แห่จองหุ้นเอฟเอ็นล้น14เท่า เอ๊าท์เลทคึกคักลุยเพิ่มสาขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773172

 

นายเบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน) หรือ FN ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์จัดจำหน่าย สินค้าประเภท “เอ๊าท์เลท” ภายใต้ชื่อ “เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท” ซึ่งจำหน่าย ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ประเภทเสื้อผ้า เครื่องนอน เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ภายในบ้าน เปิดเผยว่า บริษัทได้แต่งตั้ง บล.ฟินันเซียไซรัส เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน FN ร่วมกับอีก 6 บริษัทหลักทรัพย์ โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้นจำนวน 250 ล้านหุ้น เงินที่ได้จาก การระดมทุน 970 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 5 สาขา และปรับปรุง 7 สาขาเดิม โดยปีนี้จะเปิด 1 สาขาที่อยุธยาและอีก 4 สาขาจะเปิดในปี 61

อย่างไรก็ตาม การระดมทุนครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทมีศักยภาพทางธุรกิจสูงขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีเอ๊าท์เลททั้งสิ้น 7 สาขา ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี กาญจนบุรี พัทยา ปากช่อง สิงห์บุรี หัวหิน และสาขาศรีราชา นอกจากนี้ ยังมีบริษัทย่อย 1 แห่ง ได้แก่ บริษัท เซฟ นาว 2494 จำกัด (SN)

นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยว่า หุ้น FN ได้กำหนดราคาเสนอขายที่ 3.88 บาทต่อหุ้น เปิดให้จอง ซื้อระหว่างวันที่ 7-9 พ.ย. และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดวันที่ 14 พ.ย.นี้ มั่นใจว่าหุ้น FN จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุน หลังนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้นักลงทุน 13 จังหวัด รวมทั้งกองทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี โดยนักลงทุนสถาบันจองซื้อมากถึง 14 เท่า ของจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้ 70 ล้านหุ้น และเชื่อมั่นว่าหลังซื้อขายแล้ว จะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนน่าพอใจให้นักลงทุน ทั้งนี้ FN ยังมีโอกาสขยายสาขาอีกหลายแห่งตามจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่หัวเมืองใหญ่ในหลายภูมิภาค.

 

ลากรถไฟฟ้าเข้าเมืองทอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773167

 

บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BLAND แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการลงนามสัญญาสนับสนุนส่วนต่อขยายของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู เข้าเมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ กับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ BTS หลังจากบีทีเอสได้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีชมพู และอนุญาตให้มีส่วนต่อขยายจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

ทั้งนี้ บริษัทจะรับผิดชอบในวงเงินไม่เกิน 1,250 ล้านบาท เพื่อเป็นต้นทุนก่อสร้างระบบรางเฉพาะเส้นทางต่อขยายเข้าสู่เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ และก่อสร้างสถานีรับ-ส่ง ผู้โดยสาร จำนวน 2 สถานี ได้แก่ ที่ดินของบริษัท บริเวณอาคารอิมแพค ชาเลนเจอร์ และบริเวณริมทะเลสาบ เมืองทองธานี พร้อมจำนวน 10 ล้านบาทต่อปี สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาเป็นเวลา 30 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู เส้นทาง แคราย-แจ้งวัฒนะ-มีนบุรีว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดประกวดราคา โดยวันที่ 7 พ.ย.59 รฟม.จะเปิดรับซองประมูล หลังจากนั้นจะใช้เวลาในการพิจารณา 3 เดือน คาดว่าจะลงนามในสัญญาได้เดือน เม.ย.60.

 

กระเป๋าเงินดิจิทัลฮิต วีซ่าชี้คนไทยมั่นใจความปลอดภัย82%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773161

 

นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า การศึกษาเรื่องวิธีการชำระเงินแบบไร้สัมผัสและกระเป๋าสตางค์ดิจิทัล (digital wallet) ของวีซ่านั้น พบว่าคนไทยส่วนมาก หรือ 82% เชื่อว่าความปลอดภัยมีความสำคัญมากกว่าความสะดวกสบายเมื่อนึกถึงการชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือระบบไร้สัมผัส ด้วยการเติบโตอันรวดเร็วในด้านเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค (FinTech) ที่ภาครัฐบาลและเอกชนกำลังใช้แนวทางต่างๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเมื่อมีการทำธุรกรรมทางเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่

