คลัง เตือนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ เล่นแชร์ออนไลน์ ชี้ผิดก.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 15:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772717

 

สศค.เตือนประชาชน ระวังกลุ่มมิจฉาชีพ หลอกลวงเล่นแชร์ออนไลน์ ผ่านทางเฟซฯ และไลน์ ก่อความเสียหายต่อทรัพย์สิน ชี้เข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.เล่นแชร์ และก.ม.อาญาฐานฉ้อโกง หากตกเป็นเหยื่อ ให้รีบแจ้งความ เพื่อไม่ให้ขาดอายุความคดีอาญา…

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. มีรายงานว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง แจ้งเตือนไปยังประชาชนว่า ปัจจุบันมีบุคคลโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเล่นแชร์ผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือแอปพลิเคชันไลน์ หรือที่เรียกว่าแชร์ออนไลน์ ซึ่งแพร่หลายในกลุ่มบุคคลที่ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย

สำหรับลักษณะของแชร์ออนไลน์ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 การเล่นแชร์ออนไลน์ที่มีพฤติการณ์แบบขอกู้หนี้นอกระบบ คือ เท้าแชร์หรือเจ้าหนี้จะเชิญเพื่อนจากเฟซบุ๊กมาตั้งกลุ่มในไลน์ มีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินนอกระบบแอบแฝงแชร์ออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการเล่นแชร์ระยะสั้นๆ ที่ประกาศเปิดวงแชร์ โดยเงินที่ประมูลเป็นเงินของเท้าแชร์ และให้สมาชิกในกลุ่มประมูลหรือเสนอเงินดอกเบี้ยที่สูง พร้อมกำหนดการส่งเงินดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นที่แน่นอน ซึ่งอาจจะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475

แบบที่ 2 การเล่นแชร์ออนไลน์แบบแชร์ทั่วไปแต่อาศัยสื่อรูปแบบต่างๆ ที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 และประมวลกฎหมายอาญาฐานฉ้อโกง โดยมีการตั้งกลุ่มเชิญเพื่อนจากเฟซบุ๊กมาตั้งกลุ่มในไลน์ ซึ่งมีสมาชิกจำนวนมากจึงตั้งเป็นหลายวง มีกำหนดส่งเงินเป็นงวด งวดเท่ากันตามจำนวนมือที่เล่น และมีการเก็บค่าดูแลวงแชร์ เมื่อสมาชิกส่งเงินงวดให้ตามกำหนดพร้อมทั้งประมูลหรือเปียแชร์ โดยเสนอดอกเบี้ยที่สูงที่จะจ่ายในงวดต่อไป ผู้ให้ดอกเบี้ยสูงสุดจะได้รับเงินกองกลางไป แต่เท้าแชร์ไม่ส่งเงินให้กับสมาชิกที่ประมูลได้ตามจำนวนของวงเงินที่กำหนดไว้ที่จะจ่ายในงวดต่อๆ ไป หรือเท้าแชร์หลอกลวงโดยไม่มีการประมูลจริง เท้าแชร์แค่อ้างว่ามีการประมูลผลตอบแทนขึ้นเพื่อเท้าแชร์จะได้เงินจากสมาชิก ส่งผลให้สมาชิกที่ร่วมเล่นแชร์ดังกล่าวนั้นเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินจำนวนมาก

หากบุคคลมีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจจะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ตามมาตรา 6 และมาตรา 9 กำหนดไว้ดังนี้

มาตรา 6 ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) เป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง
(2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน

(3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (จำนวน 300,000 บาท)

(4) นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้น ได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลางในการเข้าร่วมเล่นแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าผู้ที่สัญญาว่าจะใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแทนนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ด้วย

มาตรา 9 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์

ทั้งนี้ ประชาชนที่กำลังจะเข้าร่วมเล่นแชร์หรือถูกชักชวนให้เล่นแชร์ออนไลน์ ขอให้ตระหนักถึงลักษณะของแชร์ออนไลน์ในแบบข้างต้น เพราะว่าปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาเพื่อหลอกลวงประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก หากร่วมเล่นแชร์แล้วอาจทำให้ท่านเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของท่านได้

