ความภูมิใจ “สุภัค ศิวะรักษ์” บทพิสูจน์ซีไอเอ็มบี ไทยเทียบชั้นแบงก์ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763396

 

เปิดความภูมิใจ “สุภัค ศิวะรักษ์” หลังเกษียณก่อนกำหนด ระบุ 7 ปี 6 เดือน สามารถบริหารแบงก์ซีไอเอ็มบีไทยจนแข็งแกร่ง บทพิสูจน์แบงก์เล็กสู้แบงก์ใหญ่ได้ ปลื้ม!ธุรกิจวาณิชธนกิจสร้างมาร์เก็ตแชร์ติดท็อป 1 ใน 3 เล็งต่อยอดขยายฐานลูกค้าบุคคลรับเงินลงทุนอู้ฟู่

นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารซีไอเอ็มบี กรุ๊ป เปิดใจหลังตัดสินใจขอลาออกจากตำแหน่งก่อนเกษียณอายุที่ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า “สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดที่เข้ามาบริหารซีไอเอ็มบีไทย คือ ผมมาคนเดียวแต่สามารถเปลี่ยนแปลงจากแบงก์ที่ผมว่าไม่ใช่แบงก์ เพราะธนาคารไทยธนาคารเกิดจากบริษัทหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจควบรวมกับสหธนาคาร และ 13 ไฟแนนซ์ โดยการทำงานของอดีตผู้บริหารชุดเดิมจึงมีข้อจำกัด แต่เมื่อซีไอเอ็มบี กรุ๊ป จากมาเลเซียเข้ามาเทกโอเวอร์ ใส่เงินทุนเข้ามา ฐานะการเงินดีขึ้น

“เมื่อผมเข้ามาบริหารซีไอเอ็มบีไทย ได้มีการจัดระบบระเบียบการทำงานใหม่ให้การทำงานเป็นแบบธนาคารพาณิชย์มากขึ้น และสิ่งที่ดีใจที่ได้เข้ามาบริหารจนถึงขณะนี้เป็นข้อพิสูจน์แล้วให้เห็นว่า ธนาคารเล็กๆ สามารถแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้ ไม่ใช้เป็นธนาคารเล็กแล้วสู้กับธนาคารใหญ่ไม่ได้ เพียงแต่ต้องหาช่องทางที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ไม่ทำ หรือทำแต่ไม่เชี่ยวชาญ ธนาคารเล็กต้องเข้าไปทำตลาด”

ธุรกิจซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนฯ และวาณิชธนกิจ ซึ่งซีไอเอ็มบีไทยเข้าไปทำตลาด แม้ว่าเราเป็นธนาคารขนาดเล็กแต่มีส่วนแบ่งการตลาดติดอันดับ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 และได้รับรางวัลอีกมากมาย

“ซีไอเอ็มบี ไทย” ยังเป็นผู้นำในตลาดตราสารหนี้ ข้อมูลจาก Bloomberg ณ สิ้นปี 2559 ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยรั้งอันดับ 2 จากการรับประกันการจำหน่ายตราสารหนี้ ทั้งหุ้นกู้เอกชน และรัฐวิสาหกิจในตลาดแรก มีส่วนแบ่งตลาด 12.66% นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล Most Improved Bond House of the year 2015 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Alpha South East Asia”

ดร.สุภัค กล่าวต่อว่า เมื่อซีไอเอ็มบีไทย เป็นผู้นำในตลาดตราสารหนี้ ทั้งการออกหุ้นกู้ให้กับภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เรายังคิดค้นตราสารอนุพันธ์รูปแบบใหม่เพื่อสนองความต้องการให้กับบริษัทเอกชน ทำให้สามารถต่อยอดไปถึงลูกค้าบุคคลทั่วไปนำหุ้นกู้เอกชน หรือหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ หรือตราสารอนุพันธ์ ที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก ไปเสนอขายให้กับลูกค้าบุคคลทั่วไป ทำให้ธุรกิจลูกค้าบุคคลธนกิจ CIMB Preferred (ลูกค้าที่มีเงินฝากหรือเงินลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไป) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ

จากปี 2555 ซีไอเอ็มบีไทย มีฐานลูกค้าที่มีฐานะดีมากกว่า 10,000 ราย ล่าสุด มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น เป็น 60,000 ราย เงินฝากและเงินทุนที่รับบริหารจาก 66,400 ล้านบาท เติบโตเป็น 180,000 ล้านบาท แต่หากแยกเฉพาะเงินลงทุนอย่างเดียว จากปี 2557 มีเงินลงทุนที่รับบริหารอยู่ที่ 37,000 ล้านบาทล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 79,000 ล้านบาทและหากย้อนหลังไปดูผลประกอบการของธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 7 ปี 6 เดือนของการบริหารงานของนายสุภัค แม้ว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่สามารถทำให้ธนาคารทำกำไรสม่ำเสมอได้ โดยปี 2552 มีกำไรสุทธิ 4.32 ล้านบาท ปี 2553 กำไรสุทธิ 840.78 ล้านบาท ปี 2554 กำไรสุทธิ 1,325.11 ล้านบาท ปี 2555 กำไรสุทธิ 1,589.81 ล้านบาท ปี 2556 กำไรสุทธิ 1,490.11 ล้านบาท ปี 2557 กำไรสุทธิ 988.80 ล้านบาท ปี 2558 กำไรสุทธิ 1,052.48 ล้านบาท และงวด 9 เดือนแรกปี 2559 กำไรสุทธิ 798.3 ล้านบาท