“เมื่อดูจากผลสำรวจของวีซ่า พบว่ายิ่งระบบการชำระเงินผ่านมือถือมีความปลอดภัยมาก คนไทยก็มีความเชื่อมั่นและเต็มใจชำระเงินผ่านระบบมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นด้วยระบบความปลอดภัยทางการเงินที่แน่นหนาหลายชั้นของวีซ่า เราจึงมั่นใจว่าวีซ่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มจำนวนการทำธุรกรรมผ่านมือถือในประเทศไทยแน่นอน”

นอกจากนี้ รายงานการศึกษาที่จัดทำโดย ยูโกฟ (YouGov) ในนามของวีซ่า ซึ่งเปิดเผย ถึงทัศนคติของคนไทยควบคู่ไปกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ต่อการทำธุรกรรมการเงินผ่านมือถือและระบบไร้สัมผัส (Contactless Payment) ยังพบว่าสิ่งที่คนในกลุ่มประเทศนี้โดยเฉพาะในประเทศไทยยังกลัวมากที่สุดในการชำระเงินด้วยโมบาย วอลเล็ต คือกลัวว่าจะมีการแฮกมือถือมากถึง 73% ถูกขโมยโทรศัพท์มือถือ 65% และกลัวว่าจะถูกเรียกเก็บเงินจากรายการที่ไม่ต้องการจะจ่ายอีก 63%.

 

เผย 20 วันปชช.เดินทางมาพระบรมมหาราชวังด้วยขนส่งสาธารณะกว่า 5.2 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/773092

4 พ.ย. 2559 00:55

เผย 20 วันปชช.เดินทางมาพระบรมมหาราชวังด้วยขนส่งสาธารณะกว่า 5.2 ล้านคน

4 พ.ย. 2559 00:55

คมนาคมเผย 20 วัน ประชาชนเดินทางเข้า-ออกสนามหลวงเพื่อถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากกว่า 5.2 ล้านคน

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.59 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะทำงานศูนย์ประสานงานติดตามสถานการณ์และอำนวยความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ของกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าการเดินทางของประชาชนเพื่อเข้าสู่ท้องสนามหลวง เพื่อเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.59 เป็นต้นมา มีตัวเลขสะสมของประชาชนที่ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะเข้า–ออกท้องสนามหลวงมากกว่า 5.2 ล้านคน

ทั้งนี้ประชาชนจากต่างจังหวัดนิยมใช้บริการรถไฟในการเดินทางมากกว่ารถ บขส. โดยมียอดผู้ใช้บริการรถไฟขึ้นลงที่สถานีหัวลำโพงมากกว่าช่วงเวลาปกติ 8.5% หรือเฉลี่ยวันละ 10,000 คน ในส่วนของการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า ประชาชนนิยมใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) เพื่อเชื่อมต่อที่สถานีหัวลำโพงเพิ่มมากกว่าปกติ 2.2% และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิ้งค์ เพิ่มขึ้น 23% โดยเฉพาะที่สถานีมักกะสัน และในระบบรถไฟฟ้า BTS ในจุดเชื่อมต่อสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และตากสิน (สาทร) มีประชาชนใช้บริการเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันหยุดและวันที่มีการจัดกิจกรรมพิเศษ

สำหรับการเดินทางเข้า-ออกในพื้นที่สนามหลวง ซึ่งใช้บริการรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพเป็นหลักพบว่า ในเส้นทางปกติ 25 เส้นทาง ที่มีจุดหมายหรือเป็นจุดผ่านท้องสนามหลวง มีผู้ใช้บริการเพิ่มมากกว่า 70,000 คนต่อวัน

ส่วนรถ Shuttle bus ของ ขสมก. ที่จัดขึ้นมาเพิ่มเติม 16 เส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนเพื่อเชื่อมต่อระบบการขนส่งต่าง ๆ เช่น สถานีขนส่ง สถานีรถไฟหัวลำโพง รถไฟฟ้า BTS (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) วงเวียนใหญ่ และระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน ตลอดจนการเชื่อมต่อจุดจอดรถยนต์ส่วนบุคคลที่รัฐบาลจัดให้ทั่วกรุงเทพฯ มีประชาชนใช้บริการเฉลี่ยวันละ 110,000 คน โดยในวันเสาร์และอาทิตย์จะมีประชาชนใช้บริการมากขึ้น 20% และในวันจัดกิจกรรมพิเศษร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีจะมีผู้ใช้บริการประมาณ 240,000 คน