ส่วนประชาชนที่ร่วมเล่นแชร์แล้วเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ให้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกิดเหตุ (เพื่อไม่ให้ขาดอายุความคดีอาญา) หรือส่งเรื่องร้องเรียนมาที่สำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สศค. ซึ่ง สศค. จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

 

ราคาข้าวร่วง ทำกำลังซื้อหด ฉุดทุกดัชนีเชื่อมั่นดิ่งครั้งแรกรอบ 4 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 14:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772606

 

ม.หอการค้า เผย ดัชนีเชื่อมั่น ต.ค. ดิ่งทุกรายการครั้งแรกรอบ 4 เดือน หลังราคาสินค้าเกษตรฉุดกำลังซื้อ รายได้ไม่สอดคล้องรายจ่าย กังวลน้ำท่วม คาดบริโภคฟื้นแน่ไตรมาส 1 ปีหน้า ถ้า ศก.โลกคลี่คลาย รัฐเบิกจ่ายงบกระตุ้น ศก.เป็นรูปธรรม…

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,243 คน ว่า ในเดือน ต.ค.59 ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน นับจากเดือน ก.ค.59 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค.59 อยู่ที่ระดับ 73.1 ลดจาก 74.2 ในเดือน ก.ย.59 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 52.0 ลดจาก 53.2 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 81.6 ลดจาก 82.7 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 62.0 ลดจาก 63.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 67.5 ลดจาก 68.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 89.6 ลดจาก 90.7

สำหรับปัจจัยที่มีผลทำให้ดัชนีทุกรายการปรับตัวลดลง มาจากราคาพืชผลทางการเกษตรหลายชนิดอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะข้าวเปลือก ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรยังอยู่ในระดับต่ำ และกำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดยังไม่ขยายตัวมากนัก, ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศเพิ่มขึ้น, ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าทรงตัวในระดับสูง รวมถึงกังวลว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น, ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การท่องเที่ยว ผลผลิตทางการเกษตร และโอกาสในการทำธุรกิจ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน และอาจกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจในอนาคต

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค.59 ลดลงทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เพราะประชาชนกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน และในอนาคต ที่ยังปรับตัวดีขึ้นไม่มากเท่าที่ควร ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรในปัจจุบันและอนาคตยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะข้าวเปลือก ที่กระทบต่ออำนาจซื้อของประเทศทั่วประเทศ จึงบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการบริโภคของภาคประชาชนยังไม่ฟื้นตัวมากนักในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพราะผู้บริโภคยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากยังกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งการฟื้นตัวของการบริโภคน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 1 ของปีหน้าเป็นต้นไป หากสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง.

 

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ร่วมถวายสักการะและลงนามแสดงความอาลัยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 3 พ.ย. 2559 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772552

 


นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล (ที่ 3 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่ม บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) นำคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมถวายสักการะและลงนามแสดงความอาลัยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาราชดำริ เมื่อเร็วๆ นี้

 

“ALLA” กระแสดี นักลงทุนจอง IPO ล้น พื้นฐานแน่นปึ้ก ส่งซิกเทิร์นอะราวด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 3 พ.ย. 2559 13:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772556

 

นายนิมิต วงศ์จริยกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)

“ออลล่า” กระแสตอบรับดี หลังเปิดจอง IPO 31 ต.ค.-2 พ.ย. 59 นลท.เข้าจองซื้อหุ้นล้นจำนวนที่เสนอขาย ระบุพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง ส่งสัญญาณผลงานเทิร์นอะราวด์ มั่นใจเทรดวันแรก 8 พ.ย.นี้ คึกคัก

นายธวัชชัย วรวรรณธนะชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) หรือ ALLA เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้น IPO ของ ALLA ในระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทั่วประเทศ โดยมีผู้สนใจเข้าจองซื้อหุ้น IPO อย่างล้นหลาม โดยในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินมั่นใจว่า ALLA มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง และภาพรวมของธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวตามการลงทุนภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงองค์ประกอบของบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในการเป็นผู้ผลิต จำหน่าย และติดตั้งอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุอุปกรณ์ และสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าต่างๆ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีโอกาสการขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต โดย ALLA จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 นี้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

