นักท่องเที่ยวหายเป็นล้านคน บ.ทัวร์ชาติอื่นกวาดต้อน “ชาวจีน” เกลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772171

 

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า ตัวเลขการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนอาจลดลงไปเป็นจำนวนมาก โดยเหตุจากปัจจัยหลายด้านประการแรกคือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการต่างประเทศ เสนอให้รัฐบาลปรับวงเงินค่าวีซ่าเข้าประเทศไทยสำหรับนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นจาก 1,000 บาทเป็น 2,000 บาทต่อหัว

ทั้งนี้ให้ยกเลิกข้อตกลงเดิมที่รัฐบาลเก่าทำไว้กับรัฐบาลจีนว่าจะประกาศให้มีการยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีน ที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย เช่นเดียวกันที่ประเทศญี่ปุ่นยกเลิกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น แต่หลังจากที่รัฐบาลใหม่เข้ามาเห็นว่านักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกไปท่องเที่ยวนอกประเทศมากกว่าปีละ 100 ล้านคน และในจำนวนนี้เกือบ 10 ล้านคนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยกันมากจนเกินกว่าการคาดหมาย หรือการตั้งเป้าหมายเดิมมาก

กรณีดังกล่าวทำให้มีการนำเสนอรัฐบาลว่า รัฐอาจได้รายได้เพิ่มจากการปรับขึ้นอัตราค่าวีซ่าเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวจีนมากกว่าอีกหลายเท่าตัว หากนักท่องเที่ยวจีนยังคงหลั่งไหลเข้าประเทศไทย การยกเลิกวีซ่าอาจทำให้รายได้ส่วนนี้ต้องสูญไป ทำให้มีผู้เสนอให้ใช้ระบบปล่อยให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องทำวีซ่าจากต้นทาง แต่ให้นำเอกสารและพาสปอร์ตเข้ามาทำเมื่อถึงปลายทาง ณ สนามบิน เช่น สุวรรณภูมิ ดอนเมือง หรือตามด่านชายแดนต่างๆเอง

การทำวีซ่าในระบบที่เรียกกันว่า Visa On Arrival ดังกล่าว ได้สร้างปัญหาขึ้นมากมายเนื่องจากฝ่ายไทย ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากร รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้มีการเตรียมการรับมือกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่จะทำการตรวจลงตราประทับการเข้าประเทศมีไม่เพียงพอ และทำงานไม่ทัน เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวจีนต้องถูกกักตัวอยู่ที่สนามบินหรือด่านนาน 2-3 ชม. หรือกว่านั้น

นอกจากนี้แล้ว หลังจากที่รัฐบาลสั่งการให้สำนักงานตำรวจท่องเที่ยวออกกวาดล้างทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือทัวร์ราคาต่ำกว่าต้นทุน โดยเข้าจับกุมบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด และกลุ่มบริษัทในเครือ เช่น รอยัลเจมส์ ร้านจำหน่ายอัญมณี และเครื่องประดับรายใหญ่ และธุรกิจอื่นๆอีกรวม 5 บริษัทด้วยกัน พร้อมตั้งข้อหากับเจ้าของ และผู้บริหารว่าทำธุรกิจอั้งยี่ หรือซ่องโจร

กรณีเช่นนี้ยิ่งทำให้บริษัททัวร์ที่ต้องพึ่งพาบริษัทโอเอ ในฐานะเจ้าของรถบัสโดยสารที่มีให้นำไปใช้ฟรี จำนวนมากกว่า 2,000 คัน ไม่สามารถนำนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัททัวร์รายเล็กรายน้อยที่จำเป็นต้องใช้รถบัสรับส่งนักท่องเที่ยวฟรี จึงไม่สามารถ นำนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาได้ “การที่โอเอให้ใช้รถบัสฟรี ก็เพื่อให้ทัวร์นำนักท่องเที่ยวไปซื้อสินค้าจากร้านค้าในเครือบริษัท 4-5 แห่ง ตั้งแต่ร้านเพชรไปจนถึงร้านสมุนไพรไทย ยาจีน และที่นอนยางพารา ถ้าบริษัททัวร์รายใดสามารถนำนักท่องเที่ยวจีนมาเข้าร้านค้าของโอเอได้มาก และนักท่องเที่ยวซื้อของมาก เจ้าของก็อาจให้เปอร์เซ็นต์การขายเพิ่มขึ้นได้อีก”