ส่วนของการเดินทางทางน้ำเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางของประชาชนใน 3 ท่าหลัก คือ ท่าเรือท่าช้าง ท่าเรือมหาราช ท่าเรือปิ่นเกล้า และเรือด่วนจากท่าเรือสาทร จ.นนทบุรี เรือคลองผดุงกรุงเกษม เรือคลองแสนแสบพบว่า มีผู้ใช้บริการทางน้ำโดยเฉลี่ยวันละ 50,000 – 60,000 คน และในวันที่มีกิจกรรมพิเศษจะเพิ่มเป็นเกือบ 2 เท่าตัว

นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนได้จัดบริการรถ Shuttle Bus เสริม เพื่อให้บริการประชาชน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย กองทัพอากาศ สมาคมผู้ประกอบการขนส่ง และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ฯลฯ รวมผู้ใช้บริการกว่า 370,000 คนในช่วง 20 วันที่ผ่านมา

ทั้งนี้รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม ขอความร่วมมือประชาชนที่จะเดินทางมายังท้องสนามหลวง งดนำรถส่วนบุคคลเข้ามา ขอให้ใช้บริการรถสาธารณะที่รัฐบาลจัดไว้ ซึ่งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ และ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมในจุดบริการเชื่อมต่อระบบขนส่งทุกสาขาและเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรองรับในทุกช่องทางการเดินทางอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ยังเน้นให้ดูแลเรื่องการรักษาความปลอดภัยของประชาชนอย่างสูงสุด โดยสั่งการให้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจการของกรมการขนส่งทางบก และสายตรวจพิเศษ ขสมก. ดูแลอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในทุกจุดเชื่อมต่อการขนส่งทางบก รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า และอาสาสมัครประจำการทุกท่าเรือเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการขนส่งทางน้ำให้กับประชาชนอีกทางหนึ่ง

‘แก๊สหมด-ส่งรถไม่ทัน’ ขนส่งเผยเหตุผลสุดเอือมที่คนกรุงร้องเรียนแท็กซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ย. 2559 00:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773106

 

กรมการขนส่งทางบก เผย ยอดร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะประจำปีงบประมาณ 59 รวมทุกช่องทางกว่า 58,000 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนรถแท็กซี่ แนะปชช.ระบุหมายเลขทะเบียน ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ วันเวลาสถานที่ใช้บริการให้ละเอียด เพื่อการติดตามผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น…

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกเปิดให้ประชาชนร้องเรียนปัญหาจากการใช้บริการ รถโดยสารสาธารณะทุกประเภทผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ซึ่งเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ในปีงบประมาณ 2559 (ระหว่างต.ค.58–ก.ย.59) เฉพาะในเขต กทม.มีประชาชนร้องเรียนผ่านทางสายด่วน โทร. 1584 สูงที่สุด รองลงมาผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ เฟซบุ๊ก และอีเมล์ รวมทุกช่องทางการร้องเรียน พบว่าประชาชนร้องเรียนปัญหาการให้บริการรถโดยสารสาธารณะรวมทั้งสิ้น 58,662 เรื่อง ดำเนินการแก้ไขเรื่องร้องเรียนจนได้ข้อยุติแล้ว 52,845 เรื่อง คิดเป็น 90.08% และยังอยู่ระหว่างดำเนินการ 5,817 เรื่อง คิดเป็น 9.92%

ทั้งนี้จะเร่งติดตามตัวผู้ถูกร้องเรียนมาสอบสวนเพื่อแก้ไขเรื่องร้องเรียนของประชาชนโดยเร็ว สำหรับรถโดยสารสาธารณะที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ได้แก่ รถแท็กซี่ได้รับการร้องเรียน 43,254 เรื่อง ประเด็นปัญหาส่วนใหญ่คือปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และเรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่มจากมาตรค่าโดยสาร

ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างมีการร้องเรียนจำนวน 1,322 เรื่อง ส่วนใหญ่ ได้แก่ เรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม ขับประมาทหวาดเสียว และแสดงกิริยาไม่สุภาพ ในขณะที่รถตุ๊กตุ๊กได้รับการร้องเรียนจำนวน 166 เรื่อง ประเด็นร้องเรียนสามอับดับแรก ได้แก่ แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ จอดรถขวางทางจราจรและป้ายหยุดรถ และขับประมาทหวาดเสียว