“การเปิดจองหุ้น ALLA ใน 3 วันที่ผ่านมา ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากนักลงทุนทั่วประเทศ ที่เข้าจองซื้อหุ้นจนล้น ซึ่งก็เป็นเพราะความมั่นใจต่อพื้นฐานบริษัทที่แข็งแกร่ง และแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนในอนาคต ทำให้เรามั่นใจว่าในการเทรดวันแรกจะมีกระแสตอบรับที่ดี และคาดหวังว่านักลงทุนจะให้ความสนใจหุ้นของ ALLA อย่างต่อเนื่อง” นายธวัชชัยกล่าว

นายนิมิต วงศ์จริยกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการการจำหน่าย และรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น ALLA กล่าวว่า การเสนอขายหุ้นของ ALLA ในระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา จำนวน 150 ล้านหุ้น ราคาเสนอขายหุ้นละ 2.88 บาท

มูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาท ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน และได้จัดสรรหุ้นให้กับนักลงทุนที่สนใจจองซื้ออย่างล้นหลามทั่วประเทศ และมียอดจองซื้อหุ้น IPO เกินกว่าจำนวนที่เสนอขาย 150 ล้านหุ้น โดยราคาหุ้นที่เสนขายมีความเหมาะสมกับพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และสอดคล้องกับโอกาสในการเติบโตในอนาคต ในขณะที่นักลงทุนที่ไม่ได้รับการจัดสรรหุ้นยังมีโอกาสที่ดีในการเข้าไปซื้อหุ้นเพื่อลงทุนได้ทั้งในระยะกลาง และระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

“จากราคาไอพีโอที่ 2.88 บาท และจำนวนหุ้นที่เสนอขาย 150 ล้านหุ้น มีความเหมาะสมกับพื้นฐานธุรกิจ และการเติบโตในอนาคต โดยราคาดังกล่าวคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (Price to Earnings Ratio: P/E) เท่ากับ 20.57 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิของหมวดวัสดุอุตสาหกรรม และเครื่องจักรของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะมีค่าเท่ากับ 22.43 เท่า ซึ่งถือว่ามีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน” นายนิมิตกล่าว


องอาจ ปัณฑุยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) หรือ ALLA

ด้าน นายองอาจ ปัณฑุยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) หรือ ALLA กล่าวว่า บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการเป็นผู้ผลิต จำหน่าย และติดตั้งอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุอุปกรณ์ และสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าต่างๆ มากว่า 20 ปี โดยมีกลุ่มลูกค้าในธุรกิจ และอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า และธุรกิจต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อภาคการผลิต และขนส่ง รวมถึงเป็นธุรกิจที่มีโอกาสขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต โดยการระดมทุนในครั้งนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะใช้เงินจากการระดมทุนในการขยายคลังสินค้า และโรงงานเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

“การระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยให้ ALLA มีศักยภาพทางธุรกิจที่สูงขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตลาดที่โตขึ้นได้ หลังจากสัญญาณการเพิ่มขึ้นของตัวเลขลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ รวมไปถึงการลงทุนภาคการผลิต และภาคการขนส่งของอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุ และสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเรามีความยินดีที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่นในบริษัทฯ ซึ่งหลังจากการระดมทุนครั้งนี้บริษัทฯ จะเดินหน้าดำเนินธุรกิจตามแผนงานที่ได้วางไว้ เพื่อสร้างผลประกอบการที่ดี และขยายโอกาสในการขยายธุรกิจ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต” นายองอาจกล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วง 3 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2556-2558 มีดังนี้ รายได้จากการขายและบริการรวมปี 2556 จำนวน 924.10 ล้านบาท กำไรสุทธิ 189.90 ล้านบาท ส่วนปี 2557 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,065.11 ล้านบาท กำไรสุทธิ 173.00 ล้านบาท ส่วนปี 2558 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 870.27 ล้านบาท กำไรสุทธิ 100.62 ล้านบาท ในขณะที่รายได้จากการขายและบริการรวมของช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 อยู่ที่ 292.03 ล้านบาท กำไรสุทธิ 28.89 ล้านบาท