โดยวิธีการที่ว่านี้ จัดเป็นการช่วยเหลือพึ่งพากันระหว่างเจ้าของธุรกิจ เจ้าของห้างสรรพสินค้า ดิวตี้ฟรี หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ กับบริษัททัวร์ที่ไปนำเอานักท่องเที่ยวจีนเข้ามา หรือยอมไปเสนอขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำมากเพื่อตัดราคากับประเทศคู่แข่งอื่นๆ เช่น ตัดราคากับบริษัททัวร์เกาหลีที่เสนอขายทัวร์ไปเกาหลี 5 วันเพียง 1,000 หยวน (ดูในตาราง) ฝ่ายไทยก็อาจจะต้องเสนอขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาเพียง 999 หยวน แล้วมาขอความช่วยเหลือจากธุรกิจในประเทศเพื่อหาที่พัก และค่าอาหารให้นักท่องเที่ยวแทน หรืออย่างทัวร์เวียดนาม 5วัน เสนอให้ไปเวียดนามฟรีคือ 0 เหรียญจริงๆ เพื่อแย่งลูกค้าคนจีนไปจากไทย จนเป็นที่คาดว่าถ้ารัฐบาลไทยไม่ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ การท่องเที่ยวไทยอาจสูญนักท่องเที่ยวจีนปีนี้ไปราว 1 ล้านคนหรือมากกว่านั้นได้.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดลบ หลังราคาน้ำมันร่วง-กังวลทรัมป์ชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772272

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพุธ หลังจากราคาน้ำมันลดลง ขณะที่ความกังวล หลังผลโพลแสดงให้เห็นว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มีคะแนนสนับสนุนมากขึ้น สร้างแรงกดดันให้ตลาด…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 2 พ.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 77.46 จุด หรือ 0.43% ปิดที่ 17959.64 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 13.78 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 2097.94 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กลดลง 48.01 จุด หรือ 0.93% ปิดที่ 5105.57 จุด

เมื่อวันพุธ หุ้นของบริษัทกลุ่มพลังงานลดลง หลังมีการเปิดเผยว่า ปริมาณน้ำมันคงเหลือของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นเป็นสถิติใหม่ ทำให้ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ร่วงเกือบ 3% ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลบข่าวที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในการประชุมสัปดาห์นี้ตามความคาดหมาย.

 

ส.อ.ท.ระบุเสื้อดำไม่ขาดแคลนแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772162

 

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเสื้อผ้าสีดำที่ผู้ค้านำมาจำหน่าย มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไม่พบว่ามีการขาดแคลนแต่อย่างใด แม้ในพื้นที่ต่างจังหวัดซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ค้าส่ง เช่น ตลาดโบ๊เบ๊ สำเพ็ง ประตูน้ำ มีการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยเฉพาะจากประเทศจีนและเริ่มเข้าสู่ตลาดในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อรองรับกับความต้องการของประชาชน

“จากการสำรวจตลาดพบว่ามีผู้ค้าส่งนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปสีดำ เข้ามาเป็นตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งการเดินทางก็ต้องใช้เวลา เสื้อผ้าราคาไม่แพงเฉลี่ยเสื้อคอกลม 100 บาท เสื้อเชิ้ต 250 บาท จากที่ระยะแรกๆ มีความต้องการมากแต่ผู้ผลิตในประเทศ ก็มีสต๊อกเสื้อดำไม่มากนัก ที่จะนำมาจำหน่าย จึงมีการผลิตเพิ่มขึ้นได้บางส่วนเท่านั้น แต่มาถึงวันนี้ปัญหานี้หมดไปแล้ว และเสื้อผ้าที่มีอยู่อาจจะล้นเกินความต้องการ เพราะหากลองไปดูตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าตามตลาด หรือในตลาดนัด ประชาชนก็ไม่มีการแย่งกันซื้อเหมือนช่วงที่ผ่านมา”

