป็นเรื่องในประเทศ อีกหน่วยงานมองเป็นเรื่องของต่างประเทศ ซึ่งต้องไปดูให้ชัดเจนว่าจริงๆแล้วเป็นเรื่องของในหรือต่างประเทศกันแน่ จึงได้มีการส่งเรื่องให้กฤษฎีกาช่วยตีความในส่วนนี้ เนื่องจากกฤษฎีกามีความสามารถดูเรื่องกฎหมายในหลายส่วน ซึ่งดีกว่าให้หน่วยงานไปดูกันเอง เพราะแต่ละหน่วยงานก็จะมีความชำนาญเฉพาะกฎหมายของตัวเองเท่านั้น.

 

10 วัน ต่างชาติเข้าชมพระบรมมหาราชวัง 8.2 หมื่นคน ส่วนใหญ่ทัวร์จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 22:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780687

 

กรมการท่องเที่ยว เผย 10 วัน ตั้งแต่เปิดพระบรมมหาราชวังเป็นปกติตั้งแต่ 1 พ.ย. นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าชม 82,154 คน ส่วนใหญ่กรุ๊ปทัวร์จีน พบนิยมเดินทางทางเรือมากขึ้น และแวะเข้าชมวัดโพธิ์…

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้ทำการรวบรวมตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าชมพระบรมมหาราชวัง จากสำนักพระราชวัง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2559 พบว่าได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 10 พ.ย. 2559 มีจำนวน 82,154 คน และในแต่ละวัน 75-85% เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มากับกรุ๊ปทัวร์ ส่วนที่เหลือ 15-25% เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยตัวเองจากภูมิภาคยุโรปและอเมริกา

ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัดจุดบริการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวบริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี ด้านหน้าอาคารสำนักงานหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ท่าช้าง และท่ามหาราช มีการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ จุดรับ-ส่ง นักท่องเที่ยวรวม 4 แห่ง ได้แก่บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี ท่าช้าง ท่ามหาราช และสะพานช้างโรงสี โดยร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวให้ บริการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว พร้อมติดตั้งตู้คีย์ออส (Kiosk) 3 จุด ได้แก่ ท่าช้าง ด้านหน้าอาคารสำนักงานหนังสือพิมพ์สยามรัฐ และจุดอำนวยความสะดวกหน้าประตูวิเศษไชยศรี (ป้อมสีขาว) ซึ่งมีตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว และอาสาสมัครภาษาจีน อังกฤษ และภาษาต่างประเทศ ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และให้บริการข้อมูล ข่าวสาร เส้นทางการเข้า-ออกพื้นที่ และระยะเวลาเปิด-ปิด ตลอดจนให้ความช่วยเหลือนำนักท่องเที่ยวที่พลัดหลงกับกลุ่มส่งให้กับมัคคุเทศก์ด้วยความเรียบร้อย

สำหรับจุดจอดรถบัสรับส่งนักท่องเที่ยวบริเวณด้านหน้าสำนักพิมพ์สยามรัฐ มีเจ้าหน้าที่กองบังคับการตำรวจ จราจร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เจ้าหน้าที่เทศกิจ มาร่วมกันจัดระเบียบการจราจรทำให้ไม่เกิดปัญหาติดขัด ส่วนจุดอำนวยความสะดวกทางเรือ บริเวณท่าช้าง และท่ามหาราช กรมการท่องเที่ยวได้ประสานงานกับกรุงเทพมหานครและกรมเจ้าท่าร่วมอำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะหลังนักท่องเที่ยวได้หันมาใช้บริการทางเรือมากขึ้น เนื่องจากระยะของทางเดินใกล้กว่าเดินจากโรงแรมรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ กรุ๊ปทัวร์ยังจัดให้นักท่องเที่ยวที่เข้าชมพระบรมมหาราชวัง ได้ไปเที่ยวชมวัดพระเชตุพนฯ ก่อนที่จะไปลงเรือที่ท่าช้าง เพื่อท่องเที่ยวในจุดอื่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังคงพบเห็นปัญหาพ่อค้า แม่ค้า เร่ขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวที่บริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ในลักษณะยัดเยียดใส่มือนักท่องเที่ยว ทำให้เสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยวทางเจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยวจึงได้ประสานแจ้งตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่เทศกิจให้ดำเนินการ ตลอดจนแจ้งให้มัคคุเทศก์และสมาคมการท่องเที่ยวให้กำชับนักท่องเที่ยวงดซื้อสินค้า รวมถึงภาพพระบรมวงศานุวงศ์ที่พ่อค้านำมาเร่ขายด้วย.