“ผมเชื่อว่า คุณกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ ที่เข้ามารับตำแหน่งเอ็มดีและซีอีโอซีไอเอ็มบีไทย แทนผมจะต่อยอดสิ่งที่ผมทำไว้ได้ดี เพราะตามประวัติแล้ว คุณกิตติพันธ์ ทำงานเกี่ยวกับสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่เหมือนกัน อีกทั้งเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอซีไอเอ็มบีไทยอายุก็เท่าๆกับผม ช่วงที่เป็นเอ็มดี และซีอีโอธนาคารทหารไทย” นายสุภัค กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามบรรดาผู้บริหารซีไอเอ็มบีไทย ที่ร่วมงานกับนายสุภัค เล่าให้ฟังว่า นายสุภัคเป็นคนเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากลูกน้อง ฟังด้วยความเข้าใจ และเป็นคนเข้าใจได้ไวมาก และเวลาฟังก็ฟังแบบไม่มีมุมมองทางด้านลบ เข้าใจธรรมชาติความเป็นไป ทำให้ตัดสินใจเรื่องราวต่างๆได้ดี อีกทั้งเป็นที่ชื่นชอบของลูกน้องจำนวนมาก

ประวัติของนายสุภัค เข้าสู่วงการนายธนาคาร คร่ำหวอดธุรกิจการเงินมากกว่า 25 ปี เริ่มชีวิตทำงานที่ธนาคารทหารไทย ปี 2533เข้ามาดูแลด้านสินเชื่อบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ก่อนก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงสุดกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารทหารไทย ในช่วงปี 2546-2551 ผ่านประสบการณ์ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจของการควบรวมระหว่างธนาคาร ทหารไทย ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และลาออก จากธนาคารทหารไทยหลังจากไอเอ็นจี กรุ๊ป ของประเทศเนเธอร์แลนด์เข้ามาถือหุ้นใหญ่

หลังจากนั้น กลับสู่วงการธนาคารอีกครั้ง หลังจากซีไอเอ็มบี กรุ๊ป เข้ามาเทกโอเวอร์ ธนาคารไทยธนาคาร พร้อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อวันที่ 17 มี.ค.52 และแจ้งต่อซีไอเอ็มบี กรุ๊ปขอลาออกเพื่อเกษียณก่อนมีผลในวันที่ 18 ต.ค.58.

 

เจาะตลาดอาหารและเครื่องดื่ม สศอ. ชง 4 กลยุทธ์ลุยเวียดนาม แนะแนวทางให้นักธุรกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763391

 

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของเวียดนามมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจำนวนโรงงานและคุณภาพมาตรฐานการผลิต เนื่องจากมีการลงทุนด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตใหม่ มีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ตลอดสายการผลิต รวมทั้งการพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจะเข้าไปขยายธุรกิจตลาดส่งออกอาหารและเครื่องดื่มในเวียดนามซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 9% โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามประเมินว่า การบริโภคอาหารของชาวเวียดนามในปีนี้ จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับสินค้าหลักๆที่ผลักดันให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเวียดนามขยายตัวต่อเนื่อง คือธุรกิจเครื่องดื่ม น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร เบียร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการควรดำเนินการเพื่อเข้าสู่ตลาด มี 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านการผลิต ผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่ตลาดเวียดนามต้องมีกำลังผลิตเหลือเพียงพอ ไม่ลงทุนเพิ่ม เพราะจะทำให้ต้นทุนสูง โดยสายการผลิตต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของตลาด ที่อาจมีการปรับสูตรให้ต่างจากไทย และความแตกต่างด้านรูปแบบบรรจุเพื่อรองรับเทศกาลสำคัญ และหากวางแผนตั้งโรงงานผลิตในเวียดนาม ควรพิจารณาเรื่องปริมาณวัตถุดิบ แรงงาน โครงสร้างสาธารณูปโภค พื้นที่ตั้ง รวมทั้งค่าใช้จ่ายแฝงอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากมีแนวโน้มแข่งขันสูงและปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการทำธุรกิจส่วนใหญ่ต้องชำระค่าสินค้าเป็นเงินสด ผู้ประกอบการต้องมีการวางแผนกระแสเงินสดให้ดี และการผลิตรูปแบบที่เหมาะสมคือ พันธมิตรแบบธุรกิจร่วมทุน