สำหรับแนวโน้มการผลิตเสื้อผ้าสีดำในประเทศไทย นับจากนี้ไปคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยมาจากการสั่งผลิตเสื้อผ้าสีดำของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อนำแจกจ่ายให้ประชาชนในต่างจังหวัด และการบริจาคทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน ซึ่งจะมีคำสั่งผลิตเป็นลอตๆ ซึ่งคาดว่าความต้องการเสื้อผ้าสีดำจะมีไปจนถึงปีหน้า เพราะรัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่พนักงาน หรือข้าราชการใส่ชุดดำเป็นเวลา 1 ปี และแม้ว่าภาพรวมเสื้อดำที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่หากมองภาพรวมอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มตลอดทั้งปีนี้ การเติบโตยังไม่ดีนัก เนื่องจากการส่งออกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม คาดว่าจะติดลบ 5-6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา.

 

กล่อมร้านค้าทองจดนิติบุคคล ลดความเสี่ยงและต้นทุนภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772157

 

นายพิชญา พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมอยู่ระหว่างการส่งเสริมให้ร้านทองทั่วประเทศเปลี่ยนการจดทะเบียนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล โดยปัจจุบันร้านทองส่วนใหญ่ 5,000-6,000 แห่งจากทั้งหมด 7,000 แห่ง ยังเป็นบุคคลธรรมดา เนื่องจากการเป็นนิติบุคคลสามารถทำให้ร้านทองลดต้นทุนด้านภาษีได้ และลดความเสี่ยงกรณีที่ถูกหลอกให้รับซื้อทองปลอม, ถูกปล้นและขาดทุนสต๊อกจากราคาทองลดลง เป็นต้น เพราะนำค่าเสียหายมาเป็นค่าใช้จ่ายในการยื่นเสียภาษีได้

ทั้งนี้แม้เรื่องของการปล้นร้านทองจะลดน้อยลงโดยเฉพาะในเขตเมือง หากมีบ้างจะเป็นนอกเขตเมืองหรือในต่างจังหวัดที่ห่างไกลสถานีตำรวจ เนื่องจากปัจจุบันเจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวด ร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ และธนาคาร รวมถึงการมีมาตรการป้องกันตนเอง เช่น การติดกล้องวงจรปิด เป็นต้น แต่เพื่อความไม่ประมาทร้านทองจำเป็นต้องมีแนวทางป้องกันความเสี่ยงต่างๆที่คาดไม่ถึงไว้ เพื่อช่วยลดความสูญเสียทั้งการทำประกันและการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

“ที่ผ่านมามีข่าวเรื่องทองปลอมที่บรรดาแก๊งต่างๆได้พัฒนากลยุทธ์ที่แยบยลขึ้นมาหลอกขายหรือจำนำให้ร้านค้าทอง และเรื่องของการปล้นร้านทอง ดังนั้นหากเกิดความสูญเสีย เช่น ถูกขโมยทองน้ำหนัก 1 บาท หรือเป็นเงิน 20,000 บาท หากเป็นนิติบุคคล ก็สามารถนำใบแจ้งความจากสถานีตำรวจ ยื่นกับกรมสรรพากรเพื่อตีเป็นรายจ่ายได้ ตามนโยบายของกรมสรรพากร แต่บุคคลธรรมดาไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ อัตราการจ่ายภาษี กรณีบุคคลธรรมดาเสียภาษีตามขั้นบันไดตามเงินได้สุทธิตั้งแต่ 5-35% แต่นิติบุคคลเสียภาษีจากกำไรสุทธิ 20% แต่หากเป็นนิติบุคคลที่เป็นเอสเอ็มอีมีกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี”.

