พณ. จัดโครงการเครื่องชั่งกลางสินค้าเกษตร ป้องกันเกษตรกรถูกโกงน้ำหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 20:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780541

 

กรมการค้าภายใน จับมือทหารในพื้นที่ ลุยตรวจสอบเครื่องชั่งตวงวัดสินค้าเกษตร หวั่น ผู้ประกอบการฉวยโอกาสเอาเปรียบ พร้อมจัดโครงการเครื่องชั่งกลาง เปิดให้เกษตรกรใช้ทดสอบน้ำหนักผลผลิตของตนก่อนขาย ป้องกันไม่ให้ถูกโกงน้ำหนัก…

วันที่ 11 พ.ย.59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้ สินค้าเกษตรหลายชนิดทยอยออกสู่ตลาด เช่น ข้าวเปลือก มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาจทำให้การจำหน่ายสินค้าเกษตรของเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกเอารัดเอาเปรียบได้ กรมฯ จึงได้ขอความร่วมมือทหารในพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของสายตรวจชั่งตวงวัดออกตรวจสอบเครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องวัดความชื้นของผู้ประกอบการโรงสี ท่าข้าว ลานรับซื้อมันสำปะหลัง และลานรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง

”ล่าสุด เมื่อวันที่ 8–10 พ.ย. 59 ได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 นำกำลังออกตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร พบโรงสีและท่าข้าวหลายแห่งใช้เครื่องชั่งรถยนต์ที่มีซอฟต์แวร์ผิดกฎกระทรวงฯ เช่น มีรหัสลับเข้าไปแก้ไขน้ำหนักและใช้โปรแกรม Excel เข้าไปพิมพ์ใบชั่งได้ ซึ่งได้ดำเนินการผูกบัตรห้ามใช้ 2 เครื่อง และเปรียบเทียบปรับ 12 เครื่อง และเครื่องวัดความชื้นหมดอายุค่ารับรอง 1 เครื่อง ซึ่งเปรียบเทียบปรับรายละ 20,000–80,000 บาท”

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรถูกโกงน้ำหนัก กรมฯ จึงได้จัดทำโครงการ “เครื่องชั่งกลาง” โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการที่มีเครื่องชั่งรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน เปิดให้เกษตรกรใช้ทดสอบน้ำหนักผลผลิตของตนเองก่อนขาย โดยไม่เสียค่าบริการและไม่มีการบังคับขาย โดยตั้งเป้าหมายจะให้มีเครื่องชั่งกลาง 1 อำเภอ ต่อ 1 เครื่อง ทั่วประเทศ ซึ่งได้เริ่มนำร่องที่จังหวัดกำแพงเพชร ตาก บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด อุดรธานี ขอนแก่น เป็นต้น

สำหรับการตรวจสอบป้ายแสดงราคารับซื้อสินค้าเกษตร เครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องวัดความชื้น กรมฯ ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง แต่เกษตรกรต้องรักษาผลประโยชน์ของตนเองด้วยการช่วยสอดส่อง หากพบว่ามีการกดราคารับซื้อต่ำกว่าราคาตลาด ติดป้ายแสดงราคารับซื้อไม่ชัดเจน หรือสงสัยผู้ประกอบการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักและเครื่องวัดความชื้นไม่ได้มาตรฐาน แจ้งได้ที่สายด่วน 1569 และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ กรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ หากพบผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายทันที.

 

ยอดจดทะเบียนรถป้ายแดง 10 เดือน พุ่ง 2.4 ล้านคัน จยย.สูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 19:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780586

 

ขนส่ง เผยสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ทั่วประเทศ เดือน ม.ค.-ต.ค. 59 สูงถึงกว่า 2,400,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.28 รถ จยย. ยอดการจดสูงสุด เก๋ง-ปิกอัพ รองลงมา ยัน จดทะเบียนใหม่ได้ป้ายทะเบียนภายในวันเดียว …

วันที่ 11 พ.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา มีผู้นำรถใหม่ (ป้ายแดง) มาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 2,456,686 คัน เฉลี่ยเดือนละกว่า 240,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ในช่วงเวลาเดียวกัน 100,949 คัน หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.28 แบ่งเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2522 จำนวน 2,392,630 คัน โดยรถจักรยานยนต์มียอดการจดทะเบียนมากที่สุดจำนวน 1,620,901 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน จำนวน 84,281 คัน คิดเป็นร้อยละ 5.48 รองลงมาคือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) มียอดจดทะเบียนจำนวน 490,124 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35,854 คัน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.89 และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถปิคอัพ) มียอดจดทะเบียนจำนวน 212,281 คัน ลดลง 3,631 คัน คิดเป็น ร้อยละ 1.68

สำหรับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มีการจดทะเบียนใหม่รวมทั้งสิ้น 64,056 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนจำนวน 8,512 คัน หรือคิดเป็นร้อยละ 11.72 ได้แก่ รถบรรทุกมียอดการจดทะเบียนจำนวน 54,501 คัน ลดลงจากปีก่อน 4,195 คัน คิดเป็นร้อยละ 7.14 รถโดยสารมียอดการจดทะเบียนจำนวน 9,554 คัน ลดลงจากปีก่อน 4,311 คัน คิดเป็นร้อยละ 31.09 ส่วนรถโดยสารขนาดเล็กในปีนี้มีการจดทะเบียนใหม่เพียง 1 คัน

ทั้งนี้ จากจำนวนการจดทะเบียนรถใหม่ป้ายแดงในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2559 ส่งผลให้จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2559) มีจำนวนทั้งสิ้น 37,268,655 คัน รถจักรยานยนต์สูงสุดจำนวน 20,289,721 คัน รองลงมารถเก๋งจำนวน 8,146,250 คัน รถปิกอัพจำนวน 6,259,806 คัน รถบรรทุกจำนวน 1,049,749 คัน รถโดยสารจำนวน 156,089 คัน เป็นต้น ถือว่าในภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถเก๋งยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการจดทะเบียนรถใหม่มีความสะดวก รวดเร็ว ใช้ระยะเวลาภายใน 1 วัน โดยจะสามารถรับแผ่นป้ายทะเบียนรถได้ทันทีกรณีที่หลักฐานครบถ้วน ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของรถ หนังสือแจ้งจำหน่ายจากบริษัทผู้ผลิต หลักฐานการได้มาของรถ ได้แก่ สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี หลักฐานการประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และแบบคำขอจดทะเบียนรถรวมทั้งหนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่มอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน) โดยต้องนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อความถูกต้อง เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของรถ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางให้ข้อมูลการให้บริการด้านทะเบียนและภาษีรถทางโทรศัพท์มือถือผ่านแอพพลิเคชั่น DLT eForm เช่น หลักฐานที่ใช้ ขั้นตอน สถานที่ดำเนินการ ระยะเวลา รวมถึงสามารถดาวน์โหลดและพิมพ์แบบคำขอเพื่อนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ทำให้ยิ่งเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดระยะเวลาจึงขอให้เจ้าของรถดำเนินการจดทะเบียนรถใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ต้องใช้รถป้ายแดงซึ่งอาจเป็นปัญหาในการติดตามตรวจสอบกรณีรถสูญหาย และเพื่อความสะดวกปลอดภัยในการใช้งานต่อไป

 

พณ. เผย 9 เดือน ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิเพิ่ม 20% ยังครองตลาดหลายประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 18:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780501

 

พาณิชย์ เผยข้าวหอมมะลิไทย ยังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในหลายประเทศ ทั้งฮ่องกง สหรัฐฯ สิงคโปร์ เดินหน้าจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับโรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคารในต่างประเทศ สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ยันปีนี้ ธัญพืชทั่วโลกราคาดิ่ง ส่งผลดีให้ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิมากขึ้น ล่าสุด 9 เดือนส่งออกเพิ่มขึ้น 20% …

วันที่ 11 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ส่งออกข้าวหอมมะลิไทยว่า ในปีนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในหลายประเทศ ทั้งฮ่องกง สหรัฐฯ สิงคโปร์ โดยในฮ่องกง ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.59 นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยแล้ว 150,000 ตัน เพิ่มขึ้น 3.77% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีปริมาณ 141,000 ตัน ซึ่งข้าวหอมมะลิไทยมีสัดส่วนการตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ 59% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมดของฮ่องกง ส่วนสหรัฐฯ ข้าวหอมมะลิไทยมีส่วนแบ่งตลาดที่ 60% ของการนำเข้าข้าวรวมของสหรัฐฯ และสิงคโปร์ มีส่วนแบ่งตลาดที่ 38%

“แต่ละปีไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไทยเฉลี่ยปี 1.4 ล้านตัน ส่วนในช่วง 9 เดือนปี 59 ส่งออกได้แล้ว 1.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปี 58 ที่ส่งออกได้ 1.40 ล้านตัน โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ และแคนาดา”

ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศ ได้กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละตลาดให้มากขึ้น ประกอบกับ ราคาข้าวหอมมะลิไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ และกระทรวงพาณิชย์ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยในต่างประเทศร่วมกับร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต ภัตตาคาร โรงแรมในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นในข้าวหอมมะลิไทย

รวมถึงเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารสำคัญๆ เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทย เช่น งาน Food Fiesta ที่ฮ่องกง, งาน Biofach ที่เยอรมนี, งาน Gulfood ที่ดูไบ, งาน Foodex ที่ญี่ปุ่น, งาน Summer Fancy Food และงาน Natural Products Expo ที่สหรัฐฯ และงาน China-ASEAN Expo ที่จีน อีกทั้งยังจัดงานระดับนานาชาติในไทย เช่น งาน THAIFEX World of Food เป็นต้น จึงน่าจะทำให้ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“จากสถานการณ์ผลผลิตธัญพืชชนิดของโลก รวมทั้งข้าวมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาลดลงประกอบกับ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา และขาดกำลังซื้อ ถือเป็นโอกาสดี ที่ข้าวหอมมะลิไทยจะแข่งขันกับข้าวหอมจากประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น เวียดนามและกัมพูชาได้มากขึ้น มั่นใจว่า ข้าวหอมมะลิไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ เพราะมีคุณภาพและเอกลักษณ์ ที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง และจะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งในต่างประเทศได้ต่อไป” รมว.พาณิชย์ กล่าว.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 19.73 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,494.53 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780567

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 19.73 จุด เปลี่ยนแปลง -1.30% ดัชนีอยู่ที่ 1,494.53 จุด มูลค่าซื้อขาย 76,733.46 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 11 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์ ลดลง 19.73 จุด เปลี่ยนแปลง -1.30% ดัชนีอยู่ที่ 1,494.53 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 76,733.46 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน).

 

คลัง เตรียมปรับแผนดำเนินงาน รับนโยบายนายกฯ ติดตามการเงิน-งบประมาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780447

 

คลัง เตรียมปรับแผนดำเนินงานให้สอดคล้องตามนโยบายนายกฯ เน้นดูแลการใช้จ่ายการลงทุนของโครงการรัฐ-การจัดทำงบประมาณให้มีความรอบคอบ …

วันที่ 11 พ.ย.59 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยการเดินทางมาตรวจเยี่ยมกระทรวงการคลังของนายกรัฐมนตรี ว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงการคลังดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงการคลังจะต้องมีการปรับแผนการดำเนินงานอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายที่นายกฯ ได้มอบหมายไว้ โดยปัจจุบันกระทรวงการคลังดำเนินการตาม 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 1. ดูแลความเหลื่อมล้ำ ความยากจน 2. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ 3. วินัยการคลัง 4. ธรรมาภิบาล

ส่วนสิ่งที่จะต้องทำหลังจากนี้ ต้องดูแลเรื่องการใช้จ่ายในการลงทุนของโครงการรัฐที่ได้ดำเนินการอยู่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่รัฐบาลหน้า เพราะโครงการลงทุนส่วนใหญ่เป็นเมกะโปรเจกต์ มีแผนงานระยะยาวหลายปี ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเรื่องหนี้สาธารณะที่ต้องไม่เพิ่มขึ้นมาจนชนเพดาน และเป็นภาระทำให้รัฐบาลชุดหน้าไม่สามารถดำเนินการลงทุนอะไรได้ พร้อมกันนี้ต้องดูเรื่องการจัดทำงบประมาณให้มีความรอบคอบและรักษาวินัยการเงินการคลัง

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมา ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่เป็นการรองรับนโยบายรัฐบาลเกือบทั้งหมด และปีหน้าอาจจะมีอีกหลายมาตรการออกมา ซึ่งต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเช่นเดิม ทั้งนี้ไทยมีความสามารถ มีความเข้มแข็งทางด้านการเงิน ที่ผ่านมาได้ผ่านวิกฤติสำคัญของประเทศหลายอย่าง ทำให้มีการเตรียมความพร้อมรับมือที่จะไม่ให้ถูกกระทบจากปัญหาภายนอก.