2. ด้านการตลาด ผู้ประกอบการควรค้นหาสินค้าที่ยังไม่มีในตลาดหรือมีแล้ว แต่สินค้าไทยดีกว่า มีจุดเด่น ขายในราคาที่มีมูลค่าสูงหรือระดับพรีเมี่ยม โดยศึกษาข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของตลาดและต้องวางแผนการตลาด และส่งเสริมการขายร่วมกับผู้กระจายสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างการจดจำในสินค้าและเข้าถึงผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคเวียดนามค่อนข้างให้ความสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมการขายแบบได้รับทันทีที่จุดขาย และเมื่อเข้าสู่ตลาดควรจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อป้องกันสินค้าลอกเลียนแบบ 3. ด้านการกระจายสินค้า ต้องค้นหาผู้กระจายสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละพื้นที่ และหาตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญในช่องทางกระจายสินค้าแบบดั้งเดิม และพนักงานขายตรงเพราะยังเป็นช่องทางที่มีสัดส่วนสูงกว่าค้าปลีกสมัยใหม่ “ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคในหัวเมืองใหญ่ของเวียดนามมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะนำเข้าผ่านคนกลางและมีการแข่งขันด้านราคาสูง จึงควรเลือกตัวแทนจำหน่ายโดยพิจารณาจากผลงานและไม่ผูกมัดกับรายเดียว” 4. ด้านการเตรียมความพร้อม ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าในวัฒนธรรม รสนิยม และพฤติกรรมบริโภคที่แตกต่างจากคนไทย เตรียมความพร้อมทีมงานด้วยการพัฒนาทักษะที่จำเป็น.

 

คปภ.รุกคืบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763387

 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยความคืบหน้าการนำระบบประกันภัยมาใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลแก่ข้าราชการตามนโยบายของกระทรวงการคลัง ว่า คปภ. ได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาเรื่องนี้อยู่ โดยรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นแพทยสภา สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย ข้อมูลภาครัฐ เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาจัดทำระบบประกันสุขภาพที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเพื่อเสนอกระทรวงการคลังภายในปีนี้

“คปภ.ต้องฟังข้อมูลทั้งหมดทั้งผู้มีส่วนได้เสียคือข้าราชการ รวมถึงคนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสีย เพื่อนำมาวิเคราะห์จัดทำรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขความคุ้มครอง อัตราเบี้ยประกัน เพราะการทำประกันภัยในส่วนนี้รวมถึงข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้วและครอบครัวของข้าราชการที่ต้องได้รับความคุ้มครองด้วย อย่างไรก็ตาม หลักการในการพิจารณาจะไม่ให้ภาครัฐเสียประโยชน์ ข้าราชการไม่ได้รับผลกระทบจากสวัสดิการเดิมที่ลดลง และโครงการประสบความสำเร็จ”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คปภ. ได้ทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับการปฏิรูประบบค่ารักษาพยาบาลให้ข้าราชการมาแล้ว ซึ่งจะนำมาร่วมพิจารณาด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเมื่อปรับการใช้ระบบประกันแล้ว ข้าราชการจะไม่ได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลน้อยลงกว่าเดิม และช่วยให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

พลิกโฉม เชื่อมโยงอาเซียน มองทิศทางเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ ‘AEC 2025’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/762767

 

การรวมกลุ่มกันของประเทศสมาชิกอาเซียน นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่และครั้งสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสมาชิกแล้ว ยังเป็นการยกระดับเศรษฐกิจของภูมิภาคผ่านโครงการลงทุนในด้านต่างๆ ที่จะช่วยพลิกโฉมการลงทุน ซึ่งทาง “ไทยรัฐออนไลน์” มีโอกาสได้เข้าร่วมงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2559 ในหัวข้อ “AEC 2025” ที่จัดขึ้นโดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และงานนี้ก็เป็นการเปิดโอกาสให้นักธุรกิจ นักลงทุน เข้าใจบริบทต่างๆ อย่างรอบด้าน และช่วยให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคได้อีกด้วย


งานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2559 ในหัวข้อ “AEC 2025” ที่จัดขึ้นโดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา และอดีตผู้อำนวยใหญ่ องค์การการค้าโลก (WTO) ได้เผยทัศนะบนเวทีนี้ ว่า เวลานี้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะสั้น ที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ได้เดินมาจนสุดทางแล้ว ซึ่งที่ผ่านมามีนโยบายที่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ในความเห็นของตน ก็รู้สึกเป็นห่วงว่า หากการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำโดยไม่มีจุดจบ ก็จะไม่มีการพลิกโฉม หรือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว

จากการกำหนดกรอบนโยบายของรัฐบาล ถือว่ามาถูกทางซึ่งจะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขว่าประเทศไทยควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะวิสัยทัศน์ของอาเซียน หรือสหประชาชาติ ขณะเดียวกัน การเติบโตของประเทศไทยจะพึ่งพาการเติบโตภายในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมีการเติบโตไปกับภูมิภาคและโลก เพื่อให้เกิดความสมดุล