 

เปิดแลกธนบัตรที่ระลึกอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772152

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกสิกรไทยเปิดให้บริการจ่ายแลกธนบัตรที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา (พ.ศ.2530) ชนิดราคา 60 บาท และธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ธนบัตรไทย (พ.ศ.2555) ชนิดราคา 100 บาท ให้แก่ลูกค้าของธนาคารที่นำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่เปิดบัญชีก่อนวันที่ 13 ต.ค.59 มาแสดงเพื่อแลกธนบัตรที่ระลึกโดยให้แลกได้ 1 คนต่อ 1 ฉบับ ได้ตั้งแต่วันพุธที่ 9 พ.ย.59 ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้รับจัดสรรจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อนำมาแลกจ่ายแก่ประชาชนในวันที่ 9 พ.ย.59 จำนวนรวม 1.2 ล้านฉบับ กำหนดให้แลก 1 คนต่อ 1 ฉบับ โดยธนาคารกสิกรไทยได้รับจัดสรร 250,000 ฉบับ แบ่งเป็นธนบัตรฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา 125,000 ฉบับ และธนบัตรที่ระลึกครบรอบ 100 ปี ธนบัตรไทย 125,000 ฉบับ

ขณะที่ธนาคารกรุงเทพได้รับจัดสรร 315,000 ฉบับ แบ่งเป็นธนบัตรฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา 165,000 ฉบับ และธนบัตรที่ระลึกครบรอบ 100 ปี ธนบัตรไทย 150,000 ฉบับ ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ได้รับจัดสรร 250,000 ฉบับ และธนาคารกรุงไทย ได้รับจัดสรรทั้งสิ้น 305,000 ฉบับ.

 

ตลาดสมาร์ทโฟนปีหน้าทะลุ2.3แสนล.”กสิกร” ชี้ยุคเทคโนโลยีออนไลน์หนุนส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772141

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้รายงานแนวโน้มตลาดโทรคมนาคมแบบไร้สายทั้งค่าโทรศัพท์มือถือและบริการ 3 จี และ 4จี ของไทยในปีหน้า (2560) จะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปี 59 อีก 3.6-5.5% หรือมีมูลค่าตลาดโดยรวม 232,937-237,160 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนใน 3 ด้าน ด้านแรก กระแสความนิยมการใช้โมบายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตผ่านโครงข่าย 3 จี และ 4 จี เพื่อความบันเทิงคนไทยสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ ดูทีวีออนไลน์ หรือดูภาพยนตร์หรือซีรีส์ต่างประเทศออนไลน์ ผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นหรือสื่อสังคมออนไลน์อย่างยูทูบ ซึ่งการใช้บริการบันเทิงออนไลน์เหล่านี้จำเป็นต้องใช้การสื่อสารข้อมูลในปริมาณมาก

นอกจากนี้ยังมาจากการแข่งขันทำโปรโมชั่นอย่างรุนแรงในธุรกิจโทรคมนาคมแบบไร้สายโดยเสนอแพ็กเกจที่คุ้มค่า อาทิ การขยายแพ็กเกจสัญญาณอินเตอร์เน็ตในราคาถูกลงให้ลูกค้าเดิม หรือจัดโปรโมชั่นดึงลูกค้าใหม่ทั้งจากการเปิดเบอร์ใหม่หรือลูกค้าย้ายค่ายจากคู่แข่ง และสุดท้ายจากการเกิดธุรกิจดิจิทัลเทกสตาร์ตอัพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่พึ่งการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจบนโลกออนไลน์ โดยปี 60 คาดว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำธุรกิจตลาดนี้ ทั้งรูปแบบธุรกิจ สินค้าและบริการใหม่ๆ บนโลกออนไลน์มากขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายจะขยายตัวได้ต่อเนื่องในปีหน้าประมาณ 3.6-5.5% แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 59 ที่ขยายตัว 5.1% เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายมีการแข่งขันลดราคาค่าบริการทำให้มีรายได้ลดลงสวนทางกับการลงทุนการวางโครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น อีกทั้งรายได้จากค่าโทรศัพท์มือถือในปี 60 น่าจะลดลงได้ 14.5-15.5% หรือมีมูลค่า 78,558-79,527 ล้านบาท หดตัวต่อเนื่องจากปี 59 ที่ติดลบ 11.8% เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่หันมาติดต่อสื่อสารพูดคุยผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพิ่ม แต่หากนับเฉพาะตลาดบริการสื่อสารข้อมูลผ่าน 3จี 4จี ในปี 2560 จะมีมูลค่า 153,894-157,633 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 16.7-19.6%.

 

เปิดประมูลทำเลทอง “รฟท.” พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ 13 โครงการขนาดยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772132

 

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการแผนพัฒนาพื้นที่สถานีกลางบางซื่อและพื้นที่ต่อเนื่องว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมจะต้องพัฒนาโครงการในพื้นที่ดังกล่าวรวม 13 โครงการ ซึ่งขณะนี้มีโครงการสำคัญๆที่มีความคืบหน้าดังนี้ โครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณสถานีกลางบางซื่อ จำนวน 4 แปลง คือ เอบี ซี และดี วงเงินลงทุน 58,000 ล้านบาท ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนทั้ง 100% ในรูปแบบ PPP Net Cost นั้น สำหรับแปลงเอ ขนาด 32 ไร่ วงเงินลงทุน 11,000 ล้านบาท ขณะนี้ได้เสนอแผนให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาแล้ว ก่อนที่จะเสนอต่อไปยังคณะกรรมการพีพีพีพิจารณา โดยหากบอร์ดพีพีพีเห็นว่าเป็นโครงการเร่งด่วนสำคัญก็จะมีการพิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน แต่หากเห็นว่าไม่เร่งด่วนก็จะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 3-6 เดือน เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดประมูลได้ในปี 2560

สำหรับแปลงบี 78 ไร่ คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุนได้ในช่วงปลายปี 2561 ส่วนแปลงซี พื้นที่ 105 ไร่ อยู่ระหว่างรอให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และ รฟท. หารือข้อสรุปการใช้พื้นที่ร่วมกันอีกครั้ง เนื่องจากกระทรวงคมนาคมมีการปรับแผนที่จะให้ บขส.ใช้พื้นที่หมอชิต 2 ตามเดิมแต่จะต้องลดขนาดพื้นที่ลง และแปลงดี พื้นที่ 87.5 ไร่ อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าในการพัฒนา กม.11 จำนวน 359 ไร่ วงเงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพนักงานของ รฟท.นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแผนการดำเนินการใหม่ เนื่องจากพบว่าเอกสารประกอบการพิจารณาเปิดให้เอกชนร่วมทุนในรูปแบบพีพีพี ยังไม่ครบถ้วนจึงต้องจัดส่งเอกสารเพิ่มเติม รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องการรื้อย้ายบ้านพัก และให้พนักงานออกจากพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการของ รฟท.ระบุว่าอาจจะใช้ระยะเวลาพอสมควรในการหาที่อยู่ใหม่ให้กับพนักงานทั้งหมดก่อน ซึ่งอาจจะทำให้แผนการเปิดประมูลและได้ตัวเอกชนที่จะเข้าร่วมทุนเลื่อนออกไปเป็นปี 2563 จากเดิมที่ตั้งเป้าว่าจะได้เอกชนผู้ร่วมทุนภายในปี 2560.

 

หมวดทางหลวง ทั่วประเทศ 581 หมวด ร่วมใจทำความดีถวายในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 พ.ย. 2559 21:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771936

 

หมวดทางหลวง กรมทางหลวง ทั่วประเทศ 581 หมวด ร่วมใจทำความดีถวายในหลวง พร้อมใจปะซ่อมหลุมบ่อ ผิวทางที่เสียหาย ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยสวยงาม ทั้งยังอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางถวายความอาลัย เคารพพระบรมศพในหลวง ร.9 …