นายสนิท กล่าวอีกว่า รถเมล์ ขสมก.ได้รับการร้องเรียกจากประชาชนสูงสุด 2,504 เรื่อง ปัญหาสามอันดับแรกได้แก่ ไม่หยุดรับส่งผู้โดยสารที่ป้าย ขับประมาทหวาดเสียว แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ ส่วนรถเมล์ร่วมบริการ ขสมก.(ธรรมดา) 2,362 เรื่อง และรถเมล์ร่วมบริการ ขสมก.(ปรับอากาศ) ได้รับการร้องเรียน 2,067 เรื่อง โดยพบว่าการร้องเรียนของรถร่วมทั้งสองประเภทส่วนใหญ่คือ ขับเร็วประมาทหวาดเสียวและไม่หยุดรับส่งผู้โดยสารที่ป้าย

ในขณะที่รถ บขส. และรถเอกชนร่วมบริการได้รับการร้องเรียนจำนวน 2,163 เรื่อง ส่วนใหญ่ได้แก่ ขับประมาทหวาดเสียว ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมายปลายทาง แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ สำหรับรถตู้โดยสารได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวน 2,099 เรื่องได้แก่ ขับประมาทหวาดเสียว เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด และบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง

นายสนิท กล่าวอีกว่า ทุกปัญหาการร้องเรียนของประชาชน กรมการขนส่งทางบกเร่งตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายโดยทันที พร้อมทั้งแจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ร้องเรียนทราบโดยตรงทาง SMS ภายใน 1 – 2 วัน และแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการเป็นระยะจนกว่าจะแก้ไขเรื่องร้องเรียนแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ขอให้ผู้ร้องเรียนระบุรายละเอียดรถและผู้ขับรถคันที่กระทำความผิด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ วันเวลาสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งจะทำให้กระบวนการติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยกรมการขนส่งทางบกมีมาตรการลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายขั้นสูงสุดทุกกรณี พร้อมส่งตัวเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการ และบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ

ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบการกระทำความผิดซ้ำซาก เพื่อพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถต่อไป และสำหรับความผิดอาญาหรือทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างร้ายแรง เช่น การขู่กรรโชก ทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร กระทำอนาจาร ดัดแปลงมาตรค่าโดยสาร ส่งตัวดำเนินคดีและเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที.

 

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ปลื้มปั้นนักธุรกิจมืออาชีพเพียบ คัด 9 ราย ต้นแบบ SME

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 20:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772931

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โชว์ผลงานปั้นนักธุรกิจมืออาชีพปี 59 สำเร็จเพียบ เตรียมคัด 9 ราย ปั้นเป็นต้นแบบให้กับเอสเอ็มอี เดินหน้าสร้างนักธุรกิจมืออาชีพในปี 60 ต่อ…

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 59 ได้จัดทำหลักสูตรนักธุรกิจมืออาชีพ โดยสามารถพัฒนาให้เกิดนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการธุรกิจจำนวนมาก และได้เตรียมคัดเลือก 9 นักธุรกิจต้นแบบที่ดี ด้านการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่จะได้นำแนวคิดไปใช้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งต่อไป

สำหรับผู้ประกอบการที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรมฯ และประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ จะถูกคัดมาเป็นนักธุรกิจต้นแบบ เช่น บริษัท ยูโรเดคอร์ จำกัด สามารถขยายช่องทางจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ และสินค้าตกแต่งบ้านบนตลาดออนไลน์ จนสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นติด 1 ใน 5 ของเว็บไซต์ตลาดกลางชื่อดังอย่าง LAZADA, บริษัท เดอะตรีทัช เอเชียแปซิฟิค จำกัด ขยายช่องทางจำหน่ายกระเบื้องลายโบราณไปสู่มัลดีฟส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ , บริษัท คอฟฟี่บอย รีเทล จำกัด ขยายสาขาเพิ่มขึ้นถึง 50% เป็น 40 สาขา จากเดิม 20 สาขา, บริษัท ไบโอคอสโปรเฟสชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้พัฒนาระบบการเงินและบัญชีเพื่อเตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และบริษัท อินเตอร์เฟส ซิสเต็ม จำกัด ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเครื่องจักรจากเดิมที่ผลิตตามคำสั่งซื้อ เป็นการนำต้นแบบ มาเข้าร่วมแสดงในงาน Manufacturing Expo จนมียอดสั่งซื้อและสร้างรายได้มากกว่า 30 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในระหว่างการพัฒนาเอสเอ็มอี ให้เป็นนักธุรกิจมืออาชีพ ยังได้เกิดการสร้างเครือข่ายและการจับคู่ธุรกิจระหว่างกันด้วย เช่น บริษัท คอฟฟี่บอย รีเทล ได้สั่งซื้อกระเบื้องปูพื้นลายโบราณจากบริษัท เดอะตรีทัชเอเชียแปซิฟิค สำหรับใช้ตกแต่งร้านที่จะขยายสาขาในอนาคต, บริษัท ดีไซด์สบาย จำกัด ส่งพนักงานในบริษัทไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำโฆษณากับบริษัท ฟิล์ม คอนเนคชั่น จำกัด, บริษัท ยูโรเดคคอร์ ทำความร่วมมือจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) จากบริษัท รปภ.โกลบอล (แซม 1996) จำกัด และบริษัท ดีแลนด์ กรุ๊ป จำกัด สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน จากบริษัท ยูโรเดคคอร์ จำกัด เป็นต้น

“การพัฒนาเอสเอ็มอี ให้เป็นนักธุรกิจมืออาชีพ ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาให้ทำธุรกิจอย่างมืออาชีพ แต่ยังช่วยสร้างคอนเนกชั่น หรือเครือข่ายในการทำธุรกิจ ทำให้เกิดการช่วยเหลือกันและกันในแบบพี่ช่วยน้อง ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายในการทำธุรกิจ ลดการเป็นคู่แข่ง ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และลดต้นทุนการทำธุรกิจลงได้” น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปี 60 กรมฯ มีแผนจะพัฒนาเอสเอ็มอี ให้มีความเข้มแข็งในการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมที่จะเริ่มกิจกรรมในเดือน พ.ย.59 คือ การสร้างนักธุรกิจมืออาชีพ และการสร้างนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเอสเอ็มอี ที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมกับกรมฯ ได้.

 

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาลดฮวบ พณ. กล่อมโรงงาน รับซื้อไม่ต่ำกว่า 8 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772952

 

ผู้ผลิตอาหารสัตว์-พืชไร่ รับปาก พณ. ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ต่ำกว่า 8 แสนตัน แก้ราคาตก แต่ไม่ชัดซื้อโลละ 8 บาทหรือไม่ ถ้า 1 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น จ่อใช้ไม้แข็งกำหนดสัดส่วนนำเข้าข้าวสาลีต่อการซื้อข้าวโพด หรือขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี…

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้เชิญสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมการค้าพืชไร่ มาหารือถึงแนวทางการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำในขณะนี้ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน โดยโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์แจ้งว่ายินดีจะให้ความร่วมมือรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญที่ ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดในเดือนพ.ย.นี้ เช่น จังหวัดน่าน ตาก เลย เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ เป็นต้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะออกสู่ตลาดมากในระหว่างเดือนต.ค.-พ.ย.59 ประมาณ 2.28 ล้านตัน โดยในเดือนพ.ย. ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ปริมาณ 8.86 แสนตัน

“สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับที่จะบริหารจัดการให้สมาชิกเข้าไปรับซื้อรวมไม่น้อยกว่า 800,000 ตัน ในเดือนพ.ย.นี้ ในราคาที่เป็นธรรม และจะพยายามแก้ปัญหาการติดคิวหน้าโรงงานอาหารสัตว์ให้ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ได้เพิ่มมากขึ้น”

อย่างไรก็ตามกรมฯ จะติดตามการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของโรงงานอาหารสัตว์และพ่อค้าคนกลางอย่างใกล้ชิดหากสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ หรือผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือ รมว.พาณิชย์ จะพิจารณาเสนอมาตรการที่เข้มงวดเพิ่มเติม เช่น การกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ หรือปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ขณะนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาข้าวโพดฝักที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 3.00-3.50 บาท ข้าวโพดเมล็ดแห้ง กก.ละ 6 บาท ต่ำกว่าราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์รับซื้อที่ กก.ละ 8 บาท เพราะลานข้าวโพดและโรงงานอาหารสัตว์ไม่เปิดรับซื้อ ทำให้ผลผลิตข้าวโพดตกค้างอยู่ในไร่จำนวนมาก ทั้งๆ ที่ครบกำหนดเก็บเกี่ยวแล้ว ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก

ส่วนสาเหตุที่ลานรับซื้อ ไม่เปิดรับซื้อ เพราะผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่ยอมรับซื้อ ทั้งการรับซื้อจากลาน และการรับซื้อโดยตรงจากเกษตรกร โดยผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้เหตุผลว่า ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้อีกต่อไป เพราะราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้รับซื้อที่ กก.ละ 8 บาทนั้น เป็นราคาที่สูงเกินไป ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โรงงานอาหารสัตว์ได้นำเข้าข้าวสาลีมากเกือบ 4 ล้านตัน โดยไม่เสียภาษีนำเข้า มาใช้ผลิตอาหารสัตว์ทดแทน เพราะทำให้ต้นทุนต่ำกว่าการซื้อข้าวโพดในประเทศมาก

อย่างไรก็ตาม การรับปากจะซื้อข้าวโพดของโรงงานอาหารสัตว์ ไม่ได้ระบุว่า จะซื้อที่ กก.ละ 8 บาทหรือไม่ เพียงแค่ระบุว่า จะซื้อในราคาที่เป็นธรรม

 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ลุยรับซื้อข้าว ใส่ถุงขาย ช่วยพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 18:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772821

 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ลุยรับซื้อข้าวหอมมะลิ 2 แสนตัน แปรรูปใส่ถุงจำหน่ายราคาถูกกว่าท้องตลาด พร้อมซื้อข้าวเจ้า ออกผลผลิตบิ๊กลอตช่วง ธ.ค.-ม.ค. อีก 2 ล้านตัน ช่วยพยุงราคา…

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าทุกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ 47 แห่ง กำลังเร่งเดินหน้ารับซื้อข้าวหอมมะลิและแปรรูปบรรจุถุงจำหน่ายในราคาตำ่กว่าท้องตลาด โดยเข้าซื้อตามราคาจำนำยุ้งฉางของรัฐบาล และให้ทุกหน่วยงานทั่วประเทศของกระทรวงเกษตรฯ นำไปจำหน่าย เพื่อช่วยพยุงราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ โดยขณะนี้ข้าวหอมมะลิกำลังทยอยเข้าสต็อกของสหกรณ์ เบื้องต้นตั้งเป้า 2 แสนตัน หากสามารถจำหน่ายได้ดี จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น และจะทำต่อเนื่องในการรับซื้อข้าวเจ้ามาแปรรูป ซึ่งกำลังใกล้ฤดูที่กำลังจะออกมาจำนวนมากในเดือน ธ.ค. 59 – ม.ค.60 โดยมีปริมาณมากกว่าข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีปริมาณมากสูงสุดกลางเดือนนี้ และลดลงช่วงเดือนธ.ค.

“ปริมาณข้าวหอมมะลิ รับซื้อตามสต็อกที่ตั้งไว้ 2 แสนตัน ตอนนี้ข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นข้าวใหม่ กำลังทยอยเข้ามา ต้องมาปรังปรุงสภาพ ก่อนบรรจุถุง โดยวันที่ 5 พ.ย. นี้จะเปิดตัวจำหน่ายลอตแรกที่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร หรือ อ.ต.ก. และวันที่ 15 พ.ย. เปิดจุดจำหน่ายด้านหน้ากระทรวงเกษตรฯ ถนนราชดำเนินนอก เพื่อจำหน่ายให้คนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ได้ซื้อข้าวถุงคุณภาพดีราคาถูกที่มาจากสหกรณ์ คาดว่าจะดึงราคาข้าวให้ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ข้าวขาวราคาไม่ตกด้วย ช่วงเดือน ธ.ค. ข้าวเจ้า หรือ ข้าวขาว ซึ่งเป็นบิ๊กลอต จะเดินต่อเรื่องข้าวขาวนำมาแปรรูป ให้คนบริโภคและรัฐบาลให้งบมาแปรรูปนำมาขาย ต่อรอบฤดูกาลละ 2 ล้านตัน” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 5.57 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,493.08 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772926

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 5.57 จุด เปลี่ยนแปลง -0.37% ดัชนีอยู่ที่ 1,493.08 จุด มูลค่าซื้อขาย 54,419.22 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 3 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 5.57 จุด เปลี่ยนแปลง -0.37% ดัชนีอยู่ที่ 1,493.08 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 54,419.22 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน).