สิ่งที่จะนำพาไทยก้าวไปได้ในอนาคต และการกลับมากระตุ้นภายในประเทศ หรือการหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง รวมถึงการที่จะยกระดับประเทศให้มีการเติบโตขึ้น จะมาจากการปรับเพิ่มเงินเดือนในทุกระดับ การขยายผลิตภาพการผลิต ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง


ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีมาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญของอาเซียนในขณะนี้ ที่ไทยจะต้องยึดมาเป็นหลักในการพลิกโฉม ประกอบด้วย ความต้องการที่จะเป็นตลาดเดียวกัน ที่จะเป็นการสร้างภูมิภาคที่ทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันได้ การพัฒนากลุ่มประเทศ CLMV ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่ง CLMV ในขณะนี้ ถือว่าเป็นเครื่องจักรของอาเซียน ที่มีอัตราการเติบโตโดยรวม 6-8%

อย่างไรก็ตาม กระบวนการของไทยที่จะพลิกโฉม ประการแรก คือ กระบวนการที่ปล่อยให้เกิดขึ้นโดยเสรี และเริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก มากขึ้น โดยไทยควรเตรียมพร้อมในเรื่องของระบบ ทักษะ และกฎระเบียบ รวมถึงความปลอดภัย จากการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

ประการที่สอง เป็นภาพใหญ่ที่จะเข้ามาพลิกโฉมของอาเซียนและสำคัญอย่างมาก คือ การเชื่อมต่อ ที่จะต้องมีความจำเป็นในการดูแลความเคลื่อนไหวของสินค้า ของต้นทุน ของคน ซึ่งจะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะตั้งเป้าการเชื่อมโยงเป็นโครงการของอาเซียนอย่างไรบ้าง

ประการที่สาม การปฏิรูปการพลิกโฉม ก็น่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาและวิจัย และการมีนโยบายการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ถือว่ามีความสำคัญมาก เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน และยกระดับสินค้าให้ดีขึ้น


พัฒนากลุ่มประเทศ CLMV ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ให้เติบโตไปด้วยกัน

พร้อมกันนี้ กลุ่มประเทศที่มีความสำคัญอย่างมากของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) คือ CLMV ซึ่งอาเซียนจะต้องมีการเติบโตไปด้วยกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมองว่าการเชื่อมโยงของ CLMV จะเป็นหัวใจสำคัญให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในอนาคต รวมถึงประเทศจีนด้วย สุดท้ายการพัฒนาเกี่ยวกับข้อตกลงอัตราแลกเปลี่ยน จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งอยากเห็นในโลกต่อไปในอนาคต ในภูมิภาคต่างๆ โดยไม่ควรให้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนมากเกินไป จนทำให้เกิดการแข่งขันการดำเนินนโยบายติดลบ ซึ่งจะไม่ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวไปได้

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น (AMATA) กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งและจุดขาย จึงควรใช้จุดแข็งเป็นฐานสร้างการเติบโตในอนาคต สำหรับจุดแข็งที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาดหลักทรัพย์ มีปริมาณการซื้อ-ขายเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน สูงกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ความเชี่ยวชาญและชำนาญทางด้านการแพทย์ ส่งผลให้ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นในการเข้ารับการรักษา ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต ภาคการบริการด้านการแพทย์ ที่มีผู้เข้ารับการรักษาเติบโตถึง 4 ล้านคน รวมทั้งอาหารไทย ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในประเทศ

ขณะที่ ภาคท่องเที่ยวปีนี้ ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมาอยู่ที่ 30 ล้านคน และการเป็นศูนย์การแฟชั่น เช่น การจัดแสดงงานมอเตอร์โชว์ ที่สวยงามที่สุด


ภาคท่องเที่ยวมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 30 ล้านคน

ภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ โดยมีประเทศรวม 46 ประเทศ มีพื้นที่ทั้งสิ้น 44 ล้านตารางกิโลเมตร และมีจำนวนประชากรราว 60% ของประชากรทั่วโลก รวมถึงมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) คิดเป็น 25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จาก GDP ของโลก 75 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกัน ก็มีทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 70% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลกที่มีอยู่ราว 10.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงกำลังซื้อที่มีอยู่สูง โดยเฉพาะกำลังซื้อของประเทศจีน โดยมองว่าเอเชีย คือ อนาคตของไทยที่จะเป็นตัวผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้มากกว่าปัจจุบัน ที่เติบโตในระดับต่ำเพียง 3%

“เราต้องมีการ upgrade ตัวเอง ให้สามารถแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น ไม่ใช่เท่าเทียมกับคนอื่น โดยเฉพาะการพัฒนาในเรื่องของ innovation ประกอบกับนำเอาจุดเด่นของประเทศ ที่เป็นศูนย์กลางที่ดีที่สุด ทั้งศูนย์กลางโลจิสติกส์ และการบริการต่างๆ รวมถึงควรยกระดับภาคเกษตร ให้เป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง บริษัทก็อยู่ระหว่างการปรับตัวในทุกๆ ด้าน โดยนำเอาแนวทางพระราชดำรัสของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเป็นรากฐานของความพอเพียงอย่างมั่นคง” นายวิกรม กล่าว

ด้าน นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการลงทุนของกลุ่ม ปตท. ในอนาคต 5-10 ปี ข้างหน้า โดยคาดว่า จะอยู่ระดับ 1.2 ล้านล้านบาท ประมาณ 50% เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความมั่นด้านพลังงานของไทย และ 30% เป็นการลงทุนในต่างประเทศทั้งธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและปิโตรเคมี หากไทยสามารถตกลงร่วมกับรัฐบาลกัมพูชา ในการพัฒนาพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชาได้ สัดส่วนเงินลงทุนในต่างประเทศจะเพิ่มสูงกว่านี้อีกมาก


การลงทุนของกลุ่ม ปตท. ในอนาคต 5-10 ปี ข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ระดับ 1.2 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ตลาดเออีซี มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูง ซึ่ง ปตท. ได้เข้าไปลงทุนในหลายธุรกิจ ทั้งด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศพม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น ลงทุนสถานีบริการน้ำมันและร้านกาแฟอเมซอน รวมทั้งเทรดดิ้ง โดย ปตท.ก็แสวงหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมโดยเฉพาะธุรกิจไฟฟ้า

ส่วนทิศทางราคาน้ำมัน มีการประเมินใน 5 ปีข้างหน้าก่อน มองว่า ราคาน้ำมันคงไม่เกิน 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แม้ว่าความต้องการใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ยังเป็นหลักและขยายตัวอยู่ แต่มีปัจจัยเรื่อง Shale Oil/Shale Gas รวมทั้งการส่งเสริมพลังงานทดแทนมาเป็นตัวกดดันราคาน้ำมัน

ขณะที่ นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวด้วยว่า ตลาด CLMV ธุรกิจเทรดดิ้ง ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ดังนั้น บริษัทได้รุกการลงทุนในประเทศเวียดนามอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีการขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ 140 สาขา และโมเดิร์นเทรด รามทั้งจับมือกับรัฐบาลเวียดนาม ทำเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยใช้รูปแบบโมเดลการลงทุนในไทยมาใช้ใน CLMV


ผู้ประกอบการต้องศึกษาเตรียมความพร้อมทางธุรกิจสำหรับอนาคตอันใกล้

เห็นได้ว่า จากภาพรวมทั้งหมด AEC ถือเป็นก้าวสำคัญในการร่วมมือกันของภูมิภาคอาเซียน นอกจากอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกันแล้ว ยังเป็นการสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าในเวทีการค้าโลกอีกด้วย

สำหรับประเทศไทยเอง การรวมกลุ่ม AEC ย่อมส่งผลดี เพราะอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดกับไทยมากที่สุด ประกอบกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของไทยก็เอื้ออำนวยให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาค จากนี้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องศึกษา เรียนรู้ให้เท่าทันสถานการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมทางธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้.

 

ติดคิวอาร์โค้ดพืชผัก-ผลไม้ มกอช.จับมือโมเดิร์นเทรดคุมเข้มสารพิษตกค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763382

 

น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. และกรมวิชาการเกษตร ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด และตลาดค้าส่ง จำนวน 14 ราย อาทิ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป, บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด, บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน), เพื่อร่วมกันวางมาตรการแก้ปัญหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ที่ได้ตั้งเป้าหมายในการควบคุมและบริหารจัดการ ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นการผลิต เพื่อให้มีการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง

“ผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้จัดส่งสินค้าทุกราย ควบคุมมาตรฐานโรงคัดบรรจุจีเอ็มพี (GMP) และควบคุมแหล่งวัตถุดิบอย่างเข้มงวด เช่น สินค้าผักและผลไม้ ควรมาจากฟาร์มมาตรฐานจีเอพี (GAP) ส่วนเกษตรกรที่ยังไม่เข้าระบบมาตรฐาน ต้องควบคุมการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยจดบันทึกการใช้สารเคมีที่ใช้ในแปลงเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ และผลักดันให้เกษตรกร ไปยื่นคำขอรับรองมาตรฐาน GAP”

น.ส.ดุจเดือนกล่าวว่า ผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด จะนำระบบตรวจสอบด้วยคิวอาร์โค้ด (QR Code) มาใช้เพื่อให้สามารถตรวจสอบถึงแหล่งผลิตได้ ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ และผู้ประกอบการ จะร่วมกันตรวจสอบสินค้า และสุ่มตรวจผักและผลไม้ ในขั้นตอนการผลิตทั้งโมเดิร์นเทรดและตลาดค้าส่ง รวมทั้งตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ผลิตหากพบปัญหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ ทั้งกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ สำหรับสินค้าที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP โรงคัดบรรจุ GMP และระบบอื่นๆที่ดำเนินการอยู่ เพื่อการบริหารจัดการให้เกิดมาตรฐานและมีความปลอดภัยในระยะยาว พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของใบรับรองมาตรฐานอย่างเข้มข้น