วันที่ 2 พ.ย.59 นายสราวุธ ทรงศิวิไล รองอธิบดีกรมทางหลวง ฝ่ายบำรุงทาง เปิดเผยว่า ตามที่กรมทางหลวง ได้ดำเนินการตั้งชมรมหมวดทางหลวง 581 หมวดทางหลวง ซึ่งมีสมาชิกกว่า 10,000 คน ทั่วประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อและเป้าหมายหลักๆ คือ เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ทำงานของสมาชิก และส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีและสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในหมู่สมาชิก เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพของสมาชิกและองค์กรของกรมทางหลวง สร้างงานเป็นกลุ่มให้กับสาธารณะเพื่อประโยชน์โดยส่วนรวม และสามารถช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อนให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงมีพึงได้อย่างสูงสุด

ทั้งนี้ สมาชิกชมรมหมวดทั่วประเทศ มีความตั้งใจที่จะร่วมทำกิจกรรมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นอกเหนือจากภารกิจหน้าที่ ที่แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวง ดูแลสายทางในความรับผิดชอบ ซึ่งต้องทำอยู่เป็นปกติทุกวันอยู่แล้ว แต่เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกสำนักงานทางหลวง ทุกแขวงทางหลวง ทุกหมวดทางหลวง ทั่วประเทศ พร้อมใจกันปะซ่อมหลุมบ่อ ซ่อมผิวทางที่เสียหาย ในสายทางรับผิดชอบ ให้อยู่ในสภาพดี เรียบเสมอผิวจราจรเดิม และทำความสะอาดสายทาง สองข้างทาง ล้างป้ายจราจร รวมถึงศาลาทางหลวง ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยสวยงาม เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นการอำนวยความสะดวกปลอดภัย ให้กับประชาชนที่จะเดินทางไปถวายความอาลัย และแสดงความเคารพพระบรมศพ โดยจะดำเนินการพร้อมกันทั้ง 581 หมวดทางหลวงทั่วประเทศ ดังนี้ 1. ระหว่างวันที่ 24 ต.ค. ถึงวันที่ 4 พ.ย. 59 ทำการซ่อมผิวจราจร ปะซ่อมหลุมบ่อ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ 2. ระหว่างวันที่ 7 พ.ย. ถึงวันที่ 11 พ.ย.59 ทำความสะอาดสายทาง สองข้างทาง ล้างป้ายจราจร รวมถึงศาลาทางหลวง เป็นเวลา 1 สัปดาห์

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นแล้ว ชมรมหมวดทางหลวงทั่วประเทศ ยังดำเนินการบริการประชาชน โดยการตั้งศูนย์อำนวยความสะดวก และปลอดภัยแก่ประชาชน เพื่อถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่ออำนวยการจราจรและช่วยเหลือประชาชนที่จะเดินทางไปถวายสักการะพระบรมศพทั่วประเทศ

 

กสทช. ลงพื้นที่สนามหลวง จัดระเบียบสถานีชั่วคราวส่งสัญญาณมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 พ.ย. 2559 20:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771986

 

กสทช. ลงพื้นที่สนามหลวงให้กำลังใจอาสาสมัครวิทยุสื่อสาร ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ ทั้งเด็กหาย คนพลัดหลง พร้อมตรวจสถานีชั่วคราวสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ให้เป็นระเบียบ ได้มาตรฐาน…

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ได้เดินทางมาให้กำลังใจสมาคมนักวิทยุอาสาสมัคร VRA (Volunteer Radio Association) ที่ได้มาตั้งศูนย์วิทยุสื่อสารของสมาชิกวิทยุสมัครเล่นในหอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยเป็นหน่วยอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยในแต่ละวันสมาชิกวิทยุสมัครเล่นจะได้รับแจ้งเด็ก และคนพลัดหลงบริเวณโดยรอบสนามหลวง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะแต่งกายด้วยเสื้อกั๊กสีเขียวสะท้อนแสง คอยให้ความช่วยเหลืออยู่บริเวณโดยรอบสนามหลวง จะช่วยสื่อสารผ่านทางวิทยุสื่อสาร เพื่อตามหาเด็กและคนที่พลัดหลง ซึ่งประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือได้