 

รถไฟรุ่นใหม่ เดินรถเที่ยวแรกแล้ว ยอดจองเต็มถึงกลาง ม.ค. ปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 16:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780481

 

ขบวนรถไฟรุ่นใหม่เที่ยวปฐมฤกษ์ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และ กรุงเทพ-อุบลราชธานี พร้อมเปิดเดินรถแล้ววันนี้ คาดบรรยากาศการเดินทางคึกคัก เผย มียอดจองเต็มแล้วหลายขบวน จนถึงช่วงกลาง ม.ค. ปีหน้า …

วันที่ 11 พ.ย. เป็นวันแรกที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเดินรถโดยสารรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ 2 เส้นคือ เส้นทาง “อุตราวิถี” กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ และเส้นทาง “อีสานวัตนา” กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ ส่วนอีก 2 เส้นทาง จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 59 เป็นต้นไป คือ เส้นทาง “อีสานมรรคา” กรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ และเส้นทาง “ทักษิณารัถย์” กรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รถโดยสารรุ่นใหม่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากประชาชน ทันทีที่เปิดให้จองตั๋วโดยสาร ได้มีประชาชนสนใจโทรมาสอบถามรายละเอียด และจองเต็มตั้งแต่วันแรกๆ แล้ว ซึ่งคาดว่า บรรยากาศการเดินทางในวันแรกต้องคึกคักแน่นอน

ส่วนมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นขบวนรถใหม่หรือเก่า ทาง ร.ฟ.ท. เน้นความความปลอดภัยในทุกด้าน เตรียมความพร้อมของพนักงานในการปฏิบัติงาน รถโดยสาร ตัวขบวนมีการตรวจเช็กสภาพก่อนอย่างดี และพร้อมดูแล ให้การบริการผู้โดยสารตลอดการเดินทาง

ด้าน นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้ว่าการกลุ่มการเดินรถการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า รถโดยสารรุ่นใหม่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย 115 คัน พร้อมแล้วในการเปิดให้บริการเดินรถใน 2 เส้นทางแรก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยหลังเปิดให้ผู้โดยสารจองตั๋วโดยสารใช้บริการรถโดยสารรุ่นใหม่ มียอดจองเต็มแล้วหลายขบวน จนถึงช่วงกลางเดือนมกราคมปีหน้า

สำหรับค่าโดยสารรถโดยสารรุ่นใหม่ทั้ง 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 2 ราคา 791-881 บาท รถนอนปรับอากาศชั้น 1 ราคา 1,253-1,453 บาท เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ รถนอนปรับอากาศชั้น 2 ราคา 731-821 บาท รถนอนปรับอากาศชั้น 1 ราคา 1,120-1,320 บาท

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำระบบสุญญากาศระบบกันสะเทือนแบบรถไฟความเร็วสูง ระบบทีวีแจ้งเตือน ปลั๊กไฟบริการทุกที่นอนจอทีวีส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารชั้น 1 กล้องวงจรปิดควบคุมความปลอดภัย และที่จอดรถวีลแชร์สำหรับคนพิการ

http://www.thairath.co.th/clip/84772

‘นโยบายทรัมป์’ ยังไม่นิ่ง คลัง รอดู ชี้ ศก.ไทยกระทบไม่มาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 16:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780352

 

รมว.คลัง ยัน ไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ ต้องรอพิจารณาช่วง ก.พ. 60 หลังมีการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุ แม้ไทยจะมีความเข้มแข็ง แต่ห้ามประมาท ต้องมีการเตรียมตัว พร้อมรับมือ …

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เพราะเหตุการณ์ยังไม่นิ่งจากความกังวลนโยบายในการหาเสียงของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งในทางปฏิบัติจริงแล้ว อาจจะทำตามนโยบายไม่ได้หมด ดังนั้น จึงต้องพิจารณากันอีกทีในช่วงเดือน ก.พ. 60 หลังจากมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีคนใหม่

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ แม้ว่าไทยอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ต้องไม่ประมาท ต้องเตรียมความเข้มแข็งของไทยไว้ ซึ่งพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีความแข็งแกร่งอยู่มาก มีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง และหนี้สินน้อยมาก ขณะนี้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปัจจุบันอยู่ที่ 42% ทำให้ไทยยังมีความสามารถในการกู้เงินได้ ทำให้ไทยไม่มีผลกระทบจากกรณีของสหรัฐฯ แต่อย่างใด ส่วนการส่งออกนั้น ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งขณะนี้อาจจะไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก แต่คงต้องรอดูอีกทีในเดือน ก.พ. 60

ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องตั้งวอร์รูม เพราะไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก รวมถึงขณะนี้ไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่ทุกอย่าง และทุกคนต้องมีการเตรียมตัว พร้อมรับมือ ไม่ใช่จะประมาทกันได้.

 

รายได้เท่าเดิมของแพง ดัชนีเชื่อมั่นครัวเรือน ต.ค. รูดลง รอบ 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 14:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780341

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยดัชนีภาวะเศรษฐกิจครัวเรือน เดือน ต.ค.59 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 42.9 จากความกังวลค่าครองชีพ เนื่องจากราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ในขณะที่รายได้เท่าเดิม ส่วนความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนในช่วงที่เหลือของปี คาด จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย เพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น…

วันที่ 11 พ.ย.59 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยรายงานดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน (KR-ECI) เดือน ต.ค.59 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 42.9 จากระดับ 44.2 ในเดือน ก.ย.59 เนื่องจากมีความกังวลเรื่องราคาสินค้าเพิ่มขึ้น หลังราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคปรับตัวสูงขึ้นในเดือน ต.ค.59 ส่งผลต่อเนื่องให้ครัวเรือนเป็นกังวลต่อประเด็นเรื่องค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้) มากขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่ ดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับเดิมที่ 44.4 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนให้เห็นว่า ครัวเรือนยังไม่เปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งน่าจะส่งผลให้การบริโภคของภาคเอกชนในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี 59 ให้ประคองตัวไปได้

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของครัวเรือนต่อภาวะการครองชีพในปัจจุบันปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากครัวเรือนมีความกังวลมากขึ้นในประเด็นเรื่องสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้าและภาระค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้) โดยมองว่า สถานการณ์ราคาสินค้ายังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า ทั้งในส่วนของราคาอาหารสด โดยเฉพาะผักสดหลายชนิดที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นในเดือน พ.ย.หลังน้ำท่วมในหลายพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงในส่วนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศที่ยังคงผันผวนตามสถานการณ์น้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งผลการประชุมโอเปกอย่างเป็นทางการ (30 พ.ย.59) จะเป็นตัวตัดสินทิศทางน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงถัดจากนี้ไป ขณะที่ราคาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มน่าจะค่อยๆ ผ่อนคลายหลังอุปทานที่เพิ่มขึ้นมากเพียงพอที่จะรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนในช่วงที่เหลือของปี 59 น่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือน ต.ค.59 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นทั้งในด้านการบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้าที่จะส่งผลต่อค่าครองชีพของครัวเรือน ทั้งในส่วนของราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากอุทกภัยในพื้นที่เพาะปลูก และในส่วนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกภายในประเทศที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์น้ำมันดิบในตลาดโลก รวมถึงติดตามมติ ครม.ในเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำภายในประเทศ ซึ่งน่าจะมีผลต่อรายได้ของครัวเรือนในระยะข้างหน้า

จากความเชื่อมั่นของครัวเรือนพลิกกลับมาปรับตัวลดลงในเดือน ต.ค.59 อีกครั้ง หลังจากปรับตัวดีขึ้นติดต่อกัน 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.) สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นของครัวเรือนต่อภาวะการดำรงชีพในปัจจุบัน โดยในเดือน ต.ค.นี้ ครัวเรือนกลับมามีความกังวลมากขึ้นในประเด็นเรื่องสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้า หลังราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคหลายรายการปรับตัวสูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปประจำเดือน ต.ค.ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.16 จากเดือนก่อนหน้า

ขณะที่สถานการณ์ทางด้านรายได้ของครัวเรือนเดือน ต.ค.ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า จึงทำให้ครัวเรือนรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้นในประเด็นเรื่องภาระค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้สิน) ที่น่าจะสูงขึ้นตามราคาสินค้าที่แพงขึ้นภายใต้กำลังซื้อเท่าเดิม” เอกสารเผยแพร่ ระบุ

การที่ครัวเรือนมีความกังวลมากขึ้นต่อค่าครองชีพในปัจจุบัน สะท้อนจากดัชนีองค์ประกอบที่แสดงมุมมองต่อสถานการณ์ทางด้านราคาสินค้าในเดือน ต.ค.59 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 37.4 จากระดับ 41.7 ในเดือน ก.ย.59 หลังสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันหลายรายการปรับตัวสูงขึ้นในเดือน ต.ค. รวมถึงราคาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ราคาสินค้าที่สูงขึ้นได้ส่งผลให้ครัวเรือนมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สะท้อนให้เห็นจากดัชนีองค์ประกอบที่แสดงมุมมองต่อภาระค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้สิน) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 36.0 ในเดือน ต.ค.จากระดับ 39.0 ในเดือน ก.ย.

ขณะที่ ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบทางเท้าของ กทม.จากผลสำรวจครัวเรือนที่อาศัยหรือทำงานใน กทม.ต่อประเด็นเรื่องการจัดระเบียบทางเท้าบริเวณริมถนนใหญ่ของ กทม. ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ร้อยละ 71.2 มองว่า มาตรการจัดระเบียบทางเท้าไม่ส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน เนื่องจากครัวเรือนสามารถหาซื้อสินค้าทดแทนที่ราคาใกล้เคียงกันตามร้านค้าได้ ขณะที่ร้อยละ 14.3 ของครัวเรือนที่ทำการสำรวจเปิดเผยว่ามีค่าใช้จ่ายน้อยลง เนื่องจากไม่มีแผงลอยริมทางจูงใจให้ซื้อระหว่างทาง และโดยมากสินค้าที่วางขายริมทางเป็นสินค้าไม่จำเป็น เพียงร้อยละ 14.5 ของครัวเรือนที่มองว่าการจัดระเบียบทางเท้าส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น  เพราะมองว่าสินค้าทดแทนตามร้านค้ามีราคาสูงกว่าที่ขายตามแผงลอยริมทาง.

 

ทองเปิดตลาดร่วง 300 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 พ.ย. 2559 09:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780062

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 11 พ.ย. ลดลง 300 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,000 ขายออกบาทละ 21,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,617.60 ขายออกบาทละ 21,600 บาท ขณะที่ ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก ปิดร่วงลง 7.10 ดอลลาร์ เหตุนักลงทุนเทขายทอง หลังหุ้นพุ่งรับทรัมป์ …

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 300 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,000.00 บาท ขายออกบาทละ 21,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,617.60 บาท ขายออกบาทละ 21,600.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (11 พ.ย.) 7.10 ดอลลาร์ หรือ 0.6% ปิดที่ระดับ 1,266.40 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นติดต่อกัน 2 วันทำการ และยังส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นด้วย

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ตลาดการเงินขานรับชัยชนะของนายทรัมป์ มาจากความคาดหวังที่ว่า ทรัมป์จะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้ให้คำมั่นไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงผ่อนคลายกฎข้อบังคับของภาคธนาคาร ทำการปรับลดภาษีของภาคธุรกิจ และกระตุ้นการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

นอกจากนี้ การคาดการณ์ที่ว่า ทรัมป์จะกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่นั้น ยังส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำเช่นกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดอลลาร์จะยังคงปรับตัวแข็งแกร่ง จนถึงช่วงเวลาที่นายทรัมป์ทำพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค.ปีหน้า และอาจแตะระดับ 107.49 เยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.

 

เด้งปลัดปุ๊บงานเดินปั๊บ ทีโอทีติดสปีดเน็ตหมู่บ้าน 1.5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779846

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากความล่าช้าของโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจการทำงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เนื่องจาก ครม.อนุมัติให้ดำเนินการเมื่อเดือน ม.ค.59 จนถึงเดือน พ.ย.59 แต่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจ ม.44 ของรัฐธรรมนูญปี 2557 ฉบับชั่วคราว สั่งให้นางทรงพร โกมลสุรเดช พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงดีอี และให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย.59 ที่ผ่านมานั้น

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่คณะกรรมการเตรียมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (บอร์ดดีอี) ได้มอบหมายให้ทีโอทีดำเนินการโครงการขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง วงเงิน 15,000 ล้านบาท จำนวน 24,700 หมู่บ้านนั้น ขณะนี้ทีโอทีอยู่ระหว่างปรับแผนการดำเนินงานใหม่ โดยจะเพิ่มการติดตั้งอินเตอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) เข้าไป จากเดิมเป็นการวางสายไฟเบอร์ออปติกทั้งหมด คาดว่าภายในเดือน ธ.ค.59 นี้จะมีความชัดเจน

สำหรับแผนการดำเนินงานโครงการเน็ตหมู่บ้าน คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนและเมื่อ ครม.อนุมัติแล้ว ทีโอทีจะติดตั้งพร้อมกัน 24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อให้เสร็จตามนโยบายนายกรัฐมนตรีในเดือน ธ.ค.60 ทั้งนี้ ในเบื้องต้นทีโอทีจะของบประมาณทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นจัดซื้ออุปกรณ์ติดตั้งอินเตอร์เน็ต 24,700 หมู่บ้าน วงเงิน 9,000 ล้านบาท เงินบำรุงรักษาระบบ 3,000 ล้านบาท หรือปีละ 1,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี ส่วนที่เหลืออีก 3,000 ล้านบาท จะนำไปติดตั้งจุดให้บริการไวไฟฟรีหมู่บ้านละ 1 จุด.