 

กสท. ตีกรอบทีวีออกอากาศช่วง 13-19 พ.ย. ห้ามมีเนื้อหาตลก รุนแรง เพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 11:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772467

 

ประธาน กสท. เผยผลการประชุมครั้งที่ 37 แจงแนวทางออกอากาศหลัง 30 วัน แจงช่วง 13 พ.ย. 59 – 21 ม.ค. 60 ให้สถานีคำนึงความเหมาะสม 7 วันแรกห้ามรายการตลก รุนแรง เรื่องเพศ

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 59 พันเอกนที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า
ที่ประชุม กสท. ครั้งที่ 37/2559 เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 59 ได้พิจารณาเรื่อง แนวทางปฏิบัติเพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และผู้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการกระจายเสียง ภายหลัง 30 วัน ดังต่อไปนี้



1. กรณีการถ่ายทอดสด ปฏิบัติดังนี้
1.1 กรณีที่มีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และพระราชพิธีต่างๆ จากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ให้ทุกสถานีเชื่อมโยงสัญญาณในทันที
1.2 กรณีที่มีการถ่ายทอดสดการเสด็จฯ ของพระบรมวงศานุวงศ์ หรือกษัตริย์ต่างประเทศมาร่วมในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลจากสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ให้สถานีโทรทัศน์ในระบบภาคพื้นดินสลับสับเปลี่ยนกันเชื่อมโยงสัญญาณตามตารางแนบท้าย
1.3 กรณีรายการ “ศาสตร์แห่งพระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ให้ทุกสถานีเชื่อมโยงสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทุกวันศุกร์

2. การออกอากาศรายการของสถานี ให้นำเอารายการปกติมาออกอากาศได้ โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมของรายการ เพื่อเป็นการปรับบรรยากาศและความรู้สึกของประชาชนให้เป็นไปตามลำดับ จึงเห็นควรกำหนดระดับความเหมาะสมของรายการที่จะนำมาออกอากาศในแต่ละห้วงเวลา ดังนี้
2.1 ระหว่างวันที่ 13-18 พ.ย. 59 ให้สามารถนำเอารายการที่มีระดับความเหมาะสมสำหรับปฐมวัย (ป) สำหรับเด็ก (ด) รายการทั่วไป (ท) และสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น 13) มาออกอากาศได้ โดยรายการทั่วไป (ท) และรายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น 13) ไม่ควรมีเนื้อหาที่มีลักษณะตลก เฮฮา ความรุนแรง เรื่องทางเพศ การใช้ถ้อยคำหยาบคาย
2.2 ระหว่างวันที่ 19 พ.ย. 59 ถึงวันที่ 21 ม.ค. 60 ให้สามารถนำเอารายการที่มีระดับความเหมาะสมสำหรับปฐมวัย (ป) สำหรับเด็ก (ด) รายการทั่วไป (ท) สำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น 13) สำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (น 18) มาออกอากาศได้ โดยรายการทั่วไป (ท) รายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น 13) และรายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (น 18) ไม่ควรมีเนื้อหาที่มีความรุนแรง เรื่องทางเพศ การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ทั้งนี้ รายการเฉพาะไม่เหมาะสำหรับเด็ก และเยาวชน (ฉ) ขอให้ออกอากาศหลังจากวันที่ 21 ม.ค. 60

3. การนำเสนอรายการที่เกี่ยวกับการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ การแสดงความอาลัย การเทิดพระเกียรติ ให้ผู้รับใบอนุญาตกำหนดเพิ่มเติมไว้ในผังรายการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา จนถึงวันที่ 21 ม.ค. 60 ทั้งนี้ ควรกำหนดอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนส่วนมากได้รับชม