นอกจากนี้ยังได้ตรวจเยี่ยมผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งเอไอเอส ทรู ดีแทค CAT และ TOT ที่ตั้งสถานีชั่วคราวในสนามหลวง เพื่อให้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ และให้ใช้ไวไฟได้ฟรี ซึ่งหลังจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนเรื่องระบบการสื่อสาร พบว่าสายสื่อสารยังไม่เป็นระเบียบ อาจส่งผลต่อความปลอดภัย จึงมีแนวคิดที่จะจัดสายสื่อสารในสนามหลวงให้เป็นระเบียบสวยงาม แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกระหว่างนี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ในสนามหลวง และช่วงที่สอง หากมีการก่อสร้างพระเมรุมาศ จะมีการขยับเสาออกไปบริเวณพื้นที่โดยรอบแทน

ทั้งนี้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องตรวจสอบความแข็งแรงปลอดภัยของเสาไฟฟ้าที่ขอใช้จากกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยต้องใช้เสาและสายไฟเบอร์ร่วมกัน และต้องจัดเก็บสายสื่อสารให้เป็นระเบียบสวยงาม นอกจากนี้จะมีการประสานงานไปยัง กทม. และกรมศิลปากร ให้มีการปรับสีอุปกรณ์ให้กลมกลืนไปในแนวเดียวกันด้วย

“จากการลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะนี้พบว่าทุกเครือข่าย คุณภาพการให้บริการด้านสัญญาณยังเป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงาน กสทช. เรื่องต่อไปที่จะทำคือทัศนียภาพความสวยงามของสายสื่อสารของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มาตั้งจุดให้บริการในสนามหลวง” นายก่อกิจ กล่าว.

 

กองสลากฯ เรียกผู้ค้าย่อยปรับปรุงสัญญาใหม่ ขู่เชือดทันทีหากขายเกินราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 พ.ย. 2559 18:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771906

 

สำนักงานสลากฯ เรียกผู้ค้าสลากรายย่อยทั้งหมด 70,000 ราย มาทำสัญญาใหม่ที่ได้ปรับปรุงเงื่อนไข เผย หากพบขายเกินราคา-รวมชุด จะถูกยกเลิกสัญญาทันที …

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พ.ท.หนุน ศันสนาคม กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ในวันที่ 19-25 พ.ย.นี้ สำนักงานสลากฯ จะเรียกผู้ค้าสลากรายย่อยทั้งหมด 70,000 ราย หรือคิดเป็น 85% ของจำนวนลอตเตอรี่งวดละ 60 ล้านฉบับคู่ มาทำสัญญาใหม่ที่ได้ปรับปรุงเงื่อนไข โดยเฉพาะการกำหนดว่าหากผู้ค้ามีการขายสลากฯ เกินราคา หรือนำไปขายรวมชุด หรือไม่ได้มีการจำหน่ายสลากฯ เอง จะถูกยกเลิกสัญญาทันที ขณะที่ตั้งเป้าหมายเรียกคืนสลากฯ จากผู้ค้าที่ทำผิดสัญญาประมาณ 10,000 ราย หรือคิดเป็นจำนวนสลากฯ เท่ากับ 5 ล้านฉบับคู่

“การทำสัญญาครั้งนี้จะมีความรัดกุมเพิ่มขึ้น หากไม่ได้ขายเองสลาก หรือนำไปขายส่งต่ออยู่ในมือคนอื่น หรือนำไปรวมชุด และขายเกินราคา จะถือว่าผู้ค้ารายย่อยทำผิดสัญญาจะถูกยกเลิกสัญญาทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น” กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าว

ทั้งนี้ การจัดทำสัญญาใหม่ 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.59-1 มิ.ย.60 สำนักงานสลากฯ ยังคงคัดเลือกให้กับผู้ค้ารายเดิม โดยปัจจุบันมีสลากฯ อยู่ในระบบทั้งสิ้น 60 ล้านฉบับคู่ แบ่งเป็นมูลนิธิ องค์กร สมาคมคนพิการที่มีอยู่ 900 องค์กร ในสัดส่วน 15.67% ส่วนรายย่อย 70,000 รายคิดเป็น 85% เป็นผู้ค้าที่ได้รับโควตา 28.39% และผู้ค้ารายย่อยผ่านโครงการสั่งซื้อ-สั่งจองสลากฯ ล่วงหน้ากับธนาคารกรุงไทยอีก 55.94% ซึ่งยอมรับว่าปัญหาการขายสลากฯ เกินราคาส่วนใหญ่มาจากผู้ค้ารายย่อย ทำให้สำนักงานสลากฯ ต้องปรับเปลี่ยนสัญญาให้ชัดเจนและครอบคลุม