 

ปธ. worldskills ยกย่อง ร.9 กษัตริย์ยิ่งใหญ่ สถิตในความทรงจำตลอดกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/780386

11 พ.ย. 2559 22:10

ปธ. worldskills ยกย่อง ร.9 กษัตริย์ยิ่งใหญ่ สถิตในความทรงจำตลอดกาล

11 พ.ย. 2559 22:10

“ไซมอน บาร์ทลีย์” ประธาน worldskills International แสดงความเสียใจกับปวงชนชาวไทย พร้อมยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และประสบผลสำเร็จตลอด 70 ปี พระองค์จะสถิตอยู่ในความทรงจำตลอดกาล ส่วนที่ ก.แรงงาน จัดนิทรรศการ “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” รับชมได้ทุกวัน ในเวลาราชการ …

วันที่ 11 พ.ย. 59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า ไทยร่วมเป็นสมาชิก worldskills ซึ่งมีประเทศสมาชิกทั่วโลก จำนวน 77 ประเทศ จัดการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ เพื่อวัดศักยภาพกำลังแรงงานของเยาวชนจากทั่วโลก และประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2538

ทั้งนี้ นายไซมอน บาร์ทลีย์ ประธานคณะกรรมการจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ หรือ wordskills International ได้ส่งสารแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมการแข่งขันฯ รวมถึงประชาชนชาวไทยทุกๆ คน ซึ่งคณะกรรมการจัดงานแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ได้รับรู้ถึงความสำคัญและความพิเศษของพระองค์รวมถึงจุดมุ่งหมายที่มีต่อปวงชนชาวไทยมาเป็นเวลายาวนาน โดยนายไซมอน ได้กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งกับการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่และประสบผลสำเร็จตลอด 70 ปี ของการครองราชย์ ซึ่งพระองค์จะสถิตอยู่ในความทรงจำตลอดกาล

นายธีรพล กล่าวว่า นอกจากประธาน worldskills ได้ส่งสารแสดงความเสียใจผ่านทางกระทรวงแรงงานแล้ว ในส่วนของกระทรวงแรงงานได้จัดให้มีนิทรรศการ “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” ที่ ตึก Smart Job Center ชั้น 2 บริเวณกระทรวงแรงงาน รับชมได้ทุกวันใน เวลาราชการ ทั้งยังได้ให้บริการประชาชนที่บริเวณท้องสนามหลวง รวมกับหน่วยงานในสังกัดที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคทั่วประเทศ ถวายเป็นพระราชกุศล กระทรวงแรงงาน ได้แจกริบบิ้นไว้ทุกข์ไปแล้วกว่า 2 ล้านชิ้น สาธิตการฝึกทำเข็มกลัดพร้อมแจกจ่ายให้แก่ประชาชนไปแล้วกว่า 20,000 อัน และให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปกว่า 3,500 คัน

นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน จะมีประชาชนเดินทางเข้าถวายสักการะบรมศพ ที่พระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รวมทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนา กระทรวงแรงงาน จึงได้จัดเตรียมตั้งจุดบริการตรวจสภาพรถก่อนการเดินทาง และ ระหว่างช่วงเทศกาล บนถนนสายหลัก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน รวมถึงจะมีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยกู้ภัย ตำรวจทางหลวง และกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาและการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้น สำหรับประชาชน จะจัดอบรมให้ความรู้ในการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช