นกแอร์ลงนามสัญญาขายและเช่ากลับกับ GECAS สำหรับเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 737 Max

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 พ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773642

 

สายการบินนกแอร์ สายการบินพรีเมียมโลว์คอสต์ของคนไทย ลงนามสัญญาขายและเช่ากลับกับบริษัท GE Capital Aviation Services (GECAS) สำหรับเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 737 Max จำนวน 2 ลำ ที่จะนำเข้ามาร่วมฝูงบินในปี พ.ศ. 2561

นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สายการบินนกแอร์กำลังเติบโตและขยายไปทั่วเอเชีย ฝูงบินของเรายังคงขยายขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเครื่องบินใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่ผ่านมา GECAS เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งมาตลอดหลายปีแห่งความสำเร็จในความร่วมมือด้านการจัดหาเงินทุนสำหรับการขยายฝูงบิน นกแอร์มีความยินดีที่จะทำงานร่วมกับ GECAS ต่อไป ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา เพื่อจะทำให้เราเป็นสายการบินที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป”

นกแอร์เป็นสายการบินที่ให้บริการครอบคลุมเส้นทางในประเทศไทยมากที่สุด โดยให้บริการบินสู่สนามบินภายในประเทศถึง 24 แห่ง และสนามบินในภูมิภาคเอเชียอีก 3 แห่ง ปัจจุบันนกแอร์ให้บริการด้วยเครื่องบินรวมทั้งสิ้น 32 ลำ

 

พาณิชย์-เทสโก้ โลตัสแจกเสื้อดำให้ใส่แสดงอาลัยในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ย. 2559 15:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773772

 

เทสโก้ โลตัส ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์แจกจ่ายเสื้อยืดสีดำฟรีแก่ประชาชนต่อเนื่องรอบที่ 2 เพื่อให้สวมใส่แสดงความไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมเตรียมแจกอีกรอบที่ 3…

น.ส.สลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ตนได้ร่วมกับผู้บริหารแจกจ่ายเสื้อยืดสีดำจำนวน 500 ตัว ให้กับประชาชน ณ เทสโก้ โลตัส สาขารัตนาธิเบศร์ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2559 ซึ่งเป็นหนึ่งใน 40 สาขา ที่แจกเสื้อยืดสีดำฟรีรวมทั้งหมด 20,000 ตัว ตามที่ได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการแจกจ่ายเสื้อยืดสีดำจำนวน 55,000 ตัว ให้กับประชาชนเพื่อสวมใส่แสดงความไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


ทั้งนี้ วันเดียวกันยังมีการแจกเสื้อยืดสีดำที่เทสโก้ โลตัส 40 สาขา สาขาละ 500 ตัว ดังนี้ 1. พัทยาใต้ 2. สระบุรี 3. พิษณุโลก 4. นครศรีธรรมราช 5. พระราม 2 6. หางดงเชียงใหม่ 7. ลำปาง 8. สุราษฎร์ธานี 9. อยุธยา 10. ศรีนครินทร์ 11. ภูเก็ต 12. รามอินทรา 13. สุขุมวิท 50 14. สาขานครราชสีมา 15. อุบลราชธานี 16. รัตนาธิเบศร์ 17. อุดรธานี 18. หาดใหญ่ 19. รังสิต 20. สมุย 21. นครปฐม 22. จันทบุรี 23. หนองคาย 24. ราชบุรี 25. ปทุมธานี 26. ลพบุรี 27. รังสิตคลอง 7 28. บางปู 29. ปากช่อง 30. เพชรบูรณ์ 31. แหลมฉบัง 32. ขอนแก่น 2 33. ท่ายาง ทาวน์ เพชรบุรี 34. ร้อยเอ็ด 35. นครพนม 36. แม่สาย 37. วารินชำราบ 38. เดอะ วอล์ค นครสวรรค์ 39. นครนายก 40. คลองหลวง หลังจากนั้น ในวันศุกร์ที่ 11 พ.ย.นี้ จะดำเนินการแจกเสื้อยืดรอบที่ 3 จำนวนทั้งหมด 30,000 ตัว ผ่าน 60 สาขา สาขาละ 500 ตัว โดยจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบที่สาขาต่อไป


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

-ปชช.รอแน่นหน้าเทสโก้โลตัส รับแจกเสื้อสีดำ 1 พันตัว

 

ราคาทองพุ่ง เปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 22,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ย. 2559 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773387

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 4 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450 ขายออกบาทละ 21,550 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 ขายออกบาทละ 22,050 บาท …

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.18 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450.00 บาท ขายออกบาทละ 21,550.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 บาท ขายออกบาทละ 22,050.00 บาท

 

กนอ.ระดมโรงงานช่วยซื้อข้าว สั่งสำรวจความต้องการจากนิคมฯทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773197

 

กนอ.เร่งเดินหน้าสนองนโยบายรัฐ “แก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ” สั่งทุกนิคมฯ ทั่วไทย ประสานนำ “โรงงาน-ผู้บริโภค” ที่ต้องการข้าวสารมารับซื้อจากผู้ผลิตโดยตรง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรลอตแรก 5,000 ตัน ด้าน ธ.ก.ส.วางแผนสองนำข้าวหอมมะลิในยุ้งฉางเกษตรกรมาบรรจุถุง 5 กิโลกรัม ขายประชาชน 125-130 บาท

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.พร้อมช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ด้วยการประสานงานนำข้าวสารจากกลุ่มเกษตรกรมาจำหน่ายถึงมือผู้ซื้อโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อขายข้าวสาร และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทย โดยได้ขอให้นิคมอุตสาหกรรมในสังกัด กนอ.และเอกชนที่ กนอ.ร่วมทุน 50 แห่งทั่วประเทศ ดำเนินการใน 2 ส่วนหลัก คือ 1.สำรวจและขอความร่วมมือไปยังโรงงานในนิคมฯ และเครือข่ายทางธุรกิจให้ช่วยรับซื้อข้าวสารจากเกษตรกร โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้ข้าวสารเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า

2.รณรงค์ให้บุคลากรของ กนอ.รวมถึงพนักงานของโรงงานต่างๆในนิคมอุตสาหกรรม และเครือข่ายทางธุรกิจที่มีความต้องการบริโภคข้าวสารให้ร่วมใจกันช่วยอุดหนุนเกษตรกร โดยมีการรวบรวมปริมาณความต้องการซื้อข้าวสารจากทั้ง 2 ส่วนดังกล่าว เพื่อประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการรวบรวมข้าวสารจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร โรงสีข้าวชุมชน โรงสีข้าวสหกรณ์การเกษตร มาส่งมอบหรือจำหน่ายถึงมือผู้ซื้อต่อไป คาดว่าจะสามารถช่วยรับซื้อข้าวสารจากเกษตรกรในเดือน พ.ย.เป็นรอบแรกรวม 5,000 ตัน

นายวีรพงศ์กล่าวว่า การแก้ปัญหาวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ เป็นเรื่องที่ กนอ.มีความเห็นใจ และพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยจะเร่งรัดให้เกิดความคืบหน้าอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรโดยด่วน “เบื้องต้นจะเน้นแนวคิดการดำเนินงานในรูปแบบใกล้เคียงกับที่ กนอ.เคยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกร ที่เพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆที่ผ่านมา หลังจากนั้นจะหารือเพิ่มเติมในรายละเอียด และมาตรการอื่นๆต่อไป

ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ธนาคาร ได้พิจารณาเห็นชอบให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการให้ความช่วยเหลือชาวนาตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60 วงเงินรวม 27,410 ล้านบาท และโครงการให้ความช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่ชาวนาผู้ปลูกข้าวหอมมะลิปีการผลิต 2559/60 วงเงินรวม 19,375 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,785 ล้านบาท

“เมื่อชาวนาเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วขอให้ทำการลดความชื้นและดูแลคุณภาพข้าวก่อนนำข้าวเปลือกขึ้นยุ้งฉาง แล้วติดต่อพนักงาน ธ.ก.ส.ใกล้บ้านให้มาดำเนินการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวเปลือก เพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดย ธ.ก.ส.พร้อมโอนเงินเข้าบัญชีภายใน 3 วัน”

นายลักษณ์กล่าวว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินเป็นสินเชื่อเพื่อชะลอการขายจาก ธ.ก.ส. ตันละ 9,500 บาท โดยมีคุณสมบัติข้าวเปลือก 10 กรัม สีเป็นข้าวสารได้ 36 กรัมขึ้นไป มีระยะเวลาไถ่ถอนคืนเงินไม่เกิน 5 เดือน ไม่มีดอกเบี้ย นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉาง ตันละ 1,500 บาท ตามโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกฯ และชาวนายังได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวอีกตันละ 2,000 บาท (คำนวณจากการจ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 800 บาท ไม่เกิน 15 ไร่) ตามโครงการให้ความช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ รวมเป็นเงินที่ชาวนาจะได้รับทั้งสิ้น 13,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก

“บอร์ดยังได้มอบหายให้ฝ่ายบริหารไปจัดทำโครงการรองรับและบริหารความเสี่ยงจากการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยประเมินในเบื้องต้นว่า จะมีข้าวเปลือกเหลืออยู่ในยุ้งฉาง 20% ของจำนวนข้าวที่เข้าร่วมโครงการ ที่เกษตรกรไม่มาไถ่ถอนคืน ซึ่งในส่วนนี้ได้วางแผนให้มีการนำข้าวดังกล่าวมาสีแปรสภาพเป็นข้าวสารเพื่อบรรจุถุง 5 กิโลกรัม จำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งโครงการลักษณะนี้ ธ.ก.ส.เคยดำเนินการมาก่อน โดยสามารถช่วยระบายข้าวจากยุ้งฉางได้ 544,000 ตัน เป็นวงเงิน 6,909 ล้านบาท”.

 

เอกชนห่วงคนไทยเสียเปรียบ รัฐให้ประโยชน์ต่างชาติลงทุนไฮเทคสุดลิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773202

 

รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการ ผลักดันร่าง พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. …แล้ว และให้สิทธิ ประโยชน์กับผู้ที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ที่ยกร่างโดยกระทรวงการคลังฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระแรกแล้ว และกำลังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ หากผ่านความเห็นชอบ จะเสนอเข้าสู่ สนช.วาระที่ 2 และ 3 เพื่อตราเป็นกฎหมาย ให้มีผลบังคับใช้ได้

สำหรับสาระสำคัญ แบ่งเป็น 4 หมวดคือ หมวดที่ 1 คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นองค์ประกอบ มีอำนาจหน้าที่เช่น กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย สรรหาและเจรจากับผู้ประกอบกิจการให้เข้ามาลงทุน อนุมัติจ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุน นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหา และเจรจากับผู้ประกอบกิจการให้เข้ามาลงทุน

หมวดที่ 2 การสรรหาและเจรจา โดยคณะ อนุกรรมการสรรหาและเจรจา ส่วนหมวดที่ 3 สิทธิประโยชน์ที่ผู้ลงทุนอาจได้รับสิทธิและประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายอย่างได้ และหมวดที่ 4 กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกองทุนเริ่มแรก รัฐบาลจะสนับสนุนเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อ ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม หรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้าน และเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายฉบับนี้ดี เพราะรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ช่วยยกระดับขีดความสามารถ ในการแข่งขันของไทย แต่ยังมีหลายประเด็นที่เอกชนเป็นห่วง และต้องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้รัดกุมมากขึ้น เพราะอาจกระทบอุตสาหกรรมไทย ทั้งที่ลงทุนอยู่แล้ว และกำลังจะลงทุนซึ่งอาจพลาดโอกาสได้ เพราะต่างชาติมีโอกาสลงทุน และใช้สิทธิประโยชน์มากกว่า

โดยหมวดที่ 1 คณะกรรมการฯ หรือบอร์ดชุดใหญ่ ไม่มีภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย ทั้งๆที่ช่วยให้ข้อมูลการทำธุรกิจได้ครอบคลุมกิจการทุกประเภท และไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนหมวดที่ 2 การสรรหาและเจรจา เนื่องจากเป็นการสรรหา และเจรจาโดยเจาะกลุ่มเฉพาะมากเกินไป อาจทำให้ระบบการสรรหาไม่โปร่งใสเพียงพอ

ขณะที่หมวดที่ 3 สิทธิประโยชน์ ที่กำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอาจได้รับสิทธิและประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายอย่างได้ เช่น สิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน, ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้ รวมถึงเงินปันผล ไม่เกิน 15 ปี, ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุน เป็นต้น อาจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับผู้ประกอบการรายเก่า ที่ได้สิทธิประโยชน์น้อยกว่า

โดยเฉพาะการได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุน มีประเด็นขัดแย้งกับความเป็นจริง คือ กรณีที่ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนสามารถผลิตหุ่นยนต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมได้ หมายความว่าผู้ประกอบการรายนั้น เป็นเจ้าของเทคโนโลยีอยู่แล้ว หากจะขอ ใช้เงินกองทุน จะกลายเป็นว่าเงินกองทุนของไทย สนับสนุนผู้ที่มีศักยภาพอยู่แล้ว ให้มีสูงขึ้นไปอีก ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ หากจะให้สิทธิประโยชน์หลายอย่าง ต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจน คำนึงถึงความซ้ำซ้อนกับกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนด้วย

และหมวดที่ 4 กองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ ที่เปิดกว้างให้ต่างชาติขอใช้เงินกองทุนได้ ขัดกับการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับประเทศ ที่ควรเน้นผู้ประกอบการไทย ที่สำคัญ อาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น และเอสเอ็มอีไทยเสียเปรียบ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องมี พ.ร.บ.นี้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพให้มาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพราะเชื่อว่าคนไทยจะลงทุนเพียงลำพังเป็นไปได้ยาก ส่วนประเด็นที่เอกชนเป็นห่วง โดยเฉพาะบอร์ดชุดเล็ก ชุดใหญ่ ที่ไม่มีภาคเอกชนร่วมด้วย รัฐบาลพร้อมให้เข้าร่วมอยู่แล้ว เพราะในบอร์ดที่มีแต่ภาคราชการ อาจทำให้การมองภาพรวม ธุรกิจไม่ดีพอ สำหรับเงินกองทุนฯ ที่ภาคเอกชนกังวลว่านักลงทุนต่างชาติขอใช้ได้นั้น รัฐบาลเปิดกว้างให้ทุกคนใช้ได้อยู่แล้ว ทั้งนักลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนไทย หรือจะร่วมทุนกันก็ได้.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงต่อเนื่อง กังวลเลือกตั้งสหรัฐฯ อีก 5 วันถึงดีเดย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ย. 2559 06:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773316

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเป็นวันที่ 8 ติดต่อกันในวันพฤหัสบดี จากความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน จะชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 3 พ.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 28.97 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 17930.67 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 9.28 จุด หรือ 0.44% ปิดที่ 2088.66 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กลดลง 47.16 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 5058.41 จุด

แจ็ค แอบลิน หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของธนาคารเอกชน บีเอ็มโอ ระบุว่า การเลือกตั้งสหรัฐฯ ยังทำให้นักลงทุกกระวนกระวายใจอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผลโพลสำรวจความนิยมแสดงให้เห็นว่า นายทรัมป์ย่นระยะห่างจาก นางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่ง อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 10 วันที่ผ่านมา

สัญญาณของความกังวลนี้ยังแสดงให้เห็นในดัชนีความกลัวของตลาด (volatility index: Vix) ซึ่งเพิ่มขึ้น 14% ไปอยู่ที่ 22.08 จุด สูงสุดนับตั้งแต่เคยพุ่งถึง 25.76 จุด ช่วงการลงประชามติเบร็กซิตของสหราชอาณาจักรเมื่อเดือน มิ.ย.

 

เศรษฐีที่ดินโปรดฟัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773196

 

นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการประเมินราคาที่ดินรายแปลงทั่วประเทศ เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขณะนี้ กฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติและธนารักษ์สามารถประเมินราคาที่ดินรายแปลงได้แล้ว 18.6 ล้านแปลง โดยในปี 2560 ตั้งเป้าประเมินราคาที่ดินรายแปลงแล้วเสร็จทั้งประเทศ 32 ล้านแปลง

“ตามงบประมาณที่เราได้ในปี 2560 มีแผนประเมินราคาที่ดินรายแปลงได้เพิ่มเพียง 5 ล้านแปลง แต่เพื่อให้การประเมินที่ดินรายแปลงแล้วเสร็จรองรับกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงจ้างที่ปรึกษามาช่วยประเมินราคาที่ดินรายแปลงเพิ่ม โดยนำฐานข้อมูลที่มีอยู่มาใช้อ้างอิง ทำให้คาดว่า การประเมินที่ดินรายแปลงทั่วประเทศ 32 ล้านแปลงจะแล้วเสร็จในปีหน้า”

ขณะนี้กรมธนารักษ์อยู่ระหว่างการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการประเมินราคาที่ดินเพื่อใช้จัดเก็บภาษีตามกฎหมายดังกล่าวที่จะออกมาบังคับใช้ โดยเริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลกว่า 400 คน จากนั้นจะจัดให้อบรมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั่วประเทศอีก 34 ครั้ง รวมเจ้าหน้าที่กว่า 15,800 คน ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว กรมต้องให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการใช้บัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด เพื่อคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสำหรับเป็นฐานในการจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้กรมธนารักษ์อยู่ระหว่างประสานการทำข้อมูลที่ดินทางด้านอิเล็กทรอนิกส์กับกรมที่ดิน เพื่อนำข้อมูลที่ดิน เช่น โฉนดมาใส่ฐานราคาประเมินกับกรมธนารักษ์และนำส่งให้แต่ละท้องถิ่น เพื่อนำไปเป็นฐานในการคำนวณภาษี.

 

กองทุนหมู่บ้านอาการน่าเป็นห่วง สั่งฟื้นฟูด่วนหลังพบหนี้สูญยอดพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773191

 

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนชุมชนเมืองใหม่ 4 ชุมชน ประกอบด้วย จ.นนทบุรี 1 กองทุน จ.นครปฐม 1 กองทุน และ กทม. 2 กองทุน ทำให้ขณะนี้มีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองรวมทั้งหมด 79,570 กองทุน ขณะเดียวกันยังเห็นชอบให้เพิ่มทุนระยะที่ 3 กองทุนละ 1 ล้านบาท อีกจำนวน 1,562 กองทุน เหลืออีก 10,937 กองทุนที่ยังไม่ได้รับการเพิ่มทุน ส่วนนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (สทบ.) ไปจัดกลุ่มตั้งแต่กลุ่มเอถึงเอฟ ซึ่งกลุ่มเอฟจะมีปัญหาเช่น ไม่มีกรรมการกองทุน, หนี้สูญจำนวนมาก, หลักฐานการเงินสำคัญไม่มี เป็นต้น เพื่อให้มีการฟื้นฟูในกลุ่มที่มีปัญหาโดยเฉพาะกลุ่มเอฟ ซึ่งขณะนี้ประเมินว่ามีประมาณ 5,800 กองทุนที่เป็นกองทุนที่น่าเป็นห่วง ซึ่งจะต้องมีการจัดการฟื้นฟูตามศักยภาพภายใน 3-5 เดือนจะเห็นผลออกมา.

 

อ้อนสำนักงบขอเงินเพิ่ม พลังงานดันหน่วยราชการติดแผงโซลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773186

 

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อให้พิจารณา จัดสรรเงินงบประมาณโดยตรงให้กับหน่วยงานราชการทุกแห่ง เพื่อนำไปลงทุนติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารต่างๆ (โซลาร์รูฟท็อป) ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของหน่วยงานราชการทั่วประเทศ หลังได้ให้หน่วยราชการทุกแห่งใช้โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้นเพื่อลดค่าสาธารณูปโภคในราชการ “ปัจจุบันการสนับสนุนแหล่งเงินทุนติดตั้งโซลาร์ เซลล์ในอาคารของหน่วยราชการ พพ.มีเงินที่ได้จากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน แต่ไม่มากนัก จึงเห็นว่าสำนักงบประมาณจะเป็นอีกทางเลือกที่เข้ามาสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือได้”

สำหรับการส่งเสริมพลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ตามแผน พัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2015) ได้กำหนดที่จะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 แต่ปัจจุบันมีสัญญาซื้อขายไฟ (PPA) แล้วรวม 3,029 เมกะวัตต์ โดยแนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จะลดต่ำลงต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้ปรับอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รูปแบบสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (FiT) สำหรับผู้ผลิตรายเล็กมาก (VSPP) จากเดิม 5.66 บาทต่อหน่วย ปี 57 มาอยู่ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย ในปี 59 โดยอัตรานี้คาดว่าจะใช้ไปจนถึงปี 61 จากนั้นจะคำนวณต้นทุนใหม่เพื่อกำหนด FiT ให้เหมาะสมอีกครั้งเพื่อใช้ในปี 62.

 

เอกชนเมินไม่พร้อมลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773177

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขสินเชื่อ และการระดมทุนในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 โดยพบว่าปริมาณการระดมทุนของภาคเอกชนโดยรวมชะลอลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยพิเศษที่ปริมาณสินเชื่อใหม่ของบริษัท โฮลดิ้งชะลอลงหลังมีการกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพื่อเข้าซื้อกิจการในไตรมาสก่อนหายไป และเปลี่ยนเป็นการทยอยคืนเงินกู้กลับคืนผ่านการออกตราสารหนี้ของบริษัท ทำให้การระดมทุนผ่านตราสารทุนและตราสารหนี้เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่การขยายตัวผ่านสินเชื่อชะลอตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สินเชื่อของระบบสถาบันการเงินไทยสิ้นไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงของยอดสินเชื่อต่อเนื่องมากว่า 2 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ปลายๆปี และชะลอตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าโดยเป็นการขยายตัวในกลุ่มของธุรกิจขนาดใหญ่ 2.6% และเป็นการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคและบริโภค 4.9% ปริมาณสินเชื่อใหม่ยังกระจุกตัวในบางภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม ในเดือน ก.ย. ซึ่งเดือนล่าสุดนั้น การระดมทุนของภาคธุรกิจเริ่มปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงจุกตัวอยู่ที่ภาคบริการ ซึ่งเห็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มโทรคมนาคมและพลังงานทดแทน ขณะที่สินเชื่อในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามภาคการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยที่ให้กับภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น ทุกวัตถุประสงค์ของการขอสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการบริโภคอื่นๆ.