4. การนำเสนอรายการที่เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิต การพัฒนาประเทศ การสนับสนุนประชาชนให้เข้าสู่โลกแห่งเทคโนโลยี ให้ผู้รับใบอนุญาตพิจารณากำหนดเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม

5. การแต่งกายของพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศ ให้อยู่ในโทนสีดำ ขาว (เน้นสีดำ) สุภาพ ทั้งนี้ กรณีผู้ร่วมรายการขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม

6. การแสดงตราสัญลักษณ์ของสถานี (LOGO) ควรปรับโทนสีเป็นโทนขาว ดำ และให้อยู่ในตำแหน่งมุมล่างขวาของจอ จนถึงวันที่ 21 ม.ค. 60

7. การโฆษณา ให้ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางเดียวกับระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่สามารถออกอากาศได้ในแต่ละห้วงเวลา ตามข้อ 2.

8. การแจ้งเปลี่ยนแปลงผังรายการ ให้ยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 ข้อ 14 และข้อ 15 จนถึงวันที่ 2 ธ.ค. 59.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสท. ให้ทีวีทุกช่องสลับกันเชื่อมโยงสัญญาณ พร้อมคงอยู่ในกรอบความอาลัย
กสทช. สรุปแนวทางออกอากาศ ทีวี-วิทยุ 30 วัน แนะปรับโทนสีให้เหมาะสม

 

ธ.ก.ส.พร้อมหนุนสินเชื่อชะลอขายข้าวขึ้นยุ้งฉางรับเงินตันละ 1.3 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 11:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772466

 

บอร์ด ธ.ก.ส. เห็นชอบสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกหอมมะลิ พร้อมหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันเกษตรกรรวบรวมผลผลิต และแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในระยะยาวอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 59 นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ได้พิจารณาเห็นชอบให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการให้ความช่วยเหลือชาวนาตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60 วงเงินรวม 27,410 ล้านบาท และโครงการให้ความช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว และปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่ชาวนาผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ปีการผลิต 2559/60 วงเงินรวม 19,375 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,785 ล้านบาท

ทั้งนี้ ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับเงินเป็นสินเชื่อเพื่อชะลอการขายจาก ธ.ก.ส. ตันละ 9,500 บาท (ต้นข้าว 36 กรัมขึ้นไป) ระยะเวลาคืนเงินไม่เกิน 5 เดือน ไม่มีดอกเบี้ย และได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉางตันละ 1,500 บาท ตามโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกหอมมะลิ นอกจากนี้ ชาวนาจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวอีก ตันละ 2,000 บาท (คำนวณจากการจ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 800 บาท ไม่เกิน 15 ไร่) ตามโครงการให้ความช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ รวมเป็นเงินที่ชาวนาจะได้รับทั้งสิ้น 13,000 บาท ต่อตันข้าวเปลือก สำหรับชาวนาที่ไม่มียุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกไว้รอราคา และต้องขายข้าวเปลือกเอง ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลตามโครงการให้ความช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ตันละ 2,000 บาท เพิ่มเติมจากราคาข้าวเปลือกที่ขายได้เช่นเดียวกัน โดย ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรง

อนึ่ง มีการขยายกลุ่มเป้าหมายตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ให้ครอบคลุมถึงสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรวบรวมแปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวเปลือกด้วย

สำหรับฤดูการผลิตข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวนาทั้งมาตรการระยะสั้น และมาตรการระยะยาว ประกอบไปด้วย

1. การแบ่งเบาภาระหนี้สินเกษตรกร ผ่านโครงการพักชำระหนี้ต้นเงินและลดดอกเบี้ยเกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 ให้กับชาวนาที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มีหนี้เงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท โดยพักชำระต้นเงินให้เป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2559 ถึง 30 มิถุนายน 2561 และลดดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 3 ต่อปี มีชาวนาได้รับประโยชน์จำนวน 2 ล้านราย