 

คกก.โรงสีข้าวไทย ลาออกยกชุด หลังถูกกล่าวหา กดราคาซื้อข้าวชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 16:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772707

 

คกก.โรงสีข้าวไทย ลาออกยกชุด หลังถูกกล่าวหาเป็นจำเลยสังคม กดราคาซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ยัน ไม่ได้ทำ ราคาสอดคล้องกับที่พ่อค้าซื้อข้าวสารจากโรงสี พร้อมให้ตรวจสอบการซื้อขาย ลั่น ยังเดินหน้าซื้อข้าวต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นปัญหาใหญ่เกิด

นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการสมาคมฯ ได้ขอยุติบทบาทการทำหน้าที่นายกสมาคมฯ และกรรมการตั้งแต่วันนี้ (3 พ.ย.) เป็นต้นไป หลังจากที่ได้พิจารณาแล้วว่า ไม่สามารถรับซื้อข้าวในราคาที่ชาวนาคาดหวังไว้ได้ โดยยืนยันว่า ไม่ได้น้อยใจสังคม ที่กล่าวหาว่า กดราคารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ที่ผ่านมา สมาคมฯ ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลมาโดยตลอด และมีหลักการว่าชาวนาต้องมาก่อน แต่กลับถูกกล่าวหาร่วมมือกับฝ่ายการเมืองกดราคาข้าว เพื่อหวังผลทางการเมือง

ดังนั้น จากนี้ไป สมาชิกฯ กว่า 1,000 ราย จะเป็นบุคคลธรรมดา ที่ยังรับซื้อขายข้าวตามกลไกตลาด โดยที่สมาคมฯ ไม่สามารถให้คุณหรือให้โทษใดๆ ได้ จนกว่าจะมีนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามา หากโรงสีไม่รับซื้อ ปัญหาของชาวนาจะใหญ่กว่าเดิม

“ผมไม่ได้น้อยใจภาครัฐ หรือนายกรัฐมนตรี หรือต้องการประท้วง มีความศรัทธาในตัวของนายกรัฐมนตรี แต่ข้อมูลราคาข้าว ที่สมาคมฯ ให้ไป อาจไม่ถึง หรือถูกบิดเบือน จนทำให้โรงสีตกเป็นจำเลยของสังคม ที่ผ่านมา พวกเราให้ความร่วมมือกับรัฐบาลช่วยเหลือชาวนามาโดยตลอดทุกรัฐบาล โดยรับซื้อข้าวตามคุณภาพที่ชาวนานำมาขาย แม้ว่าโรงสีจะเป็นด่านแรกที่รับซื้อข้าวชาวนา แต่ไม่สามารถกำหนดราคาข้าวสารได้ เพราะพ่อค้าคนกลาง เป็นผู้กำหนด”

สำหรับราคาข้าวที่ปรับลดลง เป็นผลมาจากราคาตลาดโลก และตลาดข้าว ส่วนราคาที่เกษตรกรได้รับนั้น ขึ้นอยู่กับความชื้น หากมีความชื้นสูง จะขายได้ราคาต่ำ ซึ่งขณะนี้ แนวโน้มราคาข้าวยังเป็นขาลง โดยราคารับซื้อข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% อยู่ที่ตันละ 7,200-7,500 บาท ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 9,000-9,500 บาท กรณีที่มีข่าวว่า ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ ขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาถึงราคาข้าวสารที่โรงสีขายออกไปด้วยว่า สอดคล้องกับราคาข้าวเปลือกหรือไม่ ยืนยันว่า ราคาปัจจุบันที่โรงสีขาย เป็นเหตุ เป็นผล สอดคล้องกับราคาข้าวเปลือก ไม่ได้สวนทางกันแต่อย่างใด อีกทั้งโรงสีพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาตรวจสอบเครื่องชั่งได้ตลอดเวลา เพื่อความโปร่งใส และเสนอให้มีเครื่องชั่งกลาง เพื่อให้ชาวนาได้ตรวจสอบก่อนมาจำหน่ายโรงสีด้วย

“โรงสียังดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ขอให้รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา โดยที่รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ของดอกเบี้ยที่โรงสีต้องจ่าย โดยมีแผนที่จะรับซื้อข้าวเปลือกปีการผลิต 59/60 ถึง 8 ล้านตัน ในวงเงิน 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่โรงสีต้องกู้มาดำเนินการเอง แต่กระแสข่าวที่ออกมานั้น ตรงกันข้าม และมีผลทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้เพิ่มให้โรงสี ตรงนี้ ใครจะช่วยโรงสี”