&ldquoldquo;มกอช. จะจัดส่งข้อมูล ค่าปริมาณสูงสุดของสารพิษตกค้าง (MRL) ที่ได้มีการปรับปรุงล่าสุด ให้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อให้ไปดำเนินการแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการปรับปรุงค่า MRL ให้ทันสมัย สอดคล้องกันระหว่างสองหน่วยงาน ก่อนที่จะมีการยกเลิกค่า MRL ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2551”.

 

ไฟเขียวต่างด้าวลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763377

 

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า เดือน ต.ค.59 คณะกรรมการฯได้อนุญาตให้คนต่างด้าว 17 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 193 ล้านบาท และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มอีก 98 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ และองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน

“การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาการ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น การวิเคราะห์วิจัยด้านโปรตีนและพันธุศาสตร์ ซึ่งถ่ายทอดให้แก่นักวิจัยของสถาบันวิจัยในประเทศไทยจำนวน 30 คน วิทยาการเฉพาะด้านการซ่อมแซมเครื่องอัดอากาศและเครื่องทำความเย็น ซึ่งมีระบบปฏิบัติการประหยัดพลังงานและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ในสนามทดสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยและพัฒนารถยนต์ที่กลุ่มบริษัทฮอนด้าลงทุนก่อสร้างสนามทดสอบในประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนารถยนต์ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย”.

 

ไฟเขียวต่างด้าวลงทุน เดือน ต.ค. อีก 17 ราย นำเงินเข้ากว่า 193 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ต.ค. 2559 16:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763072

 

พาณิชย์ ไฟเขียวต่างด้าวลงทุนในไทย เดือน ต.ค. 17 ราย นำเงินเข้ามากว่า 193 ล้านบาท จ้างแรงงานเพิ่ม 98 คน เผย ไทยได้ประโยชน์ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ เพียบ …

วันที่ 24 ต.ค. 59 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า เดือน ต.ค. 59 คณะกรรมการฯ ได้อนุญาตให้คนต่างด้าว 17 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 193 ล้านบาท และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มอีก 98 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ และองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน

“การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาการ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญ หรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น การวิเคราะห์วิจัยด้านโปรตีนและพันธุศาสตร์ ซึ่งถ่ายทอดให้แก่นักวิจัยของสถาบันวิจัยในประเทศไทยจำนวน 30 คน วิทยาการเฉพาะด้านการซ่อมแซมเครื่องอัดอากาศและเครื่องทำความเย็น ซึ่งมีระบบปฏิบัติการประหยัดพลังงานและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ในสนามทดสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยและพัฒนารถยนต์ที่กลุ่มบริษัทฮอนด้าลงทุนก่อสร้างสนามทดสอบในประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย และพัฒนารถยนต์ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย”

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตใน เดือน ต.ค. 59 ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ ในกลุ่ม 5 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 87 ล้านบาท ได้แก่ บริการทางบัญชี บริการทางกฎหมาย บริการให้กู้ยืมเงิน บริการให้ใช้พื้นที่สนามทดสอบสมรรถนะรถยนต์ และบริการบริหารจัดการ และติดต่อประสานงานกับผู้ให้บริการด้านคลังสินค้า โดยเป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และลาว

2. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า 1 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 3 ล้านบาท ได้แก่ บริการออกแบบพัฒนา ติดตั้งและทดสอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับงานอุตสาหกรรม โดยเป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น

3. ธุรกิจบริการเป็นสำนักผู้แทน 6 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 18 ล้านบาท เป็นการรายงานความเคลื่อนไหวทางธุรกิจเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจการลงทุนให้สำนักงานใหญ่ และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของสำนักงานใหญ่และบริษัทในเครือ รวมถึงการหาแหล่งจัดซื้อและตรวจสอบคุณภาพสินค้าในประเทศไทยในสำนักงานใหญ่ โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน

4. ธุรกิจค้าปลีก 5 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 85 ล้านบาท ได้แก่ การค้าปลีกเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตดีบุก เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิตรายการโทรทัศน์ เครื่องอัดอากาศ เครื่องมือวิเคราะห์โปรตีนและพันธุศาสตร์ โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากประเทศสิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น

ทั้งนี้ การอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในประเทศไทย ในช่วง 10 เดือนของปี 59 (ม.ค.-ต.ค.) คณะกรรมการฯ ได้มีการอนุญาตรวมจำนวน 289 ราย ลดลง 14% มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 5,977 ล้านบาท ลดลง 54%

 