2. การลดต้นทุนการผลิต ผ่านโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 โดยจ่ายเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559-31 ธันวาคม 2559 ยกเว้น ภาคใต้ ไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 มีชาวนาได้รับประโยชน์ 3.7 ล้านราย ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 จ่ายเงินให้เกษตรกรแล้ว จำนวน 2.8 ล้านราย เป็นเงิน 23,262 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวช่วยให้ชาวนาลดต้นทุนการผลิตได้ตันละ 2,500 บาท

3. การคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ผ่านโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 พื้นที่เป้าหมาย 30 ล้านไร่ โดยรัฐบาลและ ธ.ก.ส. อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนเกษตรกร ทั้งนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 1.5 ล้านคน มีพื้นที่เอาประกันภัย 27 ล้านไร่ รวมค่าเบี้ยประกันภัย 2,700 ล้านบาท

4. การรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2559/60 ให้กับ สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน-ศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกสำหรับจำหน่าย/แปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม วงเงินสินเชื่อรวม 12,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลาโครงการ 1 ตุลาคม 2559–30 กันยายน 2560 ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

“เมื่อชาวนาทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ขอให้ทำการลดความชื้น และดูแลคุณภาพข้าวก่อนนำข้าวเปลือกขึ้นยุ้งฉาง แล้วจึงไปติดต่อพนักงาน ธ.ก.ส.ใกล้บ้านท่าน ให้มาดำเนินการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวเปลือก เพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดย ธ.ก.ส.พร้อมโอนเงินเข้าบัญชีภายใน 3 วัน” นายลักษณ์ กล่าว

 

ราคาทองเปิดตลาด ‘คงที่’ รูปพรรณขายบาทละ 22,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 09:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772392

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 3 พ.ย. 59 ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,400 ขายออกบาทละ 21,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,011.76 ขายออกบาทละ 22,000 บาท …

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,400.00 บาท ขายออกบาทละ 21,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,011.76 บาท ขายออกบาทละ 22,000.00 บาท

 

3นิคมฯพระนครศรีอยุธยาปลอดน้ำท่วม กนอ.ขันอาสาสร้างเขื่อนให้สหรัตนนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772201

 

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตลอดฤดูฝนปีนี้พบว่า ขณะนี้สิ้นสุดฤดูฝนแล้ว ปรากฏว่าปริมาณฝนในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน อยู่ในเกณฑ์ลดน้อยลงแล้ว กรมชลประทานจึงได้ลดการระบายน้ำออกจากเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ระดับน้ำที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ และเขื่อนป้องกันน้ำท่วมที่ก่อสร้างล้อมรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง ของ กนอ. คือ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร มีความสูงของเขื่อนมากกว่าระดับน้ำในปัจจุบัน 5 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) จึงสรุปได้ว่า ในปีนี้นิคมฯทั้ง 3 แห่งปลอดภัยจากปัญหาอุทกภัย

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร จากเดิมได้มีแผนการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ในลักษณะคันดิน เสริมผนังคอนกรีต โดยมีระดับความสูงของเขื่อนอยู่ที่ 8.5 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่เนื่องจากบริษัท สหรัตนนคร จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาพื้นที่ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ทำให้นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครต้องชะลอการสร้างเขื่อน จึงดำเนินการแล้วเสร็จเฉพาะในส่วนของคันดิน ซึ่งมีความสูงอยู่ที่ 7.5 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง กนอ.จึงจะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จต่อไป.

 

“ฐากร” โว 4 จีหนุนเศรษฐกิจไทยฟื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772192

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 พ.ย.59 นี้ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการเปิดประมูล 4 จีบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ใช้เวลายาวนานติดต่อกัน 5 วัน 4 คืน จากวันที่ 15-19 พ.ย.58 ที่ผ่านมา และต่อมาในเดือน พ.ค.59 ก็ได้เปิดประมูล 4 จี บนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์อีกครั้ง และ กสทช.นำเงินส่งเป็นรายได้รัฐรวม 325,217 ล้านบาท ซึ่งการเปิดประมูลคลื่นความถี่นั้น นอกจากรัฐจะได้เงินแล้ว ยังก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2558 จนถึงปัจจุบัน 326,000 ล้านบาท