ส่วนโควตาสลากมูลนิธิ องค์กร สมาคมคนพิการ หลังจากที่ได้ทำสัญญาคุณธรรมกันไปแล้ว ภายใต้สัญญาใหม่ ระบุว่า หากพบว่ามูลนิธิ องค์กร สมาคมคนพิการ รายใดที่ปล่อยสลากฯ ให้ตัวแทนไปจำหน่ายแล้วพบว่ามีการขายเกินราคา จะทำหนังสือแจ้งเตือน 2 ครั้ง และหากพบว่า ยังขายเกินราคาอีกก็จะยึดโควตาในส่วนที่ทำผิดคืน ขณะเดียวกันจะมีการประสานทีมเฉพาะกิจ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบทั่วประเทศอย่างเข้มข้น หากพบเจอจะถูกดำเนินการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้ ที่มีโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

พ.ท.หนุน ยอมรับว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีประชาชนร้องเรียนว่าพบปัญหาการขายสลากฯ เกินราคาเป็นจำนวนมากกว่า 1,200 ราย โดยขายตั้งแต่คู่ละ 100-120 บาท นอกจากนี้ยังมีการนำสลากกินแบ่งฯ มารวมชุดที่มีตั้งแต่ 3-15 ฉบับคู่ โดยสำนักงานสลากฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและจับกุมผู้ค้าไปแล้วกว่า 487 ราย มีการยกเลิกสัญญาระบบโควตาแล้ว 153 ราย และตัดสิทธิ์ผ่านโครงการสั่งซื้อ-สั่งจองสลากฯ ล่วงหน้าผ่านธนาคารกรุงไทย 57 ราย

“ทั้งหมดนี้ จะไม่มีโอกาสรับสลากฯ ไปจำหน่ายได้อีกเด็ดขาด ส่วนที่เหลือจะถูกขึ้นบัญชีดำไว้ และห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับสำนักงานสลากฯ โดยยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะไม่กระทบผู้ขายจริงที่ขายในราคาคู่ละ 80 บาท” พ.ท.หนุน กล่าว

ด้าน พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากฯ ได้ปรับวันรับสลากฯ จอง โดยเลื่อนให้ช้าลงอีก 5 วัน จากเดิมปกติรับสลากฯ จองวันที่ 2, 17 ของทุกเดือน เปลี่ยนมาเป็นวันที่ 7, 22 ของทุกเดือนแทน เพราะเป็นวันสุดท้ายในการจำหน่ายสลากฯ ของวังสะพุง ทำให้รายย่อยที่รับสลากฯ ไปจะไม่สามารถขายต่อเพื่อนำไปรวมชุดได้ทัน และจะมีเวลาเหลือขายสลากฯ ต่องวดแค่ 9 วันเท่านั้น

“การลดและเลื่อนเวลารับสลากฯ เพื่อให้มีเวลาจำหน่ายให้น้อยลง อาจจะช่วยแก้ไขปัญหาในการรวมชุด และขายส่งที่ทำได้ยากมากขึ้น มาตรการนี้จะมีผลทันทีในการออกสลากฯ งวดวันที่ 1 ธ.ค. ที่จะเปิดให้จองวันที่ 3 พ.ย.นี้ ซึ่งจะได้รับสลากวันที่ 22 พ.ย. และหากพบว่าตลาดมีการเลื่อนวัน ทำให้มีเวลาขายรวมชุดได้อีก ก็จะสามารถเปลี่ยนวันรับจองออกไปได้อีก จนกว่าปัญหาจะหมดไป” พล.ต.ฉลองรัฐ กล่าว