พาณิชย์รับลูก ‘สมคิด’ เดินหน้าทำพันธมิตรการค้า เน้นตลาดจีน-อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ต.ค. 2559 16:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763062

 

พาณิชย์รับลูก “สมคิด” เดินหน้าทำพันธมิตรทางการค้า เน้นตลาดศักยภาพ ทั้งจีน อินเดีย ซีแอลเอ็มวี ประเดิมเวียดนาม เร็วๆ นี้ ยัน ไม่เลิกเอฟทีเอแน่นอน …

วันที่ 24 ต.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขยายความสัมพันธ์ทางการค้า และการลงทุนกับประเทศต่างๆ ในรูปแบบของพันธมิตรทางการค้า (Strategic Partnership) โดยเน้นประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นตลาดการค้า และการลงทุนของไทย อย่าง จีน อินเดีย กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รัสเซีย แอฟริกา เป็นต้น ซึ่งจะเจรจาให้ประเด็นที่ไทย และประเทศคู่เจรจาสนใจร่วมกัน โดยให้ดำเนินการคู่ขนานกับการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของไทยกับประเทศต่างๆ

“การทำพันธมิตรทางการค้า จะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการ ไม่ได้หมายความว่า เราจะทิ้งเอฟทีเอ ยังคงเจรจาอยู่ แต่เอฟทีเอกับบางประเทศที่ทำมานานแล้ว และยังเจรจาไม่จบ อย่าง อินเดีย ก็ให้เปลี่ยนมาคุยเฉพาะสาขาที่ 2 ประเทศสนใจร่วมกัน จะไม่ทำเป็นเอฟทีเอเต็มรูปแบบ ซึ่งสาขาที่ไทยสนใจ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ที่ต้องการความรู้จากอินเดีย และอินเดีย ก็สนใจให้ไทยเข้าไปลงทุนทำค้าปลีก เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ จะเดินทางไปเวียดนาม เพื่อเจรจาพันธมิตรทางการค้า ซึ่งเวียดนามต้องการให้ไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจค้าปลีก ขณะที่ไทยสนใจลงทุนสิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ นอกจากนี้ ในช่วงปลาย เดือน พ.ย.นี้ นายสมคิด จะนำคณะไทย เดินทางไปประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน (เจซี) ที่จีน โดยจะหารือเรื่องการทำพันธมิตรทางการค้าระหว่างกันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา นายสมคิด ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามการทำงานของกระทรวงฯ โดยนายสมคิด ได้ย้ำในที่ประชุมว่า จะเดินหน้าการทำพันธมิตรทางการค้าอย่างเต็มที่ โดยจะเน้นเจรจาแต่เรื่องที่ไทยและประเทศคู่ค้าสนใจ และจะยังไม่ทำเอฟทีเอขณะนี้ เพราะเจรจานานกว่าจะจบ

สำหรับการทำพันธมิตรทางการค้า ไทยได้หารือกับหลายประเทศมาอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นในลักษณะของคณะกรรมการร่วมทางการค้า (เจทีซี) ที่เป็นเพียงแค่ความร่วมมือ ที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และหากใครไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ถือว่าผิด ต่างเอฟทีเอ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ใครไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษ อีกทั้ง พันธมิตรทางการค้า ยังเป็นการเจรจาเฉพาะเรื่อง ไม่ครอบคลุมทุกเรื่องเหมือนเอฟทีเอ แม้เอฟทีเอจะใช้เวลาเจรจานาน แต่มีผลประโยชน์ที่มากกว่า และครอบคลุมกว่ามาก

 

ดีเดย์ 25 ต.ค. รถตู้ กทม.-ตจว. ต้องเข้าใช้พื้นที่สถานีขนส่ง 3 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ต.ค. 2559 13:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/762712

 

ดีเดย์ 25 ต.ค. ขนส่ง เดินหน้าจัดระเบียบรถตู้โดยสาร กำหนดให้รถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 กรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดทุกคัน ต้องเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง คือ จตุจักร สายใต้ปิ่นเกล้า เอกมัย หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด ผิดซ้ำเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการเดินรถ …

วันที่ 24 ต.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป รถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ที่วิ่งให้บริการเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร ต้องเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งจตุจักร (หมอชิต), สถานีขนส่งสายใต้ (ปิ่นเกล้า) และสถานีขนส่งเอกมัย เป็นจุดจอดรับส่งผู้โดยสาร ซึ่งคณะกรรมการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหารถตู้โดยสารสาธารณะจะติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด ผ่านการทำงานประสานความร่วมมือในการกำกับดูแลการให้บริการ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเป็นระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ทหาร, ตำรวจ, บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), กรมการขนส่งทางบก, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และกรุงเทพมหานคร เพื่อดูแลความปลอดภัย และป้องกันมิจฉาชีพและการเอาเปรียบ