สำหรับผลดีต่อระบบเศรษฐกิจทางตรงนั้น มีการลงทุนขยายโครงข่ายของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม 100,000 ล้านบาท มีการนำเข้าเครื่องโทรศัพท์มือถือและสร้างมูลค่าการผลิตอีก 167,000 ล้านบาท โดยเดือน ต.ค.58-ก.ย.59 มีการนำเข้าเครื่องโทรศัพท์มือถือ 19.59 ล้านเครื่อง มีการนำเงินส่งเป็นรายได้ของรัฐ 59,000 ล้านบาท ขณะที่ผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในทางอ้อมนั้น ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต 61.70 ล้านเลขหมาย ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 58 ที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ 22 ล้านเลขหมาย

“การมีบริการ 4 จี ด้วยเทคโนโลยีแอลทีอีนั้น สามารถต่อยอดการทำธุรกิจที่หลากหลายมาก มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นจำนวนมากและสร้างรายได้จากการใช้อินเตอร์เน็ตด้วย โดยการนำอินเตอร์เน็ตมาใช้ในธุรกิจการเงินก็มีอัตราการขยายตัวอย่างมาก เช่น การทำธุรกรรมโมบายแบงก์กิ้งที่มีอัตราเติบโตอย่างมากในช่วงระยะเดือน ม.ค.-มิ.ย.59 มีการใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 43 ล้านครั้ง ขณะที่รูปแบบการใช้บริการอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เพิ่มขึ้นเป็น 23.5 ล้านครั้ง และจากการขยายตัวของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตดังกล่าว ทำให้เกิดการลงทุนขยายโครงข่ายของผู้ประกอบการ จนส่งผลให้ผู้ประกอบการมือถือทั้ง 3 รายมีสินทรัพย์รวมกันเพิ่มขึ้นราว 100,264 ล้านบาท”.

 

นำประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไฟเขียวร่างแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ดิจิทัล 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772186

 

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รักษาการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนารายยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปี 2560-2564 ระยะเวลา 5 ปี โดยได้กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของแผนปฏิบัติการไว้ 4 ด้าน คือ

1.เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ก้าวทันเวทีโลก โดยให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 25 อันดับแรก ที่มีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีให้ดีขึ้นเป็น 35 อันดับแรก และมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 18%

2.สร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางสังคม เพื่อให้หมู่บ้านในประเทศไทย เข้าถึงการบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไม่น้อยกว่า 93%,

3. มีการพัฒนาทุนมนุษย์สู่ยุคดิจิทัล โดยประชาชน 50% มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ และสัดส่วนการจ้างงานบุคลากรด้านดิจิทัลต่อการจ้างงานทั้งหมดเพิ่มขึ้น 3%

4. มีการปฏิรูปภาครัฐ โดยตั้งเป้าไว้ว่ามีการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐดีขึ้น 10 อันดับ และคะแนนการให้บริการออนไลน์ จากการจัดอันดับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ดีขึ้น 25% เพื่อทำให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นดิจิทัลไทยแลนด์และไทยแลนด์ 4.0 เต็มรูปแบบ

“แผนดังกล่าว มีงานสำคัญที่สอดคล้องกับด้านการท่องเที่ยว แรงงาน อุตสาหกรรมการผลิต และเกษตร โดยโครงการสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นคือ การสร้างเมืองต้นแบบอัจฉริยะเพิ่มขึ้นเป็น 6 เมืองทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มีเพียงจังหวัดภูเก็ต และเชียงใหม่ ส่วนกิจกรรมที่ต้องดำเนินการในปีนี้ คือเตรียมการเรื่องของข้อกฎหมายต่างๆให้เสร็จ รวมทั้งจัดทำคำของบประมาณในปี 2561 หากการดำเนินงานประสบผลสำเร็จตามแผนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่างกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศ”

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การดำเนินการขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จะเร่งทำให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 40,432 หมู่บ้าน ภายในปี 2560.