ด้าน บขส. ได้จัดเตรียมพื้นที่ เพื่อรองรับรถตู้เข้าใช้ในพื้นที่พร้อมทุกด้านแล้ว มีจุดจอดรอ จุดพักคอยสำหรับรถตู้รองรับเพียงพอ โดยสถานีขนส่งจตุจักรรองรับจำนวนรถได้ 2,046 คัน สถานีขนส่งสายใต้ (ปิ่นเกล้า) รองรับได้ 1,617 คัน และสถานีขนส่งเอกมัยรองรับได้ 542 คัน รวม 4,205 คัน โดยจัดจุดจอดแบ่งตามเกาะต่างๆ เหมือนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อความคุ้นชินของผู้โดยสาร และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก ขสมก. ได้จัดรถ Shuttle bus วิ่งให้บริการรับส่งฟรี ในเส้นทางอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง อย่างเพียงพอ พร้อมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วม 4 จุด คือ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่งและที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อร่วมติดตามประเมินผลการให้บริการเป็นประจำทุกวัน ซึ่งผู้โดยสารที่ใช้บริการสามารถแสดงความคิดเห็น แนะนำการให้บริการเพื่อปรับปรุงแนวทางการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสารมากที่สุด

ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ ต้องจอดให้บริการที่สถานีขนส่งผู้โดยสารประจำจังหวัดด้วย หรือสถานที่ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดจัดไว้ให้ใช้เป็นจุดบริการ

สำหรับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนไม่นำรถตู้เข้าใช้สถานีทั้ง 3 แห่ง มีความผิดทั้งพนักงานขับรถและผู้ประกอบการขนส่ง โดยกรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการมาตรการลงโทษสูงสุดตามกฎหมายทุกกรณี และหากพบการกระทำผิดซ้ำซากพิจารณาเพิกถอนรถออกจากบัญชีประกอบการ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการเดินรถด้วย

อย่างไรก็ตาม การจัดระเบียบและกำหนดให้ต้องเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสาร เป็นไปตามนโยบายของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเป็นไปตามเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบการขนส่งที่ทางราชการได้กำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคันต้องใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นต้นทางและปลายทาง โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลการบริหารจัดการเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน บริหารจัดการตารางการเดินรถ ควบคุมอัตราค่าโดยสาร การเรียกเก็บค่าโดยสาร แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล และช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่เขตเมืองของกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นการยกระดับการให้บริการให้มีมาตรฐาน สร้างความพึงพอใจและเชื่อมั่นในการเดินทาง

ทั้งนี้ ประชาชน สามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทาง หรือร้องเรียนปัญหาจากการใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

กรมท่าอากาศยาน อำนวยสะดวกผู้โดยสาร เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยทุกสนามบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ต.ค. 2559 12:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/762762

 

กรมท่าอากาศยาน เผย ท่าอากาศยานทั้ง 28 แห่งทั่วประเทศ มีการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารตลอดช่วงวันหยุดต่อเนื่อง พร้อมเข้มงวดมาตรฐานความปลอดภัยทุกรูปแบบ …

วันที่ 24 ต.ค.59 กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม รายงานจำนวนการเดินทางของผู้โดยสารภายในประเทศของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน 28 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีการเตรียมการอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารที่เดินทางตลอดช่วงวันหยุดต่อเนื่อง แต่ยังให้คงมาตรการเพิ่มความเข้มงวดของการรักษาความปลอดภัยทุกรูปแบบ โดยมีความเข้มงวดในการตรวจกระเป๋าผู้โดยสาร โดยการสุ่มตรวจ ทั้งจากเครื่อง X-RAY และการตรวจค้นโดยตรงของเจ้าหน้าที่ การจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจตราภายในอาคารที่พักผู้โดยสาร และบริเวณภายนอกท่าอากาศยานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเฝ้าระวังผ่านกล้องวงจรปิดทั่วทั้งท่าอากาศยาน เพื่อดูความเคลื่อนไหวโดยรวม รวมถึงทำการตรวจค้นรถยนต์ก่อนเข้าท่าอากาศยานทุกคัน ทั้งนี้ ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารในพื้นที่ เพื่อติดตามควบคุมสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ภายในท่าอากาศยานทุกแห่งเพื่อดูแล พูดคุย ให้คำแนะนำ แจกโบดำและเชิญชวนให้ผู้โดยสารร่วมลงนามถวายความอาลัย ซึ่งได้จัดไว้อำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารและประชาชนทั่วไปในทุกท่าอากาศยาน

ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยาน ขอแจ้งผู้โดยสาร ให้เผื่อเวลาในการเดินทางถึงท่าอากาศยาน และขออภัยในความไม่สะดวกในการตรวจก่อนการเดินทาง เพื่อความปลอดภัย ซึ่งจะมีประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้โดยสารทราบในทุกๆ เที่ยวบิน ซึ่งเหตุการณ์ทั่วไปทุกท่าอากาศยานปกติ.